ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซ้ำได้หรือไม่ เมื่อหนี้เพิ่งถึงกำหนดชำระ

ฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง, ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า, หนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระฟ้องได้หรือไม่, หลักฟ้องซ้ำมาตรา 148 ปวิพ, อำนาจฟ้องตามมาตรา 55 ปวิพ, การผิดนัดชำระค่าเลี้ยงดู, คดีเยาวชนและครอบครัวศาลฎีกา, แนวคำพิพากษาค่าอุปการะเลี้ยงดู, ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูภายหลังคดีถึงที่สุด, สิทธิเรียกร้องใหม่, หนี้คนละงวด, หลักหนี้เกิดใหม่, สัญญาท้ายทะเบียนหย่า, คดีครอบครัวฟ้องซ้ำ, การคุ้มครองสิทธิเด็ก, ฟ้องซ้ำ, ค่าอุปการะเลี้ยงดู,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยปัญหาสำคัญในคดีครอบครัวเกี่ยวกับการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า ว่าการที่โจทก์เคยฟ้องจำเลยมาแล้วในคดีหนึ่ง และศาลได้พิพากษาให้ชำระหนี้เฉพาะงวดที่ถึงกำหนดชำระในขณะนั้น ต่อมาเมื่อหนี้ส่วนที่เหลือถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์จะมีสิทธิฟ้องจำเลยอีกครั้งได้หรือไม่ หรือเป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

คดีนี้สะท้อนให้เห็นหลักกฎหมายว่าด้วย “สิทธิฟ้อง” และ “ฟ้องซ้ำ” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีที่หนี้เกิดจากสัญญาเดียวกัน แต่เป็นหนี้คนละงวด คนละจำนวน และยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะที่มีการฟ้องคดีเดิม ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานที่มีนัยสำคัญต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู และต่อการตีความบทบัญญัติมาตรา 55 และมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งอย่างเป็นระบบ

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยเคยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และได้จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยมีการทำ บันทึกท้ายทะเบียนหย่า กำหนดให้จำเลยต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นเงินรวม 300,000 บาท โดยชำระในวันหย่า 50,000 บาท และส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท จนกว่าจะครบถ้วน

ภายหลังการหย่า จำเลยมิได้ปฏิบัติตามสัญญาโดยผิดนัดไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามที่ตกลงไว้ โจทก์จึงนำคดีฟ้องต่อศาลครั้งแรก และศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเฉพาะงวดที่ถึงกำหนดชำระแล้วในขณะนั้น เป็นเงิน 160,000 บาท ส่วนยอดหนี้ที่เหลืออีก 90,000 บาท ศาลมิได้พิพากษาให้ชำระ เนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระตามสัญญา

ต่อมาเมื่อเวลาผ่านไป หนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนที่เหลือจำนวน 90,000 บาท ได้ถึงกำหนดชำระตามเงื่อนไขในบันทึกท้ายทะเบียนหย่า แต่จำเลยยังคงเพิกเฉยไม่ชำระเงินดังกล่าว แม้โจทก์จะมีการทวงถามแล้วก็ตาม โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีใหม่ เรียกให้ชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยต่อสู้ว่าคดีนี้เป็น ฟ้องซ้ำ เนื่องจากโจทก์เคยฟ้องโดยอาศัยสัญญาเดียวกันมาแล้วในคดีเดิม

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัยของศาล

ประเด็นข้อพิพาทสำคัญในคดีนี้มีเพียงประเด็นเดียว คือ

การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนที่เหลือภายหลังจากมีคำพิพากษาในคดีเดิมแล้ว เป็นการฟ้องซ้ำต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 หรือไม่

ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบกับข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า แม้คดีเดิมและคดีนี้จะอาศัยสัญญาเดียวกัน คือบันทึกท้ายทะเบียนหย่า และอ้างเหตุจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเช่นเดียวกัน แต่ลักษณะของหนี้ในคดีเดิมและคดีนี้เป็น หนี้คนละจำนวน และเป็นหนี้คนละงวด

ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีเดิม ยอดหนี้จำนวน 90,000 บาท ยังไม่ถึงกำหนดชำระตามสัญญา โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องเรียกร้องในส่วนดังกล่าว และยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 อีกทั้งศาลในคดีเดิมก็ยังมิได้วินิจฉัยหรือชี้ขาดประเด็นแห่งคดีเกี่ยวกับยอดหนี้ส่วนนี้แต่อย่างใด

เมื่อภายหลังยอดหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดชำระ และจำเลยผิดนัดไม่ชำระ จึงเป็นการเกิดมูลหนี้ใหม่ โจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกร้องได้ การฟ้องคดีนี้จึงไม่เป็นการฟ้องซ้ำตามมาตรา 148

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้

1 หลัก “สิทธิฟ้อง” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55

มาตรา 55 วางหลักว่า บุคคลจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเมื่อสิทธิของตนถูกโต้แย้งหรือถูกละเมิดแล้วเท่านั้น หากสิทธิยังไม่ถูกโต้แย้ง หรือหนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระ ย่อมถือว่ายังไม่มีอำนาจฟ้อง

ในคดีนี้ ขณะโจทก์ฟ้องคดีเดิม ยอดหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูส่วนที่เหลือยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์จึงยังไม่มีสิทธิฟ้องในส่วนดังกล่าว ศาลในคดีเดิมจึงไม่อาจวินิจฉัยหรือพิพากษาในส่วนหนี้ที่ยังไม่เกิดสิทธิฟ้องได้

2 หลักฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

มาตรา 148 มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้มีการนำคดีที่มี คู่ความเดียวกัน ประเด็นเดียวกัน และเหตุเดียวกัน มาฟ้องซ้ำอีกหลังจากมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีเดิมและคดีนี้จะอาศัยสัญญาเดียวกัน แต่หนี้ที่นำมาฟ้องเป็นคนละจำนวน และยังไม่เคยถูกวินิจฉัยในคดีเดิม ประเด็นข้อพิพาทจึงไม่ใช่ประเด็นเดียวกันโดยสาระสำคัญ การฟ้องคดีนี้จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 148

เจตนารมณ์ของบทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เจตนารมณ์ของมาตรา 55 มุ่งหมายให้ศาลพิจารณาคดีเฉพาะกรณีที่สิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นแล้วอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันการฟ้องคดีล่วงหน้าหรือฟ้องโดยยังไม่มีข้อพิพาท

ขณะที่มาตรา 148 มุ่งป้องกันการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สุจริตและการรบกวนกระบวนการยุติธรรมจากการนำคดีเดิมมาฟ้องซ้ำ แต่ไม่ได้มีเจตนาจะตัดสิทธิของเจ้าหนี้ในกรณีที่หนี้หรือสิทธิเรียกร้องเกิดขึ้นภายหลังจากคดีเดิมถึงที่สุดแล้ว

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ศาลฎีกานำบทบัญญัติทั้งสองมาตรามาใช้ร่วมกันอย่างสมดุล เพื่อคุ้มครองทั้งหลักความมั่นคงของคำพิพากษาและสิทธิของผู้มีสิทธิเรียกร้องโดยชอบ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สอดคล้องกับหลักที่ศาลฎีกาเคยวางไว้ว่า

หนี้ตามสัญญาที่แบ่งเป็นงวด หากงวดใดยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิฟ้องในส่วนนั้น และเมื่อหนี้งวดดังกล่าวถึงกำหนดแล้ว เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องเป็นคดีใหม่ได้ โดยไม่เป็นฟ้องซ้ำ

แนวคิดนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งมักเป็นหนี้ระยะยาวและมีการผ่อนชำระเป็นงวด ๆ หากตีความว่าต้องฟ้องครั้งเดียวทั้งหมด อาจกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิของบุตรและผู้มีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูโดยไม่เป็นธรรม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า หนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูจำนวน 90,000 บาท เป็นหนี้ที่ถึงกำหนดชำระภายหลังจากคดีเดิมถึงที่สุด และศาลในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยหนี้ส่วนนี้ การที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีใหม่จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน เห็นพ้องว่าประเด็นข้อพิพาทมิใช่ประเด็นเดียวกับคดีเดิม และโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกหนี้ที่ถึงกำหนดภายหลังได้

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยยืนตามศาลล่าง เห็นว่าหนี้ในคดีนี้เป็นหนี้คนละจำนวน เป็นมูลหนี้ใหม่ และโจทก์ยังไม่มีอำนาจฟ้องในคดีเดิม จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความความสัมพันธ์ระหว่าง สิทธิฟ้องตามมาตรา 55 และ หลักฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยศาลฎีกาได้วางหลักอย่างชัดเจนว่า “การฟ้องซ้ำ” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเดียวกันโดยสาระสำคัญ และเป็นสิทธิที่เคยมีอำนาจฟ้องและได้รับการวินิจฉัยแล้ว

ในกรณีที่หนี้เกิดจากสัญญาเดียวกัน แต่เป็นหนี้ที่แบ่งเป็นงวด และบางงวดยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม เจ้าหนี้ย่อมยังไม่มีสิทธิฟ้องในส่วนนั้น การที่ศาลในคดีเดิมมิได้วินิจฉัยย่อมไม่อาจผูกพันหรือปิดกั้นสิทธิของเจ้าหนี้เมื่อหนี้ดังกล่าวถึงกำหนดภายหลัง

แนววินิจฉัยนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ซึ่งเป็นหนี้ต่อเนื่องระยะยาว หากตีความหลักฟ้องซ้ำอย่างเคร่งครัดเกินสมควร อาจกระทบต่อการคุ้มครองสิทธิของผู้เยาว์และผู้มีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดู อันขัดต่อหลักความเป็นธรรมและเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซ้ำได้หรือไม่ หากเคยฟ้องคดีมาก่อนแล้ว

คำตอบ

สามารถฟ้องได้ หากหนี้ที่นำมาฟ้องเป็นหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม และศาลยังไม่เคยวินิจฉัยในประเด็นนั้น การฟ้องใหม่จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ

2. คำถาม

การฟ้องซ้ำตามกฎหมายหมายถึงกรณีใด

คำตอบ

การฟ้องซ้ำหมายถึงการนำคดีที่มีคู่ความเดียวกัน ประเด็นข้อพิพาทเดียวกัน และเหตุเดียวกัน ซึ่งศาลได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้ว มาฟ้องซ้ำอีกครั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148

3. คำถาม

หนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่แบ่งชำระเป็นงวด มีผลต่อสิทธิฟ้องอย่างไร

คำตอบ

หนี้แต่ละงวดถือเป็นสิทธิเรียกร้องแยกกัน หากงวดใดยังไม่ถึงกำหนดชำระ เจ้าหนี้ยังไม่มีอำนาจฟ้องในส่วนนั้น และเมื่อถึงกำหนดแล้วสามารถฟ้องเรียกได้เป็นคดีใหม่

4. คำถาม

เหตุใดศาลจึงเห็นว่าคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ

คำตอบ

เพราะยอดหนี้ที่นำมาฟ้องในคดีนี้เป็นหนี้คนละจำนวนกับคดีเดิม และยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม ศาลจึงยังไม่เคยวินิจฉัยประเด็นนี้มาก่อน

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1566/2552

คดีเดิมโจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดในค่าอุปการะเลี้ยงดูทั้งหมดโดยอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่า อ้างเหตุว่าจำเลยผิดนัดไม่ผ่อนชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูให้ครบถ้วน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับผิดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบางส่วนเฉพาะงวดหนี้ที่ถึงกำหนดชำระ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมาเมื่อหนี้ส่วนที่เหลือถึงกำหนดชำระจำเลยก็ผิดนัดไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาดังกล่าวอีกจึงเกิดมูลหนี้ใหม่ แม้จะโดยสาเหตุจำเลยผิดนัดเหมือนกันกับในคดีเดิม แต่ก็เป็นเพราะจำเลยไม่ผ่อนชำระหนี้ค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญาในยอดหนี้ส่วนที่เหลือ จึงเป็นหนี้คนละจำนวนกัน เมื่อขณะโจทก์ฟ้องคดีเดิมจำเลยยังมิได้ผิดนัดในยอดหนี้คงค้างที่โจทก์นำมาฟ้องจำเลยในคดีนี้เพราะเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระโจทก์ยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดชำระหนี้ดังกล่าวและศาลชั้นต้นในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยประเด็นหรือเนื้อหาแห่งคดีในส่วนยอดหนี้ดังกล่าว ประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้มิใช่ประเด็นข้อพิพาทที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับในคดีเดิม การที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยมีบันทึกท้ายทะเบียนหย่ากำหนดให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ทั้งสองเป็นเงิน 300,000 บาท ชำระในวันหย่าแล้ว 50,000 บาท ส่วนที่เหลือให้ผ่อนชำระรายเดือน เดือนละไม่น้อยกว่า 5,000 บาท จนกว่าจะครบ ต่อมาจำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู โจทก์จึงฟ้องคดีและศาลพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 160,000 บาท ส่วนยอดหนี้อีก 90,000 บาท ศาลยังไม่พิพากษาเนื่องจากยังไม่ถึงกำหนดชำระ

ภายหลังเมื่อหนี้ส่วนดังกล่าวถึงกำหนดชำระแล้ว โจทก์ทวงถามให้จำเลยชำระเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องเรียกเงิน 90,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมเป็นเงิน 102,093.75 บาท จำเลยให้การต่อสู้ว่าคดีเป็นฟ้องซ้ำ เนื่องจากโจทก์เคยฟ้องอาศัยสัญญาท้ายทะเบียนหย่าเดียวกันมาแล้ว ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องพร้อมดอกเบี้ย และค่าฤชาธรรมเนียม ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า แม้คดีเดิมและคดีนี้จะอาศัยสัญญาตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าและอ้างเหตุจำเลยผิดนัดเช่นเดียวกัน แต่ศาลในคดีเดิมพิพากษาให้ชำระเฉพาะหนี้ที่ถึงกำหนดแล้ว ส่วนยอดหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีนี้ยังไม่ถึงกำหนดชำระในขณะฟ้องคดีเดิม โจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 และศาลในคดีเดิมยังมิได้วินิจฉัยในส่วนหนี้ดังกล่าว เมื่อหนี้ถึงกำหนดและจำเลยผิดนัด จึงเกิดมูลหนี้ใหม่ เป็นหนี้คนละจำนวนกับคดีเดิม ประเด็นข้อพิพาทจึงไม่เป็นประเด็นเดียวกัน การฟ้องคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

 

ท นาย อาสา ฟรี




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่