
| สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ว่า ภริยาผู้ฟ้องคดีจำเป็นต้องอยู่กินกับสามีตามปกติหรือไม่ หรือจำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหายโดยเฉพาะหรือไม่จึงจะมีสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่น คดีนี้จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์กับสามีไม่ได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาแล้ว อีกทั้งยังมีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ก่อนเกิดเหตุ และต่อมาศาลก็พิพากษาให้หย่าขาดจากกันแล้ว จึงเห็นว่าโจทก์ไม่ควรมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายสำคัญว่า บทบัญญัติมาตรา 1523 วรรคสอง มิได้กำหนดเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องอยู่กินกับสามีตามปกติ หรือจะต้องพิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายโดยตรง หรือจะต้องไม่มีคดีหย่าระหว่างกันก่อนเกิดเหตุ เพียงแต่ปรากฏว่าหญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว ก็เป็นเหตุให้ภริยาชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้แล้ว แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมายครอบครัว เพราะเป็นการตีความบทบัญญัติมาตรา 1523 ในลักษณะที่มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีและสิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมาย ตลอดจนคุ้มครองสถาบันครอบครัวมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์สมรสโดยเปิดเผย โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์เงื่อนไขเพิ่มเติมตามที่จำเลยกล่าวอ้าง สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นภริยาที่จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายกับสามีซึ่งเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ต่อมาจำเลยซึ่งเป็นหญิงอื่นได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับสามีของโจทก์ โดยโจทก์กล่าวอ้างว่า จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาว อีกทั้งยังเข้าไปพักอาศัยอยู่กินกับสามีของโจทก์เสมือนสามีภริยาในบ้านเดียวกัน การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อเกียรติยศ ชื่อเสียง และสถานะของโจทก์ในฐานะภริยาชอบด้วยกฎหมาย ด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้จำเลยชำระค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยอ้างสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้ภริยาชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาว จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยไม่เคยมีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในลักษณะชู้สาว และไม่เคยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ดังกล่าว อีกทั้งยังไม่เคยเข้าไปพักอาศัยในบ้านเดียวกันกับสามีของโจทก์ ดังนั้นจึงขอให้ศาลยกฟ้อง อย่างไรก็ตาม ในชั้นพิจารณาคดี ศาลได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและพยานแวดล้อมแล้วเห็นว่า จำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาวจริง จึงเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว คำวินิจฉัยของศาลฎีกาและประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยในคดีนี้คือ จำเลยมีหน้าที่ต้องรับผิดชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง หรือไม่ จำเลยฎีกาโดยยกข้อโต้แย้งสำคัญว่า ภริยาที่จะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสองนั้น ควรต้องเป็นภริยาที่อยู่ร่วมกับสามีฉันสามีภริยาและมีการอุปการะเลี้ยงดูกันตามปกติ หากคู่สมรสไม่ได้อยู่กินร่วมกัน หรือมีข้อพิพาทถึงขั้นฟ้องหย่ากันแล้ว ภริยาก็ไม่ควรมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ จำเลยยังอ้างต่อไปว่า ในคดีนี้โจทก์กับสามีมิได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา และยังมีคดีฟ้องหย่ากันก่อนเกิดเหตุ อีกทั้งต่อมาศาลก็ได้มีคำพิพากษาให้โจทก์กับสามีหย่าขาดจากกันแล้ว จึงเห็นว่าโจทก์ไม่ควรมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลย อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อโต้แย้งดังกล่าวไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของกฎหมาย ศาลฎีกาได้วินิจฉัยหลักกฎหมายสำคัญว่า บทบัญญัติ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ ภริยาชอบด้วยกฎหมาย ในการเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาว โดยบทบัญญัติดังกล่าว มิได้กำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติม ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง กล่าวคือ 1 ภริยาไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่าตนได้รับความเสียหายอย่างใดเป็นพิเศษ 2 ภริยาไม่จำเป็นต้องอยู่กินกับสามีฉันสามีภริยาตามปกติ 3 ภริยาไม่จำเป็นต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากับสามี 4 การที่ภริยากับสามีมีความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นหรืออยู่ระหว่างกระบวนการหย่า มิได้ตัดสิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทน ดังนั้น แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์กับสามีมีข้อพิพาทและมีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ก่อนเกิดเหตุ หรือแม้ต่อมาศาลจะพิพากษาให้หย่ากันแล้วก็ตาม สิทธิเรียกร้องค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ก็ยังคงมีอยู่ เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดี ศาลเห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาว จึงเข้าหลักเกณฑ์แห่งความรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ให้จำเลยชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์หลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 มาตรา 1523 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติสำคัญในกฎหมายครอบครัวที่มีวัตถุประสงค์เพื่อ คุ้มครองสถาบันสมรสและศักดิ์ศรีของคู่สมรส บทบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้ • สามีหรือภริยามีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก • หากบุคคลนั้นมีพฤติการณ์ล่วงเกินหรือเกี่ยวข้องกับคู่สมรสในลักษณะชู้สาว โดยเฉพาะใน วรรคสอง ของมาตรา 1523 ได้กำหนดกรณีที่หญิงอื่น แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของภริยาในทำนองชู้สาว สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้คือ การคุ้มครองสิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์สมรสโดยเปิดเผย องค์ประกอบสำคัญของความรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง ได้แก่ 1 ต้องมีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย 2 ต้องมีหญิงอื่นเป็นบุคคลภายนอก 3 ต้องมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผย 4 ต้องเป็นการแสดงว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามี เมื่อองค์ประกอบดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ภริยาชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ โดย ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหายเป็นพิเศษ แนวคิดทางกฎหมายในกรณีนี้มีลักษณะคล้ายกับ การละเมิดต่อเกียรติยศและศักดิ์ศรีของคู่สมรส ซึ่งกฎหมายถือว่าเป็นความเสียหายโดยสภาพ เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง บทบัญญัติมาตรา 1523 มีเจตนารมณ์สำคัญในการ ปกป้องความมั่นคงของสถาบันครอบครัวและศักดิ์ศรีของคู่สมรส กฎหมายมิได้มุ่งหมายเพียงการชดใช้ความเสียหายทางทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1 คุ้มครองความสัมพันธ์สมรส 2 ป้องกันการแทรกแซงของบุคคลภายนอก 3 คุ้มครองเกียรติยศของคู่สมรส 4 สร้างมาตรฐานทางสังคมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ครอบครัว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีได้วางหลักสอดคล้องกันว่า การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีการร่วมประเวณีหรืออยู่กินกันจริง เพียงแต่มีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวก็เพียงพอ ตัวอย่างเช่น แนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีได้วินิจฉัยว่า • การอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับสามีของผู้อื่น • การแสดงตัวต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นคู่รัก • การเปิดเผยความสัมพันธ์ต่อสังคม พฤติการณ์เหล่านี้สามารถถือได้ว่าเป็น การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะได้วางหลักการเพิ่มเติมว่า สิทธิของภริยาในการเรียกค่าทดแทนมิได้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างภริยากับสามีในขณะเกิดเหตุ กล่าวคือ แม้คู่สมรสจะมีปัญหาชีวิตคู่ แยกกันอยู่ หรืออยู่ระหว่างกระบวนการหย่า ภริยาก็ยังคงมีสถานะเป็น ภริยาชอบด้วยกฎหมาย และยังคงมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายมุ่งคุ้มครองสถานะทางกฎหมายของภริยามากกว่าพิจารณาจากสภาพความสัมพันธ์ทางพฤติการณ์เพียงอย่างเดียว สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า จำเลยมีพฤติการณ์แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาว อันเป็นการกระทำที่เข้าลักษณะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 20,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิเคราะห์ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยละเอียดแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของโจทก์ในทำนองชู้สาวอย่างชัดเจน และการกำหนดค่าทดแทนของศาลชั้นต้นยังไม่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง มิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องอยู่กินกับสามีหรือไม่มีคดีหย่าระหว่างกัน ดังนั้นแม้โจทก์กับสามีจะมีคดีหย่ากันหรือไม่ได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาก็ตาม โจทก์ก็ยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักกฎหมายที่มีความสำคัญต่อการตีความประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง อย่างชัดเจน กล่าวคือ สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว มิได้ขึ้นอยู่กับสภาพความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภริยาในขณะเกิดเหตุ แต่ขึ้นอยู่กับสถานะทางกฎหมายของการสมรสเป็นสำคัญ การที่คู่สมรสอาจมีความขัดแย้งกัน แยกกันอยู่ หรือแม้กระทั่งมีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ มิได้ทำให้สถานะการเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายสิ้นสุดลง ตราบใดที่การสมรสยังมิได้สิ้นสุดลงตามกฎหมาย ภริยาย่อมยังคงมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 1523 แนวคำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายครอบครัวไทยว่า การคุ้มครองศักดิ์ศรีและเกียรติยศของคู่สมรสเป็นสิ่งที่กฎหมายให้ความสำคัญอย่างยิ่ง บุคคลภายนอกที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับคู่สมรสของผู้อื่นในลักษณะชู้สาวโดยเปิดเผย ย่อมต้องรับผิดชดใช้ค่าทดแทน แม้ในกรณีที่ชีวิตสมรสของคู่สมรสคู่นั้นจะมีปัญหาหรืออยู่ระหว่างกระบวนการหย่าก็ตาม กล่าวโดยสรุป หลักกฎหมายจากคำพิพากษานี้คือ สถานะภริยาชอบด้วยกฎหมายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการใช้สิทธิเรียกค่าทดแทน มิใช่สภาพการอยู่ร่วมกันของคู่สมรส และการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของผู้อื่นในทำนองชู้สาวย่อมเป็นพฤติการณ์ที่กฎหมายถือว่าเป็นการละเมิดต่อสิทธิของภริยา ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิเรียกร้องดังกล่าวมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องอยู่กินกับสามีฉันสามีภริยาหรือจะต้องไม่มีคดีหย่าระหว่างกัน เพียงปรากฏว่าหญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของภริยาในทำนองชู้สาว ภริยาชอบด้วยกฎหมายก็มีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่น (ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง) บทบัญญัติมาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีและสิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมาย โดยกำหนดให้ภริยามีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับสามีในทำนองชู้สาว โดยสิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นจากสถานะของการสมรสที่ยังคงมีผลตามกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับสภาพการอยู่ร่วมกันของคู่สมรสหรือความเสียหายที่ต้องพิสูจน์เป็นพิเศษ 2. การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว องค์ประกอบสำคัญของความรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง คือการที่หญิงอื่นมีพฤติการณ์แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปหรือสังคมว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีของผู้อื่น เช่น การอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน การใช้ชีวิตร่วมกันเสมือนสามีภริยา หรือการเปิดเผยความสัมพันธ์ต่อบุคคลทั่วไป ซึ่งศาลถือว่าเป็นการกระทำที่กระทบต่อเกียรติยศและสถานะของภริยาชอบด้วยกฎหมาย และเป็นเหตุให้เกิดความรับผิดในการชำระค่าทดแทนได้. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. ภริยาที่ไม่ได้อยู่กินกับสามีแล้ว ยังสามารถฟ้องหญิงอื่นเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่ คำตอบ ตามหลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา ภริยาชอบด้วยกฎหมายยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ แม้ว่าจะมิได้อยู่กินกับสามีฉันสามีภริยาก็ตาม เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง มิได้กำหนดเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องอยู่ร่วมกับสามีตามปกติ สิทธิเรียกร้องดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานของสถานะการสมรสที่ยังคงมีผลตามกฎหมาย ตราบใดที่การสมรสยังมิได้สิ้นสุดลงตามกฎหมาย ภริยาย่อมยังคงมีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากการกระทำของบุคคลภายนอกที่เข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์สมรส คำถาม 2. หากสามีภริยามีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ ภริยายังฟ้องหญิงอื่นได้หรือไม่ คำตอบ การที่สามีภริยามีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ มิได้ทำให้สิทธิของภริยาตามมาตรา 1523 วรรคสองสิ้นสุดลง เนื่องจากการสมรสจะสิ้นสุดลงได้ต่อเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้หย่าขาดจากกันเท่านั้น ดังนั้น ในช่วงเวลาที่คดีหย่ายังอยู่ระหว่างการพิจารณา ภริยายังคงมีสถานะเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย และยังคงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของตนในทำนองชู้สาวได้ คำถาม 3. การแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีผู้อื่น หมายความว่าอย่างไร คำตอบ การแสดงตนโดยเปิดเผย หมายถึง พฤติการณ์ที่หญิงอื่นแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปหรือสังคมว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีของผู้อื่นในลักษณะคู่รักหรือคู่สมรส เช่น การพักอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน การไปไหนมาไหนร่วมกันอย่างเปิดเผย หรือการแสดงตนต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นคู่ชีวิต การกระทำในลักษณะดังกล่าวย่อมถือเป็นการกระทำที่เข้าลักษณะตามมาตรา 1523 วรรคสอง และอาจก่อให้เกิดความรับผิดในการชำระค่าทดแทนแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายได้ คำถาม 4. ภริยาต้องพิสูจน์ความเสียหายหรือไม่จึงจะฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ คำตอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักว่า การเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคสอง ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหายโดยตรง เนื่องจากกฎหมายถือว่าการที่หญิงอื่นแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีของภริยา เป็นการกระทำที่กระทบต่อศักดิ์ศรีและเกียรติยศของภริยาโดยสภาพอยู่แล้ว ศาลจึงสามารถกำหนดค่าทดแทนได้โดยพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดี ความร้ายแรงของการกระทำ และผลกระทบต่อสถานะของภริยา คำถาม 5. การอยู่บ้านเดียวกันกับสามีของผู้อื่นถือเป็นการแสดงตนเป็นชู้หรือไม่ คำตอบ การอยู่ร่วมบ้านเดียวกันกับสามีของผู้อื่นโดยมีพฤติการณ์คล้ายสามีภริยา อาจถือเป็นการแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงโดยรวม เช่น ลักษณะความสัมพันธ์ การใช้ชีวิตร่วมกัน และการรับรู้ของบุคคลในสังคม หากปรากฏว่าการอยู่ร่วมกันนั้นทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันสามีภริยา ก็อาจถือว่าเข้าหลักเกณฑ์แห่งความรับผิดตามมาตรา 1523 ได้ คำถาม 6. ค่าทดแทนในคดีลักษณะนี้ศาลพิจารณาจากอะไร คำตอบ ศาลจะพิจารณาจำนวนค่าทดแทนจากหลายปัจจัย เช่น พฤติการณ์แห่งการกระทำ ความร้ายแรงของการแสดงตนเป็นชู้ ความเสียหายต่อชื่อเสียงและศักดิ์ศรีของภริยา รวมทั้งฐานะทางเศรษฐกิจของคู่ความ แม้กฎหมายมิได้กำหนดจำนวนเงินไว้โดยเฉพาะ แต่ศาลมีดุลพินิจในการกำหนดจำนวนเงินที่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงของแต่ละคดี คำถาม 7. หากต่อมาศาลพิพากษาให้สามีภริยาหย่ากัน สิทธิเรียกค่าทดแทนจะสิ้นสุดหรือไม่ คำตอบ การที่ต่อมาศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน มิได้มีผลย้อนหลังทำให้สิทธิเรียกค่าทดแทนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นสิ้นสุดลง เพราะสิทธิเรียกร้องดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะที่การกระทำของหญิงอื่นเข้าลักษณะตามมาตรา 1523 วรรคสอง ในช่วงเวลาที่การสมรสยังมีผลตามกฎหมาย ดังนั้นภริยาจึงยังสามารถใช้สิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนได้ แม้ว่าต่อมาจะมีการหย่ากันแล้วก็ตาม คำถาม 8. สามีสามารถฟ้องชายอื่นเรียกค่าทดแทนได้หรือไม่ คำตอบ ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง สามีก็มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากชายอื่นที่ล่วงเกินภริยาในทำนองชู้สาวได้เช่นกัน หลักการของกฎหมายจึงมุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย โดยให้สิทธิในการเรียกร้องค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกที่เข้ามาแทรกแซงความสัมพันธ์สมรส อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาคดี ศาลจะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวมว่าการกระทำดังกล่าวเข้าลักษณะตามบทบัญญัติกฎหมายหรือไม่ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4130/2548 ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย เพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวโดยมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใดหรือจะต้องเป็นภริยาที่อยู่กินกับสามีและอุปการะเลี้ยงดูกัน หรือต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรีทงพานธ์ ศรีอักษร จำเลยได้แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาว โดยเข้าไปพักอาศัยอยู่กินกับสามีโจทก์ในบ้านเดียวกัน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงขอให้จำเลยชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่เคยมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์และไม่เคยแสดงตนว่าเป็นชู้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 20,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราเดียวกัน จำเลยฎีกาโดยอ้างว่า โจทก์กับสามีมิได้อยู่กินกันฉันสามีภริยาและมีคดีฟ้องหย่ากันก่อนเกิดเหตุ อีกทั้งภายหลังศาลได้พิพากษาให้หย่ากันแล้ว จึงเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ความเสียหาย หรือพิสูจน์ว่าต้องอยู่กินกับสามี หรือไม่มีคดีหย่ากันอยู่ ดังนั้นแม้โจทก์กับสามีจะมีพฤติการณ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง โจทก์ก็ยังมีสิทธิฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์. ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของพลตรีทงพานธ์ ศรีอักษร จำเลยแสดงตนโดยเปิดเผยว่าตนมีความสัมพันธ์กับพลตรีทงพานธ์ สามีโจทก์ ในทำนองชู้สาวโดยเข้าไปพักอาศัยอยู่กินอย่างสามีภริยาและเปิดเผยในบ้านหลังเดียวกันกับสามีโจทก์ การกระทำของจำเลยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเดือดร้อน ขอให้จำเลยชำระค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยมีความสัมพันธ์กับสามีโจทก์ในทำนองชู้สาวและไม่เคยแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กันในทำนองชู้สาว จำเลยไม่เคยพักอาศัยในบ้านเดียวกันกับสามีโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 20,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 50,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์เพียงเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ภริยาที่จะมีสิทธิเรียกค่าทดแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง จะต้องเป็นภริยาที่อยู่ร่วมกับสามีฉันสามีภริยาและอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน แต่คดีนี้โจทก์กับสามีนอกจากจะมิได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาแล้ว ยังมีคดีฟ้องหย่ากันก่อนที่จะเกิดเหตุตามฟ้อง และปัจจุบันศาลได้พิพากษาให้โจทก์กับสามีหย่ากันแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนให้แก่โจทก์จึงไม่ชอบ เห็นว่า ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่ภริยาชอบด้วยกฎหมายที่จะเรียกร้องค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาว โดยมิได้มีเงื่อนไขว่าภริยาจะต้องเกิดความเสียหายอย่างใดหรือจะต้องเป็นภริยาที่อยู่กินกับสามีและอุปการะเลี้ยงดูกัน หรือต้องไม่มีคดีฟ้องหย่ากันอยู่ดังที่จำเลยฎีกา ดังนั้นโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยได้แม้โจทก์กับสามีจะมีพฤติการณ์ดังที่จำเลยกล่าวอ้าง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าทดแทนแก่โจทก์ชอบแล้ว พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 1,500 บาท แทนโจทก์ |



