ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"

ค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, การกำหนดค่าเลี้ยงดูคู่สมรสจนกว่าจะสมรสใหม่ตามคำพิพากษาศาล, หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูของสามีภริยาขณะยังไม่หย่าขาดกัน, หลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูคู่สมรสในคดีครอบครัว, การกำหนดค่าเลี้ยงดูภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, สิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างการสมรส, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูคู่สมรส, การตีความมาตรา 1461 และมาตรา 1501 ป.พ.พ., หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหากฎหมายครอบครัวที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ ขอบเขตของหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาในขณะที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศาลสามารถกำหนดให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง “จนกว่าจะสมรสใหม่” ได้หรือไม่ หากศาลมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน

คดีนี้ยังมีลักษณะพิเศษเนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นบุคคลต่างสัญชาติ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่ง พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาใช้ประกอบการพิจารณาในเรื่องเขตอำนาจศาลและกฎหมายที่ใช้บังคับต่อเหตุหย่า นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1501 ซึ่งกำหนดหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาและการสิ้นสุดของการสมรส

ประเด็นสำคัญของคดีจึงมิได้อยู่เพียงเรื่อง เหตุหย่า เท่านั้น แต่ยังรวมถึง ขอบเขตของหน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส และเงื่อนไขที่ทำให้หน้าที่ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า หากการสมรสยังไม่สิ้นสุด ศาลไม่อาจกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่ได้ เพราะการสมรสใหม่เป็นเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังการสิ้นสุดของการสมรสเดิมอยู่แล้ว

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญในการตีความกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับ หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูของสามีภริยา ขอบเขตของค่าเลี้ยงดูคู่สมรส และความสัมพันธ์ระหว่างการสมรสกับสิทธิเรียกร้องค่าอุปการะเลี้ยงดู ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีครอบครัวทั้งในทางทฤษฎีและในทางปฏิบัติ

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นบุคคลต่างสัญชาติ โดยโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ ส่วนจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติสก๊อตแลนด์ ทั้งสองฝ่ายได้จดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมาย ณ ประเทศสหราชอาณาจักร และมีบุตรร่วมกันจำนวน 3 คน

ต่อมาภายหลังจากสมรสกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้เดินทางเข้ามาประกอบอาชีพและใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยเป็นระยะเวลานาน โดยครอบครัวมีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี

ภายหลังความสัมพันธ์ของคู่สมรสเกิดความขัดแย้ง โจทก์จึงยื่นฟ้องต่อศาลไทยเพื่อขอให้พิพากษาให้ทั้งสองฝ่ายหย่าขาดจากกัน โดยอ้างว่าจำเลยได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือไปยังโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์

ข้อความดังกล่าวมีลักษณะว่า

“You cold hearted bastard. Just like your father.”

ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการดูหมิ่นอย่างร้ายแรง และถือเป็นเหตุหย่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3)

ฝ่ายจำเลยให้การต่อสู้ว่า การส่งข้อความดังกล่าวมิใช่การดูหมิ่นอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุหย่า พร้อมทั้งยื่นฟ้องแย้งเรียกร้อง

1 ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและการครองชีพของบุตร

2 ค่าอุปการะเลี้ยงดูตนเองในฐานะภริยา

โดยขอให้ศาลกำหนดให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูแก่จำเลยปีละ 3,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีมีอยู่หลายประการ ได้แก่

1 ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าของบุคคลต่างสัญชาติหรือไม่

2 การส่งข้อความดูหมิ่นทางโทรศัพท์เป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่

3 ศาลสามารถกำหนดให้สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยาจนกว่าจะสมรสใหม่ได้หรือไม่ หากยังมิได้มีคำพิพากษาให้หย่ากัน

สำหรับประเด็นแรก ศาลต้องพิจารณาตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 ซึ่งกำหนดว่า

ศาลไทยจะพิพากษาให้คู่สมรสหย่ากันได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอนุญาตให้หย่าได้

ในคดีนี้ปรากฏว่ากฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์ต่างอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ดังนั้นศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าดังกล่าวได้

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเหตุหย่าที่โจทก์อ้างนั้นเป็นเหตุหย่าหรือไม่ ต้องพิจารณาตาม กฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือกฎหมายไทย

ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาว่า พฤติการณ์ที่จำเลยส่งข้อความดูหมิ่นโจทก์นั้น จะเข้าลักษณะเป็น เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (3) หรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยโดยเริ่มจากการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลและกฎหมายที่ใช้บังคับก่อน เนื่องจากคู่ความทั้งสองฝ่ายมิใช่บุคคลสัญชาติไทย โดยโจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ ส่วนจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติสก๊อตแลนด์

ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 กำหนดหลักว่า

“ศาลจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ และเหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง”

เมื่อข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่ากฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์อนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าเหตุหย่าที่โจทก์อ้างเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่ ต้องพิจารณาตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง ซึ่งในคดีนี้คือกฎหมายไทย

ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อความที่จำเลยส่งถึงโจทก์ทางโทรศัพท์มือถือ โดยเป็นข้อความที่มีลักษณะหยาบคายและแสดงความโกรธเคืองต่อโจทก์ แต่เมื่อพิเคราะห์โดยรวมแล้ว เห็นว่าเป็นเพียงการโต้ตอบกันในขณะเกิดความขัดแย้งระหว่างคู่สมรส มิได้มีลักษณะเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุหย่าตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3)

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลล่างทั้งสองว่า ยังไม่อาจถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายได้ และการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยยังคงมีผลตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงเรื่องเหตุหย่าเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่คู่สมรส

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 110,000 บาท โดยกำหนดให้จ่าย จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง

ศาลฎีกาเห็นว่า การกำหนดเงื่อนไขเช่นนี้ ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายครอบครัว

เนื่องจากหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากสถานะการสมรส และหน้าที่ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อศาลมิได้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน การกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างให้ถูกต้อง โดยกำหนดให้โจทก์ต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย จนกว่าการสมรสระหว่างคู่สมรสจะสิ้นสุดลงเท่านั้น

วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส

หลักกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายครอบครัว ซึ่งบัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461

บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า

สามีและภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน

หลักการนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า การสมรสก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สมรส ซึ่งรวมถึงหน้าที่ในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ดังกล่าวมิใช่หน้าที่ที่มีอยู่ตลอดไป หากแต่เป็นหน้าที่ที่มีอยู่ ตราบเท่าที่สถานะการสมรสยังคงอยู่

เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะด้วยเหตุหย่า ความตาย หรือเหตุอื่นตามกฎหมาย หน้าที่ดังกล่าวก็ย่อมสิ้นสุดลงด้วย

บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ มาตรา 1501 ซึ่งกำหนดว่า

การสมรสย่อมสิ้นสุดลงด้วยความตาย การหย่า หรือคำพิพากษาให้เพิกถอนการสมรส

ดังนั้น หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสจึงมีลักษณะเป็น หน้าที่ที่ผูกพันอยู่กับสถานะการสมรสโดยตรง

เมื่อพิจารณาหลักกฎหมายดังกล่าว จึงเห็นได้ชัดว่า

หากศาลยังมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน การสมรสย่อมยังคงมีอยู่ตามกฎหมาย และคู่สมรสย่อมยังคงมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน

แต่ในขณะเดียวกัน การกำหนดเงื่อนไขให้ชำระค่าเลี้ยงดู “จนกว่าจะสมรสใหม่” ย่อมไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของกฎหมายครอบครัว

เพราะการสมรสใหม่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น

ดังนั้น หากการสมรสยังไม่สิ้นสุด การกำหนดเงื่อนไขดังกล่าวจึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่เป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

เจตนารมณ์ของกฎหมายเกี่ยวกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู

เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวในเรื่องหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัวและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้แก่คู่สมรส

กฎหมายจึงกำหนดให้สามีและภริยามีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามฐานะและความสามารถของตน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้มุ่งหมายให้หน้าที่ดังกล่าวดำรงอยู่ต่อไปภายหลังจากที่สถานะการสมรสสิ้นสุดลงแล้ว

เพราะเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง คู่สมรสทั้งสองฝ่ายย่อมกลับไปเป็นบุคคลที่มีสถานะทางกฎหมายเป็นอิสระจากกัน

การกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงดูหลังการหย่าจึงต้องอาศัยบทบัญญัติเฉพาะ เช่น

ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า

ค่าทดแทน

หรือค่าอุปการะบุตร

ดังนั้น แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า

หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรสมีอยู่เฉพาะในช่วงเวลาที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมายเท่านั้น

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวหลายคดีได้วางหลักในทำนองเดียวกันว่า

หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากสถานะการสมรส และย่อมสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง

ศาลฎีกาได้เน้นย้ำหลักการสำคัญว่า

การกำหนดค่าเลี้ยงดูคู่สมรสต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับสถานะทางกฎหมายของคู่สมรสในขณะนั้น

หากคู่สมรสยังมิได้หย่าขาดจากกัน การกำหนดค่าเลี้ยงดูย่อมต้องผูกพันอยู่กับสถานะการสมรส

แต่หากมีการหย่าขาดจากกันแล้ว การกำหนดค่าเลี้ยงดูย่อมต้องพิจารณาตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการหย่า เช่น ค่าเลี้ยงชีพหลังหย่า หรือค่าทดแทน

คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้จึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็นแนววินิจฉัยที่ชัดเจนว่า

ศาลไม่อาจกำหนดให้สามีหรือภริยาชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่ได้ หากศาลยังมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนคำขอหย่า โดยเห็นว่าพฤติการณ์ที่จำเลยส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือถึงโจทก์ยังไม่เป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าจำเลยมีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูในฐานะภริยา จึงพิพากษาให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 110,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง และให้โจทก์ชำระค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 100,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิจารณาแล้วเห็นพ้องกับคำพิพากษาศาลชั้นต้นทั้งในประเด็นเหตุหย่าและการกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดู โดยเห็นว่าคำพิพากษาของศาลชั้นต้นได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนแล้ว จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวเห็นพ้องกับศาลล่างในประเด็นที่ว่าเหตุที่โจทก์อ้างยังไม่เป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยจนกว่าจะสมรสใหม่นั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1501 การกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เกินกว่าหลักกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ไขให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย จนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยจะสิ้นสุดลงเท่านั้น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวที่สำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างสถานะการสมรสกับหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างคู่สมรส โดยหลักกฎหมายกำหนดให้สามีและภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามฐานะและความสามารถของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เกิดขึ้นจากสถานะของการเป็นคู่สมรสโดยตรง

อย่างไรก็ตาม หน้าที่ดังกล่าวมิใช่หน้าที่ที่มีลักษณะถาวรหรือไม่มีขอบเขต หากแต่เป็นหน้าที่ที่ดำรงอยู่ตราบเท่าที่สถานะการสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงไม่ว่าจะด้วยเหตุหย่า ความตาย หรือการเพิกถอนการสมรส หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงตามไปด้วยตามมาตรา 1501

ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การตีความเงื่อนไขของการกำหนดค่าเลี้ยงดูคู่สมรส โดยศาลล่างได้กำหนดให้สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ภริยาจนกว่าภริยาจะสมรสใหม่ ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างของกฎหมายครอบครัว เนื่องจากการสมรสใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น

ดังนั้น การกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เกินกว่าหลักกฎหมาย เพราะในขณะที่การสมรสเดิมยังไม่สิ้นสุด คู่สมรสย่อมไม่อาจสมรสใหม่ได้

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้จึงมีความสำคัญในเชิงหลักการ เพราะยืนยันว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาเป็นหน้าที่ที่ผูกพันกับสถานะการสมรสโดยตรง และไม่อาจกำหนดเงื่อนไขที่เกินไปกว่าการสิ้นสุดของการสมรสได้

นอกจากนี้ คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของศาลฎีกาในการตรวจสอบความถูกต้องของคำพิพากษาศาลล่าง แม้ว่าประเด็นดังกล่าวจะมิได้เป็นประเด็นหลักของข้อพิพาท แต่หากเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 247

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตของ หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาในขณะที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด และการพิจารณาว่า ศาลสามารถกำหนดให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่คู่สมรส “จนกว่าจะสมรสใหม่” ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หากศาลยังไม่ได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยายังคงมีอยู่ตามกฎหมาย แต่การกำหนดให้ชำระค่าเลี้ยงดู “จนกว่าจะสมรสใหม่” เป็นการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่ถูกต้อง เพราะหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเท่านั้น ไม่ใช่เมื่อมีการสมรสใหม่ในอนาคต

มาตรากฎหมายสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา – ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461

มาตรานี้กำหนดหลักพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวว่า สามีและภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามความสามารถและฐานะของตน หน้าที่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากสถานะการสมรสโดยตรง ดังนั้นตราบใดที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสย่อมยังคงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันในด้านเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต

2. การสิ้นสุดของหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูเมื่อการสมรสสิ้นสุด – ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเท่านั้น เช่น การหย่าหรือความตาย ดังนั้นการที่ศาลล่างกำหนดให้สามีต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่ภริยาจนกว่าจะสมรสใหม่ จึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย เพราะการสมรสใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ศาลฎีกาจึงแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้อง โดยกำหนดให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูเพียงจนกว่าการสมรสระหว่างคู่สมรสจะสิ้นสุดลงเท่านั้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. หากศาลยังไม่ได้พิพากษาให้หย่าขาดจากกัน สามีหรือภริยายังมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือไม่

คำตอบ

ตามหลักกฎหมายครอบครัวของไทย สามีและภริยามีหน้าที่ต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกันตามฐานะและความสามารถของตนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 หน้าที่ดังกล่าวเกิดขึ้นจากสถานะการสมรส ดังนั้นตราบใดที่การสมรสยังคงมีผลตามกฎหมาย คู่สมรสทั้งสองฝ่ายยังคงมีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางเศรษฐกิจและการดำรงชีวิต หากฝ่ายหนึ่งมีฐานะดีกว่าอีกฝ่าย ศาลอาจกำหนดให้มีการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ แม้ว่าจะยังไม่มีการหย่าขาดจากกันก็ตาม แต่หน้าที่ดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงตามกฎหมาย เช่น เมื่อมีคำพิพากษาให้หย่า หรือเมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย

คำถาม

2. ศาลสามารถกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงดูคู่สมรสจนกว่าจะสมรสใหม่ได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักกฎหมาย หากศาลยังมิได้พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน การกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย เนื่องจากการสมรสใหม่สามารถเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสมรสเดิมสิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้นเงื่อนไขที่ถูกต้องคือการกำหนดให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง ไม่ว่าจะเป็นการหย่าหรือการสิ้นสุดด้วยเหตุอื่นตามกฎหมาย แนววินิจฉัยของศาลฎีกาได้ยืนยันหลักการนี้ไว้อย่างชัดเจนในหลายคดี

คำถาม

3. ค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสแตกต่างจากค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างไร

คำตอบ

ค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรสเป็นหน้าที่ที่เกิดจากสถานะการสมรสระหว่างสามีและภริยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้คู่สมรสช่วยเหลือเกื้อกูลกันตามฐานะและความสามารถของตน ในขณะที่ค่าเลี้ยงดูบุตรเป็นหน้าที่ของบิดามารดาที่ต้องเลี้ยงดูบุตรจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะหรือสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ แม้ว่าบิดามารดาจะหย่าขาดจากกันแล้ว หน้าที่ในการเลี้ยงดูบุตรก็ยังคงมีอยู่ ดังนั้นค่าเลี้ยงดูบุตรจึงมีลักษณะเป็นหน้าที่ต่อเนื่องที่ไม่ขึ้นอยู่กับสถานะการสมรสของบิดามารดา

คำถาม

4. หากคู่สมรสยังอยู่กินกันแต่แยกกันอยู่ สามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่

คำตอบ

แม้ว่าคู่สมรสจะไม่ได้อยู่ร่วมกันแล้ว แต่หากการสมรสยังไม่สิ้นสุดตามกฎหมาย หน้าที่ในการอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยายังคงมีอยู่ หากฝ่ายหนึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าและอีกฝ่ายหนึ่งไม่สามารถเลี้ยงดูตนเองได้ ศาลอาจกำหนดให้มีการชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูได้ การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ของคดี ฐานะทางเศรษฐกิจของคู่สมรส และความจำเป็นในการดำรงชีวิตของฝ่ายที่เรียกร้องค่าเลี้ยงดู

คำถาม

5. เมื่อหย่าขาดจากกันแล้ว คู่สมรสยังสามารถเรียกร้องค่าเลี้ยงดูได้หรือไม่

คำตอบ

ภายหลังการหย่าขาดจากกัน หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามมาตรา 1461 จะสิ้นสุดลง แต่กฎหมายยังเปิดโอกาสให้มีการเรียกร้องค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าได้ในบางกรณี โดยศาลจะพิจารณาจากความจำเป็นของคู่สมรสฝ่ายที่เรียกร้อง รวมทั้งฐานะทางเศรษฐกิจของอีกฝ่ายหนึ่ง การกำหนดค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าจึงเป็นเรื่องที่ศาลใช้ดุลพินิจตามข้อเท็จจริงของแต่ละคดี

คำถาม

6. เหตุหย่าตามกฎหมายต้องร้ายแรงเพียงใด

คำตอบ

เหตุหย่าตามกฎหมายต้องเป็นพฤติการณ์ที่มีความร้ายแรงจนทำให้ความสัมพันธ์สมรสไม่อาจดำรงต่อไปได้ตามปกติ เช่น การประพฤติชู้ การทำร้ายร่างกายอย่างร้ายแรง หรือการดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคดีว่าการกระทำนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิตสมรสอย่างร้ายแรงเพียงใด หากเป็นเพียงความขัดแย้งหรือการทะเลาะกันตามปกติในชีวิตคู่ ศาลอาจไม่ถือว่าเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย

คำถาม

7. หากคู่สมรสเป็นคนต่างชาติ ศาลไทยมีอำนาจพิจารณาคดีหย่าหรือไม่

คำตอบ

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 ศาลไทยสามารถพิจารณาคดีหย่าของคู่สมรสที่เป็นคนต่างชาติได้ หากกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายอนุญาตให้หย่าขาดจากกันได้ และเหตุหย่าที่อ้างต้องเป็นเหตุหย่าที่เข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายของประเทศที่ยื่นฟ้อง ในกรณีที่ยื่นฟ้องต่อศาลไทย ศาลจะใช้กฎหมายไทยในการพิจารณาว่าเหตุหย่าที่อ้างนั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมายหรือไม่

คำถาม

8. ศาลฎีกาสามารถแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างได้หรือไม่ หากคู่ความไม่ได้ยกประเด็นขึ้นฎีกา

คำตอบ

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างได้ แม้ว่าคู่ความจะมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นฎีกา หากเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรม ในคดีนี้ศาลฎีกาได้ใช้อำนาจดังกล่าวแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างในส่วนการกำหนดเงื่อนไขของค่าอุปการะเลี้ยงดูให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายครอบครัว

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6499/2557

โจทก์จำเลยมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" เมื่อได้ความว่า กฎหมายสัญชาติของโจทก์และจำเลยอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาเหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ต่อไปว่าเป็นเหตุตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือ เหตุหย่าที่โจทก์อ้างมาในฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือไม่

ค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1501 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาและการครองชีพของบุตรผู้เยาว์ปีละ 1,500,000 บาท จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และให้ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยปีละ 3,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลยเดือนละ 110,000 บาท นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสจะสิ้นสุดลง และให้จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 100,000 บาท จนกว่าบุตรจะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์มีสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ จำเลยมีสัญชาติสก๊อตแลนด์ ทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันในสหราชอาณาจักรและมีบุตรด้วยกัน 3 คน ต่อมาโจทก์และจำเลยส่งข้อความโต้ตอบกันทางโทรศัพท์ โดยจำเลยส่งข้อความในลักษณะหยาบคายแก่โจทก์ โจทก์จึงอ้างว่าเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3)

เมื่อคู่ความมิใช่คนสัญชาติไทย จึงต้องพิจารณาตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ.2481 มาตรา 24 ซึ่งกำหนดว่า ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ก็ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ และเหตุหย่าต้องเป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้อง เมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่ความอนุญาตให้หย่าได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาว่าเหตุหย่าตามฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมายไทยหรือไม่

สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่ศาลล่างกำหนดให้โจทก์ชำระแก่จำเลยจนกว่าจะสมรสใหม่นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาให้หย่า หน้าที่อุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยาจะสิ้นสุดลงได้ต่อเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 และมาตรา 1501 การกำหนดให้จ่ายค่าเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่จึงไม่ชอบ และเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ไขให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูแก่จำเลย จนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยจะสิ้นสุดลง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และฟ้องแย้งขอให้โจทก์จ่ายเงินเพื่อการศึกษาและการครองชีพของบุตรผู้เยาว์เป็นรายปี ปีละ 1,500,000 บาท จนกว่าจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเป็นรายปี ปีละ 3,000,000 บาท จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยในอัตรา 110,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้ง (วันที่ 25 พฤศจิกายน 2553) เป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่หรือจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง และให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ให้แก่จำเลยในอัตรา 100,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ คำขออื่นตามฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นคนมีสัญชาติไอร์แลนด์เหนือ จำเลยเป็นคนมีสัญชาติสก๊อตแลนด์ โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันที่โบสถ์เซนต์แมรี่แอนด์ ออล เซนต์ส ปีคอนสฟิลด์ บัคกิ้งแฮม สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2530 โจทก์กับจำเลยมีบุตรด้วยกัน 3 คน คือ นางสาววิคตอเรีย อายุ 23 ปี นางสาวสเตฟานี่ อายุ 21 ปี และนายวิลเลี่ยม อายุ 17 ปี โจทก์จำเลยเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 จนถึงขณะฟ้องคดีนี้ ตามกฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์ อนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดกันได้ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2553 ขณะที่โจทก์อยู่ในประเทศไทย ส่วนจำเลยอยู่ที่สหราชอาณาจักร โจทก์กับจำเลยได้ส่งข้อความทางโทรศัพท์เคลื่อนที่โต้ตอบกัน มีข้อความว่า "You cold hearted bastard. Just like your father" แปลเป็นภาษาไทยว่า "คนไร้น้ำใจ คนสารเลว เหมือนพ่อแก ..."

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์โดยมีเจตนาหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) หรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์จำเลยมิใช่เป็นผู้มีสัญชาติไทย ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันของกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 24 บัญญัติว่า "ศาลสยามจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้กระทำได้ เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ดังนั้น เมื่อได้ความว่า กฎหมายของประเทศไอร์แลนด์เหนือและประเทศสก๊อตแลนด์อันเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์และจำเลยอนุญาตให้คู่สมรสหย่าขาดจากกันได้ ศาลไทยจึงมีอำนาจพิจารณาเหตุหย่าตามคำฟ้องของโจทก์ว่าเป็นเหตุตามกฎหมายแห่งท้องถิ่นที่ยื่นฟ้อง คือ เหตุหย่าที่โจทก์อ้างมาในฟ้องเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ หากเข้าหลักเกณฑ์ศาลไทยมีอำนาจพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่ากันได้

สำหรับค่าอุปการะเลี้ยงดูที่โจทก์ต้องจ่ายให้แก่จำเลยนั้น เมื่อศาลมิได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยหย่าขาดจากกัน สิทธิหน้าที่ของโจทก์จำเลยที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูกันจะหมดไปเมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1461 วรรคสอง และมาตรา 1501 การที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าจำเลยจะสมรสใหม่ด้วย จึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 247 ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูให้แก่จำเลยจนกว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยสิ้นสุดลง ค่าฤชาธรรมเนียมส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย