ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกา 4959/2552, ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า, สิทธิภริยาในการเรียกค่าเลี้ยงดูตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38, หน้าที่สามีภริยาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461, แยกกันอยู่โดยสุจริตยังมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงดู, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีครอบครัว, ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา, สิทธิเรียกร้องค่าเลี้ยงดูโดยไม่เลิกสมรส, การตีความกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดู, วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู, ตัวอย่างคดีฟ้องค่าเลี้ยงดูภริยา

       ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของภริยาในการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี แม้จะมิได้ฟ้องหย่าและได้แยกกันอยู่แล้วก็ตาม โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การแยกกันอยู่โดยสุจริตอันเกิดจากการกระทำของสามี เช่น การทำร้ายร่างกายหรือการไปอุปการะหญิงอื่น มิใช่ความผิดของภริยา และไม่เป็นเหตุให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาสิ้นสุดลง ภริยาซึ่งไม่มีรายได้และมีฐานะด้อยกว่าย่อมมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1598/38 โดยไม่จำเป็นต้องยื่นฟ้องหย่าพร้อมกัน

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้ว โจทก์เป็นแม่บ้าน ไม่มีอาชีพและรายได้ ระหว่างอยู่กินกันจำเลยเคยส่งเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้โจทก์เป็นรายเดือน ต่อมาทั้งสองฝ่ายแยกกันอยู่ เนื่องจากจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ และไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นฉันภริยา ภายหลังจำเลยเกษียณอายุราชการและหยุดส่งเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูให้โจทก์

โจทก์จึงฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นรายเดือน โดยมิได้ฟ้องหย่า

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญคือ ภริยาซึ่งแยกกันอยู่กับสามีโดยมิได้ฟ้องหย่า มีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีหรือไม่ และหากมีสิทธิ ศาลควรกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงใด

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยามีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน

มาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา ย่อมเรียกจากกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ โดยศาลอาจกำหนดให้เพียงใดก็ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี

บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีการฟ้องหย่าก่อน สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงเป็นสิทธิอิสระที่เกิดขึ้นได้แม้ยังคงสถานะสมรสอยู่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์แยกกันอยู่กับจำเลย มิใช่การแยกกันอยู่โดยไม่มีเหตุ แต่เป็นผลจากการกระทำของจำเลยเอง ทั้งการทำร้ายร่างกายและการไปอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่น การแยกกันอยู่ดังกล่าวจึงเป็นการแยกกันอยู่โดยสุจริต มิใช่ความผิดของโจทก์

เมื่อโจทก์ไม่มีอาชีพ ไม่มีรายได้ และจำเลยมีรายได้จากบำนาญ แม้จะมีภาระค่าใช้จ่ายอื่น ศาลเห็นว่าจำเลยยังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายต้องอุปการะเลี้ยงดูโจทก์ในฐานะภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์มิได้ฟ้องหย่า ไม่เป็นอุปสรรคต่อการฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู

การกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู

ศาลพิจารณาจากรายได้ของจำเลย ฐานะของโจทก์ และพฤติการณ์แห่งคดี เห็นสมควรกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูในอัตราที่เหมาะสม โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ตราบใดที่ความเป็นสามีภริยายังไม่สิ้นสุดหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ยืนยันว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ และสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่จำเป็นต้องผูกพันกับการฟ้องหย่า หากฝ่ายที่ควรได้รับการเลี้ยงดูแยกไปอยู่โดยสุจริตและมีฐานะด้อยกว่า ศาลย่อมให้ความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราที่เหมาะสม โดยเห็นว่าโจทก์แยกกันอยู่โดยสุจริตและไม่มีรายได้

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการไม่ฟ้องหย่าไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู

3. ศาลฎีกาพิพากษายืน ยืนยันหลักว่าหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูยังคงมีอยู่แม้คู่สมรสแยกกันอยู่ และภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ตามกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  4959/2552

วัตถุประสงค์ของการสมรสก็เพื่อให้ชายหญิงได้อยู่กินกันฉันสามีภริยา ป.พ.พ. มาตรา 1461 บัญญัติให้สามีภริยาช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะตน และมาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นอีกฝ่ายสามารถเรียกได้ในเมื่อได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ อันแสดงว่าค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจกำหนดให้เพียงใดก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับตามพฤติการณ์แห่งกรณี จึงเป็นบทบัญญัติคุ้มครองแก่สามีภริยาให้ฝ่ายที่มีฐานะดีต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้น อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) แต่ถ้าไม่ประสงค์จะฟ้องหย่าก็ฟ้องเรียกเฉพาะค่าเลี้ยงดูได้ตามมาตรา 1598/38 ดังนั้น สิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจึงหาใช่เป็นสิทธิที่เกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องหย่าไม่

มาตรา 1598/38 ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่าง บิดามารดากับบุตรนั้น ย่อมเรียกจากกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับอุปการะเลี้ยงดูไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่เพียงพอแก่อัตภาพ ค่าอุปการะเลี้ยงดูนี้ศาลอาจให้เพียงใดหรือไม่ให้ก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะของผู้รับและ พฤติการณ์แห่งกรณี

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือนเดือนละ 10,000 บาทนับแต่วันฟ้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันที่ 11 มกราคม 2548 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ จำเลยฎีกา

ระหว่างฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องวันที่ 25 กรกฎาคม 2551 แต่ศาลฎีกาสั่งยกคำร้อง เพราะการถอนฟ้องต้องทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ไม่อาจถอนเมื่อคดีอยู่ในชั้นฎีกาได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรส มีบุตร 2 คนบรรลุนิติภาวะแล้ว เดิมจำเลยส่งเงินผ่านบัญชีบุตรเป็นค่าใช้จ่ายรวมถึงของโจทก์เดือนละ 10,000 บาท ต่อมาลดเหลือ 8,000 และ 6,000 บาท ทั้งสองแยกกันอยู่ตั้งแต่ปี 2539 และตั้งแต่ปี 2547 จำเลยเกษียณและหยุดส่งเงิน จำเลยมีบำนาญสุทธิประมาณ 23,000 บาทต่อเดือน ส่วนโจทก์ไม่มีรายได้

ประเด็นแรก โจทก์มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ ศาลเห็นว่า ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 และ 1598/38 คู่สมรสมีหน้าที่ช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดู และผู้ที่ไม่ได้รับหรือได้รับไม่พอมีสิทธิเรียกได้ โดยไม่จำเป็นต้องฟ้องหย่า แม้ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 (6) หากอีกฝ่ายไม่เลี้ยงดู แต่หากไม่ประสงค์หย่าก็ฟ้องเรียกค่าเลี้ยงดูได้

ข้ออ้างว่าทั้งสองสมัครใจแยกกันอยู่จึงไม่มีหน้าที่ต่อกัน ศาลไม่รับฟัง เพราะเหตุแยกกันอยู่เกิดจากจำเลยทำร้ายโจทก์และไปอุปการะหญิงอื่น ไม่ใช่ความผิดของโจทก์ และโจทก์เป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ ขณะที่จำเลยมีฐานะสามารถเลี้ยงดูได้ โจทก์จึงแยกไปอยู่โดยสุจริตและมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู

ประเด็นสุดท้าย จำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู ศาลพิจารณารายได้บำนาญของจำเลย ภาระหนี้และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงพฤติการณ์ที่ภาระบางส่วนเกิดจากการไปอุปการะหญิงอื่น ตลอดจนฐานะโจทก์ที่ไม่มีรายได้ เห็นพ้องกับศาลล่างที่กำหนดเดือนละ 3,500 บาท นับแต่วันฟ้องโดยไม่กำหนดสิ้นสุดจนกว่าจะตายหรือความเป็นสามีภริยาสิ้นสุด จึงพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

ค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี : สิทธิของภริยาตามกฎหมายครอบครัวไทย

ค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีเป็นสิทธิสำคัญของภริยาที่กฎหมายครอบครัวให้ความคุ้มครองไว้ เพื่อให้การสมรสบรรลุวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย คือการอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมีการช่วยเหลือและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน สิทธิดังกล่าวมิใช่เพียงเรื่องของความสมัครใจหรือศีลธรรม แต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่มีผลผูกพันโดยตรง และสามารถบังคับใช้ได้ผ่านกระบวนการศาล

บทความนี้จะอธิบายความหมาย หลักกฎหมาย เงื่อนไข สิทธิในการฟ้องเรียก และแนวคำวินิจฉัยของศาลเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามี เพื่อให้เข้าใจภาพรวมของกฎหมายครอบครัวในประเด็นนี้อย่างเป็นระบบ

1. ความหมายและวัตถุประสงค์ของค่าอุปการะเลี้ยงดู

ค่าอุปการะเลี้ยงดู หมายถึง ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคู่สมรส เช่น ค่าอาหาร ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่าที่อยู่อาศัย ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นที่เหมาะสมกับฐานะและอัตภาพของผู้รับ วัตถุประสงค์ของค่าอุปการะเลี้ยงดู คือการประกันว่าคู่สมรสจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในภาวะขัดสน

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง บัญญัติว่า สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะของตน บทบัญญัตินี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวตั้งอยู่บนความรับผิดชอบร่วมกัน มิใช่ปล่อยให้ฝ่ายหนึ่งแบกรับภาระเพียงลำพัง

2. ค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่ความสงเคราะห์

สิ่งสำคัญที่ควรทำความเข้าใจคือ ค่าอุปการะเลี้ยงดูมิใช่การให้โดยสมัครใจหรือการช่วยเหลือเชิงสงเคราะห์ หากแต่เป็นหน้าที่ตามกฎหมายโดยตรง คู่สมรสฝ่ายที่มีความสามารถมากกว่ามีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออีกฝ่ายหนึ่งตามสมควรแก่ฐานะและพฤติการณ์แห่งคดี

หากฝ่ายใดมีความสามารถแต่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิใช้กระบวนการทางศาลเพื่อบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายได้ สิทธินี้จึงเป็นสิทธิที่มีสภาพเป็น “สิทธิเรียกร้อง” อย่างแท้จริง

3. การฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูโดยไม่ฟ้องหย่า

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องฟ้องหย่าควบคู่กันเสมอ ความจริงแล้วกฎหมายมิได้กำหนดเช่นนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/38 บัญญัติว่า ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา ย่อมเรียกจากกันได้เมื่อฝ่ายที่ควรได้รับไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู หรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ โดยศาลอาจกำหนดให้เพียงใดก็ได้ตามความสามารถของผู้ให้ ฐานะของผู้รับ และพฤติการณ์แห่งกรณี

บทบัญญัตินี้ชัดเจนว่า สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิอิสระ ไม่ได้ผูกพันว่าต้องมีการฟ้องหย่าเสียก่อน หากภริยาไม่ประสงค์จะเลิกสมรส แต่ถูกทอดทิ้งหรือไม่ได้รับการเลี้ยงดูเพียงพอ ก็สามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีได้โดยตรง

4. กรณีแยกกันอยู่ ยังมีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่

อีกประเด็นหนึ่งที่มักเกิดข้อโต้แย้งคือ เมื่อสามีภริยาแยกกันอยู่แล้ว หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูยังคงมีอยู่หรือไม่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การแยกกันอยู่ไม่ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ

หากการแยกกันอยู่เกิดขึ้นโดยสุจริต เช่น เกิดจากการทำร้ายร่างกาย การนอกใจ หรือพฤติการณ์ที่ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ การแยกกันอยู่นั้นไม่ถือเป็นความผิดของภริยา และไม่เป็นเหตุให้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดลง

ในทางกลับกัน หากภริยาแยกไปอยู่โดยไม่มีเหตุอันสมควรหรือเป็นฝ่ายละทิ้งหน้าที่เสียเอง ศาลอาจพิจารณาว่าภริยาไม่มีสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีเป็นสำคัญ

5. หลักเกณฑ์ที่ศาลใช้กำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดู

การกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่มีกฎหมายกำหนดอัตราตายตัว ศาลจะใช้ดุลพินิจโดยพิจารณาจากปัจจัยหลายประการ ได้แก่

1. ความสามารถของผู้มีหน้าที่ต้องให้ เช่น รายได้ ทรัพย์สิน ภาระหนี้

2. ฐานะและอัตภาพของผู้รับ เช่น อายุ สุขภาพ ความสามารถในการประกอบอาชีพ

3. พฤติการณ์แห่งคดี เช่น เหตุแห่งการแยกกันอยู่ ระยะเวลาที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดู

4. มาตรฐานการครองชีพที่คู่สมรสเคยมีร่วมกัน

ศาลอาจกำหนดให้เป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูรายเดือน หรือเป็นจำนวนเงินตามสมควร โดยอาจกำหนดหรือไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของครอบครัวแต่ละกรณี

6. ค่าอุปการะเลี้ยงดูแตกต่างจากค่าเลี้ยงดูบุตร

แม้จะใช้คำว่า “ค่าเลี้ยงดู” เหมือนกัน แต่ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาแตกต่างจากค่าเลี้ยงดูบุตรในสาระสำคัญ ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นสิทธิของบุตรโดยตรงและเป็นหน้าที่ของบิดามารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นสิทธิระหว่างคู่สมรส ซึ่งศาลอาจใช้ดุลพินิจพิจารณาให้หรือไม่ให้ก็ได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี

อย่างไรก็ดี หลักพื้นฐานยังคงเหมือนกัน คือการคุ้มครองฝ่ายที่อ่อนแอกว่าไม่ให้ถูกทอดทิ้ง

7. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สำคัญ

ศาลฎีกาได้วางแนวคำวินิจฉัยไว้ต่อเนื่องว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมการฟ้องหย่า และการแยกกันอยู่โดยสุจริตไม่ทำให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดลง หากภริยาไม่มีรายได้หรือมีฐานะด้อยกว่า และสามีมีความสามารถในการอุปการะเลี้ยงดู ศาลย่อมให้ความคุ้มครองตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว

แนวคำพิพากษานี้ช่วยยืนยันว่ากฎหมายครอบครัวไทยมุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมในครอบครัว มิใช่เปิดช่องให้ฝ่ายที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจใช้สถานะของตนเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่ง

8. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีเป็นสิทธิที่มีรากฐานจากหลักความเสมอภาคและความรับผิดชอบร่วมกันในชีวิตสมรส ภริยาไม่จำเป็นต้องทนอยู่ในสภาพถูกทอดทิ้งเพียงเพราะไม่ต้องการหย่า กฎหมายเปิดช่องให้ใช้สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูเพื่อคุ้มครองการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม

การเข้าใจหลักกฎหมายในเรื่องนี้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบางสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้การบังคับใช้กฎหมายครอบครัวเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

คำถามที่พบบ่อย

1. คำถาม: ภริยาสามารถฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีได้หรือไม่ หากไม่ได้ฟ้องหย่า?

คำตอบ: ได้ ภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีได้ แม้ยังมิได้ฟ้องหย่า เพราะสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเป็นสิทธิที่เกิดจากหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างสามีภริยา และสามารถเรียกได้เมื่อไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอแก่การดำรงชีวิต

2. คำถาม: ฐานกฎหมายใดรองรับสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา?

คำตอบ: รองรับโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง ที่กำหนดให้สามีภริยาต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถและฐานะ และมาตรา 1598/38 ที่เปิดให้เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เมื่อไม่ได้รับหรือได้รับไม่เพียงพอแก่อัตภาพ

3. คำถาม: เมื่อสามีภริยาแยกกันอยู่แล้ว หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูสิ้นสุดหรือไม่?

คำตอบ: ไม่จำเป็นต้องสิ้นสุด การแยกกันอยู่ไม่ทำให้หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูหมดไปโดยอัตโนมัติ หากภริยาแยกกันอยู่โดยสุจริตและมิใช่ความผิดของตน เช่น แยกเพราะถูกทำร้ายร่างกายหรือเพราะสามีไปอุปการะหญิงอื่น ศาลยังอาจเห็นว่าสามียังคงมีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยา

4. คำถาม: ศาลพิจารณาอย่างไรว่า “แยกกันอยู่โดยสุจริต” ตามแนวคำวินิจฉัยในคดีนี้?

คำตอบ: ศาลพิจารณาจากสาเหตุและพฤติการณ์แห่งคดี หากการแยกกันอยู่เกิดจากการกระทำของสามี เช่น ทำร้ายร่างกาย หรือไปอุปการะหญิงอื่นฉันภริยา จนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ การแยกกันอยู่ดังกล่าวย่อมถือได้ว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยสุจริตและไม่เป็นความผิดของภริยา

5. คำถาม: ภริยาที่ไม่มีรายได้หรืออาชีพมีผลต่อการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่?

คำตอบ: มีผล ศาลจะพิจารณาฐานะของผู้รับเป็นสำคัญ หากภริยาไม่มีรายได้หรืออาชีพและอยู่ในฐานะด้อยกว่า ย่อมมีเหตุให้ได้รับการคุ้มครอง โดยสามารถเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้เมื่อไม่ได้รับการเลี้ยงดูเพียงพอแก่การดำรงชีวิต

6. คำถาม: ศาลกำหนดจำนวนค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีอย่างไร?

คำตอบ: ศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงความสามารถของสามีผู้มีหน้าที่ต้องให้ ฐานะและความจำเป็นของภริยาผู้รับ รวมทั้งพฤติการณ์แห่งคดี เช่น รายได้ ภาระหนี้สิน และเหตุแห่งการแยกกันอยู่ โดยศาลอาจกำหนดให้เป็นรายเดือนในจำนวนที่เหมาะสมแก่กรณี

7. คำถาม: หากสามีอ้างว่ามีหนี้สินหรือภาระค่าใช้จ่ายอื่น ศาลจะพิจารณาอย่างไร?

คำตอบ: ศาลพิจารณาภาระหนี้และค่าใช้จ่ายประกอบกับรายได้จริงของสามี แต่โดยหลักแม้มีภาระค่าใช้จ่าย สามียังคงต้องอุปการะเลี้ยงดูภริยาที่ชอบด้วยกฎหมาย หากยังมีความสามารถ โดยศาลจะถ่วงดุลให้เหมาะสมตามพฤติการณ์แห่งคดี

8. คำถาม: ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลกำหนดต้องจ่ายถึงเมื่อใด?

คำตอบ: โดยหลัก ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลกำหนดอาจจ่ายต่อเนื่องจนกว่าจะมีเหตุให้สิ้นสุด เช่น คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย หรือความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงตามกฎหมาย หากศาลมิได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุดไว้เป็นการเฉพาะ

9. คำถาม: ในคดีนี้ สามีอ้างว่าการเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องเกิดขึ้นเมื่อฟ้องหย่าเท่านั้น ศาลเห็นอย่างไร?

คำตอบ: ศาลไม่รับฟัง โดยวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูเกิดขึ้นได้เมื่อไม่ได้รับการเลี้ยงดูหรือได้รับไม่เพียงพอ ไม่ใช่สิทธิที่เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อมีการฟ้องหย่าเท่านั้น ภริยาจึงฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูได้โดยไม่ต้องฟ้องหย่า

10. คำถาม: โจทก์สามารถถอนฟ้องได้หรือไม่ เมื่อคดีอยู่ในชั้นฎีกา?

คำตอบ: โดยหลัก การถอนฟ้องที่เริ่มต้นคดีต้องทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อต่อสู้คดีจนมีคำพิพากษาแล้วและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ไม่อาจยื่นถอนฟ้องในลักษณะดังกล่าวได้ ศาลจึงมีคำสั่งยกคำร้องถอนฟ้อง




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าได้ที่ศาลใด
หนังสือร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่น
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
ฟ้องโมฆะ & หย่า / อายุความ / ค่าเลี้ยงชีพ แยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา 10770/2558)
คดีหย่า & ค่าทดแทน, สิทธิฟ้องหย่า, (มาตรา 1518, 1523)(ฎีกา 2473/2556)
หย่า แบ่งสินสมรส, อำนาจปกครองบุตร, & คุ้มครองดอกผล (ฎีกา 10361/2557)
คดีหย่า & อำนาจปกครองบุตร, ค่าอุปการะเลี้ยงดู, (ฎีกา 5535/2558)
โมฆะสมรส & สิทธิอำนาจปกครองบุตร, สิทธิเลี้ยงดูบุตร (ฎีกา 10442/2558)
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
คดีหย่า & ฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. ม.173, ฟ้องซ้ำ, (ฎีกา 8186/2551)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนดออกโดยมิชอบ (ฎีกา 3169/2564)
ฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทน (มาตรา 1523) (ฎีกา 4818/2551)
คดีหย่า & สิทธิฟ้องหย่า, อายุความคดีหย่า (การยินยอมและให้อภัย) (ฎีกา 3190/2549)
ค่าเลี้ยงดูบุตร & เพิกถอนโอนบ้าน, สัญญาหย่า, พินัยกรรม, (ฎีกา 6926/2560)
ฟ้องหย่า สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี, (ฎีกา, 2520/2549),
การหย่าโมฆะ & สิทธิในมรดกที่ดินพิพาท
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเรื่องชู้สาว (ฎีกา 4261/2560)
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5259 - 5260/2561 : การรับฟังพยานบันทึกเสียง, สิทธิฟ้องหย่า, ค่าทดแทนชู้ และอำนาจปกครองบุตร
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2562 เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง
สมัครใจแยกกันอยู่, จงใจละทิ้งร้าง, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
สิทธิภริยาเรียกค่าทดแทนจากสามีและหญิงอื่น เหตุชู้สาวต่อเนื่องไม่ขาดอายุความ
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ – วิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและสิทธิของเจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 สิทธิภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนแปลงผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรและการปรับค่าเลี้ยงดูตามสถานการณ์ใหม่ (ฎีกาที่ 1218/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
คดีฟ้องหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน, สิทธิการเรียกค่าเลี้ยงดูของโจทก์, การชำระค่าทดแทนในคดีแพ่ง, การบังคับคดีและสิทธิทายาทในมรดก
ข้อตกลงแบ่งค่าเช่าที่ดินในสัญญาหย่า
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สามีภริยาจะต้องมีการร่วมประเวณีกันบ้างแต่ต้องเกิดจากความยินยอม
ส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องด้วยวิธีประกาศหนังสือพิมพ์
ไม่เกิดสิทธิฟ้องหย่าเพราะโจทก์มีพฤติกรรมนอกใจจำเลยยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี เหตุฟ้องหย่า
การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง
อายุความฟ้องหย่า, บันทึกข้อตกลงหย่า, หลักกฎหมายมาตรา 1515,
สิทธิฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดูอันจะอยู่ในอายุความ 5 ปี , หน้าที่บิดามารดาในการเลี้ยงดูบุตร
การฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาท, สิทธิการฟ้องหย่าหมดอายุความ
นำตำรวจจับกุมภริยา หมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์อย่างร้ายแรง
จงใจละทิ้งร้างภริยาไปเกินหนึ่งปีฟ้องหย่าได้, สามีภริยาต้องอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา
การจงใจทิ้งร้างไปเกินกว่า 1 ปีต้องในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีก
ไม่ให้ความช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูอีกฝ่ายหนึ่งตามสมควร
สิทธิฟ้องหย่าระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีเว้นแต่เหตุฟ้องเกิดขึ้นต่อเนื่อง
เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ สิทธิเรียกร้องกำหนดอายุความ 5 ปี
เหตุฟ้องหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า
สามีฟ้องหย่า,จงใจละทิ้งร้าง,เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
ยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจ, อุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องเพราะเหตุที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้โดยปกติสุขด้วย
แยกกันอยู่เพราะสามีรับราชการที่อื่น, ไม่ถือว่าเป็นการแยกกันอยู่โดยความสมัครใจ
ทะเลาะกันและทำร้ายร่างกายยังไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า
แยกกันอยู่เพราะสามียกย่องหญิงอื่น, เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้างเรียกสินสอดทองหมั้นคืน
สามีหรือภริยาประพฤติชั่วอีกฝ่ายหนึ่งฟ้องหย่าได้
รู้เห็นเป็นใจในการกระทำที่เป็นเหตุหย่าจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นไม่ได้
พี่น้องของผู้ตายขอเพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อนไม่ได้
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสเพราะสำคัญผิดตัว
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้
ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก-ได้ถูกจำคุกเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่ออีกฝ่ายให้อภัยแล้ว
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปีฟ้องหย่าได้
สิทธิที่จะติดต่อกับบุตรของตนได้ตามสมควรแล้วแต่พฤติการณ์
ไม่อาจร่วมประเวณีได้ ต้องการฟ้องหย่า
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
กระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง
ไม่ถือว่าจำเลยประพฤติชั่วทำให้โจทก์อับอายถูกเกลียดชังจนเป็นเหตุฟ้องหย่าได้
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย
เหตุแห่งการฟ้องหย่าทำให้อีกฝ่ายหนึ่งยากจนลงขอให้อีกฝ่ายหนึ่งจ่ายค่าเลี้ยงชีพได้
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูซ้ำได้หรือไม่ เมื่อหนี้เพิ่งถึงกำหนดชำระ