
| การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายสำคัญว่าด้วย “การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย” ในระหว่างที่คดีหย่าและขอแบ่งสินสมรสอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล อันเป็นประเด็นที่เกี่ยวพันโดยตรงกับบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 และมาตรา 1625 ว่าด้วยการสิ้นสุดแห่งการสมรสและการแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นไปโดยเหตุความตาย สาระสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อคู่สมรสฝ่ายผู้ฟ้องหย่าถึงแก่กรรมในระหว่างพิจารณา สิทธิฟ้องหย่าและสิทธิขอแบ่งสินสมรสตามคำฟ้องยังคงมีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยต่อไปหรือไม่ และทายาทของผู้ตายสามารถร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่เพื่อดำเนินคดีต่อไปได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยวางหลักชัดเจนว่า การถึงแก่ความตายของคู่สมรสทำให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันทีตามมาตรา 1501 และเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย การแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 1625 มิใช่เป็นการแบ่งตามผลของคำพิพากษาหย่า ดังนั้น คดีหย่าซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวจึงหมดประโยชน์ในการวินิจฉัย และทายาทไม่อาจเข้ารับช่วงสิทธิฟ้องหย่าแทนผู้ตายได้ ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อแนวปฏิบัติในคดีครอบครัว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการแยกแยะระหว่าง “สิทธิในสถานภาพบุคคล” กับ “สิทธิในทรัพย์สิน” และเป็นบรรทัดฐานที่กำหนดขอบเขตการเข้าแทนที่ของทายาทในคดีที่มีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัว ข้อเท็จจริงแห่งคดี คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ยื่นฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย เนื่องจากจำเลยไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่น อันเป็นการสมรสซ้อน พร้อมทั้งขอให้มีการแบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดินพร้อมบ้าน 2 ชั้น โดยให้ขายทอดตลาดและแบ่งเงินสุทธิคนละครึ่ง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ก่อนมีคำพิพากษา โจทก์ถึงแก่ความตาย ต่อมาผู้ร้องซึ่งอ้างว่าเป็นบุตรของโจทก์และจำเลยในฐานะทายาทของโจทก์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ เพื่อดำเนินคดีหย่าและขอแบ่งสินสมรสต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วเห็นว่า สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรส เมื่อโจทก์ถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยคดีต่อไป และทายาทไม่อาจรับช่วงสิทธินั้นได้ จึงยกคำร้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ผู้ร้องอุทธรณ์และฎีกา โดยโต้แย้งว่ายังมีประเด็นเรื่องทรัพย์สินที่ควรวินิจฉัยต่อไป คำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยแยกเป็นประเด็น ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยโดยวางหลักสำคัญเป็นลำดับ ดังนี้ ประเด็นที่หนึ่ง การสิ้นสุดแห่งการสมรส เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย การสมรสย่อมสิ้นสุดลงทันทีโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 การสิ้นสุดดังกล่าวมิได้ต้องอาศัยคำพิพากษาหย่าแต่อย่างใด จึงทำให้คำขอหย่าที่อยู่ระหว่างพิจารณาสิ้นความจำเป็น ประเด็นที่สอง ลักษณะสิทธิฟ้องหย่า สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิที่ผูกพันกับสถานภาพบุคคลและความสัมพันธ์ทางครอบครัวโดยเฉพาะ เป็น “สิทธิเฉพาะตัว” ซึ่งไม่อาจโอนหรือสืบทอดแก่ทายาทได้ เมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต สิทธิย่อมระงับสิ้นไป ประเด็นที่สาม การแบ่งทรัพย์สิน เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย มิใช่เพราะคำพิพากษาหย่า การแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามมาตรา 1625 กล่าวคือ ให้แบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย ไม่ใช่เป็นการแบ่งในฐานะ “ผลของการหย่า” ประเด็นที่สี่ ประโยชน์แห่งคดี เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายแล้ว และการแบ่งทรัพย์สินต้องดำเนินการตามบทบัญญัติเกี่ยวกับมรดกและการสิ้นสุดแห่งการสมรสเพราะความตาย คดีหย่าที่ฟ้องไว้จึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลล่างทั้งสองที่ยกคำร้องและจำหน่ายคดีจึงชอบแล้ว วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติ มาตรา 1501 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติชัดเจนว่าการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายของคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้คือเพื่อให้สถานภาพทางครอบครัวสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อเหตุพื้นฐานแห่งการดำรงอยู่ของความสัมพันธ์สิ้นไป คือชีวิตของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ในทางทฤษฎี กฎหมายครอบครัวถือว่าสถานภาพสมรสเป็นสิทธิที่มีลักษณะเฉพาะเกี่ยวพันกับตัวบุคคลโดยตรง มิใช่สิทธิทางทรัพย์สินโดยแท้ การฟ้องหย่าจึงมีลักษณะเป็นสิทธิเฉพาะตัว ซึ่งไม่อาจโอนหรือรับช่วงแทนได้ ต่างจากสิทธิเรียกร้องทางทรัพย์สินทั่วไปที่ทายาทสามารถรับช่วงได้ ส่วนมาตรา 1625 วางหลักเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย โดยถือเอาเวลาที่การสมรสสิ้นสุดลงเป็นจุดกำหนดสิทธิในทรัพย์สิน อันเป็นการแยกกระบวนการ “การสิ้นสุดสถานภาพ” ออกจาก “การจัดสรรทรัพย์สิน” อย่างชัดเจน เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือ เพื่อให้การแบ่งสินสมรสและทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสในกรณีตาย มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอนและสอดคล้องกับระบบมรดก มิให้ปะปนกับกลไกของการหย่า ซึ่งมีองค์ประกอบและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป จึงสะท้อนหลักกระบวนพิจารณาสำคัญว่า ศาลจะไม่วินิจฉัยประเด็นที่หมดสภาพแห่งข้อพิพาทแล้ว และไม่ควรใช้กระบวนการหย่าเพื่อจัดการทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายไปแล้ว วิเคราะห์แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีครอบครัวมีความสม่ำเสมอในเรื่องการจำแนก “สิทธิเฉพาะตัว” ออกจาก “สิทธิในทรัพย์สิน” โดยวางหลักว่าคดีที่เกี่ยวกับสถานภาพบุคคล เช่น การหย่า การเพิกถอนการสมรส หรือการเพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม เป็นสิทธิที่ผูกพันกับตัวบุคคลโดยเฉพาะ เมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต สิทธินั้นย่อมระงับ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญใน 3 มิติ ได้แก่ หนึ่ง ยืนยันหลักว่าการสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตาย ไม่จำต้องมีคำพิพากษาหย่า สอง ยืนยันว่าทายาทไม่อาจเข้าแทนที่ในคดีหย่า ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัว สาม วางแนวปฏิบัติชัดเจนว่า เมื่อการสมรสสิ้นสุดด้วยเหตุความตาย การแบ่งทรัพย์สินต้องใช้กลไกตามมาตรา 1625 และกฎหมายมรดก มิใช่ดำเนินต่อภายใต้กรอบของคดีหย่า ในเชิงปฏิบัติ คำพิพากษานี้มีผลอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีครอบครัว โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อพิพาทเรื่องสินสมรสและฝ่ายหนึ่งถึงแก่กรรมระหว่างพิจารณา ทนายความและคู่ความต้องแยกให้ชัดว่า สิทธิใดสิ้นสุดลงพร้อมชีวิต และสิทธิใดยังดำรงอยู่ในฐานะทรัพย์มรดก กล่าวโดยสรุป คำพิพากษานี้เป็นหลักยืนยันเชิงโครงสร้างของกฎหมายครอบครัวไทยว่า “ความตายยุติสถานภาพสมรสโดยทันที และยุติสิทธิเฉพาะตัวในการหย่า แต่ไม่ยุติสิทธิในทรัพย์สินซึ่งต้องจัดการตามกฎหมายมรดก” อันเป็นการวางเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างกฎหมายครอบครัวกับกฎหมายมรดกอย่างเป็นระบบ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องของผู้ร้องซึ่งอ้างตนเป็นบุตรและทายาทของโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์ถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ เมื่อโจทก์เสียชีวิต การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย คดีจึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป ทายาทไม่อาจรับช่วงสิทธิฟ้องหย่าได้ จึงยกคำร้องและจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า การสมรสสิ้นสุดลงแล้วโดยเหตุความตาย และสิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผู้ร้องไม่มีสิทธิเข้าเป็นคู่ความแทนที่ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรม การสมรสสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 และการแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามมาตรา 1625 การดำเนินคดีหย่าจึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป ศาลล่างทั้งสองที่ยกคำร้องและจำหน่ายคดีชอบแล้ว ฎีกาฟังไม่ขึ้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและศาลฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญในเชิงโครงสร้างของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายมรดกอย่างชัดเจน กล่าวคือ การสมรสเป็นสถานภาพทางกฎหมายที่ผูกพันกับตัวบุคคลโดยตรง เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สถานภาพดังกล่าวย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันทีตามมาตรา 1501 โดยไม่ต้องอาศัยคำพิพากษา สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว อันมีลักษณะเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นคู่สมรส มิใช่สิทธิในทรัพย์สินที่สามารถโอนหรือรับช่วงได้ เมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต สิทธินั้นย่อมระงับสิ้นไป ในส่วนทรัพย์สิน การแบ่งสินสมรสเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงเพราะความตาย ต้องใช้กลไกตามมาตรา 1625 และกฎหมายมรดก มิใช่กลไกของการหย่า การดำเนินคดีหย่าต่อไปจึงขาดประโยชน์แห่งคดี บรรทัดฐานนี้ตอกย้ำหลักการว่า ศาลจะไม่วินิจฉัยประเด็นที่หมดสภาพแห่งข้อพิพาทแล้ว และเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการแยก “สิทธิสถานภาพบุคคล” ออกจาก “สิทธิทางทรัพย์สิน” ในกระบวนพิจารณาคดีครอบครัว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการสิ้นสุดแห่งการสมรสเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณาคดีหย่า และผลทางกฎหมายต่อสิทธิฟ้องหย่าและการแบ่งทรัพย์สิน โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่สมรสฝ่ายผู้ฟ้องหย่าถึงแก่กรรม การสมรสย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันที ไม่จำต้องมีคำพิพากษาหย่าอีกต่อไป และการแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามบทบัญญัติเกี่ยวกับการสิ้นสุดการสมรสเพราะความตาย มิใช่ผลของคำพิพากษาหย่า สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501) หลักกฎหมายกำหนดชัดว่า การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย สถานภาพความเป็นสามีภริยายุติลงทันทีโดยผลของกฎหมาย จึงทำให้คำขอหย่าที่อยู่ระหว่างการพิจารณาไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยอีกต่อไป 2. การแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดเพราะความตาย (ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1625) เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย การแบ่งทรัพย์สินต้องแยกส่วนระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ ณ เวลาที่การสมรสสิ้นสุดลง และส่วนของผู้ตายจึงตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท มิใช่เป็นการแบ่งสินสมรสอันเป็นผลจากการหย่า กล่าวโดยสรุป แก่นของคดีนี้อยู่ที่การแยก “สิทธิสถานภาพบุคคล” ซึ่งเป็นสิทธิเฉพาะตัวและระงับลงเมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต ออกจาก “สิทธิในทรัพย์สิน” ซึ่งยังคงต้องจัดการตามกฎหมายมรดกหลังการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่า คดีหย่ายังต้องดำเนินต่อหรือไม่ คำตอบ ไม่ต้องดำเนินต่อ เพราะการสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายทันทีตามมาตรา 1501 เมื่อความตายเกิดขึ้น สถานภาพสมรสยุติลงโดยอัตโนมัติ จึงไม่มีประเด็นแห่งข้อพิพาทเกี่ยวกับการหย่าให้ศาลวินิจฉัยอีกต่อไป ศาลมีอำนาจจำหน่ายคดีได้เนื่องจากคดีหมดประโยชน์แห่งการพิจารณา หลักนี้เป็นการคุ้มครองความมั่นคงแห่งสถานภาพบุคคลและป้องกันการใช้อำนาจศาลในเรื่องที่ไม่มีข้อพิพาทคงอยู่แล้ว 2. ทายาทสามารถเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้ตายในคดีหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เนื่องจากสิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของคู่สมรส มิใช่สิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดเป็นมรดก เมื่อผู้ทรงสิทธิเสียชีวิต สิทธินั้นย่อมสิ้นสุดลงทันที ทายาทจึงไม่มีอำนาจรับช่วงสิทธิฟ้องหย่า แม้จะมีประโยชน์ทางทรัพย์สินเกี่ยวเนื่องก็ตาม สิทธิทางทรัพย์สินต้องไปใช้สิทธิในฐานะทายาทตามกฎหมายมรดก ไม่ใช่ผ่านคดีหย่า 3. หากยังมีประเด็นเรื่องสินสมรสที่ยังไม่ได้แบ่ง จะดำเนินการอย่างไร คำตอบ ต้องดำเนินการตามหลักการแบ่งทรัพย์สินเมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายตามมาตรา 1625 กล่าวคือ แยกทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ก่อน จากนั้นส่วนที่เป็นของผู้ตายจึงตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาท การจัดการดังกล่าวอยู่ในกรอบของกฎหมายมรดก มิใช่การแบ่งสินสมรสในผลของการหย่า 4. การสมรสซ้อนมีผลต่อการวินิจฉัยเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายหรือไม่ คำตอบ แม้ข้อเท็จจริงเรื่องสมรสซ้อนจะเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ แต่เมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายก่อนมีคำพิพากษา การสมรสเดิมย่อมสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว ประเด็นสมรสซ้อนจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในคดีหย่า อย่างไรก็ตาม ผลทางกฎหมายของการสมรสซ้อนอาจยังมีนัยสำคัญในประเด็นมรดกหรือสิทธิของบุคคลภายนอก ซึ่งต้องพิจารณาแยกต่างหาก 5. การจำหน่ายคดีหมายความว่าศาลไม่รับฟ้องหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ การจำหน่ายคดีในกรณีนี้หมายถึงการยุติกระบวนพิจารณาเนื่องจากคดีหมดประโยชน์ต้องวินิจฉัย มิใช่การวินิจฉัยว่าฟ้องไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือขาดอำนาจฟ้อง แต่เป็นการสิ้นสุดคดีเพราะเหตุแห่งข้อพิพาทหมดไปแล้วโดยผลของกฎหมาย 6. ความแตกต่างระหว่างการสิ้นสุดการสมรสเพราะหย่ากับเพราะความตายคืออะไร คำตอบ การหย่าเป็นการสิ้นสุดการสมรสโดยคำพิพากษาหรือการจดทะเบียนหย่า ซึ่งต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย ส่วนการสิ้นสุดเพราะความตายเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องอาศัยคำพิพากษา และมีผลให้การแบ่งทรัพย์สินเป็นไปตามมาตรา 1625 และกฎหมายมรดก แตกต่างจากการแบ่งสินสมรสภายหลังการหย่าอย่างมีนัยสำคัญ 7. หากคู่สมรสฝ่ายที่ยังมีชีวิตอยู่ไม่ยินยอมแบ่งทรัพย์สิน จะทำอย่างไร คำตอบ ทายาทของผู้ตายสามารถใช้สิทธิเรียกร้องตามกฎหมายมรดก ฟ้องขอแบ่งทรัพย์มรดกหรือขอให้ศาลกำหนดส่วนแบ่งตามกฎหมายได้ โดยต้องพิสูจน์สถานภาพทรัพย์สินและสัดส่วนสิทธิให้ชัดเจน กระบวนการดังกล่าวอยู่ภายใต้กฎหมายมรดก มิใช่คดีหย่า 8. คำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงานของทนายความอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้เป็นแนวทางชัดเจนว่าทนายความต้องประเมินสถานะของสิทธิในคดีครอบครัวอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะเมื่อคู่ความถึงแก่ความตายในระหว่างพิจารณา ต้องแยกให้ชัดว่าสิทธิใดเป็นสิทธิเฉพาะตัวที่ระงับไปพร้อมชีวิต และสิทธิใดเป็นสิทธิทางทรัพย์สินที่ตกทอดเป็นมรดก การเลือกใช้ช่องทางกฎหมายที่ถูกต้องย่อมมีผลต่อความสำเร็จของคดีและการคุ้มครองสิทธิของลูกความอย่างมีประสิทธิภาพ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12569/2547 เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณา การถึงแก่กรรมของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 และต้อง แบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายตามมาตรา 1625 ฉะนั้นคดีจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องโจทก์ต่อไป ศาลล่างยกคำร้องของผู้ร้องที่ขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่โจทก์และจำหน่ายคดี จึงเป็นการชอบ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส โดยอ้างว่าจำเลยจดทะเบียนสมรสซ้อน และมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมบ้าน 2 ชั้น ขอให้ศาลพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้แบ่งทรัพย์สินคนละครึ่ง ระหว่างพิจารณาโจทก์ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องซึ่งอ้างเป็นบุตรและทายาทขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ ศาลชั้นต้นเห็นว่าสิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ทายาทรับช่วงไม่ได้ จึงยกคำร้องและจำหน่ายคดี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ถึงแก่กรรม การสมรสย่อมสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 และการแบ่งทรัพย์สินต้องเป็นไปตามมาตรา 1625 คดีจึงไม่มีประโยชน์ต้องวินิจฉัยต่อไป พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นต้นและชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถาว่า โจทก์เป็นคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ต่อมาจำเลยจดทะเบียนสมรสกับนางจินดาอันเป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน ระหว่างอยู่ด้วยกันฉันสามีภริยามีทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมบ้าน 2 ชั้น ขอบังคับให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน หากจำเลยไม่จดทะเบียนหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและแบ่งสินสมรส โดยวิธีการขายทอดตลาดได้เงินเท่าใดให้หักค่าใช้จ่ายแล้วแบ่งคนละครึ่ง ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นในชั้นยื่นคำให้การ โจทก์ถึงแก่ความตายผู้ร้องอ้างว่าเป็นบุตรของโจทก์และจำเลยโดยเป็นทายาทของโจทก์ร้องเข้ามาเป็นคู่ความแทนที่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วฟังว่า โจทก์ถึงแก่ความตาย ลักษณะคดีเป็นสิทธิเฉพาะตัวของโจทก์ ทายาทไม่อาจรับมรดกความได้ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ไม่มีค่าขึ้นศาลให้คืนเนื่องจากศาลอุทธรณ์ให้โจทก์ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ผู้ร้องอุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้ฟ้องหย่าและขอแบ่งทรัพย์สินถึงแก่กรรมในระหว่างการพิจารณาการถึงแก่กรรมของคู่สมรสย่อมทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 และต้องแบ่งทรัพย์สินระหว่างผู้ตายกับคู่สมรสที่มีชีวิตอยู่นับแต่เวลาที่การสมรสสิ้นไปด้วยเหตุความตายตามมาตรา 1625 ฉะนั้นจึงไม่มีประโยชน์ที่จะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องโจทก์ต่อไป ที่ศาลล่างทั้งสองให้ยกคำร้องและจำหน่ายคดีนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นไม่ได้สั่งเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเกี่ยวกับคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ และศาลอุทธรณ์ มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไข
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ. |




