
| การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญในคดีครอบครัวเรื่อง “การยินยอมและให้อภัยเหตุหย่า” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะการตีความบทบัญญัติของมาตรา 1516 (1) มาตรา 1518 และมาตรา 1529 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิฟ้องหย่าของคู่สมรสในกรณีที่ฝ่ายหนึ่ง อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งทราบว่าคู่สมรสของตนมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น แต่ยังมิได้ฟ้องหย่าในทันที การนิ่งเฉยดังกล่าวจะถือว่าเป็น การยินยอมหรือให้อภัย จนทำให้หมดสิทธิฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าเหตุหย่าประเภทการอุปการะหญิงอื่นนั้นเป็น เหตุหย่าที่มีพฤติการณ์ต่อเนื่อง หรือเป็นเหตุที่ต้องนับอายุความตั้งแต่วันที่ทราบเหตุ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสำหรับการให้อภัยตามมาตรา 1518 นั้น คู่สมรสต้อง ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นเหตุหย่า และต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าจะให้อภัยหรือไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า มิใช่เพียงการนิ่งเฉยหรือยังไม่ฟ้องร้องในทันที นอกจากนี้ศาลยังวางหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า การอุปการะหญิงอื่นเป็นพฤติการณ์ที่ดำเนินต่อเนื่อง ดังนั้นตราบใดที่การกระทำดังกล่าวยังคงดำรงอยู่ สิทธิฟ้องหย่าย่อมยังไม่ระงับเพราะเหตุล่วงพ้นกำหนดหนึ่งปีตามกฎหมาย คำพิพากษานี้จึงถือเป็นแนววินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกาในการตีความ หลักการให้อภัยเหตุหย่าและการนับอายุความในคดีหย่า ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความกฎหมายครอบครัวและการใช้สิทธิฟ้องหย่าในทางปฏิบัติ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ได้จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2534 และไม่มีบุตรร่วมกัน ต่อมาโจทก์ทราบว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น คือ นางสุภาพร และได้อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงดังกล่าวฉันภริยา อีกทั้งยังมีบุตรด้วยกันหนึ่งคน โจทก์อ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นการแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าหญิงดังกล่าวเป็นภริยา ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายและเสียเกียรติอย่างร้ายแรง อีกทั้งจำเลยยังมีพฤติการณ์ทำร้ายร่างกายและหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์ จึงถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย และโจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย จำเลยต่อสู้ว่าโจทก์ทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับหญิงดังกล่าวมาเป็นเวลานานแล้ว และมิได้ดำเนินการใด ๆ อีกทั้งยังแสดงท่าทีเหมือนยอมรับสถานการณ์ดังกล่าว จึงถือว่าโจทก์ได้ยินยอมและให้อภัยการกระทำของจำเลยแล้ว สิทธิฟ้องหย่าจึงหมดไปตามกฎหมาย นอกจากนี้จำเลยยังอ้างว่าโจทก์ฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้เหตุหย่า จึงขาดอายุความตามกฎหมาย ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ และข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้วเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งงดสืบพยาน และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ประเด็นข้อพิพาททางกฎหมาย คดีนี้มีประเด็นข้อพิพาทสำคัญที่ต้องวินิจฉัย ได้แก่ 1. ศาลชั้นต้นมีอำนาจใช้ดุลพินิจงดสืบพยานของคู่ความได้หรือไม่ 2. การที่โจทก์ทราบว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นแต่ไม่ฟ้องหย่าในทันที จะถือว่าเป็นการ ยินยอมและให้อภัย ตามกฎหมายหรือไม่ 3. สิทธิฟ้องหย่าของโจทก์หมดไปเพราะพ้นกำหนดหนึ่งปีตามมาตรา 1529 หรือไม่ ประเด็นเหล่านี้เป็นข้อพิพาทสำคัญเกี่ยวกับการตีความกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะการใช้สิทธิฟ้องหย่าและการให้อภัยเหตุหย่า หลักกฎหมายเกี่ยวกับการให้อภัยเหตุหย่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดเหตุหย่าไว้ในมาตรา 1516 โดยหนึ่งในเหตุหย่าที่สำคัญคือ มาตรา 1516 (1) สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังบัญญัติหลักสำคัญเกี่ยวกับ การให้อภัยเหตุหย่า ไว้ในมาตรา 1518 ซึ่งกำหนดว่าหากคู่สมรสฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่า ได้ยินยอม หรือให้อภัย การกระทำนั้นแล้ว จะไม่สามารถนำเหตุการณ์ดังกล่าวมาฟ้องหย่าได้อีก หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้คู่สมรสใช้เหตุหย่าที่ตนเคยให้อภัยแล้วกลับมาใช้เป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องภายหลัง ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ทางครอบครัว อย่างไรก็ตาม การให้อภัยตามกฎหมายต้องมีลักษณะสำคัญสองประการ 1. ต้องทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำนั้น 2. ต้องมีการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าจะให้อภัยหรือไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า หากขาดองค์ประกอบดังกล่าว การให้อภัยย่อมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย การตีความของศาลฎีกาเกี่ยวกับ “การยินยอมและให้อภัย” ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า การยินยอมและให้อภัยตามกฎหมายมิใช่เพียงการนิ่งเฉยหรือไม่ดำเนินการฟ้องร้องทันที แต่ต้องเป็นการ แสดงเจตนาอย่างชัดแจ้ง ว่าจะอนุญาตให้คู่สมรสกระทำการดังกล่าวหรือจะไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า ในคดีนี้ แม้จำเลยจะอ้างว่าโจทก์ทราบเรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่นมานานแล้ว และไม่ได้ดำเนินการใด ๆ แต่ศาลเห็นว่าเพียงพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยแล้ว เนื่องจากโจทก์ชี้แจงว่าขณะนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจำเลยจะจริงจังกับหญิงดังกล่าว และจำเลยยังมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นอีกหลายคน จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่าจำเลยอุปการะหญิงดังกล่าวในลักษณะยกย่องฉันภริยา ต่อมาเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยมีบุตรกับหญิงดังกล่าว จึงเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่แท้จริงและตัดสินใจฟ้องหย่าในที่สุด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ไม่ฟ้องหย่าในทันที มิได้ถือเป็นการให้อภัยตามกฎหมาย 1. วิเคราะห์ “เหตุหย่าต่อเนื่อง” กับอายุความ 1 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1529 ประเด็นสำคัญที่สุดอีกประการของคดีนี้ คือข้อโต้แย้งของจำเลยว่า โจทก์รู้เรื่องความสัมพันธ์กับหญิงอื่นมานานแล้วและฟ้องเกิน 1 ปี จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 ซึ่งเป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการระงับสิทธิฟ้องหย่าเมื่อพ้นกำหนดเวลา อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า “การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา” ตามมาตรา 1516 (1) มีลักษณะเป็นพฤติการณ์ที่ดำเนินต่อเนื่อง มิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วสิ้นสุดไป สาระสำคัญของการเป็น “เหตุหย่าต่อเนื่อง” คือ หากการกระทำยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน ย่อมถือว่าเหตุหย่ายังคงมีอยู่ตลอดเวลา การนับกำหนด 1 ปีเพื่อระงับสิทธิฟ้องร้องตามมาตรา 1529 จึงไม่อาจนำมาใช้ตัดสิทธิของคู่สมรสฝ่ายเสียหายได้ในลักษณะเดียวกับเหตุหย่าบางประเภทที่เป็นเหตุการณ์เฉพาะครั้ง เช่น การทำร้ายร่างกายในวันหนึ่งวันใดแล้วจบลง หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยยังคงอุปการะหญิงอื่น ยังมีการยกย่องหญิงอื่นว่าเป็นภริยา หรือยังดำรงสภาพครอบครัวซ้อนอย่างต่อเนื่อง ย่อมหมายความว่าเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ยังดำรงอยู่ และโจทก์ยังยกเหตุนี้มาฟ้องหย่าได้ แม้จะทราบพฤติการณ์มานานเกินหนึ่งปีก็ตาม ศาลฎีกาใช้เหตุผลเชิงระบบว่า หากถือว่าคู่สมรสต้องฟ้องภายใน 1 ปีนับแต่รู้ครั้งแรกเสมอ ย่อมทำให้ผู้เสียหายถูกบังคับให้ฟ้องทั้งที่ยังไม่แน่ใจข้อเท็จจริงครบถ้วน หรือยังมีภาวะจำยอมในชีวิตสมรส ทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้คู่สมรสฝ่ายผิด “ยืดเวลา” ให้เกินกำหนดเพื่อให้สิทธิอีกฝ่ายระงับ ทั้งที่ตนยังคงกระทำการอุปการะหญิงอื่นอยู่ตลอด ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรี ความมั่นคง และความเป็นธรรมในความสัมพันธ์สมรส ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ตราบใดที่จำเลยยังคงอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ยังคงมีอยู่ และสิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ไม่ระงับไปตามมาตรา 1529 2. วิเคราะห์เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (1), 1518 และ 1529 คดีนี้ทำให้เห็น “โครงสร้างเจตนารมณ์” ของกฎหมายเกี่ยวกับเหตุหย่าอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ มาตรา 1516 (1) มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองความเป็นเอกภาพของการสมรสและศักดิ์ศรีของคู่สมรสฝ่ายถูกละเมิด โดยถือว่าการอุปการะหญิงอื่นหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นการทำลายสาระสำคัญของชีวิตสมรส เพราะเป็นการสร้างสถานะเสมือนคู่สมรสใหม่ ซ้อนทับกับคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และก่อให้เกิดผลร้ายทั้งในทางจิตใจ สังคม และครอบครัวอย่างลึกซึ้ง มาตรา 1518 เกี่ยวกับ “การยินยอมและให้อภัย” มีเจตนารมณ์เพื่อรักษาความแน่นอนและความสงบของความสัมพันธ์ครอบครัว หากคู่สมรสฝ่ายเสียหายได้รู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้วและเลือกให้อภัยอย่างชัดแจ้ง กฎหมายย่อมไม่อนุญาตให้กลับมาใช้เหตุเดิมฟ้องหย่าในภายหลัง เพราะจะเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริตและทำลายความมั่นคงของชีวิตคู่ แต่การให้อภัยต้อง “ชัดเจน” เพื่อป้องกันการตีความกว้างเกินไปจนทำให้ผู้เสียหายถูกตัดสิทธิจากเพียงการนิ่งเฉยหรือการอดทนจำยอมในช่วงหนึ่งของชีวิตสมรส มาตรา 1529 วางหลักการระงับสิทธิฟ้องหย่าโดยกำหนดกรอบเวลา เพื่อป้องกันการถือเหตุหย่าไว้เป็นเวลานานแล้วนำมาใช้ภายหลังอย่างไม่เป็นธรรม แต่เจตนารมณ์ดังกล่าวต้องถูกตีความให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเหตุหย่าในแต่ละประเภท หากเป็นเหตุที่มีพฤติการณ์ต่อเนื่อง กรอบเวลาหนึ่งปีไม่อาจนำมาตัดสิทธิได้ในลักษณะเด็ดขาด เพราะจะทำให้บทบัญญัติเรื่องเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เสียความหมายและไม่อาจคุ้มครองผู้เสียหายได้จริง ด้วยเหตุนี้ การตีความของศาลฎีกาในคดีนี้จึงสะท้อนหลักสำคัญว่า “มาตรา 1518 และ 1529 ต้องไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือให้ผู้กระทำผิดได้ประโยชน์จากพฤติการณ์ผิดที่ตนยังคงกระทำอยู่” 3. วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องในเชิงหลักกฎหมาย แม้คดีนี้จะมีข้อเท็จจริงเฉพาะ แต่หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้มีความเชื่อมโยงกับแนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีครอบครัวหลายเรื่อง โดยเฉพาะประเด็น 3 แกนหลัก ได้แก่ 1. หลักการให้อภัยต้องมี “เจตนาชัดแจ้ง” ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนในเรื่องให้อภัยเหตุหย่า มิใช่การอนุมานจากการนิ่งเฉยหรือการอดทนอยู่ร่วมกันชั่วคราว เพราะหากตีความเช่นนั้นจะเป็นการลดมาตรฐานการคุ้มครองคู่สมรสฝ่ายเสียหาย และทำให้ผู้กระทำผิดสามารถอ้างว่าอีกฝ่าย “ยอมแล้ว” ได้ง่ายเกินควร 2. หลักการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนก่อนให้อภัย การให้อภัยตามมาตรา 1518 ต้องเกิดจากการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วน มิใช่รู้เพียงบางส่วนหรือรู้แบบไม่แน่ชัด คดีนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “รู้ว่ามีความสัมพันธ์” กับ “รู้ว่ามีการยกย่องฉันภริยาอย่างจริงจังจนถึงขั้นมีบุตรร่วมกันและดำรงต่อเนื่อง” ซึ่งเป็นสาระสำคัญของเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) 3. หลักเหตุหย่าต่อเนื่องกับอายุความ ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยสอดคล้องกันว่า เหตุหย่าบางประเภทโดยสภาพเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง ซึ่งหากยังคงเกิดขึ้นอยู่ ย่อมถือว่าเหตุหย่ายังมีอยู่ และสิทธิฟ้องยังไม่ถูกตัดด้วยการนับเวลาแบบตายตัว การวางหลักเช่นนี้เป็นการสร้างความสมดุลระหว่าง “ความแน่นอนของสิทธิ” กับ “ความเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย” ในทางคดีครอบครัว แนวคิดทั้งสามแกนนี้ทำให้คำพิพากษานี้มีคุณค่าทางหลักกฎหมาย ไม่เพียงเป็นการตัดสินข้อพิพาทเฉพาะราย แต่ยังเป็นบรรทัดฐานในการนำมาตรา 1518 และ 1529 มาใช้โดยไม่บิดเบือนเจตนารมณ์ของมาตรา 1516 (1) สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การ และคำแถลงของคู่ความแล้วเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเพียงพอให้วินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงงดสืบพยาน และพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ คำขออื่นให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นงดสืบพยานชอบแล้ว โจทก์ไม่ได้ยินยอมหรือให้อภัยตามมาตรา 1518 และเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เป็นพฤติการณ์ต่อเนื่องจึงไม่ขาดอายุความตามมาตรา 1529 พิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญที่สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวเกี่ยวกับ การให้อภัยเหตุหย่าและการนับอายุความในการฟ้องหย่า อย่างชัดเจน โดยวางหลักการสำคัญหลายประการที่มีผลต่อการตีความกฎหมายและการใช้สิทธิของคู่สมรสในทางปฏิบัติ ประการแรก การยินยอมและให้อภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 มิใช่เพียงการที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งทราบถึงพฤติการณ์ของอีกฝ่ายหนึ่งแล้วไม่ดำเนินการฟ้องร้องในทันที หากแต่ต้องเป็นการ รู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นเหตุหย่า และมีการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าจะให้อภัยหรือจะไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า การนิ่งเฉย การอดทน หรือการยังไม่ตัดสินใจดำเนินคดีในช่วงเวลาหนึ่งจึงไม่อาจถือเป็นการให้อภัยตามกฎหมายได้ ประการที่สอง ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการตีความเหตุหย่าประเภท การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ตามมาตรา 1516 (1) ว่าเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะต่อเนื่อง กล่าวคือ ตราบใดที่การกระทำดังกล่าวยังดำรงอยู่ เหตุหย่าก็ยังคงมีอยู่ด้วย การกระทำดังกล่าวจึงมิใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด แต่เป็นพฤติการณ์ที่กระทบต่อชีวิตสมรสอย่างต่อเนื่อง ประการที่สาม เมื่อเหตุหย่ามีลักษณะต่อเนื่อง การนับกำหนดเวลา 1 ปีตามมาตรา 1529 เพื่อระงับสิทธิฟ้องหย่าจึงไม่อาจใช้ตัดสิทธิของคู่สมรสฝ่ายเสียหายได้ หากคู่สมรสฝ่ายที่กระทำผิดยังคงอุปการะหรือยกย่องหญิงอื่นอยู่ สิทธิฟ้องหย่าของอีกฝ่ายย่อมยังคงมีอยู่ แม้จะทราบพฤติการณ์ดังกล่าวมาเป็นเวลานานก็ตาม แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวว่า กฎหมายต้องตีความโดยคำนึงถึง ความเป็นธรรมต่อคู่สมรสฝ่ายเสียหายและการคุ้มครองสถาบันครอบครัว มิใช่เปิดช่องให้ฝ่ายที่กระทำผิดอาศัยข้อกฎหมายเรื่องการให้อภัยหรืออายุความมาใช้เป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงความรับผิดจากพฤติการณ์ที่ตนยังคงกระทำอยู่ ดังนั้นคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความมาตรา 1516 (1) มาตรา 1518 และมาตรา 1529 โดยเน้นย้ำว่าการให้อภัยต้องมีความชัดแจ้ง และเหตุหย่าบางประเภทมีลักษณะต่อเนื่องซึ่งทำให้สิทธิฟ้องหย่ายังคงดำรงอยู่ตราบเท่าที่พฤติการณ์นั้นยังไม่สิ้นสุด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า “การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ต้องมีลักษณะอย่างไร และการนับอายุความฟ้องหย่าตามมาตรา 1529 ใช้ตัดสิทธิได้หรือไม่ในกรณีเหตุหย่าที่มีพฤติการณ์ต่อเนื่องอย่างการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ตามมาตรา 1516 (1) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “การยินยอมและให้อภัยต้องรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและแสดงเจตนาชัดแจ้ง” (ป.พ.พ. มาตรา 1518) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การให้อภัยเหตุหย่ามิใช่เพียงการนิ่งเฉยหรือไม่ฟ้องหย่าทันที แต่ต้องเป็นกรณีที่คู่สมรสฝ่ายผู้เสียหายทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นเหตุหย่า และมีพฤติการณ์แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าอนุญาตให้กระทำหรือจะไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า คดีนี้โจทก์ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงความจริงจังของจำเลยกับหญิงอื่นจนกระทั่งทราบว่ามีบุตรร่วมกัน จึงไม่ถือว่าโจทก์ยินยอมหรือให้อภัยตามกฎหมาย 2. “เหตุหย่าประเภทอุปการะหญิงอื่นเป็นพฤติการณ์ต่อเนื่อง จึงไม่ขาดอายุความหนึ่งปี” (ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) และมาตรา 1529) ศาลฎีกาวางหลักว่า การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่าที่มีลักษณะต่อเนื่อง ตราบใดที่จำเลยยังคงอุปการะหรือยกย่องหญิงอื่นอยู่ เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ย่อมยังคงมีอยู่ แม้โจทก์จะทราบพฤติการณ์ดังกล่าวเกินหนึ่งปีแล้ว ก็ยังยกเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ สิทธิฟ้องจึงไม่ระงับไปตามมาตรา 1529 คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถามที่ 1 การที่คู่สมรสทราบว่าอีกฝ่ายมีหญิงอื่นแต่ยังไม่ฟ้องหย่าทันที จะถือว่าเป็นการให้อภัยหรือไม่ คำตอบ การที่คู่สมรสทราบว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นแล้วมิได้ฟ้องหย่าในทันที มิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะถือเป็นการยินยอมหรือให้อภัยตามกฎหมาย การให้อภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1518 ต้องมีองค์ประกอบสำคัญสองประการ คือ ผู้ให้อภัยต้องทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำที่เป็นเหตุหย่า และต้องมีการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าจะให้อภัยหรือไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า หากเพียงแต่ทราบพฤติการณ์บางส่วนหรือยังไม่แน่ใจถึงความร้ายแรงของการกระทำ เช่น ยังไม่ทราบว่ามีการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา หรือยังไม่ทราบว่ามีบุตรร่วมกัน การนิ่งเฉยในช่วงเวลาหนึ่งจึงไม่ถือเป็นการให้อภัยตามกฎหมาย ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวมว่ามีการแสดงเจตนาให้อภัยอย่างชัดแจ้งหรือไม่ คำถามที่ 2 การให้อภัยเหตุหย่าตามกฎหมายต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะสมบูรณ์ คำตอบ การให้อภัยเหตุหย่าตามกฎหมายต้องมีลักษณะเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าคู่สมรสฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่าได้ยอมรับการกระทำของอีกฝ่ายหนึ่งและไม่ประสงค์จะใช้สิทธิฟ้องหย่าอีกต่อไป การให้อภัยอาจเกิดขึ้นได้โดยการแสดงออกทางพฤติการณ์ เช่น การกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอย่างปกติหลังจากทราบเหตุหย่า หรือการแสดงเจตนาอย่างชัดเจนว่าไม่ติดใจเอาความในการกระทำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากเพียงแต่มีการพบปะหรือยังคงติดต่อกันในฐานะครอบครัว เช่น ติดต่อกันเพื่อดูแลทรัพย์สินหรือกิจการร่วมกัน การกระทำดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการให้อภัยตามกฎหมาย ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่ามีเจตนาให้อภัยอย่างแท้จริงหรือไม่ คำถามที่ 3 การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหมายความว่าอย่างไรในทางกฎหมาย คำตอบ การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หมายถึง การที่สามีมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นในลักษณะเสมือนภริยา โดยมีการอุปการะเลี้ยงดูหรือแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าหญิงดังกล่าวมีสถานะเป็นภริยา เช่น การอยู่กินร่วมกันเป็นครอบครัว การเปิดเผยต่อสังคมว่าเป็นคู่สมรส หรือการมีบุตรร่วมกันและเลี้ยงดูในฐานะครอบครัว การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดหน้าที่ของคู่สมรสอย่างร้ายแรง เพราะทำลายความเป็นเอกภาพของการสมรสและกระทบต่อศักดิ์ศรีของคู่สมรสฝ่ายที่ถูกต้องตามกฎหมาย คำถามที่ 4 เหตุหย่าประเภทการมีหญิงอื่นถือเป็นเหตุหย่าที่เกิดขึ้นครั้งเดียวหรือเป็นเหตุหย่าต่อเนื่อง คำตอบ ศาลฎีกาได้วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะต่อเนื่อง กล่าวคือ ตราบใดที่สามียังคงอุปการะหญิงอื่นหรือยังคงดำรงความสัมพันธ์ในลักษณะครอบครัว เหตุหย่าก็ยังคงมีอยู่ ไม่ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวแล้วสิ้นสุด การตีความเช่นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมาย เพราะทำให้คู่สมรสฝ่ายเสียหายยังสามารถใช้สิทธิฟ้องหย่าได้ แม้จะทราบพฤติการณ์ดังกล่าวมานานแล้ว ตราบใดที่การกระทำนั้นยังคงดำรงอยู่ คำถามที่ 5 หากทราบว่าสามีมีหญิงอื่นมานานเกินหนึ่งปี จะยังสามารถฟ้องหย่าได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักทั่วไป ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 กำหนดว่า สิทธิฟ้องหย่าจะระงับไปเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่คู่สมรสฝ่ายที่มีสิทธิฟ้องหย่ารู้หรือควรรู้เหตุหย่า อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุหย่าประเภทการอุปการะหญิงอื่นหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะต่อเนื่อง ดังนั้นแม้คู่สมรสฝ่ายเสียหายจะทราบเรื่องดังกล่าวมานานเกินหนึ่งปี แต่หากอีกฝ่ายยังคงดำเนินพฤติการณ์ดังกล่าวอยู่ สิทธิฟ้องหย่าย่อมยังไม่ระงับ และสามารถนำเหตุนี้มาฟ้องหย่าได้ คำถามที่ 6 ศาลจะพิจารณาอย่างไรว่าเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่ คำตอบ การพิจารณาว่ามีการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมของคู่กรณี เช่น การอยู่กินร่วมกันเป็นครอบครัว การเปิดเผยต่อสังคมว่าเป็นภริยา การมีบุตรร่วมกัน การพาหญิงดังกล่าวเข้าสังคมหรือแนะนำต่อบุคคลทั่วไปในฐานะภริยา รวมถึงพฤติการณ์ในการอุปการะเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่อง หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าความสัมพันธ์มีลักษณะมั่นคงและเสมือนการใช้ชีวิตสมรส ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็นการยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตามกฎหมายได้ คำถามที่ 7 การที่ศาลงดสืบพยานในคดีครอบครัวสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจในการงดสืบพยานหลักฐานได้ หากเห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้แล้ว หรือหากเห็นว่าการสืบพยานดังกล่าวเป็นพยานที่ฟุ่มเฟือยหรือมีลักษณะประวิงให้คดีล่าช้า ในคดีครอบครัวซึ่งมักมีข้อเท็จจริงที่คู่ความยอมรับร่วมกัน ศาลจึงสามารถพิจารณาเอกสาร คำแถลง และข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันเพื่อวินิจฉัยคดีได้โดยไม่จำเป็นต้องสืบพยานเพิ่มเติม คำถามที่ 8 เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดหลักการให้อภัยเหตุหย่าไว้ คำตอบ หลักการให้อภัยเหตุหย่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นคงให้แก่สถาบันครอบครัว หากคู่สมรสฝ่ายที่ได้รับความเสียหายตัดสินใจให้อภัยและกลับมาใช้ชีวิตสมรสร่วมกัน กฎหมายย่อมไม่เปิดโอกาสให้นำเหตุการณ์เดิมกลับมาฟ้องหย่าในภายหลัง เพราะจะทำให้ความสัมพันธ์ครอบครัวขาดความแน่นอน อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้การให้อภัยต้องเกิดจากการทราบข้อเท็จจริงครบถ้วนและมีการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดใช้ข้ออ้างเรื่องการให้อภัยมาเป็นเครื่องมือหลีกเลี่ยงความรับผิดจากการกระทำที่ละเมิดต่อชีวิตสมรส ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3190/2549 การยินยอมและให้อภัยตาม ป.พ.พ. มาตรา 1518 หมายถึง คู่สมรสฝ่ายที่ยินยอมและให้อภัยได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้น แต่แสดงเจตนาให้ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าอนุญาตให้กระทำหรือไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า โจทก์ไม่ทราบแน่ชัด และไม่คาดคิดว่าจำเลยจะจริงจังกับ ส. เพราะขณะนั้นจำเลยยังมีหญิงอื่นอีกหลายคน จนเมื่อปี 2545 โจทก์ทราบว่าจำเลยกับ ส. มีบุตรด้วยกันจึงได้นำคดีมาฟ้อง อันเป็นเหตุผลที่โจทก์ไม่ฟ้องหย่าจำเลยแต่แรกที่ทราบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับ ส. จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เคยยินยอมหรือให้อภัยในเรื่องที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง ส. ฉันภริยา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องหย่าจำเลยด้วยเหตุหย่าดังกล่าวได้ การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นเหตุฟ้องหย่าที่มีพฤติการณ์ที่ต่อเนื่อง ตราบที่จำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง ส. ฉันภริยา เหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) ก็ยังคงมีอยู่ แม้โจทก์จะทราบพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยมาเกิน 1 ปีแล้ว โจทก์ก็ยกเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามมาตรา 1529 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2534 ไม่มีบุตรร่วมกัน ต่อมาเดือนเมษายน 2545 โจทก์ทราบว่าจำเลยอุปการะเลี้ยงดูและยกย่องนางสุภาพร ป๋าเมืองมูล ฉันภริยาและมีบุตรร่วมกัน โดยเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไป ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายอย่างร้ายแรง อีกทั้งจำเลยยังทำร้ายร่างกายและหมิ่นประมาทบุพการีของโจทก์ จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน จำเลยให้การว่า โจทก์ทราบเรื่องความสัมพันธ์กับนางสุภาพรมานานแล้วและมิได้ติดใจเอาความ อีกทั้งยอมรับสถานการณ์ดังกล่าวและให้อภัยจำเลย การอยู่กินกับนางสุภาพรเป็นไปโดยปิดบัง มิได้เปิดเผยต่อสังคมทั่วไป จำเลยยังคงให้เกียรติและเลี้ยงดูโจทก์ตามปกติ และอ้างว่าสิทธิฟ้องหย่าของโจทก์ขาดอายุความหนึ่งปีแล้ว ก่อนสืบพยาน คู่ความแถลงข้อเท็จจริงต่อศาล ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ จึงงดสืบพยานและพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การงดสืบพยานของศาลชั้นต้นเป็นการใช้ดุลพินิจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ซึ่งชอบแล้ว ส่วนประเด็นเรื่องการยินยอมและให้อภัยนั้น กฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นกรณีที่คู่สมรสทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดและแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าจะให้อภัยหรือไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า เพียงการนิ่งเฉยหรือยังไม่ฟ้องทันทีไม่ถือเป็นการให้อภัย คดีนี้โจทก์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจำเลยจริงจังกับหญิงดังกล่าวจนกระทั่งทราบว่ามีบุตรร่วมกัน จึงไม่ถือว่าโจทก์ได้ให้อภัยจำเลย นอกจากนี้ การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นพฤติการณ์ที่มีลักษณะต่อเนื่อง ตราบใดที่จำเลยยังดำรงพฤติการณ์ดังกล่าว เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ก็ยังคงมีอยู่ แม้โจทก์จะทราบเรื่องเกินหนึ่งปีแล้วก็ยังสามารถยกเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ สิทธิฟ้องร้องจึงไม่ระงับตามมาตรา 1529 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2534 ไม่มีบุตรด้วยกัน ต่อมาในเดือนเมษายน 2545 โจทก์ทราบว่าจำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพร ป๋าเมืองมูล ฉันภริยาและมีบุตรด้วยกัน 1 คน โดยแสดงออกเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปว่านางสุภาพรเป็นภริยาของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าอย่างร้ายแรง และได้รับความดูถูกเกลียดชัง โจทก์ขอหย่า แต่จำเลยไม่ยินยอม กลับทำร้ายร่างกายโจทก์และหมิ่นประมาทบุพการีโจทก์เป็นการร้ายแรง การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนเกินควรในเมื่อเอาสภาพ ฐานะ ความเป็นอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยามาคำนึงประกอบ เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ถ้าไม่ไปให้เอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพรฉันภริยาและมีบุตรด้วยกัน โจทก์เพียงแต่ตัดพ้อต่อว่าเล็กน้อย ในที่สุดก็ยอมรับความจริงทั้งให้อภัยในความผิดที่จำเลยทำ และยินยอมให้จำเลยอยู่กินกับนางสุภาพรเพราะโจทก์มีบุตรไม่ได้ โจทก์ทราบว่าจำเลยไปนอนค้างที่บ้านนางสุภาพรแต่ก็ไม่ได้ว่ากล่าวเอาความอะไร จำเลยมิได้กระทำให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้า ญาติพี่น้อง เพื่อนของโจทก์และจำเลยทราบถึงสภาพการมีสองครอบครัวของจำเลยและโจทก์ การอยู่กินกับนางสุภาพรเป็นไปในลักษณะปิดบังซ่อนเร้นไม่ได้แสดงต่อสังคมทั่วไปว่าเป็นภริยา จำเลยยังให้เกียรติและยกย่องว่าโจทก์เป็นภริยา ทั้งนี้ได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์มาโดยตลอด ไม่เคยทำร้ายร่างกายโจทก์และหมิ่นประมาทโจทก์กับบุพการีของโจทก์ สิทธิฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุที่จำเลยมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นขาดอายุความเพราะโจทก์ฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่ทราบเหตุดังกล่าว และโจทก์ได้ให้อภัยในการกระทำของจำเลยซึ่งโจทก์อ้างเป็นเหตุฟ้องหย่านั้นแล้ว ขอให้ยกฟ้อง ก่อนสืบพยาน จำเลยแถลงว่า จำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูนางสุภาพรฉันภริยาตั้งแต่ต้นปี 2531 หลังจากนั้นประมาณ 3 เดือน โจทก์ทราบเรื่องและไม่ติดใจที่จำเลยจะมีนางสุภาพรเป็นภริยาและให้อภัยจำเลยตลอดมา ส่วนโจทก์แถลงว่า โจทก์ทราบว่าจำเลยมีความสัมพันธ์กับนางสุภาพรในปี 2539 แต่ยังไม่แน่ชัดว่าจำเลยจะจริงจังกับนางสุภาพรหรือไม่ เพราะขณะนั้นจำเลยยังมีหญิงอื่นอีกหลายคน จนเมื่อเดือนเมษายน 2545 โจทก์จึงทราบว่าจำเลยกับนางสุภาพรมีบุตรด้วยกัน โจทก์ไม่เคยอภัยจำเลยและรู้เห็นเป็นใจให้จำเลยมีหญิงอื่น ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การและข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันแล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 18 กันยายน 2546 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครับวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่โจทก์และจำเลยมิได้โต้กันในชั้นฎีกาฟังเป็นยุติว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย ระหว่างอยู่กินกันฉันสามีภริยา จำเลยได้นางสุภาพร ป๋าเมืองมูล เป็นภริยาและมีบุตรด้วยกัน 1 คน อันเป็นการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพรฉันภริยาจนปัจจุบัน ก่อนสืบพยาน ศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำฟ้องคำให้การและข้อเท็จจริงที่คู่ความแถลงตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 18 กันยายน 2546 แล้วเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้โดยไม่ต้องสืบพยาน จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 นั้น ไม่ชอบ เพราะข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ได้ยินยอมและให้อภัยในเรื่องที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพรตามที่จำเลยให้การต่อสู้หรือไม่ ทั้งการที่มิได้มีการสืบพยานจึงไม่อาจทราบได้ว่าพยานที่งดสืบเป็นพยานที่ฟุ่มเฟือยเกินสมควรหรือประวิงให้ชักช้า หรือไม่เกี่ยวแก่ประเด็นอย่างไร เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลชั้นต้นที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะสืบพยานหลักฐานที่คู่ความประสงค์จะสืบหรือไม่เพียงใด คดีนี้เมื่อพิเคราะห์คำฟ้อง คำให้การและคำแถลงของโจทก์และจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 กันยายน 2546 แล้วเห็นว่า มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทแห่งคดีแล้วว่า มีเหตุฟ้องหย่าประการใดประการหนึ่งตามฟ้องหรือไม่ และโจทก์ได้ยินยอมหรือให้อภัยเรื่องที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพรฉันภริยาแล้วหรือไม่ แม้ข้อเท็จจริงที่ฟังได้จะเป็นเพียงเหตุหย่าเหตุหนึ่งในจำนวนเหตุหย่าหลายเหตุตามฟ้องก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งงดสืบพยานหลักฐานโจทก์และจำเลย ซึ่งถือเสมือนว่าพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยจะนำมาสืบนั้นเป็นพยานหลักฐานที่ฟุ่มเฟือยเกินสมควรหรือประวิงให้ชักช้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคสอง และมาตรา 104 จึงชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อไปมีว่า โจทก์ได้ยินยอมและให้อภัยในเรื่องที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพฉันภริยาแล้ว โจทก์จึงจะยกเป็นเหตุฟ้องหย่าไม่ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1517 วรรคหนึ่ง และสิทธิฟ้องหย่าย่อมหมดไปตามมาตรา 1518 หรือไม่ เห็นว่า การยินยอมและให้อภัยตามบทกฎหมายดังกล่าวหมายถึง คู่สมรสฝ่ายที่ยินยอมและให้อภัยได้ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดสิทธิฟ้องหย่านั้น แต่แสดงเจตนาให้ปรากฏอย่างชัดแจ้งว่าอนุญาตให้กระทำหรือจะไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า คดีนี้จำเลยให้การและฎีกาอ้างว่า เมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยได้อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพรฉันภริยาแล้ว โจทก์มิได้ยกเป็นเหตุฟ้องหย่าจำเลยเสียแต่แรกทั้งยังแสดงกริยาไม่เอาเรื่องเอาความ ยอมรับสถานการณ์มีสองภริยาของจำเลย จึงถือได้ว่าโจทก์ให้อภัยในการกระทำผิดของจำเลยแล้ว เห็นว่า เพียงพฤติการณ์ของโจทก์ตามข้อต่อสู้ของจำเลยดังกล่าว โจทก์มิได้กระทำการใดอันเป็นการแสดงออกให้ปรากฏโดยชัดแจ้งพอที่จะเห็นเจตนาของโจทก์ว่ายินยอมหรือให้อภัยแล้ว อย่างไรก็ตามปรากฏจากคำแถลงของโจทก์จำเลยในรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นลงวันที่ 18 กันยายน 2546 ว่า โจทก์มิได้ยินยอมและให้อภัยในการกระทำของจำเลยแต่เนื่องจากโจทก์ไม่ทราบแน่ชัด และไม่คาดคิดว่าจำเลยจะจริงจังกับนางสุภาพร เพราะขณะนั้นจำเลยยังมีหญิงอื่นอีกหลายคน จนเมื่อปี 2545 โจทก์ทราบว่าจำเลยกับนางสุภาพรมีบุตรด้วยกันจึงได้นำคดีมาฟ้อง อันเป็นเหตุผลที่โจทก์ไม่ฟ้องหย่าจำเลยแต่แรกที่ทราบเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับนางสุภาพร เนื่องจากขณะนั้นโจทก์ไม่ทราบว่าจำเลยจะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพรฉันภริยา ข้อเท็จจริงจึงถือไม่ได้ว่าโจทก์เคยยินยอมหรือให้อภัยในเรื่องที่จำเลยอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพรฉันภริยา โจทก์จึงมีสิทธิที่จะฟ้องหย่าจำเลยด้วยเหตุหย่าดังกล่าวได้ ฎีกาของจำเลยข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า สิทธิฟ้องร้องของโจทก์โดยอาศัยเหตุหย่าในมาตรา 1516 (1) ระงับไปเพราะโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันรู้หรือควรรู้เหตุหย่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1529 หรือไม่ เห็นว่า การอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องหญิงอื่นเป็นเหตุฟ้องหย่าที่มีพฤติการณ์ที่ต่อเนื่อง ดังนั้นตราบที่จำเลยยังอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องนางสุภาพรฉันภริยา เหตุฟ้องหย่ามาตรา 1516 (1) ก็ยังคงมีอยู่ แม้โจทก์จะทราบพฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยดังกล่าวมาเกิน 1 ปีแล้ว โจทก์ก็ยกเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ สิทธิฟ้องร้องของโจทก์จึงไม่ระงับไปตามมาตรา 1529 และคดีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นตามฎีกาของจำเลยอีกต่อไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. |



.jpg)
