
| ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของภริยาในการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี แม้จะมิได้ฟ้องหย่าและได้แยกกันอยู่แล้วก็ตาม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแยกกันอยู่โดยสุจริตอันเกิดจากการกระทำของสามี เช่น การทำร้ายร่างกายหรือการไปอุปการะหญิงอื่น มิใช่ความผิดของภริยา และไม่เป็นเหตุให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลง ภริยาซึ่งไม่มีรายได้และมีฐานะด้อยกว่าย่อมมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1598/38 โดยไม่จำเป็นต้องยื่นฟ้องหย่าพร้อมกัน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์เป็นแม่บ้าน ไม่มีอาชีพและรายได้ ระหว่างอยู่กินกันจำเลยเคยส่งเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้โจทก์เป็นรายเดือน ต่อมาทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่ เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ และไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยา ภายหลังจำเลยเกษียณอายุราชการและหยุดส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือน โดยมิได้ฟ้องหย่า ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ ภริยาซึ่งแยกกันอยู่กับสามีโดยมิได้ฟ้องหย่า มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีหรือไม่ และหากมีสิทธิ ศาลควรกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงใด หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยามีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน มาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา ย่อมเรียกจากกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ โดยศาลอาจกำหนดให้เพียงใดก็ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีการฟ้องหย่าก่อน สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงเป็นสิทธิอิสระที่เกิดขึ้นได้แม้ยังคงสถานะสมรสอยู่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์แยกกันอยู่กับจำเลย มิใช่การแยกกันอยู่โดยไม่มีเหตุ แต่เป็นผลจากการกระทำของจำเลยเอง ทั้งการทำร้ายร่างกายและการไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น การแยกกันอยู่ดังกล่าวจึงเป็นการแยกกันอยู่โดยสุจริต มิใช่ความผิดของโจทก์ เมื่อโจทก์ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ และจำเลยมีรายได้จากบำนาญ แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายอื่น ศาลเห็นว่าจำเลยยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในฐานะภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์มิได้ฟ้องหย่า ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู การกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลพิจารณาจากรายได้ของจำเลย ฐานะของโจทก์ และพฤติการณ์แห่งคดี เห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูในอัตราที่เหมาะสม โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ตราบใดที่ความเป็นสามีภริยายังไม่สิ้นสุดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ และสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่จำเป็นต้องผูกพันกับการฟ้องหย่า หากฝ่ายที่ควรได้รับการเลี้ยงดูแยกไปอยู่โดยสุจริตและมีฐานะด้อยกว่า ศาลย่อมให้ความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราที่เหมาะสม โดยเห็นว่าโจทก์แยกกันอยู่โดยสุจริตและไม่มีรายได้ 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการไม่ฟ้องหย่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน ยืนยันหลักว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูยังคงมีอยู่แม้คู่สมรสแยกกันอยู่ และภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4959/2552 วัตถุประสงค์ของการสมรสก็เพื่อให้ชายหญิงได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ป.พ.พ. มาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยาช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นอีกฝ่ายสามารถเรียกได้ในเมื่อได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ อันแสดงว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจกำหนดให้เพียงใดก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับตามพฤติการณ์แห่งกรณี จึงเป็นบทบัญญัติคุ้มครองแก่สามีภริยาให้ฝ่ายที่มีฐานะดีต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้น อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าก็ฟ้องเรียกเฉพาะค่าเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ดังนั้น สิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่ มาตรา 1598/38 ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่าง บิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและ พฤติการณ์แห่งกรณี โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือนเดือนละ 10,000 บาทนับแต่วันฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ จำเลยฎีกา ระหว่างฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 แต่ศาลฎีกาสั่งยกคำร้อง เพราะการถอนฟ้องต้องทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ไม่อาจถอนเมื่อคดีอยู่ในชั้นฎีกาได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตร 2 คนบรรลุนิติภาวะแล้ว เดิมจำเลยส่งเงินผ่านบัญชีบุตรเป็นค่าใช้จ่ายรวมถึงของโจทก์เดือนละ 10,000 บาท ต่อมาลดเหลือ 8,000 และ 6,000 บาท ทั้งสองแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 และตั้งแต่ปี 2547 จำเลยเกษียณและหยุดส่งเงิน จำเลยมีบำนาญสุทธิประมาณ 23,000 บาทต่อเดือน ส่วนโจทก์ไม่มีรายได้ ประเด็นแรก โจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ ศาลเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 คู่สมรสมีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู และผู้ที่ไม่ได้รับหรือได้รับไม่พอมีสิทธิเรียกได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่า แม้ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) หากอีกฝ่ายไม่เลี้ยงดู แต่หากไม่ประสงค์หย่าก็ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้ ข้ออ้างว่าทั้งสองสมัครใจแยกกันอยู่จึงไม่มีหน้าที่ต่อกัน ศาลไม่รับฟัง เพราะเหตุแยกกันอยู่เกิดจากจำเลยทำร้ายโจทก์และไปอุปการะหญิงอื่น ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ และโจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ ขณะที่จำเลยมีฐานะสามารถเลี้ยงดูได้ โจทก์จึงแยกไปอยู่โดยสุจริตและมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ประเด็นสุดท้าย จำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลพิจารณารายได้บำนาญของจำเลย ภาระหนี้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงพฤติการณ์ที่ภาระบางส่วนเกิดจากการไปอุปการะหญิงอื่น ตลอดจนฐานะโจทก์ที่ไม่มีรายได้ เห็นพ้องกับศาลล่างที่กำหนดเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องโดยไม่กำหนดสิ้นสุดจนกว่าจะตายหรือความเป็นสามีภริยาสิ้นสุด จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี : สิทธิของภริยาตามกฎหมายครอบครัวไทย ค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีเป็นสิทธิสำคัญของภริยาที่กฎหมายครอบครัวให้ความคุ้มครองไว้ เพื่อให้การสมรสบรรลุวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย คือการอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมีการช่วยเหลือและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิดังกล่าวมิใช่เพียงเรื่องของความสมัครใจหรือศีลธรรม แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่มีผลผูกพันโดยตรง และสามารถบังคับใช้ได้ผ่านกระบวนการศาล บทความนี้จะอธิบายความหมาย หลักกฎหมาย เงื่อนไข สิทธิในการฟ้องเรียก และแนวคำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของกฎหมายครอบครัวในประเด็นนี้อย่างเป็นระบบ 1. ความหมายและวัตถุประสงค์ของค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าอุปการะเลี้ยงดู หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคู่สมรส เช่น ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่เหมาะสมกับฐานะและอัตภาพของผู้รับ วัตถุประสงค์ของค่าอุปการะเลี้ยงดู คือการประกันว่าคู่สมรสจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในภาวะขัดสน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติว่า สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน บทบัญญัตินี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวตั้งอยู่บนความรับผิดชอบร่วมกัน มิใช่ปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งแบกรับภาระเพียงลำพัง 2. ค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่ความสงเคราะห์ สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูมิใช่การให้โดยสมัครใจหรือการช่วยเหลือเชิงสงเคราะห์ หากแต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง คู่สมรสฝ่ายที่มีความสามารถมากกว่ามีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรแก่ฐานะและพฤติการณ์แห่งคดี หากฝ่ายใดมีความสามารถแต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการทางศาลเพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้ สิทธินี้จึงเป็นสิทธิที่มีสภาพเป็น “สิทธิเรียกร้อง” อย่างแท้จริง 3. การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยไม่ฟ้องหย่า ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องฟ้องหย่าควบคู่กันเสมอ ความจริงแล้วกฎหมายมิได้กำหนดเช่นนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา ย่อมเรียกจากกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ โดยศาลอาจกำหนดให้เพียงใดก็ได้ตามความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี บทบัญญัตินี้ชัดเจนว่า สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิอิสระ ไม่ได้ผูกพันว่าต้องมีการฟ้องหย่าเสียก่อน หากภริยาไม่ประสงค์จะเลิกสมรส แต่ถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้รับการเลี้ยงดูเพียงพอ ก็สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีได้โดยตรง 4. กรณีแยกกันอยู่ ยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งที่มักเกิดข้อโต้แย้งคือ เมื่อสามีภริยาแยกกันอยู่แล้ว หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูยังคงมีอยู่หรือไม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การแยกกันอยู่ไม่ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ หากการแยกกันอยู่เกิดขึ้นโดยสุจริต เช่น เกิดจากการทำร้ายร่างกาย การนอกใจ หรือพฤติการณ์ที่ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ การแยกกันอยู่นั้นไม่ถือเป็นความผิดของภริยา และไม่เป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลง ในทางกลับกัน หากภริยาแยกไปอยู่โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือเป็นฝ่ายละทิ้งหน้าที่เสียเอง ศาลอาจพิจารณาว่าภริยาไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญ 5. หลักเกณฑ์ที่ศาลใช้กำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู การกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่มีกฎหมายกำหนดอัตราตายตัว ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่ 1. ความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ เช่น รายได้ ทรัพย์สิน ภาระหนี้ 2. ฐานะและอัตภาพของผู้รับ เช่น อายุ สุขภาพ ความสามารถในการประกอบอาชีพ 3. พฤติการณ์แห่งคดี เช่น เหตุแห่งการแยกกันอยู่ ระยะเวลาที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดู 4. มาตรฐานการครองชีพที่คู่สมรสเคยมีร่วมกัน ศาลอาจกำหนดให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือน หรือเป็นจำนวนเงินตามสมควร โดยอาจกำหนดหรือไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของครอบครัวแต่ละกรณี 6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูแตกต่างจากค่าเลี้ยงดูบุตร แม้จะใช้คำว่า “ค่าเลี้ยงดู” เหมือนกัน แต่ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาแตกต่างจากค่าเลี้ยงดูบุตรในสาระสำคัญ ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิของบุตรโดยตรงและเป็นหน้าที่ของบิดามารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นสิทธิระหว่างคู่สมรส ซึ่งศาลอาจใช้ดุลพินิจพิจารณาให้หรือไม่ให้ก็ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี อย่างไรก็ดี หลักพื้นฐานยังคงเหมือนกัน คือการคุ้มครองฝ่ายที่อ่อนแอกว่าไม่ให้ถูกทอดทิ้ง 7. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ ศาลฎีกาได้วางแนวคำวินิจฉัยไว้ต่อเนื่องว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมการฟ้องหย่า และการแยกกันอยู่โดยสุจริตไม่ทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลง หากภริยาไม่มีรายได้หรือมีฐานะด้อยกว่า และสามีมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดู ศาลย่อมให้ความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว แนวคำพิพากษานี้ช่วยยืนยันว่ากฎหมายครอบครัวไทยมุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมในครอบครัว มิใช่เปิดช่องให้ฝ่ายที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจใช้สถานะของตนเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง 8. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีเป็นสิทธิที่มีรากฐานจากหลักความเสมอภาคและความรับผิดชอบร่วมกันในชีวิตสมรส ภริยาไม่จำเป็นต้องทนอยู่ในสภาพถูกทอดทิ้งเพียงเพราะไม่ต้องการหย่า กฎหมายเปิดช่องให้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูเพื่อคุ้มครองการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม การเข้าใจหลักกฎหมายในเรื่องนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายครอบครัวเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งความเป็นธรรมอย่างแท้จริง คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม: ภริยาสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีได้หรือไม่ หากไม่ได้ฟ้องหย่า? คำตอบ: ได้ ภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีได้ แม้ยังมิได้ฟ้องหย่า เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างสามีภริยา และสามารถเรียกได้เมื่อไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอแก่การดำรงชีวิต 2. คำถาม: ฐานกฎหมายใดรองรับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา? คำตอบ: รองรับโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ที่กำหนดให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ และมาตรา 1598/38 ที่เปิดให้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เมื่อไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ 3. คำถาม: เมื่อสามีภริยาแยกกันอยู่แล้ว หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดหรือไม่? คำตอบ: ไม่จำเป็นต้องสิ้นสุด การแยกกันอยู่ไม่ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูหมดไปโดยอัตโนมัติ หากภริยาแยกกันอยู่โดยสุจริตและมิใช่ความผิดของตน เช่น แยกเพราะถูกทำร้ายร่างกายหรือเพราะสามีไปอุปการะหญิงอื่น ศาลยังอาจเห็นว่าสามียังคงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยา 4. คำถาม: ศาลพิจารณาอย่างไรว่า “แยกกันอยู่โดยสุจริต” ตามแนวคำวินิจฉัยในคดีนี้? คำตอบ: ศาลพิจารณาจากสาเหตุและพฤติการณ์แห่งคดี หากการแยกกันอยู่เกิดจากการกระทำของสามี เช่น ทำร้ายร่างกาย หรือไปอุปการะหญิงอื่นฉันภริยา จนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ การแยกกันอยู่ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยสุจริตและไม่เป็นความผิดของภริยา 5. คำถาม: ภริยาที่ไม่มีรายได้หรืออาชีพมีผลต่อการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่? คำตอบ: มีผล ศาลจะพิจารณาฐานะของผู้รับเป็นสำคัญ หากภริยาไม่มีรายได้หรืออาชีพและอยู่ในฐานะด้อยกว่า ย่อมมีเหตุให้ได้รับการคุ้มครอง โดยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เมื่อไม่ได้รับการเลี้ยงดูเพียงพอแก่การดำรงชีวิต 6. คำถาม: ศาลกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีอย่างไร? คำตอบ: ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงความสามารถของสามีผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะและความจำเป็นของภริยาผู้รับ รวมทั้งพฤติการณ์แห่งคดี เช่น รายได้ ภาระหนี้สิน และเหตุแห่งการแยกกันอยู่ โดยศาลอาจกำหนดให้เป็นรายเดือนในจำนวนที่เหมาะสมแก่กรณี 7. คำถาม: หากสามีอ้างว่ามีหนี้สินหรือภาระค่าใช้จ่ายอื่น ศาลจะพิจารณาอย่างไร? คำตอบ: ศาลพิจารณาภาระหนี้และค่าใช้จ่ายประกอบกับรายได้จริงของสามี แต่โดยหลักแม้มีภาระค่าใช้จ่าย สามียังคงต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย หากยังมีความสามารถ โดยศาลจะถ่วงดุลให้เหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งคดี 8. คำถาม: ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลกำหนดต้องจ่ายถึงเมื่อใด? คำตอบ: โดยหลัก ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลกำหนดอาจจ่ายต่อเนื่องจนกว่าจะมีเหตุให้สิ้นสุด เช่น คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย หรือความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงตามกฎหมาย หากศาลมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้เป็นการเฉพาะ 9. คำถาม: ในคดีนี้ สามีอ้างว่าการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องเกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่าเท่านั้น ศาลเห็นอย่างไร? คำตอบ: ศาลไม่รับฟัง โดยวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเกิดขึ้นได้เมื่อไม่ได้รับการเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอ ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการฟ้องหย่าเท่านั้น ภริยาจึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่า 10. คำถาม: โจทก์สามารถถอนฟ้องได้หรือไม่ เมื่อคดีอยู่ในชั้นฎีกา? คำตอบ: โดยหลัก การถอนฟ้องที่เริ่มต้นคดีต้องทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อต่อสู้คดีจนมีคำพิพากษาแล้วและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ไม่อาจยื่นถอนฟ้องในลักษณะดังกล่าวได้ ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้องถอนฟ้อง |




