
| ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซ้ำได้หรือไม่ เมื่อหนี้เพิ่งถึงกำหนดชำระ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยปัญหาสำคัญในคดีครอบครัวเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ว่าการที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยมาแล้วในคดีหนึ่ง และศาลได้พิพากษาให้ชำระหนี้เฉพาะงวดที่ถึงกำหนดชำระในขณะนั้น ต่อมาเมื่อหนี้ส่วนที่เหลือถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์จะมีสิทธิฟ้องจำเลยอีกครั้งได้หรือไม่ หรือเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คดีนี้สะท้อนให้เห็นหลักกฎหมายว่าด้วย “สิทธิฟ้อง” และ “ฟ้องซ้ำ” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่หนี้เกิดจากสัญญาเดียวกัน แต่เป็นหนี้คนละงวด คนละจำนวน และยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะที่มีการฟ้องคดีเดิม ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานที่มีนัยสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู และต่อการตีความบทบัญญัติมาตรา 55 และมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างเป็นระบบ สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยมีการทำ บันทึกท้ายทะเบียนหย่า กำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นเงินรวม 300,000 บาท โดยชำระในวันหย่า 50,000 บาท และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท จนกว่าจะครบถ้วน ภายหลังการหย่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยผิดนัดไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ตกลงไว้ โจทก์จึงนำคดีฟ้องต่อศาลครั้งแรก และศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเฉพาะงวดที่ถึงกำหนดชำระแล้วในขณะนั้น เป็นเงิน 160,000 บาท ส่วนยอดหนี้ที่เหลืออีก 90,000 บาท ศาลมิได้พิพากษาให้ชำระ เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระตามสัญญา ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป หนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนที่เหลือจำนวน 90,000 บาท ได้ถึงกำหนดชำระตามเงื่อนไขในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ชำระเงินดังกล่าว แม้โจทก์จะมีการทวงถามแล้วก็ตาม โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ เรียกให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยต่อสู้ว่าคดีนี้เป็น ฟ้องซ้ำ เนื่องจากโจทก์เคยฟ้องโดยอาศัยสัญญาเดียวกันมาแล้วในคดีเดิม ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาล ประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีนี้มีเพียงประเด็นเดียว คือ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนที่เหลือภายหลังจากมีคำพิพากษาในคดีเดิมแล้ว เป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่ ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีเดิมและคดีนี้จะอาศัยสัญญาเดียวกัน คือบันทึกท้ายทะเบียนหย่า และอ้างเหตุจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเช่นเดียวกัน แต่ลักษณะของหนี้ในคดีเดิมและคดีนี้เป็น หนี้คนละจำนวน และเป็นหนี้คนละงวด ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีเดิม ยอดหนี้จำนวน 90,000 บาท ยังไม่ถึงกำหนดชำระตามสัญญา โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องในส่วนดังกล่าว และยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อีกทั้งศาลในคดีเดิมก็ยังมิได้วินิจฉัยหรือชี้ขาดประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับยอดหนี้ส่วนนี้แต่อย่างใด เมื่อภายหลังยอดหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระ และจำเลยผิดนัดไม่ชำระ จึงเป็นการเกิดมูลหนี้ใหม่ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกร้องได้ การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ 1 หลัก “สิทธิฟ้อง” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 มาตรา 55 วางหลักว่า บุคคลจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อสิทธิของตนถูกโต้แย้งหรือถูกละเมิดแล้วเท่านั้น หากสิทธิยังไม่ถูกโต้แย้ง หรือหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ย่อมถือว่ายังไม่มีอำนาจฟ้อง ในคดีนี้ ขณะโจทก์ฟ้องคดีเดิม ยอดหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูส่วนที่เหลือยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องในส่วนดังกล่าว ศาลในคดีเดิมจึงไม่อาจวินิจฉัยหรือพิพากษาในส่วนหนี้ที่ยังไม่เกิดสิทธิฟ้องได้ 2 หลักฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 มาตรา 148 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้มีการนำคดีที่มี คู่ความเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน และเหตุเดียวกัน มาฟ้องซ้ำอีกหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีเดิมและคดีนี้จะอาศัยสัญญาเดียวกัน แต่หนี้ที่นำมาฟ้องเป็นคนละจำนวน และยังไม่เคยถูกวินิจฉัยในคดีเดิม ประเด็นข้อพิพาทจึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกันโดยสาระสำคัญ การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 148 เจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของมาตรา 55 มุ่งหมายให้ศาลพิจารณาคดีเฉพาะกรณีที่สิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นแล้วอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันการฟ้องคดีล่วงหน้าหรือฟ้องโดยยังไม่มีข้อพิพาท ขณะที่มาตรา 148 มุ่งป้องกันการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตและการรบกวนกระบวนการยุติธรรมจากการนำคดีเดิมมาฟ้องซ้ำ แต่ไม่ได้มีเจตนาจะตัดสิทธิของเจ้าหนี้ในกรณีที่หนี้หรือสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นภายหลังจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ศาลฎีกานำบทบัญญัติทั้งสองมาตรามาใช้ร่วมกันอย่างสมดุล เพื่อคุ้มครองทั้งหลักความมั่นคงของคำพิพากษาและสิทธิของผู้มีสิทธิเรียกร้องโดยชอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับหลักที่ศาลฎีกาเคยวางไว้ว่า หนี้ตามสัญญาที่แบ่งเป็นงวด หากงวดใดยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิฟ้องในส่วนนั้น และเมื่อหนี้งวดดังกล่าวถึงกำหนดแล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ โดยไม่เป็นฟ้องซ้ำ แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งมักเป็นหนี้ระยะยาวและมีการผ่อนชำระเป็นงวด ๆ หากตีความว่าต้องฟ้องครั้งเดียวทั้งหมด อาจกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิของบุตรและผู้มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูโดยไม่เป็นธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูจำนวน 90,000 บาท เป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระภายหลังจากคดีเดิมถึงที่สุด และศาลในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยหนี้ส่วนนี้ การที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน เห็นพ้องว่าประเด็นข้อพิพาทมิใช่ประเด็นเดียวกับคดีเดิม และโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกหนี้ที่ถึงกำหนดภายหลังได้ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยยืนตามศาลล่าง เห็นว่าหนี้ในคดีนี้เป็นหนี้คนละจำนวน เป็นมูลหนี้ใหม่ และโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องในคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความความสัมพันธ์ระหว่าง สิทธิฟ้องตามมาตรา 55 และ หลักฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยศาลฎีกาได้วางหลักอย่างชัดเจนว่า “การฟ้องซ้ำ” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเดียวกันโดยสาระสำคัญ และเป็นสิทธิที่เคยมีอำนาจฟ้องและได้รับการวินิจฉัยแล้ว ในกรณีที่หนี้เกิดจากสัญญาเดียวกัน แต่เป็นหนี้ที่แบ่งเป็นงวด และบางงวดยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม เจ้าหนี้ย่อมยังไม่มีสิทธิฟ้องในส่วนนั้น การที่ศาลในคดีเดิมมิได้วินิจฉัยย่อมไม่อาจผูกพันหรือปิดกั้นสิทธิของเจ้าหนี้เมื่อหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดภายหลัง แนววินิจฉัยนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นหนี้ต่อเนื่องระยะยาว หากตีความหลักฟ้องซ้ำอย่างเคร่งครัดเกินสมควร อาจกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์และผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อันขัดต่อหลักความเป็นธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซ้ำได้หรือไม่ หากเคยฟ้องคดีมาก่อนแล้ว คำตอบ สามารถฟ้องได้ หากหนี้ที่นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม และศาลยังไม่เคยวินิจฉัยในประเด็นนั้น การฟ้องใหม่จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ 2. คำถาม การฟ้องซ้ำตามกฎหมายหมายถึงกรณีใด คำตอบ การฟ้องซ้ำหมายถึงการนำคดีที่มีคู่ความเดียวกัน ประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน และเหตุเดียวกัน ซึ่งศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว มาฟ้องซ้ำอีกครั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 3. คำถาม หนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่แบ่งชำระเป็นงวด มีผลต่อสิทธิฟ้องอย่างไร คำตอบ หนี้แต่ละงวดถือเป็นสิทธิเรียกร้องแยกกัน หากงวดใดยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ยังไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนั้น และเมื่อถึงกำหนดแล้วสามารถฟ้องเรียกได้เป็นคดีใหม่ 4. คำถาม เหตุใดศาลจึงเห็นว่าคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ คำตอบ เพราะยอดหนี้ที่นำมาฟ้องในคดีนี้เป็นหนี้คนละจำนวนกับคดีเดิม และยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม ศาลจึงยังไม่เคยวินิจฉัยประเด็นนี้มาก่อน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1566/2552 คดีเดิมโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมดโดยอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า อ้างเหตุว่าจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบางส่วนเฉพาะงวดหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อหนี้ส่วนที่เหลือถึงกำหนดชำระจำเลยก็ผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาดังกล่าวอีกจึงเกิดมูลหนี้ใหม่ แม้จะโดยสาเหตุจำเลยผิดนัดเหมือนกันกับในคดีเดิม แต่ก็เป็นเพราะจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาในยอดหนี้ส่วนที่เหลือ จึงเป็นหนี้คนละจำนวนกัน เมื่อขณะโจทก์ฟ้องคดีเดิมจำเลยยังมิได้ผิดนัดในยอดหนี้คงค้างที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยในคดีนี้เพราะเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวและศาลชั้นต้นในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยประเด็นหรือเนื้อหาแห่งคดีในส่วนยอดหนี้ดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีเดิม การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยมีบันทึกท้ายทะเบียนหย่ากำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นเงิน 300,000 บาท ชำระในวันหย่าแล้ว 50,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท จนกว่าจะครบ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู โจทก์จึงฟ้องคดีและศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 160,000 บาท ส่วนยอดหนี้อีก 90,000 บาท ศาลยังไม่พิพากษาเนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระ ภายหลังเมื่อหนี้ส่วนดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเรียกเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมเป็นเงิน 102,093.75 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีเป็นฟ้องซ้ำ เนื่องจากโจทก์เคยฟ้องอาศัยสัญญาท้ายทะเบียนหย่าเดียวกันมาแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า แม้คดีเดิมและคดีนี้จะอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าและอ้างเหตุจำเลยผิดนัดเช่นเดียวกัน แต่ศาลในคดีเดิมพิพากษาให้ชำระเฉพาะหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว ส่วนยอดหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และศาลในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยในส่วนหนี้ดังกล่าว เมื่อหนี้ถึงกำหนดและจำเลยผิดนัด จึงเกิดมูลหนี้ใหม่ เป็นหนี้คนละจำนวนกับคดีเดิม ประเด็นข้อพิพาทจึงไม่เป็นประเด็นเดียวกัน การฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
|





