
| ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหากฎหมายครอบครัวที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ขอบเขตของหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาในขณะที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลสามารถกำหนดให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง “จนกว่าจะสมรสใหม่” ได้หรือไม่ หากศาลมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน คดีนี้ยังมีลักษณะพิเศษเนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นบุคคลต่างสัญชาติ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาใช้ประกอบการพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจศาลและกฎหมายที่ใช้บังคับต่อเหตุหย่า นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1501 ซึ่งกำหนดหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาและการสิ้นสุดของการสมรส ประเด็นสำคัญของคดีจึงมิได้อยู่เพียงเรื่อง เหตุหย่า เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ขอบเขตของหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส และเงื่อนไขที่ทำให้หน้าที่ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า หากการสมรสยังไม่สิ้นสุด ศาลไม่อาจกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่ได้ เพราะการสมรสใหม่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังการสิ้นสุดของการสมรสเดิมอยู่แล้ว คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับ หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูของสามีภริยา ขอบเขตของค่าเลี้ยงดูคู่สมรส และความสัมพันธ์ระหว่างการสมรสกับสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีครอบครัวทั้งในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติ สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นบุคคลต่างสัญชาติ โดยโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ ส่วนจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติสก๊อตแลนด์ ทั้งสองฝ่ายได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ณ ประเทศสหราชอาณาจักร และมีบุตรร่วมกันจำนวน 3 คน ต่อมาภายหลังจากสมรสกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้เดินทางเข้ามาประกอบอาชีพและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน โดยครอบครัวมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี ภายหลังความสัมพันธ์ของคู่สมรสเกิดความขัดแย้ง โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลไทยเพื่อขอให้พิพากษาให้ทั้งสองฝ่ายหย่าขาดจากกัน โดยอ้างว่าจำเลยได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือไปยังโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์ ข้อความดังกล่าวมีลักษณะว่า “You cold hearted bastard. Just like your father.” ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรง และถือเป็นเหตุหย่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) ฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า การส่งข้อความดังกล่าวมิใช่การดูหมิ่นอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุหย่า พร้อมทั้งยื่นฟ้องแย้งเรียกร้อง 1 ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและการครองชีพของบุตร 2 ค่าอุปการะเลี้ยงดูตนเองในฐานะภริยา โดยขอให้ศาลกำหนดให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูแก่จำเลยปีละ 3,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีมีอยู่หลายประการ ได้แก่ 1 ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าของบุคคลต่างสัญชาติหรือไม่ 2 การส่งข้อความดูหมิ่นทางโทรศัพท์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ 3 ศาลสามารถกำหนดให้สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาจนกว่าจะสมรสใหม่ได้หรือไม่ หากยังมิได้มีคำพิพากษาให้หย่ากัน สำหรับประเด็นแรก ศาลต้องพิจารณาตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 ซึ่งกำหนดว่า ศาลไทยจะพิพากษาให้คู่สมรสหย่ากันได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอนุญาตให้หย่าได้ ในคดีนี้ปรากฏว่ากฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์ต่างอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ดังนั้นศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเหตุหย่าที่โจทก์อ้างนั้นเป็นเหตุหย่าหรือไม่ ต้องพิจารณาตาม กฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือกฎหมายไทย ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาว่า พฤติการณ์ที่จำเลยส่งข้อความดูหมิ่นโจทก์นั้น จะเข้าลักษณะเป็น เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยโดยเริ่มจากการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลและกฎหมายที่ใช้บังคับก่อน เนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายมิใช่บุคคลสัญชาติไทย โดยโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ ส่วนจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติสก๊อตแลนด์ ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 กำหนดหลักว่า “ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ และเหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง” เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่ากฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์อนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเหตุหย่าที่โจทก์อ้างเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง ซึ่งในคดีนี้คือกฎหมายไทย ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความที่จำเลยส่งถึงโจทก์ทางโทรศัพท์มือถือ โดยเป็นข้อความที่มีลักษณะหยาบคายและแสดงความโกรธเคืองต่อโจทก์ แต่เมื่อพิเคราะห์โดยรวมแล้ว เห็นว่าเป็นเพียงการโต้ตอบกันในขณะเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่สมรส มิได้มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุหย่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสองว่า ยังไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ และการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงเรื่องเหตุหย่าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่คู่สมรส ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 110,000 บาท โดยกำหนดให้จ่าย จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายครอบครัว เนื่องจากหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากสถานะการสมรส และหน้าที่ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเท่านั้น ดังนั้น เมื่อศาลมิได้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน การกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างให้ถูกต้อง โดยกำหนดให้โจทก์ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย จนกว่าการสมรสระหว่างคู่สมรสจะสิ้นสุดลงเท่านั้น วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส หลักกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายครอบครัว ซึ่งบัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า สามีและภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน หลักการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การสมรสก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สมรส ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม หน้าที่ดังกล่าวมิใช่หน้าที่ที่มีอยู่ตลอดไป หากแต่เป็นหน้าที่ที่มีอยู่ ตราบเท่าที่สถานะการสมรสยังคงอยู่ เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุหย่า ความตาย หรือเหตุอื่นตามกฎหมาย หน้าที่ดังกล่าวก็ย่อมสิ้นสุดลงด้วย บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ มาตรา 1501 ซึ่งกำหนดว่า การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส ดังนั้น หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสจึงมีลักษณะเป็น หน้าที่ที่ผูกพันอยู่กับสถานะการสมรสโดยตรง เมื่อพิจารณาหลักกฎหมายดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่า หากศาลยังมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน การสมรสย่อมยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย และคู่สมรสย่อมยังคงมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน แต่ในขณะเดียวกัน การกำหนดเงื่อนไขให้ชำระค่าเลี้ยงดู “จนกว่าจะสมรสใหม่” ย่อมไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของกฎหมายครอบครัว เพราะการสมรสใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ดังนั้น หากการสมรสยังไม่สิ้นสุด การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวในเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่คู่สมรส กฎหมายจึงกำหนดให้สามีและภริยามีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามฐานะและความสามารถของตน อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้มุ่งหมายให้หน้าที่ดังกล่าวดำรงอยู่ต่อไปภายหลังจากที่สถานะการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว เพราะเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง คู่สมรสทั้งสองฝ่ายย่อมกลับไปเป็นบุคคลที่มีสถานะทางกฎหมายเป็นอิสระจากกัน การกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงดูหลังการหย่าจึงต้องอาศัยบทบัญญัติเฉพาะ เช่น ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า ค่าทดแทน หรือค่าอุปการะบุตร ดังนั้น แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสมีอยู่เฉพาะในช่วงเวลาที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมายเท่านั้น แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวหลายคดีได้วางหลักในทำนองเดียวกันว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากสถานะการสมรส และย่อมสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ศาลฎีกาได้เน้นย้ำหลักการสำคัญว่า การกำหนดค่าเลี้ยงดูคู่สมรสต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานะทางกฎหมายของคู่สมรสในขณะนั้น หากคู่สมรสยังมิได้หย่าขาดจากกัน การกำหนดค่าเลี้ยงดูย่อมต้องผูกพันอยู่กับสถานะการสมรส แต่หากมีการหย่าขาดจากกันแล้ว การกำหนดค่าเลี้ยงดูย่อมต้องพิจารณาตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการหย่า เช่น ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า หรือค่าทดแทน คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นแนววินิจฉัยที่ชัดเจนว่า ศาลไม่อาจกำหนดให้สามีหรือภริยาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่ได้ หากศาลยังมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนคำขอหย่า โดยเห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือถึงโจทก์ยังไม่เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าจำเลยมีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูในฐานะภริยา จึงพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 110,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง และให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 100,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งในประเด็นเหตุหย่าและการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยเห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนแล้ว จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องกับศาลล่างในประเด็นที่ว่าเหตุที่โจทก์อ้างยังไม่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยจนกว่าจะสมรสใหม่นั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1501 การกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เกินกว่าหลักกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ไขให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย จนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยจะสิ้นสุดลงเท่านั้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างสถานะการสมรสกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส โดยหลักกฎหมายกำหนดให้สามีและภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามฐานะและความสามารถของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากสถานะของการเป็นคู่สมรสโดยตรง อย่างไรก็ตาม หน้าที่ดังกล่าวมิใช่หน้าที่ที่มีลักษณะถาวรหรือไม่มีขอบเขต หากแต่เป็นหน้าที่ที่ดำรงอยู่ตราบเท่าที่สถานะการสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงไม่ว่าจะด้วยเหตุหย่า ความตาย หรือการเพิกถอนการสมรส หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงตามไปด้วยตามมาตรา 1501 ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความเงื่อนไขของการกำหนดค่าเลี้ยงดูคู่สมรส โดยศาลล่างได้กำหนดให้สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ภริยาจนกว่าภริยาจะสมรสใหม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของกฎหมายครอบครัว เนื่องจากการสมรสใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น ดังนั้น การกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เกินกว่าหลักกฎหมาย เพราะในขณะที่การสมรสเดิมยังไม่สิ้นสุด คู่สมรสย่อมไม่อาจสมรสใหม่ได้ แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงมีความสำคัญในเชิงหลักการ เพราะยืนยันว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหน้าที่ที่ผูกพันกับสถานะการสมรสโดยตรง และไม่อาจกำหนดเงื่อนไขที่เกินไปกว่าการสิ้นสุดของการสมรสได้ นอกจากนี้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของศาลฎีกาในการตรวจสอบความถูกต้องของคำพิพากษาศาลล่าง แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะมิได้เป็นประเด็นหลักของข้อพิพาท แต่หากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 247 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตของ หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาในขณะที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด และการพิจารณาว่า ศาลสามารถกำหนดให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่คู่สมรส “จนกว่าจะสมรสใหม่” ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากศาลยังไม่ได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยายังคงมีอยู่ตามกฎหมาย แต่การกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงดู “จนกว่าจะสมรสใหม่” เป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้อง เพราะหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเท่านั้น ไม่ใช่เมื่อมีการสมรสใหม่ในอนาคต มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา – ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 มาตรานี้กำหนดหลักพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวว่า สามีและภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน หน้าที่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากสถานะการสมรสโดยตรง ดังนั้นตราบใดที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสย่อมยังคงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต 2. การสิ้นสุดของหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเมื่อการสมรสสิ้นสุด – ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเท่านั้น เช่น การหย่าหรือความตาย ดังนั้นการที่ศาลล่างกำหนดให้สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ภริยาจนกว่าจะสมรสใหม่ จึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย เพราะการสมรสใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้อง โดยกำหนดให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงจนกว่าการสมรสระหว่างคู่สมรสจะสิ้นสุดลงเท่านั้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. หากศาลยังไม่ได้พิพากษาให้หย่าขาดจากกัน สามีหรือภริยายังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่ คำตอบ ตามหลักกฎหมายครอบครัวของไทย สามีและภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามฐานะและความสามารถของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 หน้าที่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากสถานะการสมรส ดังนั้นตราบใดที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสทั้งสองฝ่ายยังคงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต หากฝ่ายหนึ่งมีฐานะดีกว่าอีกฝ่าย ศาลอาจกำหนดให้มีการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แม้ว่าจะยังไม่มีการหย่าขาดจากกันก็ตาม แต่หน้าที่ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เช่น เมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า หรือเมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย คำถาม 2. ศาลสามารถกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงดูคู่สมรสจนกว่าจะสมรสใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักกฎหมาย หากศาลยังมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน การกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย เนื่องจากการสมรสใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้นเงื่อนไขที่ถูกต้องคือการกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นการหย่าหรือการสิ้นสุดด้วยเหตุอื่นตามกฎหมาย แนววินิจฉัยของศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจนในหลายคดี คำถาม 3. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสแตกต่างจากค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างไร คำตอบ ค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสเป็นหน้าที่ที่เกิดจากสถานะการสมรสระหว่างสามีและภริยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่สมรสช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามฐานะและความสามารถของตน ในขณะที่ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องเลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะหรือสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ แม้ว่าบิดามารดาจะหย่าขาดจากกันแล้ว หน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตรก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นค่าเลี้ยงดูบุตรจึงมีลักษณะเป็นหน้าที่ต่อเนื่องที่ไม่ขึ้นอยู่กับสถานะการสมรสของบิดามารดา คำถาม 4. หากคู่สมรสยังอยู่กินกันแต่แยกกันอยู่ สามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่ คำตอบ แม้ว่าคู่สมรสจะไม่ได้อยู่ร่วมกันแล้ว แต่หากการสมรสยังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยายังคงมีอยู่ หากฝ่ายหนึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าและอีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ ศาลอาจกำหนดให้มีการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของคดี ฐานะทางเศรษฐกิจของคู่สมรส และความจำเป็นในการดำรงชีวิตของฝ่ายที่เรียกร้องค่าเลี้ยงดู คำถาม 5. เมื่อหย่าขาดจากกันแล้ว คู่สมรสยังสามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่ คำตอบ ภายหลังการหย่าขาดจากกัน หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1461 จะสิ้นสุดลง แต่กฎหมายยังเปิดโอกาสให้มีการเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าได้ในบางกรณี โดยศาลจะพิจารณาจากความจำเป็นของคู่สมรสฝ่ายที่เรียกร้อง รวมทั้งฐานะทางเศรษฐกิจของอีกฝ่ายหนึ่ง การกำหนดค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าจึงเป็นเรื่องที่ศาลใช้ดุลพินิจตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี คำถาม 6. เหตุหย่าตามกฎหมายต้องร้ายแรงเพียงใด คำตอบ เหตุหย่าตามกฎหมายต้องเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงจนทำให้ความสัมพันธ์สมรสไม่อาจดำรงต่อไปได้ตามปกติ เช่น การประพฤติชู้ การทำร้ายร่างกายอย่างร้ายแรง หรือการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคดีว่าการกระทำนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตสมรสอย่างร้ายแรงเพียงใด หากเป็นเพียงความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันตามปกติในชีวิตคู่ ศาลอาจไม่ถือว่าเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย คำถาม 7. หากคู่สมรสเป็นคนต่างชาติ ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าหรือไม่ คำตอบ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 ศาลไทยสามารถพิจารณาคดีหย่าของคู่สมรสที่เป็นคนต่างชาติได้ หากกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอนุญาตให้หย่าขาดจากกันได้ และเหตุหย่าที่อ้างต้องเป็นเหตุหย่าที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายของประเทศที่ยื่นฟ้อง ในกรณีที่ยื่นฟ้องต่อศาลไทย ศาลจะใช้กฎหมายไทยในการพิจารณาว่าเหตุหย่าที่อ้างนั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ คำถาม 8. ศาลฎีกาสามารถแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างได้หรือไม่ หากคู่ความไม่ได้ยกประเด็นขึ้นฎีกา คำตอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างได้ แม้ว่าคู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกา หากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ในคดีนี้ศาลฎีกาได้ใช้อำนาจดังกล่าวแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างในส่วนการกำหนดเงื่อนไขของค่าอุปการะเลี้ยงดูให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายครอบครัว ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557 โจทก์จำเลยมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" เมื่อได้ความว่า กฎหมายสัญชาติของโจทก์และจำเลยอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาเหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปว่าเป็นเหตุตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือ เหตุหย่าที่โจทก์อ้างมาในฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือไม่ ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1501 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและการครองชีพของบุตรผู้เยาว์ปีละ 1,500,000 บาท จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยปีละ 3,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 110,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง และให้จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 100,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ จำเลยมีสัญชาติสก๊อตแลนด์ ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันในสหราชอาณาจักรและมีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาโจทก์และจำเลยส่งข้อความโต้ตอบกันทางโทรศัพท์ โดยจำเลยส่งข้อความในลักษณะหยาบคายแก่โจทก์ โจทก์จึงอ้างว่าเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) เมื่อคู่ความมิใช่คนสัญชาติไทย จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 ซึ่งกำหนดว่า ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ และเหตุหย่าต้องเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง เมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่ความอนุญาตให้หย่าได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาว่าเหตุหย่าตามฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายไทยหรือไม่ สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลล่างกำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยจนกว่าจะสมรสใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาจะสิ้นสุดลงได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1501 การกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ไขให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย จนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยจะสิ้นสุดลง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายเงินเพื่อการศึกษาและการครองชีพของบุตรผู้เยาว์เป็นรายปี ปีละ 1,500,000 บาท จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเป็นรายปี ปีละ 3,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยในอัตรา 110,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ให้แก่จำเลยในอัตรา 100,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นคนมีสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ จำเลยเป็นคนมีสัญชาติสก๊อตแลนด์ โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันที่โบสถ์เซนต์แมรี่แอนด์ ออล เซนต์ส ปีคอนสฟิลด์ บัคกิ้งแฮม สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2530 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาววิคตอเรีย อายุ 23 ปี นางสาวสเตฟานี่ อายุ 21 ปี และนายวิลเลี่ยม อายุ 17 ปี โจทก์จำเลยเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 จนถึงขณะฟ้องคดีนี้ ตามกฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์ อนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดกันได้ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 ขณะที่โจทก์อยู่ในประเทศไทย ส่วนจำเลยอยู่ที่สหราชอาณาจักร โจทก์กับจำเลยได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่โต้ตอบกัน มีข้อความว่า "You cold hearted bastard. Just like your father" แปลเป็นภาษาไทยว่า "คนไร้น้ำใจ คนสารเลว เหมือนพ่อแก ..." ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์โดยมีเจตนาหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์จำเลยมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 24 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ดังนั้น เมื่อได้ความว่า กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์อันเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์และจำเลยอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาเหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นเหตุตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือ เหตุหย่าที่โจทก์อ้างมาในฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ หากเข้าหลักเกณฑ์ศาลไทยมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันได้ สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1501 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ |




