ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่

การหย่าโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้, การแสดงเจตนาลวงในการหย่า, การหย่าที่ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก, การหย่าหลอกเพื่อซ่อนทรัพย์สิน, สิทธิของเจ้าหนี้ในการบังคับคดีสินสมรส, การแบ่งสินสมรสเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้, การจดทะเบียนหย่าที่เป็นเจตนาลวง, หลักกฎหมายเรื่องการกระทำโดยสมยอม, การหย่าที่ทำขึ้นเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้, สิทธิของเจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินคู่สมรส, การร้องขัดทรัพย์ในคดีบังคับคดี, กฎหมายครอบครัวกับสิทธิของเจ้าหนี้, การแบ่งทรัพย์สินหลังหย่าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ ปัญหาทางกฎหมายที่สำคัญในกฎหมายครอบครัวและกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับการหย่าโดยความยินยอมที่มีลักษณะเป็นการสมคบกันเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า แม้คู่สมรสจะได้ทำหนังสือข้อตกลงหย่าและจดทะเบียนหย่าตามกฎหมายแล้ว รวมทั้งมีการแบ่งทรัพย์สินกันไว้ในเอกสารดังกล่าว แต่หากพฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าการหย่านั้นมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงในการยุติความสัมพันธ์สมรส หากเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงหรือเป็นการกระทำโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การกระทำดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก โดยเฉพาะเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิตามคำพิพากษา

คดีนี้จึงสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญว่า การจดทะเบียนหย่าเพียงอย่างเดียวมิใช่เครื่องยืนยันว่าความสัมพันธ์สมรสได้สิ้นสุดลงโดยแท้จริง หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่าคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันและดำเนินชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยา การหย่านั้นอาจถือเป็นเพียงการกระทำโดยสมยอมเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง เมื่อเป็นเช่นนี้ การแบ่งทรัพย์สินตามข้อตกลงหย่าที่ทำขึ้นก็ย่อมไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าหนี้ได้

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักกฎหมายไว้ชัดเจนว่า การแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอมระหว่างคู่สมรสเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก และทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสยังคงมีสถานะเป็น สินสมรส ซึ่งเจ้าหนี้มีสิทธิใช้สิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์ดังกล่าวได้ตามกฎหมาย

คำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ ทั้งในแง่ของ กฎหมายครอบครัว การแบ่งสินสมรส และการคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ โดยแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้คู่สมรสใช้การหย่าเป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหนี้สินหรือฉ้อโกงเจ้าหนี้ได้

ข้อเท็จจริงของคดี

ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภริยากันและได้จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย ต่อมาทั้งสองฝ่ายได้ทำหนังสือข้อตกลงหย่าโดยความยินยอม พร้อมทั้งมีข้อตกลงเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างกัน โดยมีสาระสำคัญว่า จำเลยจะได้รับเงินสดจำนวน 700,000 บาท ซึ่งได้รับไปแล้วในวันทำสัญญา ส่วนทรัพย์สินอื่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ ให้ตกเป็นของผู้ร้อง

หลังจากทำข้อตกลงดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายได้ไปจดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานทะเบียน โดยได้แจ้งไว้ในทะเบียนหย่าว่า ทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสได้แบ่งกันเรียบร้อยแล้ว

ต่อมาโจทก์ซึ่งเป็น เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลย ได้ดำเนินการบังคับคดี โดยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้ายึดทรัพย์สินบางรายการ ได้แก่

• ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง

• เรือ

ผู้ร้องจึงยื่น คำร้องขัดทรัพย์ ต่อศาล โดยอ้างว่า ทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ร้องตามข้อตกลงหย่าและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ร้องกับจำเลยแล้ว ดังนั้นโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยจึงไม่มีสิทธินำทรัพย์ดังกล่าวไปบังคับคดี

ฝ่ายโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้าน โดยอ้างว่า

ผู้ร้องและจำเลยยังคง อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา แม้จะจดทะเบียนหย่าแล้ว และยังคงทำมาหากินร่วมกันตามปกติ การจดทะเบียนหย่าและการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นเพียง การสมคบกันทำขึ้นเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้

