ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท

การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายตามมาตรา1501, ผลทางกฎหมายเมื่อคู่สมรสตายระหว่างคดีหย่า, การแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย, ทายาทเข้าดำเนินคดีแทนผู้ตายในคดีหย่าได้หรือไม่, สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่, การจำหน่ายคดีเมื่อคดีไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัย, ความแตกต่างระหว่างหย่ากับการสิ้นสุดเพราะตาย, การแบ่งสินสมรสตามมาตรา1625, อำนาจศาลในคดีครอบครัวเมื่อคู่ความตาย, ผลของการสมรสซ้อนต่อสิทธิฟ้องหย่า, การดำเนินคดีอย่างคนอนาถาในคดีครอบครัว

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายสำคัญว่าด้วย “การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย” ในระหว่างที่คดีหย่าและขอแบ่งสินสมรสอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อันเป็นประเด็นที่เกี่ยวพันโดยตรงกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 และมาตรา 1625 ว่าด้วยการสิ้นสุดแห่งการสมรสและการแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นไปโดยเหตุความตาย

สาระสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อคู่สมรสฝ่ายผู้ฟ้องหย่าถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณา สิทธิฟ้องหย่าและสิทธิขอแบ่งสินสมรสตามคำฟ้องยังคงมีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไปหรือไม่ และทายาทของผู้ตายสามารถร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่เพื่อดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยวางหลักชัดเจนว่า การถึงแก่ความตายของคู่สมรสทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันทีตามมาตรา 1501 และเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย การแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 1625 มิใช่เป็นการแบ่งตามผลของคำพิพากษาหย่า ดังนั้น คดีหย่าซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวจึงหมดประโยชน์ในการวินิจฉัย และทายาทไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิฟ้องหย่าแทนผู้ตายได้

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการแยกแยะระหว่าง “สิทธิในสถานภาพบุคคล” กับ “สิทธิในทรัพย์สิน” และเป็นบรรทัดฐานที่กำหนดขอบเขตการเข้าแทนที่ของทายาทในคดีที่มีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัว

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย เนื่องจากจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น อันเป็นการสมรสซ้อน พร้อมทั้งขอให้มีการแบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดินพร้อมบ้าน 2 ชั้น โดยให้ขายทอดตลาดและแบ่งเงินสุทธิคนละครึ่ง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ถึงแก่ความตาย ต่อมาผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นบุตรของโจทก์และจำเลยในฐานะทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ เพื่อดำเนินคดีหย่าและขอแบ่งสินสมรสต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรส เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยคดีต่อไป และทายาทไม่อาจรับช่วงสิทธินั้นได้ จึงยกคำร้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกา โดยโต้แย้งว่ายังมีประเด็นเรื่องทรัพย์สินที่ควรวินิจฉัยต่อไป

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยแยกเป็นประเด็น

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยโดยวางหลักสำคัญเป็นลำดับ ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง การสิ้นสุดแห่งการสมรส

เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงทันทีโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การสิ้นสุดดังกล่าวมิได้ต้องอาศัยคำพิพากษาหย่าแต่อย่างใด จึงทำให้คำขอหย่าที่อยู่ระหว่างพิจารณาสิ้นความจำเป็น

ประเด็นที่สอง ลักษณะสิทธิฟ้องหย่า

สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิที่ผูกพันกับสถานภาพบุคคลและความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยเฉพาะ เป็น “สิทธิเฉพาะตัว” ซึ่งไม่อาจโอนหรือสืบทอดแก่ทายาทได้ เมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต สิทธิย่อมระงับสิ้นไป

ประเด็นที่สาม การแบ่งทรัพย์สิน

เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย มิใช่เพราะคำพิพากษาหย่า การแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามมาตรา 1625 กล่าวคือ ให้แบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย ไม่ใช่เป็นการแบ่งในฐานะ “ผลของการหย่า”

ประเด็นที่สี่ ประโยชน์แห่งคดี

เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายแล้ว และการแบ่งทรัพย์สินต้องดำเนินการตามบทบัญญัติเกี่ยวกับมรดกและการสิ้นสุดแห่งการสมรสเพราะความตาย คดีหย่าที่ฟ้องไว้จึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลล่างทั้งสองที่ยกคำร้องและจำหน่ายคดีจึงชอบแล้ว

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ

มาตรา 1501 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติชัดเจนว่าการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือเพื่อให้สถานภาพทางครอบครัวสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อเหตุพื้นฐานแห่งการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์สิ้นไป คือชีวิตของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง

ในทางทฤษฎี กฎหมายครอบครัวถือว่าสถานภาพสมรสเป็นสิทธิที่มีลักษณะเฉพาะเกี่ยวพันกับตัวบุคคลโดยตรง มิใช่สิทธิทางทรัพย์สินโดยแท้ การฟ้องหย่าจึงมีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัว ซึ่งไม่อาจโอนหรือรับช่วงแทนได้ ต่างจากสิทธิเรียกร้องทางทรัพย์สินทั่วไปที่ทายาทสามารถรับช่วงได้

ส่วนมาตรา 1625 วางหลักเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย โดยถือเอาเวลาที่การสมรสสิ้นสุดลงเป็นจุดกำหนดสิทธิในทรัพย์สิน อันเป็นการแยกกระบวนการ “การสิ้นสุดสถานภาพ” ออกจาก “การจัดสรรทรัพย์สิน” อย่างชัดเจน

เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือ เพื่อให้การแบ่งสินสมรสและทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสในกรณีตาย มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนและสอดคล้องกับระบบมรดก มิให้ปะปนกับกลไกของการหย่า ซึ่งมีองค์ประกอบและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป จึงสะท้อนหลักกระบวนพิจารณาสำคัญว่า ศาลจะไม่วินิจฉัยประเด็นที่หมดสภาพแห่งข้อพิพาทแล้ว และไม่ควรใช้กระบวนการหย่าเพื่อจัดการทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายไปแล้ว

วิเคราะห์แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวมีความสม่ำเสมอในเรื่องการจำแนก “สิทธิเฉพาะตัว” ออกจาก “สิทธิในทรัพย์สิน” โดยวางหลักว่าคดีที่เกี่ยวกับสถานภาพบุคคล เช่น การหย่า การเพิกถอนการสมรส หรือการเพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม เป็นสิทธิที่ผูกพันกับตัวบุคคลโดยเฉพาะ เมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต สิทธินั้นย่อมระงับ

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่

หนึ่ง ยืนยันหลักว่าการสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย ไม่จำต้องมีคำพิพากษาหย่า

สอง ยืนยันว่าทายาทไม่อาจเข้าแทนที่ในคดีหย่า ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัว

สาม วางแนวปฏิบัติชัดเจนว่า เมื่อการสมรสสิ้นสุดด้วยเหตุความตาย การแบ่งทรัพย์สินต้องใช้กลไกตามมาตรา 1625 และกฎหมายมรดก มิใช่ดำเนินต่อภายใต้กรอบของคดีหย่า

ในเชิงปฏิบัติ คำพิพากษานี้มีผลอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีครอบครัว โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อพิพาทเรื่องสินสมรสและฝ่ายหนึ่งถึงแก่กรรมระหว่างพิจารณา ทนายความและคู่ความต้องแยกให้ชัดว่า สิทธิใดสิ้นสุดลงพร้อมชีวิต และสิทธิใดยังดำรงอยู่ในฐานะทรัพย์มรดก

กล่าวโดยสรุป คำพิพากษานี้เป็นหลักยืนยันเชิงโครงสร้างของกฎหมายครอบครัวไทยว่า “ความตายยุติสถานภาพสมรสโดยทันที และยุติสิทธิเฉพาะตัวในการหย่า แต่ไม่ยุติสิทธิในทรัพย์สินซึ่งต้องจัดการตามกฎหมายมรดก” อันเป็นการวางเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างกฎหมายครอบครัวกับกฎหมายมรดกอย่างเป็นระบบ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องซึ่งอ้างตนเป็นบุตรและทายาทของโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ เมื่อโจทก์เสียชีวิต การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย คดีจึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป ทายาทไม่อาจรับช่วงสิทธิฟ้องหย่าได้ จึงยกคำร้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การสมรสสิ้นสุดลงแล้วโดยเหตุความตาย และสิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผู้ร้องไม่มีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนที่ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรม การสมรสสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 และการแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามมาตรา 1625 การดำเนินคดีหย่าจึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลล่างทั้งสองที่ยกคำร้องและจำหน่ายคดีชอบแล้ว ฎีกาฟังไม่ขึ้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาเป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญในเชิงโครงสร้างของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดกอย่างชัดเจน กล่าวคือ การสมรสเป็นสถานภาพทางกฎหมายที่ผูกพันกับตัวบุคคลโดยตรง เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สถานภาพดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันทีตามมาตรา 1501 โดยไม่ต้องอาศัยคำพิพากษา

สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว อันมีลักษณะเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคู่สมรส มิใช่สิทธิในทรัพย์สินที่สามารถโอนหรือรับช่วงได้ เมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต สิทธินั้นย่อมระงับสิ้นไป

ในส่วนทรัพย์สิน การแบ่งสินสมรสเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย ต้องใช้กลไกตามมาตรา 1625 และกฎหมายมรดก มิใช่กลไกของการหย่า การดำเนินคดีหย่าต่อไปจึงขาดประโยชน์แห่งคดี

บรรทัดฐานนี้ตอกย้ำหลักการว่า ศาลจะไม่วินิจฉัยประเด็นที่หมดสภาพแห่งข้อพิพาทแล้ว และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการแยก “สิทธิสถานภาพบุคคล” ออกจาก “สิทธิทางทรัพย์สิน” ในกระบวนพิจารณาคดีครอบครัว

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดแห่งการสมรสเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาคดีหย่า และผลทางกฎหมายต่อสิทธิฟ้องหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสฝ่ายผู้ฟ้องหย่าถึงแก่กรรม การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันที ไม่จำต้องมีคำพิพากษาหย่าอีกต่อไป และการแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นสุดการสมรสเพราะความตาย มิใช่ผลของคำพิพากษาหย่า

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501)

หลักกฎหมายกำหนดชัดว่า การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สถานภาพความเป็นสามีภริยายุติลงทันทีโดยผลของกฎหมาย จึงทำให้คำขอหย่าที่อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยอีกต่อไป

2. การแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดเพราะความตาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625)

เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย การแบ่งทรัพย์สินต้องแยกส่วนระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ณ เวลาที่การสมรสสิ้นสุดลง และส่วนของผู้ตายจึงตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท มิใช่เป็นการแบ่งสินสมรสอันเป็นผลจากการหย่า

กล่าวโดยสรุป แก่นของคดีนี้อยู่ที่การแยก “สิทธิสถานภาพบุคคล” ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวและระงับลงเมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต ออกจาก “สิทธิในทรัพย์สิน” ซึ่งยังคงต้องจัดการตามกฎหมายมรดกหลังการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่า คดีหย่ายังต้องดำเนินต่อหรือไม่

คำตอบ

ไม่ต้องดำเนินต่อ เพราะการสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันทีตามมาตรา 1501 เมื่อความตายเกิดขึ้น สถานภาพสมรสยุติลงโดยอัตโนมัติ จึงไม่มีประเด็นแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับการหย่าให้ศาลวินิจฉัยอีกต่อไป ศาลมีอำนาจจำหน่ายคดีได้เนื่องจากคดีหมดประโยชน์แห่งการพิจารณา หลักนี้เป็นการคุ้มครองความมั่นคงแห่งสถานภาพบุคคลและป้องกันการใช้อำนาจศาลในเรื่องที่ไม่มีข้อพิพาทคงอยู่แล้ว

2. ทายาทสามารถเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้ตายในคดีหย่าได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ เนื่องจากสิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรส มิใช่สิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดเป็นมรดก เมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต สิทธินั้นย่อมสิ้นสุดลงทันที ทายาทจึงไม่มีอำนาจรับช่วงสิทธิฟ้องหย่า แม้จะมีประโยชน์ทางทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องก็ตาม สิทธิทางทรัพย์สินต้องไปใช้สิทธิในฐานะทายาทตามกฎหมายมรดก ไม่ใช่ผ่านคดีหย่า

3. หากยังมีประเด็นเรื่องสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่ง จะดำเนินการอย่างไร

คำตอบ

ต้องดำเนินการตามหลักการแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายตามมาตรา 1625 กล่าวคือ แยกทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก่อน จากนั้นส่วนที่เป็นของผู้ตายจึงตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท การจัดการดังกล่าวอยู่ในกรอบของกฎหมายมรดก มิใช่การแบ่งสินสมรสในผลของการหย่า

4. การสมรสซ้อนมีผลต่อการวินิจฉัยเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายหรือไม่

คำตอบ

แม้ข้อเท็จจริงเรื่องสมรสซ้อนจะเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายก่อนมีคำพิพากษา การสมรสเดิมย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว ประเด็นสมรสซ้อนจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในคดีหย่า อย่างไรก็ตาม ผลทางกฎหมายของการสมรสซ้อนอาจยังมีนัยสำคัญในประเด็นมรดกหรือสิทธิของบุคคลภายนอก ซึ่งต้องพิจารณาแยกต่างหาก

5. การจำหน่ายคดีหมายความว่าศาลไม่รับฟ้องหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ การจำหน่ายคดีในกรณีนี้หมายถึงการยุติกระบวนพิจารณาเนื่องจากคดีหมดประโยชน์ต้องวินิจฉัย มิใช่การวินิจฉัยว่าฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขาดอำนาจฟ้อง แต่เป็นการสิ้นสุดคดีเพราะเหตุแห่งข้อพิพาทหมดไปแล้วโดยผลของกฎหมาย

6. ความแตกต่างระหว่างการสิ้นสุดการสมรสเพราะหย่ากับเพราะความตายคืออะไร

คำตอบ

การหย่าเป็นการสิ้นสุดการสมรสโดยคำพิพากษาหรือการจดทะเบียนหย่า ซึ่งต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย ส่วนการสิ้นสุดเพราะความตายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยคำพิพากษา และมีผลให้การแบ่งทรัพย์สินเป็นไปตามมาตรา 1625 และกฎหมายมรดก แตกต่างจากการแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่าอย่างมีนัยสำคัญ

7. หากคู่สมรสฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ยินยอมแบ่งทรัพย์สิน จะทำอย่างไร

คำตอบ

ทายาทของผู้ตายสามารถใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายมรดก ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกหรือขอให้ศาลกำหนดส่วนแบ่งตามกฎหมายได้ โดยต้องพิสูจน์สถานภาพทรัพย์สินและสัดส่วนสิทธิให้ชัดเจน กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายมรดก มิใช่คดีหย่า

8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของทนายความอย่างไร

คำตอบ

คำพิพากษานี้เป็นแนวทางชัดเจนว่าทนายความต้องประเมินสถานะของสิทธิในคดีครอบครัวอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อคู่ความถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา ต้องแยกให้ชัดว่าสิทธิใดเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ระงับไปพร้อมชีวิต และสิทธิใดเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดเป็นมรดก การเลือกใช้ช่องทางกฎหมายที่ถูกต้องย่อมมีผลต่อความสำเร็จของคดีและการคุ้มครองสิทธิของลูกความอย่างมีประสิทธิภาพ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  12569/2547

เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณา การถึงแก่กรรมของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 และต้อง

แบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายตามมาตรา 1625 ฉะนั้นคดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องโจทก์ต่อไป ศาลล่างยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และจำหน่ายคดี จึงเป็นการชอบ

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส โดยอ้างว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสซ้อน และมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมบ้าน 2 ชั้น ขอให้ศาลพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้แบ่งทรัพย์สินคนละครึ่ง ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งอ้างเป็นบุตรและทายาทขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่

ศาลชั้นต้นเห็นว่าสิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ทายาทรับช่วงไม่ได้ จึงยกคำร้องและจำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรม การสมรสย่อมสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 และการแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามมาตรา 1625 คดีจึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นต้นและชั้นฎีกาเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ต่อมาจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางจินดาอันเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ระหว่างอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยามีทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมบ้าน 2 ชั้น ขอบังคับให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่จดทะเบียนหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและแบ่งสินสมรส โดยวิธีการขายทอดตลาดได้เงินเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายแล้วแบ่งคนละครึ่ง

ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในชั้นยื่นคำให้การ โจทก์ถึงแก่ความตายผู้ร้องอ้างว่าเป็นบุตรของโจทก์และจำเลยโดยเป็นทายาทของโจทก์ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่า โจทก์ถึงแก่ความตาย ลักษณะคดีเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ ทายาทไม่อาจรับมรดกความได้ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ไม่มีค่าขึ้นศาลให้คืนเนื่องจากศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา

ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณาการถึงแก่กรรมของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายตามมาตรา 1625 ฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องโจทก์ต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องและจำหน่ายคดีนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ และศาลอุทธรณ์ มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข

 

 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ.




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย