
| ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ “แก่นปัญหาอายุความ” ของการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ โดยเฉพาะประเด็นที่มักถูกยกขึ้นต่อสู้ว่า ค่าเลี้ยงดูเป็น “เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงอยู่ในอายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) หรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักตีความอย่างชัดเจนว่า การจะเป็นเงินค้างจ่ายประเภทที่ต้องฟ้องภายใน 5 ปีนั้น ต้องมีลักษณะ “กำหนดจ่ายเป็นระยะ (งวด) มีจำนวนแน่นอน และมีกำหนดเวลาชำระที่แน่นอน” เช่นเดียวกับเงินเดือน เงินปี หรือบำนาญ แต่ในกรณีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายของบิดาชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง หากบทกฎหมายไม่ได้กำหนดงวด และคู่ความไม่ได้ตกลงกำหนดงวดตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่เข้าลักษณะเงินค้างจ่ายตามมาตรา 193/33 (4) จึงไม่ถูกจำกัดด้วยอายุความ 5 ปีในประเด็นนี้ นอกจากนั้น คำพิพากษานี้ยังกำหนดแนวพิจารณา “จำนวนเงินค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง” ให้สอดคล้องกับความสามารถของผู้มีหน้าที่ ภาระครอบครัวที่ต้องรับผิดอยู่จริง และสภาพข้อเท็จจริงของบุตรในปัจจุบัน ตลอดจนย้ำหลักคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดีครอบครัวเกี่ยวกับ “การยกเว้นค่าขึ้นศาล” ตามกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัว และเงื่อนไขการขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดไม่ให้เป็นการคาดคะเนลอย ๆ จนกระทบสิทธิทรัพย์สินของอีกฝ่ายโดยไม่จำเป็น สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2525 และจดทะเบียนสมรสในเวลาต่อมา มีบุตรร่วมกัน 3 คน ต่อมาประมาณปี 2548 จำเลยที่ 1 ย้ายออกจากบ้าน ถือเป็นการจงใจละทิ้งร้าง และไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 มีบุตรด้วยกัน 1 คน โจทก์จึงฟ้องขอหย่าและเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูของตนและบุตร รวมทั้งเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรบางส่วน รวมทั้งค่าทดแทน และยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยประเด็นสำคัญที่ขึ้นสู่ศาลฎีกา คือ (ก) ค่าอุปการะเลี้ยงดูของ “นาย พ.” ขณะเป็นผู้เยาว์ขาดอายุความ 5 ปีหรือไม่ (ข) หากไม่ขาดอายุความ จำเลยที่ 1 ต้องชำระเพียงใด และ (ค) การเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนเรียกค่าเลี้ยงดูนั้นชอบหรือไม่ รวมถึงมีคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้ยึด/อายัดทรัพย์มรดกที่คาดว่าจะตกแก่จำเลยที่ 1 ก่อนศาลฎีกาพิพากษา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยแยกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ (1) ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ขาดอายุความ 5 ปี” หรือไม่ ศาลฎีกาอธิบายว่า มาตรา 193/33 (4) กำหนดอายุความ 5 ปีสำหรับ “เงินค้างจ่าย” ซึ่งรวมถึงค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่นในทำนองเดียวกัน “ที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะ” เมื่อเทียบเคียงกับเงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ย่อมต้องมีลักษณะกำหนดงวด จำนวนแน่นอน และกำหนดเวลาชำระแน่นอน หากค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นเพียงหน้าที่ตามกฎหมายโดย “ไม่ได้กำหนดงวดชำระ” และ “ไม่มีข้อตกลงกำหนดงวด” ตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ก็ไม่อยู่ในบังคับมาตรา 193/33 (4) คดีนี้จำเลยที่ 1 เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนาย พ. มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่บทกฎหมายไม่ได้กำหนดงวดชำระ และไม่ปรากฏว่ามีข้อตกลงกำหนดงวดชำระตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ขณะเป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้อง จึง “ไม่ต้องด้วย” มาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี ทำให้ฎีกาประเด็นนี้ของโจทก์ฟังขึ้น (2) จำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังของนาย พ. ควรกำหนดเพียงใด ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลล่างยังไม่ได้วินิจฉัยประเด็นจำนวนเงิน (เพราะเข้าใจว่าอายุความขาดแล้ว) จึงวินิจฉัยเองโดยไม่ย้อนสำนวน โดยพิจารณาจากข้อเท็จจริงเรื่องอาชีพ รายได้ และภาระของจำเลยที่ 1 ในช่วงที่บุตรเป็นผู้เยาว์ รวมถึงภาระที่จำเลยต้องชำระตามคำพิพากษาส่วนอื่น และสภาพของบุตรในปัจจุบันที่โตแล้วและประกอบอาชีพได้ ศาลฎีกาใช้อำนาจตามมาตรา 1598/38 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนชำระเสร็จ โดยรับฟังฎีกาเพียงบางส่วนในเรื่องจำนวน (3) ค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ที่เรียกเก็บในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดู ชอบหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 155 บัญญัติให้คดีครอบครัวที่เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ “ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม” ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. จึงเป็นการไม่ชอบ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแก่โจทก์รวม 15,760 บาท (4) คำร้องคุ้มครองชั่วคราวให้ยึด/อายัดทรัพย์มรดกก่อนศาลฎีกาพิพากษา ศาลฎีกายกคำร้อง โดยให้เหตุผลสำคัญว่า ทรัพย์ที่ขอให้ยึดยังเป็นชื่อบุคคลอื่น (ผู้ตาย) และการจะสั่งคุ้มครองชั่วคราวตาม ป.วิ.พ. ต้องเป็นที่พอใจว่าจำเลย “ตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินให้พ้นอำนาจศาล” ตามมาตรา 255 ประกอบมาตรา 254 (1) แต่ข้ออ้างของโจทก์เป็นเพียงการคาดคะเนว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน อีกทั้งหากย้อนสำนวนไปไต่สวนจะทำให้คดีล่าช้าโดยไม่จำเป็น 3. วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึก และเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ (1) แก่นหลัก “อายุความ 5 ปี” ของค่าอุปการะเลี้ยงดู ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ค่าเลี้ยงดูที่เป็นงวด” กับ “ค่าเลี้ยงดูตามหน้าที่ที่ไม่กำหนดงวด” มาตรา 193/33 (4) มิได้มุ่งหมายให้ “สิทธิเรียกค่าเลี้ยงดูทุกประเภท” ตกอยู่ในอายุความ 5 ปีโดยอัตโนมัติ แต่เจตนารมณ์ของบทบัญญัติว่าด้วย “เงินค้างจ่าย” คือการกำกับหนี้ที่มีลักษณะจ่ายเป็นรอบ ๆ แบบต่อเนื่อง ซึ่งโดยสภาพมีวันครบกำหนดเป็นงวด มีจำนวนหรือหลักคำนวณชัด และเจ้าหนี้สามารถตรวจสอบการค้างจ่ายได้เป็นตอน ๆ หากปล่อยล่วงเลยนานโดยไม่ทวงถาม ย่อมขัดต่อความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์ ศาลฎีกาจึงตีความให้ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จะเข้ามาตรา 193/33 (4) ต้องมี “คุณลักษณะร่วม” กับเงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ กล่าวคือ ต้องกำหนดงวดและกำหนดเวลาชำระแน่นอน ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคำว่า “เงินค้างจ่าย” ไม่ใช่เพียงชื่อเรียกว่าค่าอุปการะเลี้ยงดู (2) มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เป็น “หน้าที่ตามสถานะบิดาชอบด้วยกฎหมาย” ไม่ใช่สัญญาหนี้งวดโดยตัวมันเอง หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง เกิดจากความเป็นบิดามารดาตามกฎหมาย และมุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ บทบัญญัตินี้ไม่ได้กำหนดว่าต้องจ่ายเป็นรายเดือน รายปี หรือเป็นงวดใดโดยเฉพาะ เพราะต้องเปิดช่องให้ศาลหรือคู่ความพิจารณาตามความเหมาะสมของฐานะและความจำเป็นในแต่ละกรณี เมื่อกฎหมายมิได้ผูก “รูปแบบงวด” ไว้ตั้งแต่ต้น ศาลฎีกาจึงถือว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1564 โดยลำพังยังไม่แปลงสภาพเป็น “เงินค้างจ่ายเป็นงวด” เว้นแต่จะมีการทำให้เป็นงวดตามกลไกกฎหมายอื่น (3) มาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง คือกลไกทำให้ “ค่าเลี้ยงดู” กลายเป็นหนี้ที่มีงวดและกำหนดเวลาแน่นอน เมื่อคู่ความตกลงหรือมีคำสั่งศาลกำหนดให้ชำระเป็นงวด เช่น รายเดือน รายไตรมาส พร้อมวันครบกำหนดชัดเจน ค่าเลี้ยงดูจึงมีลักษณะใกล้เคียงเงินเดือน/เงินบำนาญ และเหตุผลเชิงนโยบายของอายุความ 5 ปีจึงทำงานได้อย่างเต็มที่ คดีนี้ไม่ปรากฏข้อตกลงงวดชำระตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงตัดบทการนำมาตรา 193/33 (4) มาใช้ปิดสิทธิของผู้เยาว์ในทางอ้อม ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์คุ้มครองผู้เยาว์และความยุติธรรมในคดีครอบครัว (4) มาตรา 1598/38 สะท้อนดุลพินิจศาลให้กำหนดจำนวนตาม “ความสามารถ–ความจำเป็น–พฤติการณ์ที่เป็นธรรม” การที่ศาลฎีกากำหนดจำนวนเพียง 40,000 บาท แม้โจทก์เรียกย้อนหลังหลายปี แสดงให้เห็นว่า “ไม่ใช่เพียงชนะประเด็นอายุความแล้วจะได้เต็มตามคำขอ” แต่ศาลยังต้องชั่งน้ำหนักข้อเท็จจริงด้านรายได้จริง ภาระบุตรคนอื่น ภาระตามคำพิพากษาที่ต้องชำระอยู่แล้ว และสถานะบุตรในปัจจุบันที่บรรลุนิติภาวะใกล้เคียงและประกอบอาชีพได้ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นธรรมและบังคับได้จริง แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง คำพิพากษานี้ตอกย้ำ “แนวแบ่งประเภท” ที่ใช้ได้กับการทำงานเชิงปฏิบัติของทนายความคือ ก. ถ้าเป็นค่าเลี้ยงดูที่ถูกกำหนดเป็นงวดและมีกำหนดเวลาชัด ย่อมเสี่ยงเข้ามาตรา 193/33 (4) ต้องระวังอายุความ 5 ปีนับแยกเป็นงวด ข. ถ้าเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ยังไม่ถูกทำให้เป็นงวดตามมาตรา 1598/40 และข้อเท็จจริงไม่ชี้ว่ามีกำหนดงวดแน่นอน การยกอายุความ 5 ปีแบบ “เงินค้างจ่าย” อาจใช้ไม่ได้ สาระนี้มีความสำคัญมากในคดีเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลัง เพราะเป็นตัวชี้ชะตาว่าควรวางฐานคดีและพยานหลักฐานอย่างไร โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นว่ามีหรือไม่มีการกำหนดงวดชำระในทางนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ ข้อคิดทางกฎหมาย (1) ยุทธศาสตร์การฟ้อง “ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์” เมื่อถูกยกอายุความ 5 ปี ผู้ฟ้องควรย้ำฐานสิทธิว่าเกิดจากหน้าที่ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง และชี้ให้ศาลเห็นว่า “ไม่ได้มีการกำหนดงวดและกำหนดเวลาชำระแน่นอน” ตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง จึงไม่ใช่เงินค้างจ่ายตามมาตรา 193/33 (4) และต้องโต้ให้ชัดว่าฝ่ายจำเลยกำลัง “เทียบเคียงผิดประเภท” ระหว่างค่าเลี้ยงดูตามสถานะกับหนี้งวดแบบเงินเดือน (2) การชนะประเด็นอายุความ ไม่เท่ากับได้จำนวนเต็ม แม้ศาลฎีกายอมรับว่าไม่ขาดอายุความ แต่ยังลดจำนวนตามความสามารถที่พิสูจน์ได้จริง ภาระที่จำเลยมีอยู่ และสถานะของบุตรในปัจจุบัน ผู้ฟ้องจึงควรเตรียมพยานเรื่องค่าใช้จ่ายที่จำเป็นของบุตรในช่วงเวลาที่เรียกย้อนหลัง หลักฐานรายได้หรือศักยภาพรายได้ของผู้มีหน้าที่ และข้อเท็จจริงที่แสดงความยากลำบากในการเลี้ยงดูแทน เพื่อให้ศาลเห็นความสมควรของจำนวน (3) มิติความเป็นธรรมในคดีครอบครัว: ศาลจะคำนึงถึง “ความบังคับได้” ของคำพิพากษา คำพิพากษาที่สูงเกินฐานะจนบังคับไม่ได้ อาจทำให้ผู้เยาว์เสียประโยชน์ในทางปฏิบัติ ศาลจึงมักวางยอดที่สมดุล โดยยังคงหลักรับผิด แต่ไม่ผลักให้เกินกำลังจนกลายเป็นหนี้ล้นพ้นตัว (4) ประเด็นค่าขึ้นศาลและสิทธิการเข้าถึงกระบวนยุติธรรม มาตรา 155 ของกฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มีเจตนารมณ์ลดอุปสรรคทางการเงินในการเรียกค่าเลี้ยงดู เพราะเป็นสิทธิพื้นฐานเพื่อการยังชีพและสวัสดิภาพของผู้เยาว์ เมื่อมีการเรียกเก็บไม่ชอบ ย่อมต้องคืน เพื่อคุ้มครองสิทธิการเข้าถึงศาลอย่างแท้จริง (5) คุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา: ต้องมีข้อเท็จจริงหนักแน่น ไม่ใช่การคาดคะเน การขออายัดทรัพย์หรือยึดทรัพย์ก่อนคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นมาตรการที่กระทบสิทธิในทรัพย์สินสูง ผู้ร้องต้องยกข้อเท็จจริงให้เป็นที่พอใจว่ามีเจตนายักย้ายจริงตาม ป.วิ.พ. มิฉะนั้นศาลย่อมไม่ใช้มาตรการดังกล่าวเพียงเพราะ “เกรงว่าจะทำ” ในอนาคต สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ 120,000 บาท และค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับแต่วันฟ้อง รวมทั้งให้ชำระค่าทดแทน 200,000 บาท และยกฟ้องจำเลยที่ 2 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา แก้ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% นับแต่วันฟ้อง และให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีการวม 15,760 บาท นอกจากที่แก้ให้คงยืนตามศาลอุทธรณ์ ข้อคิดทางกฎหมาย (“ค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี”) สาระสำคัญที่สุดของคำพิพากษานี้อยู่ที่การ “จำแนกฐานะทางนิติสัมพันธ์ของค่าอุปการะเลี้ยงดู” มิให้ถูกเหมารวมเป็นหนี้เงินค้างจ่ายตามมาตรา 193/33 (4) โดยอัตโนมัติ ศาลฎีกายืนยันหลักว่า อายุความ 5 ปีสำหรับเงินค้างจ่ายมีรากฐานจากหนี้ที่มีแบบแผนการชำระเป็นงวดและมีกำหนดเวลาชำระแน่นอน อันเป็นเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของความเป็น “เงินค้างจ่าย” เมื่อค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เกิดจากหน้าที่ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ซึ่งกฎหมายมิได้กำหนดงวด และคู่ความมิได้ตกลงงวดตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง การนำอายุความ 5 ปีมาปิดสิทธิย่อมขัดต่อทั้งถ้อยคำกฎหมายและเจตนารมณ์คุ้มครองผู้เยาว์ ขณะเดียวกัน ศาลฎีกาก็วางดุลยภาพอีกด้านว่า การไม่ขาดอายุความมิได้แปลว่าเจ้าหนี้จะได้เต็มตามคำขอ ศาลต้องใช้ดุลพินิจตามมาตรา 1598/38 ชั่งน้ำหนักความจำเป็นของผู้มีสิทธิ ความสามารถแท้จริงของผู้มีหน้าที่ ภาระที่ต้องรับผิดอยู่ก่อนแล้ว และสภาพข้อเท็จจริงปัจจุบัน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นธรรม บังคับได้ และยังคงคุ้มครองประโยชน์ผู้เยาว์อย่างเป็นรูปธรรม หลักดังกล่าวเป็นบรรทัดฐานสำคัญต่อการทำคดีเรียกค่าเลี้ยงดูย้อนหลังว่า “ประเด็นอายุความต้องเริ่มจากการพิสูจน์ว่ามีงวดชำระแน่นอนหรือไม่” มิใช่หยิบมาตรา 193/33 (4) มาใช้แบบตัดตอน ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์” ที่เรียกร้องย้อนหลังนั้น จะถือเป็น “เงินค้างจ่ายเป็นงวด” อันอยู่ในอายุความ 5 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (4) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากค่าอุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวมิได้กำหนดให้จ่ายเป็นระยะ (งวด) และมิได้มีการตกลงกำหนดงวดชำระตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่เข้าลักษณะเงินค้างจ่ายตามมาตรา 193/33 (4) จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “มาตรา 193/33 (4) – เงินค้างจ่ายเป็นงวด อายุความ 5 ปี” บทบัญญัตินี้กำหนดให้อายุความ 5 ปีใช้กับเงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ และค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาแน่นอน ศาลฎีกาเน้นว่า การจะเข้าบทนี้ต้องมีลักษณะเป็นหนี้ที่กำหนดงวด จำนวน และกำหนดเวลาชำระแน่นอน หากเป็นเพียงหน้าที่ตามกฎหมายโดยไม่กำหนดงวด ย่อมไม่อยู่ในบังคับของมาตราดังกล่าว 2. “มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง – หน้าที่บิดามารดาในการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์” มาตรานี้วางหลักว่าบิดามารดามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์โดยผลของกฎหมาย แต่ไม่ได้กำหนดรูปแบบหรือระยะเวลาการชำระไว้เป็นงวด เมื่อไม่มีการทำให้หน้าที่ดังกล่าวกลายเป็นหนี้งวดตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่เรียกร้องจึงไม่เป็น “เงินค้างจ่าย” ตามมาตรา 193/33 (4) และไม่ขาดอายุความ 5 ปีตามที่จำเลยยกขึ้นต่อสู้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ต้องอยู่ในอายุความ 5 ปีทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ศาลฎีกาวางหลักว่าอายุความ 5 ปีตามมาตรา 193/33 (4) ใช้กับ “เงินค้างจ่ายที่กำหนดจ่ายเป็นระยะ (งวด)” โดยต้องมีลักษณะกำหนดงวด จำนวนแน่นอน และกำหนดเวลาชำระแน่นอนคล้ายเงินเดือนหรือบำนาญ หากเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ที่เกิดจากหน้าที่บิดามารดาตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง และไม่ได้กำหนดงวดไว้ในกฎหมาย อีกทั้งไม่มีข้อตกลงกำหนดงวดตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง จะไม่เข้าลักษณะเงินค้างจ่ายตามมาตรา 193/33 (4) จึงยกอายุความ 5 ปีมาตัดสิทธิทั้งหมดไม่ได้ ต้องดู “โครงสร้างหนี้” ว่าเป็นหนี้งวดจริงหรือเป็นหน้าที่ที่ยังไม่ถูกทำให้เป็นงวดตามกฎหมาย 2. “เงินค้างจ่ายเป็นงวด” ตามมาตรา 193/33 (4) ต้องมีองค์ประกอบอย่างไร คำตอบ สาระของเงินค้างจ่ายไม่ใช่เพียงคำว่า “ค้างจ่าย” แต่ต้องเป็นหนี้ที่กฎหมายหรือคู่ความกำหนดให้ชำระ “เป็นงวด” และมี “กำหนดเวลาชำระแน่นอน” ทำให้แต่ละงวดมีวันครบกำหนดชัดและตรวจสอบการผิดนัดได้เป็นตอน ๆ จึงมีเหตุผลให้นับอายุความแบบสั้นเพื่อความมั่นคงแน่นอนของนิติสัมพันธ์ ค่าอุปการะเลี้ยงดูจะเข้ากลุ่มนี้ได้ก็ต่อเมื่อมีการกำหนดงวด เช่น รายเดือน พร้อมวันครบกำหนด และโดยมากต้องปรากฏจากคำสั่งศาล สัญญา หรือข้อตกลงตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง มิใช่อาศัยการกล่าวอ้างลอย ๆ ว่าเป็นค่าเลี้ยงดูแล้วต้องเป็นอายุความ 5 ปีเสมอ 3. หากไม่ขาดอายุความแล้ว ศาลจะให้ค่าเลี้ยงดูย้อนหลังตามที่ฟ้องทั้งหมดเลยหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น ศาลฎีกาแสดงแนวชัดว่าเมื่อพ้นข้อโต้แย้งเรื่องอายุความแล้ว ยังต้องพิจารณา “จำนวนที่สมควร” ตามความสามารถของผู้มีหน้าที่และความจำเป็นของผู้มีสิทธิ ศาลอาจลดจำนวนจากที่ฟ้องได้โดยอาศัยดุลพินิจตามมาตรา 1598/38 เช่น พิจารณารายได้จริงในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง ภาระเลี้ยงดูบุคคลอื่น ภาระหนี้ตามคำพิพากษาที่ต้องชำระอยู่แล้ว ตลอดจนสภาพปัจจุบันของบุตรว่าโตพอประกอบอาชีพได้หรือไม่ หลักนี้มุ่งให้คำพิพากษา “เป็นธรรมและบังคับได้จริง” ไม่ใช่ให้สูงจนไม่สามารถชำระได้และกลายเป็นปัญหายืดเยื้อที่ผู้เยาว์ไม่ได้รับประโยชน์ในทางปฏิบัติ 4. การจะอ้างว่ามี “ข้อตกลงกำหนดงวด” ตามมาตรา 1598/40 ต้องมีหลักฐานแบบใด คำตอบ โดยหลักต้องมีพฤติการณ์ที่ชัดเจนถึงการตกลงเรื่อง “งวดและกำหนดเวลา” เช่น ตกลงชำระรายเดือนจำนวนเท่าใด ภายในวันที่เท่าใดของเดือน หรือมีหลักฐานเอกสาร ข้อความไลน์ หนังสือรับรอง การโอนเงินเป็นงวดสม่ำเสมอพร้อมระบุวัตถุประสงค์ และมีพฤติการณ์ที่อีกฝ่ายยอมรับว่าเป็นการชำระตามงวดที่กำหนด หากไม่มีความชัดเจนดังกล่าว ศาลอาจเห็นว่าเป็นเพียงการช่วยเหลือตามสถานการณ์ ไม่ใช่การทำให้หน้าที่เลี้ยงดูแปลงเป็นหนี้งวดตามมาตรา 1598/40 ผลทางคดีจึงต่างกันมาก เพราะหากเป็นหนี้งวดจริง ย่อมเสี่ยงเข้าอายุความ 5 ปีของเงินค้างจ่ายตามมาตรา 193/33 (4) เป็นรายงวด 5. เหตุใดศาลจึงยกเว้นค่าขึ้นศาลในคดีเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู และถ้าศาลเรียกเก็บแล้วทำอย่างไร คำตอบ กฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวฯ พ.ศ. 2553 มาตรา 155 มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อให้การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพเข้าถึงศาลได้โดยไม่ติดอุปสรรคด้านค่าใช้จ่าย เพราะเป็นเรื่องการยังชีพและสวัสดิภาพของคู่ความและผู้เยาว์ หากมีการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลในส่วนที่กฎหมายยกเว้น ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยให้ “คืน” ได้เมื่อเห็นว่าเรียกเก็บไม่ชอบ ในทางปฏิบัติ คู่ความควรตรวจรายงานกระบวนพิจารณาและใบเสร็จค่าธรรมเนียมให้ครบถ้วน พร้อมยกบทกฎหมายและข้อเท็จจริงประกอบ เพื่อคุ้มครองสิทธิของตนและป้องกันภาระที่ไม่ควรเกิดขึ้นในคดีครอบครัว 6. การขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลฎีกาพิพากษาเพื่ออายัดทรัพย์ทำได้ง่ายหรือไม่ คำตอบ ไม่ง่าย เพราะเป็นมาตรการที่กระทบสิทธิในทรัพย์สินสูง ผู้ร้องต้องทำให้ศาล “พอใจ” ว่าจำเลยมีพฤติการณ์จะยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อให้พ้นอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 ประกอบมาตรา 254 (1) ไม่ใช่เพียงคาดคะเนว่าอาจไปเปลี่ยนชื่อ โอน หรือจดทะเบียนในอนาคต อีกทั้งหากทรัพย์ที่ขออายัดยังเป็นชื่อบุคคลอื่น เช่นเป็นทรัพย์มรดกที่ยังไม่โอนมาเป็นชื่อจำเลย ก็ยิ่งต้องระวัง เพราะสิทธิของจำเลยในทรัพย์นั้นอาจยังไม่แน่นอน หรืออาจมีเหตุให้เสียสิทธิรับมรดกได้ตามกฎหมาย ศาลจึงมักยกคำร้องหากพยานหลักฐานไม่หนักแน่นพอ 7. หากคู่ความไม่อุทธรณ์ในบางส่วนของคำพิพากษาศาลชั้นต้น จะมีผลอย่างไรต่อการฎีกา คำตอบ ส่วนที่ไม่อุทธรณ์ย่อมยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นหลักความแน่นอนของกระบวนพิจารณา เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลสูง ประเด็นที่ยุติแล้วไม่อาจนำกลับมาถกเถียงใหม่ได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่กฎหมายเปิดช่องโดยเฉพาะ ดังนั้น ในคดีครอบครัวที่มีหลายคำขอ เช่น หย่า ค่าเลี้ยงดู ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายอื่น ทนายความต้องวางแผนการอุทธรณ์ให้ชัดเจนว่า “ส่วนใดต้องการโต้แย้ง” เพราะหากปล่อยให้ยุติ อาจกระทบยุทธศาสตร์ทั้งคดี โดยเฉพาะเมื่อต้องยกเหตุเรื่องอายุความหรือจำนวนเงินในส่วนอื่นที่ยังโต้แย้งอยู่ 8. บทเรียนสำคัญในการทำคำฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูเพื่อหลีกเลี่ยงข้อโต้แย้งอายุความ 5 ปีคืออะไร คำตอบ บทเรียนสำคัญคือ ต้องกำหนด “ฐานสิทธิและลักษณะหนี้” ให้ชัดตั้งแต่ต้น หากเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์จากหน้าที่ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ควรระบุให้ชัดว่าไม่ได้มีข้อตกลงกำหนดงวดชำระตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง และอธิบายเหตุผลเชิงกฎหมายว่าไม่เข้ามาตรา 193/33 (4) ซึ่งใช้กับเงินค้างจ่ายเป็นงวดที่มีกำหนดเวลาชัดเจน ขณะเดียวกัน ต้องเตรียมพยานด้านรายได้และค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อให้ศาลกำหนดจำนวนตามมาตรา 1598/38 ได้อย่างเป็นธรรม เพราะแม้ชนะประเด็นอายุความ แต่หากพิสูจน์ความจำเป็นและความสามารถไม่ได้ ศาลอาจกำหนดจำนวนต่ำกว่าที่คาดหมายได้มาก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2124/2562 จำเลยที่ 1 เป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของ พ. ซึ่งจำต้องอุปการะเลี้ยงดู พ. ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง บทกฎหมายดังกล่าวมิได้กำหนดระยะเวลาการจ่ายไว้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกำหนดระยะเวลาชำระไว้ตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดู พ. ขณะที่เป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ โดยอาศัยบทบัญญัติ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้อง (และแก้ไขคำฟ้อง) ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังแก่โจทก์และบุตร รวมเป็นเงิน 1,476,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง อีกทั้งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ 120,000 บาท ค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. 180,000 บาท และค่าทดแทน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (8 มิถุนายน 2558) และยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ขณะเป็นผู้เยาว์ที่อ้างสิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง ไม่เป็น “เงินค้างจ่ายเป็นงวด” ตามมาตรา 193/33 (4) เพราะกฎหมายมิได้กำหนดงวดและไม่ปรากฏข้อตกลงกำหนดงวดตามมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. 40,000 บาท ตามมาตรา 1598/38 พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง นอกจากนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่ชอบตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 155 ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีการวม 15,760 บาท และยกคำร้องคุ้มครองชั่วคราวเพราะเป็นเพียงการคาดคะเน ไม่มีพฤติการณ์ยักย้ายทรัพย์ให้พ้นอำนาจศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 254, 255. ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลบางส่วน ขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์นับแต่ปี 2548 ถึงปี 2558 เป็นเงินปีละ 60,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 9 ปี เป็นเงิน 540,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. นับแต่ปี 2548 ถึงปี 2552 เป็นเงินปีละ 72,000 บาท รวม 4 ปี เป็นเงิน 288,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. นับแต่ปี 2548 ถึงวันที่ 9 กรกฎาคม 2558 เป็นเงินปีละ 72,000 บาท แต่โจทก์ขอคิดเพียง 9 ปี เป็นเงิน 648,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,476,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์เป็นเงิน 120,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. เป็นเงิน 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนศาลฎีกาพิพากษา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 อยู่กินเป็นสามีภริยากันเมื่อปี 2525 แต่จดทะเบียนสมรสกันภายหลังเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2535 ขณะจดทะเบียนสมรสจำเลยที่ 1 ชื่อ " ส. " แต่เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 เปลี่ยนชื่อเป็น " ณ." โจทก์และจำเลยที่ 1 มีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาว ธ. นาย พ. และนางสาว ก. ประมาณปี 2548 จำเลยที่ 1 จงใจทิ้งร้างโจทก์โดยย้ายออกจากบ้านที่เคยอยู่อาศัยด้วยกัน ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ณ. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 200,000 บาท ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ 120,000 บาท และชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูนางสาว ก. 180,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินทั้งสามจำนวนนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์ในส่วนนี้ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกตามฎีกาของโจทก์ว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ขาดอายุความหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 บัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องดังต่อไปนี้ให้มีกำหนดอายุความห้าปี...(4) เงินค้างจ่าย คือ เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ ค่าอุปการะเลี้ยงดูและเงินอื่น ๆ ในลักษณะทำนองเดียวกับที่มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะ (5)..." จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า เงินเดือน เงินปี เงินบำนาญ มีการกำหนดจ่ายเป็นระยะเวลาไว้แน่นอน เช่นนี้ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่จะถือว่าเป็นเงินค้างจ่ายตามบทบัญญัติเช่นว่านั้น จึงมีความหมายทำนองเดียวกัน คือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่มีกำหนดจ่ายเป็นระยะ (งวด) มีจำนวนแน่นอนและมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนดังที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง บัญญัติ ถ้าไม่มีกำหนดระยะเวลาจ่ายเป็นระยะ (งวด) ที่แน่นอน และมีกำหนดเวลาที่แน่นอน ย่อมไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 193/33 (4) คดีนี้แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นบิดาชอบด้วยกฎหมายของนาย พ. ซึ่งจำต้องอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์ ตามมาตรา 1564 วรรคหนึ่ง แต่ตามบทกฎหมายดังกล่าวก็มิได้กำหนดระยะเวลาการจ่ายไว้ และไม่ปรากฏว่าได้มีการตกลงกำหนดระยะเวลาชำระไว้ตามที่กำหนดในมาตรา 1598/40 วรรคหนึ่ง ดังนั้นค่าอุปการะเลี้ยงดูนาย พ. ขณะที่เป็นผู้เยาว์ที่โจทก์เรียกร้องในคดีนี้ โดยอาศัยบทบัญญัติ มาตรา 1564 วรรคหนึ่ง จึงไม่ต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 193/33 (4) อันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ขณะเป็นผู้เยาว์ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เพียงใด ปัญหานี้ศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเลยโดยไม่ย้อนสำนวน ทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า จำเลยที่ 1 มีอาชีพรับจ้างทั่วไปขณะอยู่กินเป็นสามีภริยากับโจทก์ เพิ่งจะมาเป็นพนักงานจ้างทั่วไป ตำแหน่งคนงานทั่วไป สังกัดสำนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลวังน้ำเย็นเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2550 จนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2551 รวมระยะเวลาปฏิบัติงาน 7 เดือน 11 วัน อัตราเงินเดือน 6,400 บาท บ่งชี้ว่าระหว่างที่นาย พ. เป็นผู้เยาว์นั้นจำเลยที่ 1 มีรายได้ไม่มากนักและปัจจุบันจำเลยที่ 1 ก็ไม่ปรากฏว่ามีรายได้มากมายทั้งได้ความว่ามีบุตร 1 คน กับจำเลยที่ 2 ค่าใช้จ่ายต่างๆ ยังต้องอาศัยรายได้ของจำเลยที่ 2 ยิ่งกว่านั้นจำเลยที่ 1 ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษารวมเป็นเงิน 320,000 บาท กับต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนางสาว ก. ตามคำพิพากษาเป็นเงินอีก 180,000 บาท ประกอบกับปัจจุบันนาย พ. อายุ 19 ปีเศษ ประกอบอาชีพแล้ว อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 เห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. ให้ 40,000 บาท ฎีกาของโจทก์ประการนี้ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาต้องวินิจฉัยประการสุดท้ายตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เรียกค่าขึ้นศาลในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. เป็นเงินค่าขึ้นศาล 5,760 บาท ชอบหรือไม่ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 155 บัญญัติว่า ในการยื่นคำฟ้องหรือคำร้องตลอดจนการดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในคดีครอบครัวเพื่อเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องชำระค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียม การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ในส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูของนาย พ. ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ลงวันที่ 13 กันยายน 2560 จึงเป็นการไม่ชอบ เห็นควรคืนเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนนี้ให้แก่โจทก์ ฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายฟังขึ้ อนึ่ง ที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยให้ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 23022 ซึ่งเป็นมรดกของนาง น. อันจะตกได้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรก่อนศาลฎีกาพิพากษาฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2559 นั้น เห็นว่า ที่ดินตามคำร้องยังมีชื่อนาง น. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อยู่แม้จำเลยที่ 1 จะเป็นบุตรของนาง น. อันเป็นทายาทโดยธรรมลำดับที่ 1 ที่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมก็ตาม แต่ทายาทอาจเสียสิทธิในการรับมรดกได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1599 วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 บัญญัติว่า ในการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวตาม มาตรา 254 (1) ต้องให้เป็นที่พอใจของศาลว่า จำเลยตั้งใจจะยักย้ายทรัพย์สินของตนให้พ้นจากอำนาจศาล แต่ตามคำร้องของโจทก์เป็นเพียงการคาดคะเนว่าจำเลยที่ 1 จะทำการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเท่านั้น ทั้งศาลฎีกาได้ทำคำพิพากษาเสร็จแล้ว หากศาลฎีกาจะส่งสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องก่อน ก็จะทำให้คดีนี้ล่าช้า จึงให้ยกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูในส่วนของนาย พ. เป็นเงิน 40,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้แก่โจทก์รวม 15,760 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |



.jpg)
