
| การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญในกฎหมายครอบครัวและกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับการหย่าโดยความยินยอมที่มีลักษณะเป็นการสมคบกันเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า แม้คู่สมรสจะได้ทำหนังสือข้อตกลงหย่าและจดทะเบียนหย่าตามกฎหมายแล้ว รวมทั้งมีการแบ่งทรัพย์สินกันไว้ในเอกสารดังกล่าว แต่หากพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าการหย่านั้นมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงในการยุติความสัมพันธ์สมรส หากเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงหรือเป็นการกระทำโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การกระทำดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก โดยเฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิตามคำพิพากษา คดีนี้จึงสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การจดทะเบียนหย่าเพียงอย่างเดียวมิใช่เครื่องยืนยันว่าความสัมพันธ์สมรสได้สิ้นสุดลงโดยแท้จริง หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันและดำเนินชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา การหย่านั้นอาจถือเป็นเพียงการกระทำโดยสมยอมเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ การแบ่งทรัพย์สินตามข้อตกลงหย่าที่ทำขึ้นก็ย่อมไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าหนี้ได้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักกฎหมายไว้ชัดเจนว่า การแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอมระหว่างคู่สมรสเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก และทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสยังคงมีสถานะเป็น สินสมรส ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิใช้สิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์ดังกล่าวได้ตามกฎหมาย คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ ทั้งในแง่ของ กฎหมายครอบครัว การแบ่งสินสมรส และการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ โดยแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้คู่สมรสใช้การหย่าเป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหนี้สินหรือฉ้อโกงเจ้าหนี้ได้ ข้อเท็จจริงของคดี ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากันและได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้ทำหนังสือข้อตกลงหย่าโดยความยินยอม พร้อมทั้งมีข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างกัน โดยมีสาระสำคัญว่า จำเลยจะได้รับเงินสดจำนวน 700,000 บาท ซึ่งได้รับไปแล้วในวันทำสัญญา ส่วนทรัพย์สินอื่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ ให้ตกเป็นของผู้ร้อง หลังจากทำข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้ไปจดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานทะเบียน โดยได้แจ้งไว้ในทะเบียนหย่าว่า ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสได้แบ่งกันเรียบร้อยแล้ว ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ได้ดำเนินการบังคับคดี โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ายึดทรัพย์สินบางรายการ ได้แก่ • ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง • เรือ ผู้ร้องจึงยื่น คำร้องขัดทรัพย์ ต่อศาล โดยอ้างว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ร้องตามข้อตกลงหย่าและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ร้องกับจำเลยแล้ว ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยจึงไม่มีสิทธินำทรัพย์ดังกล่าวไปบังคับคดี ฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้าน โดยอ้างว่า ผู้ร้องและจำเลยยังคง อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แม้จะจดทะเบียนหย่าแล้ว และยังคงทำมาหากินร่วมกันตามปกติ การจดทะเบียนหย่าและการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นเพียง การสมคบกันทำขึ้นเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ดังนั้นโจทก์จึงขอให้ศาล ยกคำร้องขัดทรัพย์ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษา และทรัพย์สินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดนั้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยยังเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย แม้ว่าผู้ร้องและจำเลยจะได้ทำหนังสือข้อตกลงหย่าโดยความยินยอม และได้ตกลงแบ่งสินสมรสกันโดยให้จำเลยรับเงินสดจำนวน 700,000 บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นทั้งหมดตกเป็นของผู้ร้อง และต่อมาทั้งสองฝ่ายได้จดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานทะเบียนแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า หลังจากการจดทะเบียนหย่าดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องกับจำเลยยังคงอยู่กินร่วมบ้านกัน และดำเนินชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาตามปกติ รวมทั้งยังทำมาหากินร่วมกันตามปกติ เสมือนหนึ่งมิได้มีการหย่าขาดจากกัน ข้อเท็จจริงดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2518 จำเลยจึงได้หลบหนีหนี้สินออกจากบ้านของผู้ร้อง เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่อาจเชื่อได้ว่าผู้ร้องและจำเลยมีเจตนาหย่ากันโดยแท้จริง หรือได้มีการแบ่งสินสมรสกันเสร็จสิ้นแล้วตามที่ปรากฏในเอกสารการหย่า การที่ผู้ร้องและจำเลยไปจดทะเบียนหย่ากัน พร้อมทั้งแจ้งต่อเจ้าพนักงานทะเบียนว่าทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสได้แบ่งกันเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นการ ฝ่าฝืนต่อข้อเท็จจริง กรณีดังกล่าวจึงถือได้ว่า การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เป็นการ แสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกัน หรืออีกนัยหนึ่งเป็น การกระทำโดยสมยอม เมื่อเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอมเช่นนี้ การหย่าและการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจึง ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ดังนั้น ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงยังคงมีสถานะเป็น สินสมรส ซึ่งผู้ร้องและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ผู้ร้องจึง ไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึด ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่อง “เจตนาลวง” ในการหย่า หลักกฎหมายเรื่อง การแสดงเจตนาลวง เป็นหลักการสำคัญในกฎหมายแพ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ว่า การแสดงเจตนาที่ทำขึ้นโดย เจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมเป็นโมฆะ และการแสดงเจตนาดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าระหว่างผู้ร้องกับจำเลย มิได้เกิดจากความประสงค์ที่จะยุติความสัมพันธ์สมรสอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาพทางกฎหมายว่าทั้งสองฝ่ายได้หย่าขาดจากกันแล้ว และได้แบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ภายหลังการหย่ากลับปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา และยังดำเนินชีวิตร่วมกันตามปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การหย่าดังกล่าวมิได้สะท้อนเจตนาที่แท้จริง การกระทำเช่นนี้จึงเป็นการใช้รูปแบบทางกฎหมายเพื่อ ปกปิดข้อเท็จจริงที่แท้จริง และเพื่อหลีกเลี่ยงผลทางกฎหมายบางประการ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการถูกเจ้าหนี้บังคับคดีต่อทรัพย์สิน ศาลฎีกาจึงถือว่าการหย่าดังกล่าวเป็น เจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกัน ซึ่งมีผลให้การกระทำนั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก หลักกฎหมายเรื่องการกระทำโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ในทางกฎหมายแพ่ง หลักการพื้นฐานอีกประการหนึ่งคือ กฎหมายไม่คุ้มครองการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ หากบุคคลใดดำเนินการโอนทรัพย์สิน แบ่งทรัพย์สิน หรือจัดการทรัพย์สินของตนโดยมีเจตนาที่แท้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การกระทำดังกล่าวอาจถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าหนี้ได้ ในคดีนี้ การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการแบ่งสินสมรส ซึ่งปรากฏว่าเกิดขึ้นก่อนที่เจ้าหนี้จะดำเนินคดี แต่ภายหลังจากนั้นคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันตามปกติ แสดงให้เห็นว่าการหย่าอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อ • ป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์สินได้ • ทำให้ทรัพย์สินตกเป็นของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง • สร้างภาพว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ ศาลฎีกาจึงตีความพฤติการณ์ดังกล่าวว่าเป็น การสมคบกันทำขึ้นโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่สามารถใช้ยันต่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับสินสมรส กฎหมายครอบครัวของไทยกำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับ สินสมรส ว่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. คุ้มครองสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย 2. สร้างความเป็นธรรมในการแบ่งทรัพย์สินเมื่อความสัมพันธ์สมรสสิ้นสุด 3. ป้องกันการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางการเงิน หากกฎหมายเปิดโอกาสให้คู่สมรสสามารถทำการหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่แท้จริง ก็อาจทำให้เกิดการใช้การหย่าเป็นเครื่องมือเพื่อ หลบเลี่ยงหนี้สินหรือฉ้อโกงเจ้าหนี้ ดังนั้น ศาลฎีกาจึงตีความกฎหมายโดยคำนึงถึง ความสุจริตและความเป็นธรรมในระบบกฎหมายโดยรวม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีได้วางหลักการในทำนองเดียวกันว่า หากการแสดงเจตนาทางกฎหมาย เช่น การโอนทรัพย์สิน การแบ่งทรัพย์สิน หรือการจดทะเบียนหย่า เกิดขึ้นโดยมีลักษณะเป็นการสมคบกันเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงหรือเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็น การแสดงเจตนาลวง ซึ่งไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ศาลฎีกามักพิจารณาจาก พฤติการณ์โดยรวมของคู่กรณี เช่น • การดำเนินชีวิตหลังการหย่า • ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส • ลักษณะของการแบ่งทรัพย์สิน • ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ • พฤติการณ์เกี่ยวกับหนี้สิน หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า การหย่าหรือการแบ่งทรัพย์สินมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริง ศาลอาจวินิจฉัยให้การกระทำนั้น ไม่สามารถใช้ยันต่อเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกได้ แนวคำพิพากษาดังกล่าวจึงมีบทบาทสำคัญในการ รักษาความสุจริตของระบบกฎหมายและป้องกันการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ทำหนังสือข้อตกลงหย่าและได้จดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานทะเบียนแล้ว อีกทั้งยังมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันโดยกำหนดให้ทรัพย์สินที่ถูกยึดตกเป็นของผู้ร้อง ศาลจึงเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง มิใช่ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดทรัพย์ดังกล่าวเพื่อบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเรือที่โจทก์นำยึด 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีโดยละเอียดแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องกับจำเลยจะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว แต่ภายหลังจากการหย่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาและทำมาหากินร่วมกันตามปกติ จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการหย่าและการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริง หากเป็นการกระทำโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกัน หรือเป็นการกระทำโดยสมยอม เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากการหย่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา การหย่าดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงยังคงเป็นสินสมรสที่ผู้ร้องและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์จากการยึด ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญหลายประการในกฎหมายแพ่งและกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการเกี่ยวกับ การแสดงเจตนาลวง การหย่าโดยสมยอม และสิทธิของเจ้าหนี้ต่อทรัพย์สินของลูกหนี้ ประการแรก การจดทะเบียนหย่าแม้จะเป็นการกระทำทางกฎหมายที่มีผลตามรูปแบบ แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าการหย่าดังกล่าวมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรส หากเป็นเพียงการดำเนินการเพื่อสร้างภาพทางกฎหมายหรือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหนี้สิน การกระทำนั้นย่อมถือเป็น การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกัน ซึ่งตามหลักกฎหมายแพ่ง การกระทำเช่นนี้ไม่อาจใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้ ประการที่สอง กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้คู่สมรสใช้การหย่าเป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ การแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสหลังการหย่าจะมีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อเป็นการกระทำโดยสุจริตและเกิดจากเจตนาที่แท้จริง หากปรากฏว่าการหย่าหรือการแบ่งทรัพย์สินเป็นเพียงการสมคบกันเพื่อซ่อนทรัพย์สินหรือหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้การกระทำนั้นไม่มีผลผูกพันต่อเจ้าหนี้ ประการที่สาม หลักการเกี่ยวกับ สินสมรส มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีลักษณะนี้ เพราะทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสย่อมเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรส และเจ้าหนี้ของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิใช้สิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์สินดังกล่าวได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด ดังนั้น คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายว่า การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงความรับผิดทางหนี้สินได้ และศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรสเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบของเอกสารทางกฎหมายเท่านั้น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การหย่าโดยความยินยอมและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสที่ทำขึ้นโดยสมรู้ร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ เป็นการแสดงเจตนาลวงหรือไม่ และจะมีผลผูกพันต่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสจะทำหนังสือข้อตกลงหย่าและจดทะเบียนหย่าตามรูปแบบกฎหมายแล้ว แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสองยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาและดำเนินชีวิตร่วมกันตามปกติ การหย่าดังกล่าวย่อมเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ จึงไม่ผูกพันเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสยังคงมีสถานะเป็นสินสมรสที่เจ้าหนี้สามารถบังคับคดีได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การแสดงเจตนาลวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 มาตรา 155 บัญญัติว่า การแสดงเจตนาที่ทำขึ้นโดยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีเพื่อให้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง ทั้งที่แท้จริงมิได้มีเจตนาเช่นนั้น เป็นการแสดงเจตนาลวง ซึ่งย่อมเป็นโมฆะ และไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าของผู้ร้องกับจำเลย มิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงในการยุติชีวิตสมรส แต่เป็นการกระทำโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ จึงถือเป็นการแสดงเจตนาลวง และไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าหนี้ได้ 2. สินสมรสและสิทธิของเจ้าหนี้ต่อทรัพย์สินของลูกหนี้ หลักกฎหมายครอบครัวกำหนดว่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสซึ่งคู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว เมื่อศาลเห็นว่าการหย่าและการแบ่งทรัพย์สินเป็นเพียงการกระทำโดยสมยอม การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ผูกพันเจ้าหนี้ ทรัพย์สินที่ถูกยึดจึงยังคงเป็นสินสมรสที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การหย่าโดยความยินยอมสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ได้หรือไม่ คำตอบ การหย่าโดยความยินยอมตามกฎหมายครอบครัวเป็นวิธีการยุติความสัมพันธ์สมรสที่กฎหมายรับรอง หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้และไปจดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานทะเบียน การหย่าดังกล่าวย่อมมีผลตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากการหย่านั้นมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงในการยุติชีวิตสมรส แต่เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ยึดทรัพย์สิน การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ซึ่งตามหลักกฎหมายแพ่ง การกระทำเช่นนี้ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก โดยเฉพาะเจ้าหนี้ ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยให้ทรัพย์สินที่แบ่งกันหลังหย่าดังกล่าวยังคงเป็นสินสมรส และเจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์นั้นได้ คำถาม 2. การจดทะเบียนหย่าแล้วแต่ยังอยู่กินร่วมกัน ศาลจะถือว่าอย่างไร คำตอบ แม้ว่าการจดทะเบียนหย่าจะเป็นการดำเนินการตามรูปแบบทางกฎหมายที่ถูกต้อง แต่ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะรูปแบบทางกฎหมายเท่านั้น ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม หากปรากฏว่าหลังจากการจดทะเบียนหย่าแล้ว คู่สมรสยังคงอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา มีการดำเนินชีวิตร่วมกัน ทำมาหากินร่วมกัน หรือแสดงพฤติการณ์เสมือนว่ายังคงมีความสัมพันธ์สมรสอยู่ ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าการหย่าดังกล่าวมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริง หากเป็นเพียงการกระทำโดยสมยอมเพื่อวัตถุประสงค์บางประการ เช่น การหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ หรือการหลีกเลี่ยงภาระผูกพันทางกฎหมาย การหย่าลักษณะนี้จึงอาจไม่ผูกพันบุคคลภายนอก และทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสอาจยังถือเป็นสินสมรสตามกฎหมาย คำถาม 3. การแบ่งทรัพย์สินหลังหย่าสามารถใช้ยันต่อเจ้าหนี้ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักทั่วไป การแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสหลังการหย่าเป็นการจัดการทรัพย์สินที่กฎหมายยอมรับ หากการแบ่งทรัพย์สินนั้นเกิดขึ้นโดยสุจริตและเป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรส การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอก อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่าการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ หรือเป็นการโอนทรัพย์สินเพื่อซ่อนทรัพย์สินของลูกหนี้ ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ในกรณีเช่นนี้ การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์สินนั้นได้ คำถาม 4. เจ้าหนี้มีสิทธิยึดสินสมรสของลูกหนี้ได้หรือไม่ คำตอบ สินสมรสเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันตามกฎหมาย ดังนั้น หากลูกหนี้ซึ่งเป็นคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีหนี้สิน เจ้าหนี้อาจมีสิทธิบังคับคดีต่อสินสมรสได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย โดยทั่วไปเจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์สินที่เป็นของลูกหนี้ได้ แม้ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสินสมรสก็ตาม ทั้งนี้เพราะลูกหนี้มีส่วนในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การบังคับคดีต่อสินสมรสต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจมีสิทธิคัดค้านหรือยื่นคำร้องขัดทรัพย์ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือมิใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ คำถาม 5. คดีขัดทรัพย์คืออะไร คำตอบ คดีขัดทรัพย์เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลซึ่งอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกยึดในการบังคับคดี สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ปล่อยทรัพย์สินนั้นจากการยึดได้ บุคคลที่ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดมิใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่เป็นทรัพย์สินของตนเอง หากศาลเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ศาลอาจสั่งให้ปล่อยทรัพย์จากการยึดได้ อย่างไรก็ตาม หากศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวยังเป็นทรัพย์ของลูกหนี้หรือเป็นสินสมรสที่ลูกหนี้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ศาลย่อมมีคำสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์ คำถาม 6. การแสดงเจตนาลวงตามกฎหมายหมายถึงอะไร คำตอบ การแสดงเจตนาลวงหมายถึงการที่คู่กรณีแสดงเจตนาทางกฎหมายอย่างหนึ่งออกมา แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันว่าการกระทำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์ให้เกิดผลทางกฎหมายตามที่ปรากฏ ตัวอย่างเช่น การทำสัญญา การโอนทรัพย์สิน หรือการหย่าโดยมีเจตนาที่แท้จริงเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างหรือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแสดงเจตนาลวงระหว่างคู่กรณีย่อมเป็นโมฆะ และไม่สามารถใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้ ดังนั้นหากศาลเห็นว่าการกระทำใดเป็นการแสดงเจตนาลวง บุคคลภายนอก เช่น เจ้าหนี้ ย่อมไม่ถูกผูกพันด้วยการกระทำนั้น คำถาม 7. เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับพฤติการณ์หลังการหย่า คำตอบ ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์หลังการหย่า เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวสามารถสะท้อนเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรสได้ หากคู่สมรสหย่ากันโดยแท้จริง ย่อมมีการแยกกันอยู่และดำเนินชีวิตแยกจากกัน แต่หากปรากฏว่าหลังการหย่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ร่วมกัน ทำมาหากินร่วมกัน และดำเนินชีวิตเสมือนยังเป็นสามีภริยากันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวอาจแสดงให้เห็นว่าการหย่านั้นมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริง ศาลจึงใช้พฤติการณ์เหล่านี้เป็นข้อพิจารณาในการวินิจฉัยว่าการหย่ามีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือไม่ คำถาม 8. หลักกฎหมายในคดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อระบบกฎหมาย คำตอบ หลักกฎหมายที่ปรากฏในคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสุจริตในระบบกฎหมาย เพราะหากกฎหมายเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถใช้กลไกทางกฎหมาย เช่น การหย่า การโอนทรัพย์สิน หรือการแบ่งทรัพย์สิน เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางหนี้สินได้ ย่อมทำให้ระบบกฎหมายสูญเสียความน่าเชื่อถือ ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และไม่ยึดถือเพียงรูปแบบของเอกสารทางกฎหมาย หากปรากฏว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการสมคบกันเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้การกระทำนั้นไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และรักษาความเป็นธรรมในสังคม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2524 หนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่า ผู้ร้องกับจำเลยแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกันกระทำขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการกระทำขึ้นโดยสมยอมจึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันผู้ร้องไม่มีอำนาจมาร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด ฎีกาย่อ ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่า ผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นสามีภรรยาได้ตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกัน โดยตกลงให้จำเลยรับเงินสด 700,000 บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นเป็นของผู้ร้อง ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินดังกล่าว ผู้ร้องจึงขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ โดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำทรัพย์ของผู้ร้องไปยึด โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องกับจำเลยยังคงอยู่กินและทำมาหากินร่วมกันฉันสามีภรรยา การจดทะเบียนหย่าและข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินเป็นการสมคบกันทำขึ้นเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการยึดทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องกับจำเลยจะทำหนังสือหย่าโดยความยินยอมและจดทะเบียนหย่ากันก่อนโจทก์ฟ้องคดี พร้อมตกลงแบ่งสินสมรสโดยให้จำเลยรับเงินสด 700,000 บาท ส่วนทรัพย์อื่นเป็นของผู้ร้อง แต่ปรากฏว่าภายหลังการหย่าทั้งสองยังอยู่กินร่วมกันฉันสามีภรรยาและทำมาหากินร่วมกันตามปกติ จึงเชื่อไม่ได้ว่ามีการหย่าและแบ่งสินสมรสกันโดยแท้จริง การทำข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอม ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์ยึดจึงยังเป็นสินสมรสที่ผู้ร้องกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์จากการยึด พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่า ผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นสามีภรรยายกันได้ตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกัน โดยมีข้อตกลงว่าทรัพย์สินนอกจากเงินสด 700,000 บาท เป็นของผู้ร้อง โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของผู้ร้อง โจทก์ไม่มีสิทธิจะนำยึด ขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับจำเลยยังอยู่ร่วมหลับนอนทำมาหากินร่วมกันฉันสามีภรรยา ทะเบียนหย่าและข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน ผู้ร้องและจำเลยได้สมคบกันทำขึ้นโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงโจทก์และเจ้าหนี้อื่น ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเรือที่โจทก์นำยึด โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภรรยากัน แต่ปรากฏว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงทำหนังสือหย่าโดยความยินยอมกันไว้ ซึ่งผู้ร้องกับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรสกันโดยฝ่ายจำเลยขอรับเงินสดเจ็ดแสนบาทซึ่งได้รับไปแล้วในวันทำสัญญา ส่วนทรัพย์สินอื่นทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ให้ตกเป็นของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องและจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากัน การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าเกิดขึ้นก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ หลังจากนั้นผู้ร้องกับจำเลยก็ยังอยู่กินร่วมบ้านกันที่บ้านผู้ร้องฉันสามีภรรยาและทำมาหากินร่วมกันตามปกติธรรมดาเสมือนหนึ่งมิได้มีการหย่าขาดจากกันตลอดมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2518 จำเลยจึงได้หลบหนี้สินไปจากบ้านผู้ร้อง ดังนี้ เชื่อไม่ได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงหย่าและทำการแบ่งสินสมรสกันเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้การที่ผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากันตามเอกสารหมาย จ.7 โดยทั้งสองฝ่ายได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบันทึกไว้ด้านหลังทะเบียนหย่าว่าได้ตกลงกันในเรื่องทรัพย์สินที่มีมาก่อนจดทะเบียนหย่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงฝ่าฝืนความจริง กรณีถือได้ว่าการที่ผู้ร้องกับจำเลยตกลงทำหนังสือข้อตกลงหย่าและจดทะเบียนหย่ากันเป็นการที่ผู้ร้องกับจำเลยแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกันกระทำขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการกระทำขึ้นโดยสมยอม จึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยจากการยึด พิพากษายืน |