ดังนั้นโจทก์จึงขอให้ศาล ยกคำร้องขัดทรัพย์

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยตามคำพิพากษา และทรัพย์สินที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดนั้น เป็นทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยยังเป็นสามีภริยากันตามกฎหมาย

แม้ว่าผู้ร้องและจำเลยจะได้ทำหนังสือข้อตกลงหย่าโดยความยินยอม และได้ตกลงแบ่งสินสมรสกันโดยให้จำเลยรับเงินสดจำนวน 700,000 บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นทั้งหมดตกเป็นของผู้ร้อง และต่อมาทั้งสองฝ่ายได้จดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานทะเบียนแล้วก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏว่า หลังจากการจดทะเบียนหย่าดังกล่าวแล้ว ผู้ร้องกับจำเลยยังคงอยู่กินร่วมบ้านกัน และดำเนินชีวิตร่วมกันฉันสามีภริยาตามปกติ รวมทั้งยังทำมาหากินร่วมกันตามปกติ เสมือนหนึ่งมิได้มีการหย่าขาดจากกัน

ข้อเท็จจริงดังกล่าวดำเนินต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จนกระทั่งถึง พ.ศ. 2518 จำเลยจึงได้หลบหนีหนี้สินออกจากบ้านของผู้ร้อง

เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ทั้งหมด ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่อาจเชื่อได้ว่าผู้ร้องและจำเลยมีเจตนาหย่ากันโดยแท้จริง หรือได้มีการแบ่งสินสมรสกันเสร็จสิ้นแล้วตามที่ปรากฏในเอกสารการหย่า

การที่ผู้ร้องและจำเลยไปจดทะเบียนหย่ากัน พร้อมทั้งแจ้งต่อเจ้าพนักงานทะเบียนว่าทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสได้แบ่งกันเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นการ ฝ่าฝืนต่อข้อเท็จจริง

กรณีดังกล่าวจึงถือได้ว่า การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เป็นการ แสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกัน หรืออีกนัยหนึ่งเป็น การกระทำโดยสมยอม

เมื่อเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอมเช่นนี้ การหย่าและการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจึง ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก

ดังนั้น ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงยังคงมีสถานะเป็น สินสมรส ซึ่งผู้ร้องและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน

ผู้ร้องจึง ไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ถูกยึด

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่อง “เจตนาลวง” ในการหย่า

หลักกฎหมายเรื่อง การแสดงเจตนาลวง เป็นหลักการสำคัญในกฎหมายแพ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 ว่า

การแสดงเจตนาที่ทำขึ้นโดย เจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมเป็นโมฆะ และการแสดงเจตนาดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันบุคคลภายนอก

ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าระหว่างผู้ร้องกับจำเลย มิได้เกิดจากความประสงค์ที่จะยุติความสัมพันธ์สมรสอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการดำเนินการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างภาพทางกฎหมายว่าทั้งสองฝ่ายได้หย่าขาดจากกันแล้ว และได้แบ่งทรัพย์สินกันเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ภายหลังการหย่ากลับปรากฏว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา และยังดำเนินชีวิตร่วมกันตามปกติ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การหย่าดังกล่าวมิได้สะท้อนเจตนาที่แท้จริง

การกระทำเช่นนี้จึงเป็นการใช้รูปแบบทางกฎหมายเพื่อ ปกปิดข้อเท็จจริงที่แท้จริง และเพื่อหลีกเลี่ยงผลทางกฎหมายบางประการ โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงการถูกเจ้าหนี้บังคับคดีต่อทรัพย์สิน

ศาลฎีกาจึงถือว่าการหย่าดังกล่าวเป็น เจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกัน ซึ่งมีผลให้การกระทำนั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก

หลักกฎหมายเรื่องการกระทำโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้

ในทางกฎหมายแพ่ง หลักการพื้นฐานอีกประการหนึ่งคือ กฎหมายไม่คุ้มครองการกระทำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้

หากบุคคลใดดำเนินการโอนทรัพย์สิน แบ่งทรัพย์สิน หรือจัดการทรัพย์สินของตนโดยมีเจตนาที่แท้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ การกระทำดังกล่าวอาจถูกศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่สุจริต และไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าหนี้ได้

ในคดีนี้ การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการแบ่งสินสมรส ซึ่งปรากฏว่าเกิดขึ้นก่อนที่เจ้าหนี้จะดำเนินคดี แต่ภายหลังจากนั้นคู่สมรสยังคงอยู่กินร่วมกันตามปกติ แสดงให้เห็นว่าการหย่าอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อ

• ป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์สินได้

• ทำให้ทรัพย์สินตกเป็นของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง

• สร้างภาพว่าทรัพย์สินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์ของลูกหนี้

ศาลฎีกาจึงตีความพฤติการณ์ดังกล่าวว่าเป็น การสมคบกันทำขึ้นโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้

การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่สามารถใช้ยันต่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้

เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับสินสมรส

กฎหมายครอบครัวของไทยกำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับ สินสมรส ว่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสย่อมถือเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว

หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

1. คุ้มครองสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย

2. สร้างความเป็นธรรมในการแบ่งทรัพย์สินเมื่อความสัมพันธ์สมรสสิ้นสุด

3. ป้องกันการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางการเงิน

หากกฎหมายเปิดโอกาสให้คู่สมรสสามารถทำการหย่าและแบ่งทรัพย์สินกันโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงที่แท้จริง ก็อาจทำให้เกิดการใช้การหย่าเป็นเครื่องมือเพื่อ หลบเลี่ยงหนี้สินหรือฉ้อโกงเจ้าหนี้

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงตีความกฎหมายโดยคำนึงถึง ความสุจริตและความเป็นธรรมในระบบกฎหมายโดยรวม

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีได้วางหลักการในทำนองเดียวกันว่า

หากการแสดงเจตนาทางกฎหมาย เช่น การโอนทรัพย์สิน การแบ่งทรัพย์สิน หรือการจดทะเบียนหย่า เกิดขึ้นโดยมีลักษณะเป็นการสมคบกันเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงหรือเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางกฎหมาย การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็น การแสดงเจตนาลวง ซึ่งไม่ผูกพันบุคคลภายนอก

ศาลฎีกามักพิจารณาจาก พฤติการณ์โดยรวมของคู่กรณี เช่น

• การดำเนินชีวิตหลังการหย่า

• ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส

• ลักษณะของการแบ่งทรัพย์สิน

• ระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์

• พฤติการณ์เกี่ยวกับหนี้สิน

หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่า การหย่าหรือการแบ่งทรัพย์สินมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริง ศาลอาจวินิจฉัยให้การกระทำนั้น ไม่สามารถใช้ยันต่อเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกได้

แนวคำพิพากษาดังกล่าวจึงมีบทบาทสำคัญในการ รักษาความสุจริตของระบบกฎหมายและป้องกันการใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ทำหนังสือข้อตกลงหย่าและได้จดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานทะเบียนแล้ว อีกทั้งยังมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันโดยกำหนดให้ทรัพย์สินที่ถูกยึดตกเป็นของผู้ร้อง ศาลจึงเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของผู้ร้อง มิใช่ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของโจทก์ ดังนั้นโจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดทรัพย์ดังกล่าวเพื่อบังคับคดี ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเรือที่โจทก์นำยึด

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีโดยละเอียดแล้วเห็นว่า แม้ผู้ร้องกับจำเลยจะได้จดทะเบียนหย่ากันแล้ว แต่ภายหลังจากการหย่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาและทำมาหากินร่วมกันตามปกติ จึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการหย่าและการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริง หากเป็นการกระทำโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขัดทรัพย์ของผู้ร้อง

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เป็นการแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกัน หรือเป็นการกระทำโดยสมยอม เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าหลังจากการหย่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา การหย่าดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงยังคงเป็นสินสมรสที่ผู้ร้องและจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ผู้ร้องจึงไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์จากการยึด ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญหลายประการในกฎหมายแพ่งและกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการเกี่ยวกับ การแสดงเจตนาลวง การหย่าโดยสมยอม และสิทธิของเจ้าหนี้ต่อทรัพย์สินของลูกหนี้

ประการแรก การจดทะเบียนหย่าแม้จะเป็นการกระทำทางกฎหมายที่มีผลตามรูปแบบ แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าการหย่าดังกล่าวมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรส หากเป็นเพียงการดำเนินการเพื่อสร้างภาพทางกฎหมายหรือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระหนี้สิน การกระทำนั้นย่อมถือเป็น การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกัน ซึ่งตามหลักกฎหมายแพ่ง การกระทำเช่นนี้ไม่อาจใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้

ประการที่สอง กฎหมายมิได้เปิดโอกาสให้คู่สมรสใช้การหย่าเป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ การแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสหลังการหย่าจะมีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอกได้ก็ต่อเมื่อเป็นการกระทำโดยสุจริตและเกิดจากเจตนาที่แท้จริง หากปรากฏว่าการหย่าหรือการแบ่งทรัพย์สินเป็นเพียงการสมคบกันเพื่อซ่อนทรัพย์สินหรือหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้การกระทำนั้นไม่มีผลผูกพันต่อเจ้าหนี้

ประการที่สาม หลักการเกี่ยวกับ สินสมรส มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีลักษณะนี้ เพราะทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสย่อมเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรส และเจ้าหนี้ของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิใช้สิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์สินดังกล่าวได้ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญในการตีความกฎหมายว่า การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ไม่อาจใช้เป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงความรับผิดทางหนี้สินได้ และศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่สมรสเป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาเพียงรูปแบบของเอกสารทางกฎหมายเท่านั้น

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การหย่าโดยความยินยอมและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสที่ทำขึ้นโดยสมรู้ร่วมกันเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ เป็นการแสดงเจตนาลวงหรือไม่ และจะมีผลผูกพันต่อเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่สมรสจะทำหนังสือข้อตกลงหย่าและจดทะเบียนหย่าตามรูปแบบกฎหมายแล้ว แต่หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าทั้งสองยังคงอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาและดำเนินชีวิตร่วมกันตามปกติ การหย่าดังกล่าวย่อมเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ จึงไม่ผูกพันเจ้าหนี้ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก และทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสยังคงมีสถานะเป็นสินสมรสที่เจ้าหนี้สามารถบังคับคดีได้

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การแสดงเจตนาลวงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155

มาตรา 155 บัญญัติว่า การแสดงเจตนาที่ทำขึ้นโดยสมรู้กันระหว่างคู่กรณีเพื่อให้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง ทั้งที่แท้จริงมิได้มีเจตนาเช่นนั้น เป็นการแสดงเจตนาลวง ซึ่งย่อมเป็นโมฆะ และไม่ผูกพันบุคคลภายนอก ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าของผู้ร้องกับจำเลย มิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงในการยุติชีวิตสมรส แต่เป็นการกระทำโดยสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ จึงถือเป็นการแสดงเจตนาลวง และไม่อาจใช้ยันต่อเจ้าหนี้ได้

2. สินสมรสและสิทธิของเจ้าหนี้ต่อทรัพย์สินของลูกหนี้

หลักกฎหมายครอบครัวกำหนดว่าทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรสซึ่งคู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว เมื่อศาลเห็นว่าการหย่าและการแบ่งทรัพย์สินเป็นเพียงการกระทำโดยสมยอม การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวจึงไม่ผูกพันเจ้าหนี้ ทรัพย์สินที่ถูกยึดจึงยังคงเป็นสินสมรสที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน และเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์สินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. การหย่าโดยความยินยอมสามารถใช้เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ได้หรือไม่

คำตอบ

การหย่าโดยความยินยอมตามกฎหมายครอบครัวเป็นวิธีการยุติความสัมพันธ์สมรสที่กฎหมายรับรอง หากคู่สมรสทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้และไปจดทะเบียนหย่าต่อเจ้าพนักงานทะเบียน การหย่าดังกล่าวย่อมมีผลตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม หากการหย่านั้นมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงในการยุติชีวิตสมรส แต่เป็นเพียงการดำเนินการเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้หรือเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหนี้ยึดทรัพย์สิน การกระทำดังกล่าวอาจถือเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ซึ่งตามหลักกฎหมายแพ่ง การกระทำเช่นนี้ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก โดยเฉพาะเจ้าหนี้ ศาลจึงมีอำนาจวินิจฉัยให้ทรัพย์สินที่แบ่งกันหลังหย่าดังกล่าวยังคงเป็นสินสมรส และเจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์นั้นได้

คำถาม

2. การจดทะเบียนหย่าแล้วแต่ยังอยู่กินร่วมกัน ศาลจะถือว่าอย่างไร

คำตอบ

แม้ว่าการจดทะเบียนหย่าจะเป็นการดำเนินการตามรูปแบบทางกฎหมายที่ถูกต้อง แต่ศาลมิได้พิจารณาเฉพาะรูปแบบทางกฎหมายเท่านั้น ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม หากปรากฏว่าหลังจากการจดทะเบียนหย่าแล้ว คู่สมรสยังคงอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา มีการดำเนินชีวิตร่วมกัน ทำมาหากินร่วมกัน หรือแสดงพฤติการณ์เสมือนว่ายังคงมีความสัมพันธ์สมรสอยู่ ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าการหย่าดังกล่าวมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริง หากเป็นเพียงการกระทำโดยสมยอมเพื่อวัตถุประสงค์บางประการ เช่น การหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ หรือการหลีกเลี่ยงภาระผูกพันทางกฎหมาย การหย่าลักษณะนี้จึงอาจไม่ผูกพันบุคคลภายนอก และทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสอาจยังถือเป็นสินสมรสตามกฎหมาย

คำถาม

3. การแบ่งทรัพย์สินหลังหย่าสามารถใช้ยันต่อเจ้าหนี้ได้หรือไม่

คำตอบ

โดยหลักทั่วไป การแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสหลังการหย่าเป็นการจัดการทรัพย์สินที่กฎหมายยอมรับ หากการแบ่งทรัพย์สินนั้นเกิดขึ้นโดยสุจริตและเป็นไปตามเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรส การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันต่อบุคคลภายนอก อย่างไรก็ตาม หากปรากฏว่าการแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ หรือเป็นการโอนทรัพย์สินเพื่อซ่อนทรัพย์สินของลูกหนี้ ศาลอาจวินิจฉัยได้ว่าการกระทำนั้นเป็นการกระทำโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ในกรณีเช่นนี้ การแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวย่อมไม่ผูกพันเจ้าหนี้ และเจ้าหนี้ยังสามารถใช้สิทธิบังคับคดีต่อทรัพย์สินนั้นได้

คำถาม

4. เจ้าหนี้มีสิทธิยึดสินสมรสของลูกหนี้ได้หรือไม่

คำตอบ

สินสมรสเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันตามกฎหมาย ดังนั้น หากลูกหนี้ซึ่งเป็นคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีหนี้สิน เจ้าหนี้อาจมีสิทธิบังคับคดีต่อสินสมรสได้ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย โดยทั่วไปเจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์สินที่เป็นของลูกหนี้ได้ แม้ว่าทรัพย์สินนั้นจะเป็นสินสมรสก็ตาม ทั้งนี้เพราะลูกหนี้มีส่วนในกรรมสิทธิ์ของทรัพย์สินดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การบังคับคดีต่อสินสมรสต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด และคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งอาจมีสิทธิคัดค้านหรือยื่นคำร้องขัดทรัพย์ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือมิใช่ทรัพย์ของลูกหนี้

คำถาม

5. คดีขัดทรัพย์คืออะไร

คำตอบ

คดีขัดทรัพย์เป็นกระบวนการทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลซึ่งอ้างว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกยึดในการบังคับคดี สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้ปล่อยทรัพย์สินนั้นจากการยึดได้ บุคคลที่ยื่นคำร้องขัดทรัพย์ต้องแสดงให้ศาลเห็นว่าทรัพย์สินที่ถูกยึดมิใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่เป็นทรัพย์สินของตนเอง หากศาลเห็นว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอ ศาลอาจสั่งให้ปล่อยทรัพย์จากการยึดได้ อย่างไรก็ตาม หากศาลเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวยังเป็นทรัพย์ของลูกหนี้หรือเป็นสินสมรสที่ลูกหนี้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ศาลย่อมมีคำสั่งยกคำร้องขัดทรัพย์

คำถาม

6. การแสดงเจตนาลวงตามกฎหมายหมายถึงอะไร

คำตอบ

การแสดงเจตนาลวงหมายถึงการที่คู่กรณีแสดงเจตนาทางกฎหมายอย่างหนึ่งออกมา แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจร่วมกันว่าการกระทำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์ให้เกิดผลทางกฎหมายตามที่ปรากฏ ตัวอย่างเช่น การทำสัญญา การโอนทรัพย์สิน หรือการหย่าโดยมีเจตนาที่แท้จริงเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงบางอย่างหรือเพื่อหลีกเลี่ยงภาระทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การแสดงเจตนาลวงระหว่างคู่กรณีย่อมเป็นโมฆะ และไม่สามารถใช้ยันต่อบุคคลภายนอกได้ ดังนั้นหากศาลเห็นว่าการกระทำใดเป็นการแสดงเจตนาลวง บุคคลภายนอก เช่น เจ้าหนี้ ย่อมไม่ถูกผูกพันด้วยการกระทำนั้น

คำถาม

7. เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับพฤติการณ์หลังการหย่า

คำตอบ

ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์หลังการหย่า เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวสามารถสะท้อนเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรสได้ หากคู่สมรสหย่ากันโดยแท้จริง ย่อมมีการแยกกันอยู่และดำเนินชีวิตแยกจากกัน แต่หากปรากฏว่าหลังการหย่าทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ร่วมกัน ทำมาหากินร่วมกัน และดำเนินชีวิตเสมือนยังเป็นสามีภริยากันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวอาจแสดงให้เห็นว่าการหย่านั้นมิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริง ศาลจึงใช้พฤติการณ์เหล่านี้เป็นข้อพิจารณาในการวินิจฉัยว่าการหย่ามีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือไม่

คำถาม

8. หลักกฎหมายในคดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อระบบกฎหมาย

คำตอบ

หลักกฎหมายที่ปรากฏในคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสุจริตในระบบกฎหมาย เพราะหากกฎหมายเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถใช้กลไกทางกฎหมาย เช่น การหย่า การโอนทรัพย์สิน หรือการแบ่งทรัพย์สิน เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดทางหนี้สินได้ ย่อมทำให้ระบบกฎหมายสูญเสียความน่าเชื่อถือ ดังนั้นศาลจึงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ และไม่ยึดถือเพียงรูปแบบของเอกสารทางกฎหมาย หากปรากฏว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็นการสมคบกันเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้การกระทำนั้นไม่ผูกพันบุคคลภายนอก เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้และรักษาความเป็นธรรมในสังคม

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2524

หนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่า ผู้ร้องกับจำเลยแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกันกระทำขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการกระทำขึ้นโดยสมยอมจึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันผู้ร้องไม่มีอำนาจมาร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

ฎีกาย่อ

ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่า ผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นสามีภรรยาได้ตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกัน โดยตกลงให้จำเลยรับเงินสด 700,000 บาท ส่วนทรัพย์สินอื่นเป็นของผู้ร้อง ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินดังกล่าว ผู้ร้องจึงขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ โดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำทรัพย์ของผู้ร้องไปยึด

โจทก์คัดค้านว่า ผู้ร้องกับจำเลยยังคงอยู่กินและทำมาหากินร่วมกันฉันสามีภรรยา การจดทะเบียนหย่าและข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินเป็นการสมคบกันทำขึ้นเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการยึดทรัพย์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้อง ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ผู้ร้องกับจำเลยจะทำหนังสือหย่าโดยความยินยอมและจดทะเบียนหย่ากันก่อนโจทก์ฟ้องคดี พร้อมตกลงแบ่งสินสมรสโดยให้จำเลยรับเงินสด 700,000 บาท ส่วนทรัพย์อื่นเป็นของผู้ร้อง แต่ปรากฏว่าภายหลังการหย่าทั้งสองยังอยู่กินร่วมกันฉันสามีภรรยาและทำมาหากินร่วมกันตามปกติ จึงเชื่อไม่ได้ว่ามีการหย่าและแบ่งสินสมรสกันโดยแท้จริง การทำข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าจึงเป็นการแสดงเจตนาลวงหรือการกระทำโดยสมยอม ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก

ทรัพย์สินที่โจทก์ยึดจึงยังเป็นสินสมรสที่ผู้ร้องกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์จากการยึด

พิพากษายืน

ฎีกาฉบับเต็ม

ผู้ร้องยื่นคำร้องขัดทรัพย์ว่า ผู้ร้องกับจำเลยซึ่งเป็นสามีภรรยายกันได้ตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สินกัน โดยมีข้อตกลงว่าทรัพย์สินนอกจากเงินสด 700,000 บาท เป็นของผู้ร้อง โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์สินของผู้ร้อง โจทก์ไม่มีสิทธิจะนำยึด ขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ผู้ร้องกับจำเลยยังอยู่ร่วมหลับนอนทำมาหากินร่วมกันฉันสามีภรรยา ทะเบียนหย่าและข้อตกลงหย่าและแบ่งทรัพย์สิน ผู้ร้องและจำเลยได้สมคบกันทำขึ้นโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงโจทก์และเจ้าหนี้อื่น ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างและเรือที่โจทก์นำยึด

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง

ผู้ร้องขัดทรัพย์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยตามคำพิพากษาทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดเป็นทรัพย์ที่ผู้ร้องได้มาในระหว่างที่ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามีภรรยากัน แต่ปรากฏว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงทำหนังสือหย่าโดยความยินยอมกันไว้ ซึ่งผู้ร้องกับจำเลยตกลงหย่าขาดจากกันและแบ่งสินสมรสกันโดยฝ่ายจำเลยขอรับเงินสดเจ็ดแสนบาทซึ่งได้รับไปแล้วในวันทำสัญญา ส่วนทรัพย์สินอื่นทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ให้ตกเป็นของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องและจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากัน การทำหนังสือข้อตกลงหย่าและการจดทะเบียนหย่าเกิดขึ้นก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ หลังจากนั้นผู้ร้องกับจำเลยก็ยังอยู่กินร่วมบ้านกันที่บ้านผู้ร้องฉันสามีภรรยาและทำมาหากินร่วมกันตามปกติธรรมดาเสมือนหนึ่งมิได้มีการหย่าขาดจากกันตลอดมาจนกระทั่ง พ.ศ. 2518 จำเลยจึงได้หลบหนี้สินไปจากบ้านผู้ร้อง ดังนี้ เชื่อไม่ได้ว่าผู้ร้องกับจำเลยได้ตกลงหย่าและทำการแบ่งสินสมรสกันเสร็จสิ้นไปแล้วเมื่อเป็นเช่นนี้การที่ผู้ร้องกับจำเลยได้จดทะเบียนหย่ากันตามเอกสารหมาย จ.7 โดยทั้งสองฝ่ายได้แจ้งให้เจ้าพนักงานบันทึกไว้ด้านหลังทะเบียนหย่าว่าได้ตกลงกันในเรื่องทรัพย์สินที่มีมาก่อนจดทะเบียนหย่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงฝ่าฝืนความจริง กรณีถือได้ว่าการที่ผู้ร้องกับจำเลยตกลงทำหนังสือข้อตกลงหย่าและจดทะเบียนหย่ากันเป็นการที่ผู้ร้องกับจำเลยแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้ระหว่างกันกระทำขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งเป็นการกระทำขึ้นโดยสมยอม จึงไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก ทรัพย์สินที่โจทก์นำยึดจึงเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องกับจำเลยมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันผู้ร้องไม่มีอำนาจร้องขอให้ปล่อยจากการยึด

พิพากษายืน




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย