
| การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ “การหย่าโมฆะ” อันเกิดจากการจดทะเบียนหย่าด้วยการแสดงเจตนาลวง โดยคู่สมรสจดทะเบียนหย่ากัน แต่ภายหลังยังคงอยู่กินฉันสามีภริยา พักอาศัยบ้านเดียวกัน ดูแลกันในยามเจ็บไข้ และดำเนินชีวิตครอบครัวต่อเนื่องจนฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย พฤติการณ์เช่นนี้ทำให้ศาลพิจารณาว่า การหย่ามิได้เกิดจากเจตนาที่แท้จริงในการทำให้การสมรสสิ้นสุดลง แต่เป็นเพียงการกระทำให้ “ดูเหมือนหย่า” เพื่อวัตถุประสงค์อื่น เมื่อเจตนาแท้จริงไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามการหย่า การหย่าจึงเป็นโมฆะและใช้บังคับมิได้ ผลที่ตามมามีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อสิทธิในทรัพย์สินและมรดก เพราะเมื่อ “หย่าโมฆะ” การสมรสยังคงมีอยู่ ทำให้ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่อาศัยการหย่าเป็นฐาน (เช่น การยกทรัพย์ให้กัน) ไม่อาจบังคับใช้ได้ อีกทั้งยังสะเทือนต่อการจำแนกทรัพย์ว่าเป็นทรัพย์สินร่วม กรรมสิทธิ์รวม หรือทรัพย์มรดก ตลอดจนวิธีคำนวณส่วนแบ่งของคู่สมรสและบุตรในกองมรดก รวมถึงประเด็นว่าทายาทจะยกข้อโต้แย้งเรื่องโมฆะได้หรือไม่ และหนี้จำนองที่เกิดขึ้นภายหลังการตายของเจ้ามรดกจะผูกพันกองมรดกหรือไม่ ข้อเท็จจริงโดยสรุป โจทก์เป็นบุตรของผู้ตาย (นายสวง) ซึ่งเคยจดทะเบียนสมรสกับจำเลย ต่อมามีการจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่า โดยมีข้อความเกี่ยวกับบ้านและที่ดินพิพาท ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยมีสถานะเกี่ยวข้องกับทรัพย์พิพาทหลายมิติ ทั้งในฐานะผู้ครอบครองผู้ดูแลทรัพย์ ผู้มีชื่อในกรรมสิทธิ์ที่ดิน การนำทรัพย์ไปจำนอง และการดำเนินการรังวัดแบ่งแยกโฉนด โจทก์จึงฟ้องขอให้บังคับส่งมอบและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้าน รวมถึงเรียกเงินแทนและค่าเสียหายรายเดือน ขณะที่จำเลยต่อสู้ว่าทรัพย์เป็นของตน และหย่าเป็นเพียงเหตุการณ์ที่มิได้มีเจตนาหย่าจริง สาระสำคัญของคดีจึงไม่ใช่แค่ “ใครเป็นเจ้าของที่ดิน” แต่พุ่งตรงไปที่ “สถานะของการหย่า” ว่าเป็นนิติกรรมสมบูรณ์หรือเป็นโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดผลทางทรัพย์สินและมรดกทั้งระบบ คำวินิจฉัยและหลักกฎหมายและเจตนารมณ์ ประเด็นที่ 1 ทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์สินทำมาหาได้ร่วมกันและเป็นกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์การอยู่กินฉันสามีภริยากัน การร่วมประกอบกิจการ การร่วมกันบริหารงาน และการร่วมกันปลูกสร้างบ้านบนที่ดิน แม้ที่ดินจะซื้อก่อนวันจดทะเบียนสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะซื้อและปลูกสร้าง ทั้งสองฝ่ายได้ช่วยกันประกอบกิจการและร่วมแรงร่วมทุนโดยสภาพแห่งครอบครัวแล้ว ศาลจึงรับฟังว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน และมีลักษณะเป็นกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์พิพาท กล่าวคือ แต่ละฝ่ายมีส่วนในกรรมสิทธิ์ตามส่วนของตน (ในคดีนี้ศาลรับหลักว่า “คนละครึ่ง”) เจตนารมณ์ของการวินิจฉัยลักษณะนี้ มุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมของทรัพย์ที่เกิดจากแรงงานและการร่วมชีวิต มิให้ข้อเท็จจริงทางทะเบียนหรือช่วงเวลาการจดทะเบียนสมรสถูกใช้เป็น “ฉาก” เพื่อปิดบังความจริงของการร่วมสร้างฐานะและทรัพย์สิน โดยเฉพาะกรณีที่อยู่กินฉันสามีภริยาและทำมาหากินร่วมกันมาเป็นเวลานาน ประเด็นที่ 2 การจดทะเบียนหย่ามีผลสมบูรณ์หรือเป็น “หย่าโมฆะ” จากการแสดงเจตนาลวง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาความสมบูรณ์ของนิติกรรมหย่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142 (5) แม้คู่ความฝ่ายใดไม่ได้ยกขึ้นโดยชัดแจ้งก็ตาม ในสาระสำคัญ ศาลใช้หลัก “เจตนาที่แท้จริง” เป็นแกนกลาง โดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ว่าหากการแสดงเจตนาเป็นการลวงเพื่อให้ดูเหมือนมีนิติกรรม แต่ความจริงไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น นิติกรรมเป็นโมฆะ กรณีนี้หลังจดทะเบียนหย่าแล้ว คู่สมรสยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ใช้ชีวิตฉันสามีภริยาต่อเนื่อง และจำเลยยังดูแลผู้ตายยามเจ็บป่วยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายจนถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ทั้งหมดสะท้อนว่า การหย่าเป็นเพียง “การจัดฉากทางทะเบียน” มิใช่การสิ้นสุดชีวิตสมรสโดยเจตนาสุจริต จึงเป็นหย่าโมฆะ ใช้บังคับมิได้ และผลคือ “การสมรสยังคงมีอยู่” ข้อสำคัญที่ศาลย้ำ คือ “เหตุผลที่กล่าวอ้างว่าหย่าเพราะอะไร” ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับ “เจตนาในการแสดงเจตนา” ต่อให้จำเลยให้เหตุผลในชั้นเบิกความต่างจากคำให้การ ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้เสียไป เพราะแก่นอยู่ที่การพิสูจน์ว่าแท้จริงแล้วไม่ประสงค์ให้หย่ามีผลผูกพันต่างหาก หลักนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของมาตรา 155 ที่ต้องการป้องกันการใช้นิติกรรมเป็นเครื่องมือบิดเบือนความจริง กระทบสิทธิบุคคลอื่น และสร้างความไม่แน่นอนแก่ระบบทะเบียนและนิติสัมพันธ์ ประเด็นที่ 3 ผลของหย่าโมฆะต่อบันทึกท้ายทะเบียนหย่าและสิทธิทายาท เมื่อการหย่าเป็นโมฆะ การสมรสยังมีอยู่ ทำให้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่กำหนดการยกที่ดิน/บ้านให้กันโดยอาศัยการหย่าเป็นฐาน ไม่อาจใช้บังคับได้ ศาลรับหลักว่า จำเลยสามารถอ้างความเป็นโมฆะดังกล่าว “ยันโจทก์” ซึ่งเป็นทายาทของผู้ตายได้ เพราะทายาทรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของเจ้ามรดกในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และในคดีนี้โจทก์มิใช่บุคคลภายนอกโดยสุจริตที่แยกขาดจากนิติสัมพันธ์เดิม เจตนารมณ์ในส่วนนี้ คือการรักษาหลักความถูกต้องของนิติกรรมและความเป็นธรรมในกองมรดก หากนิติกรรมฐาน (การหย่า) เป็นโมฆะ ย่อมไม่ควรให้เอกสารประกอบ (ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่า) ถูกหยิบไปใช้สร้างสิทธิใหม่ให้ขัดต่อความจริงและเจตนาที่แท้จริงของคู่สมรส ประเด็นที่ 4 การคำนวณส่วนแบ่งในทรัพย์พิพาท และผลต่อคำขอโอนกรรมสิทธิ์ แม้หย่าโมฆะและข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าใช้บังคับไม่ได้ แต่ศาลยังต้องจัดวางสิทธิในทรัพย์พิพาทให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงเรื่องกรรมสิทธิ์รวมและการเป็นมรดก ศาลวินิจฉัยว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมคนละครึ่ง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย “ครึ่งหนึ่ง” ของผู้ตายจึงเป็นทรัพย์มรดก ส่วน “อีกครึ่งหนึ่ง” เป็นของจำเลยอยู่แล้วโดยสิทธิของตน ไม่ใช่มรดก จากนั้นจึงพิจารณาทายาทโดยธรรมระหว่าง “คู่สมรส (จำเลย)” และ “บุตร (โจทก์)” ในส่วนของกองมรดกครึ่งหนึ่งดังกล่าว ศาลรับหลักว่าแต่ละฝ่ายมีสิทธิคนละครึ่งในกองมรดกส่วนนี้ จึงทำให้โจทก์มีสิทธิในทรัพย์พิพาทเพียง 1 ใน 4 ส่วนของทรัพย์ทั้งหมด (คำนวณ: ทรัพย์ทั้งหมด 1 ส่วน = ของจำเลยโดยกรรมสิทธิ์เดิม 1/2 + ของกองมรดก 1/2; ในกองมรดก 1/2 แบ่งให้คู่สมรส 1/4 และบุตร 1/4) ดังนั้นคำฟ้องที่ขอให้โอนทั้งหมดจึงเกินสิทธิ ศาลจึงกำหนดให้จำเลยต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ “หนึ่งในสี่ส่วน” ของที่ดินทั้งสองแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยปลอดภาระจำนองภายในขอบเขตที่ศาลเห็นสมควร และเมื่อการแบ่งแยกทรัพย์ทำได้ยาก ศาลกำหนดแนวทางการแบ่งทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ได้แก่ ให้คู่ความแบ่งกันเอง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลราคาระหว่างกัน ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ออกขายทอดตลาด แล้วแบ่งเงินสุทธิตามส่วน พร้อมทั้งกำหนดเพดานผลประโยชน์ไม่ให้เกินจำนวนที่โจทก์ขอไว้ ประเด็นที่ 5 หนี้จำนองหลังการตายของเจ้ามรดกผูกพันกองมรดกหรือไม่ ศาลวางหลักชัดเจนว่า จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย หนี้ดังกล่าวมิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับผู้ตาย กองมรดกของผู้ตายจึงไม่ต้องรับผิด หลักนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะช่วยแยก “หนี้ของทายาท/คู่สมรสที่ก่อภายหลัง” ออกจาก “หนี้ของเจ้ามรดก” เพื่อไม่ให้กองมรดกถูกดึงไปรับภาระเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และเพื่อคุ้มครองสิทธิของทายาทร่วมคนอื่น ๆ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สอดคล้องกับคดีนี้โดยหลักการ (ในเชิงแนววินิจฉัย) มักยืนอยู่บน 4 แกนสำคัญ คือ (1) การยึด “เจตนาที่แท้จริง” เหนือรูปแบบและถ้อยคำในเอกสาร เมื่อมีพฤติการณ์ชัดว่าทำเพียงให้เห็นว่าเกิดนิติกรรม แต่ไม่ประสงค์ให้ผูกพัน (2) การถือว่าปัญหาความสมบูรณ์ของนิติกรรมที่กระทบสถานภาพครอบครัวและความมั่นคงของนิติสัมพันธ์ เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง (3) เมื่อสถานะสมรสยังคงอยู่ ผลในมรดกต้องคำนวณให้ถูกต้อง โดยแยกส่วนกรรมสิทธิ์เดิมของคู่สมรสออกจากกองมรดกก่อน แล้วจึงแบ่งส่วนกองมรดกให้ทายาท (4) การคุ้มครองกองมรดกไม่ให้รับผิดในหนี้ที่ทายาทก่อภายหลัง โดยเฉพาะภาระจำนองที่ไม่เกี่ยวกับเจ้ามรดก สำหรับการนำไปใช้จริงในคดีประเภท “หย่าโมฆะ–มรดก–ทรัพย์ที่มีชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียว” ประเด็นการพิสูจน์จะเน้นเอกสารทะเบียนเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องรวบรวมพฤติการณ์หลังหย่า เช่น การอยู่ร่วมบ้านเดิม การใช้ชีวิตฉันสามีภริยาอย่างต่อเนื่อง การดูแลเจ็บป่วย การออกค่าใช้จ่าย การแสดงตนต่อสังคม รวมถึงเส้นทางการเงินและการร่วมประกอบกิจการ เพื่อสะท้อน “เจตนาจริง” ว่ายังประสงค์ดำรงชีวิตสมรส และเพื่อชี้ให้เห็นว่าทรัพย์เป็นผลจากแรงงานร่วม มิใช่ทรัพย์ส่วนตัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 พร้อมบ้านเลขที่ 100/15 ให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระจำนอง หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือใช้ราคาแทน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย และยกคำขออื่น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ ให้โอนที่ดินทั้งสองโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์เพียงหนึ่งในสี่ส่วนโดยปลอดภาระจำนอง กำหนดวิธีแบ่งทรัพย์ตามมาตรา 1364 หากตกลงไม่ได้ให้ออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินสุทธิให้โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน แต่ไม่เกิน 750,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักกฎหมายสำคัญว่า “นิติกรรมเกี่ยวกับสถานภาพครอบครัว” มิอาจวินิจฉัยจากรูปแบบทางทะเบียนเพียงอย่างเดียว หากข้อเท็จจริงภายหลังแสดงชัดว่าคู่สมรสจดทะเบียนหย่าโดยไม่ประสงค์ให้การสมรสสิ้นสุดลงจริง การหย่าย่อมเป็นโมฆะตามหลักการแสดงเจตนาลวง และศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองในฐานะปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย การหย่าโมฆะมิใช่เพียงทำให้ “คืนสถานะสมรส” แต่ส่งผลเป็นลูกโซ่ไปถึงเอกสารประกอบและข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่อาศัยการหย่าเป็นฐาน ซึ่งย่อมใช้บังคับไม่ได้โดยสภาพ และเมื่อสถานะสมรสยังคงอยู่ การจัดสรรสิทธิในทรัพย์และมรดกต้องแยกส่วนกรรมสิทธิ์เดิมของคู่สมรสออกจากกองมรดกก่อนเสมอ มิฉะนั้นจะคำนวณสิทธิทายาทคลาดเคลื่อน นอกจากนี้คดียังวางบรรทัดฐานเชิงคุ้มครองกองมรดกว่า ภาระหนี้ที่ทายาทหรือคู่สมรสก่อขึ้นภายหลังการตาย (เช่น จำนองภายหลัง) ไม่ผูกพันกองมรดกของผู้ตาย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่าเป็นหนี้ของเจ้ามรดกหรือเป็นหนี้ร่วมโดยแท้ หลักทั้งหมดนี้มีนัยต่อการวางกลยุทธ์คดีและการทำเอกสารครอบครัวอย่างรอบคอบ เพราะการ “ทำให้ดูเหมือนหย่า” อาจย้อนกลับมาทำให้แผนจัดทรัพย์เป็นโมฆะ และกระทบสิทธิทายาททุกฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “การจดทะเบียนหย่าที่ทำขึ้นโดยการแสดงเจตนาลวง” จะมีผลเป็นนิติกรรมหย่าที่สมบูรณ์หรือเป็น “หย่าโมฆะ” และเมื่อหย่าโมฆะแล้ว ผลทางกฎหมายจะสะเทือนต่อสิทธิในทรัพย์สินและมรดกอย่างไร โดยศาลฎีกายึดหลักว่า แม้มีการจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่า แต่ถ้าข้อเท็จจริงภายหลังชี้ชัดว่าคู่สมรสไม่ประสงค์ให้การหย่าผูกพันจริง ยังอยู่กินฉันสามีภริยา อยู่บ้านเดียวกัน ดูแลกันยามเจ็บไข้จนถึงแก่ความตาย การหย่าย่อมเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และศาลสามารถหยิบยกประเด็นความสมบูรณ์ของนิติกรรมซึ่งเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 (5) ผลคือ “การสมรสยังคงมีอยู่” ทำให้ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่อาศัยการหย่าเป็นฐานใช้บังคับไม่ได้ และต้องกลับไปจัดวางสิทธิในทรัพย์พิพาทและมรดกตามหลักกรรมสิทธิ์รวมและการแบ่งมรดกของคู่สมรสกับบุตร รวมทั้งแยกหนี้ที่เกิดภายหลังการตายซึ่งไม่ผูกพันกองมรดก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง (ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง) แก่นของคดีอยู่ที่ “เจตนาที่แท้จริง” ไม่ใช่เพียงรูปแบบทางทะเบียน แม้คู่สมรสจะไปจดทะเบียนหย่า แต่ถ้าพฤติการณ์ภายหลังสะท้อนว่าไม่ได้ประสงค์ให้การสมรสสิ้นสุดลงจริง เช่น ยังอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน อยู่กินฉันสามีภริยา ดูแลกันและรับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วมต่อเนื่อง ศาลย่อมถือว่าเป็นการทำให้ “ดูเหมือนหย่า” เพื่อวัตถุประสงค์อื่น การหย่าจึงเป็นโมฆะและใช้บังคับไม่ได้ ผลทางกฎหมายคือสมรสยังคงอยู่ ทำให้เอกสารหรือข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่ตั้งอยู่บนฐานการหย่าถูกตัดฐานไปด้วย ปัญหาความสงบเรียบร้อยและสิทธิทายาทต่อผลของหย่าโมฆะ (ป.พ.พ. มาตรา 142 (5)) ศาลฎีกาวางหลักว่า ความสมบูรณ์ของนิติกรรมหย่ากระทบต่อสถานภาพครอบครัวและความมั่นคงของนิติสัมพันธ์ จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความไม่ยกขึ้นโดยชัดแจ้ง และเมื่อหย่าเป็นโมฆะ คู่สมรสยังมีสถานะ “ภริยา/สามีโดยชอบ” ส่งผลโดยตรงต่อการคำนวณสิทธิในมรดกและการจัดสรรทรัพย์ที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม โดยทายาทย่อมรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของเจ้ามรดกในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด จึงไม่อาจยึดถือผลของ “ทะเบียนหย่าที่เป็นโมฆะ” มาบังคับเอาทรัพย์ตามข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าได้ ทั้งยังต้องแยกหนี้ที่คู่สมรสก่อภายหลังการตาย (เช่น จำนองหลังตาย) ซึ่งโดยหลักไม่ผูกพันกองมรดกของผู้ตาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การจดทะเบียนหย่าแล้วกลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาทันที ศาลจะถือว่าหย่าโมฆะโดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ศาลจะไม่ถือว่า “หย่าโมฆะ” โดยอัตโนมัติเพียงเพราะกลับมาติดต่อกันหรืออยู่ร่วมบ้านในช่วงสั้น ๆ แต่จะพิจารณา “เจตนาที่แท้จริง” ประกอบพฤติการณ์ทั้งหมดว่าการหย่านั้นเป็นเพียงการแสดงเจตนาลวงหรือไม่ หลักสำคัญคือ หากข้อเท็จจริงชี้ว่าแท้จริงมิได้ประสงค์ให้การสมรสสิ้นสุดลง เช่น ยังดำรงชีวิตครอบครัวต่อเนื่อง ใช้ชีวิตฉันสามีภริยา ดูแลกันในยามเจ็บไข้ รับผิดชอบค่าใช้จ่ายร่วม และแสดงตนต่อสังคมเสมือนยังเป็นคู่สมรส พฤติการณ์เช่นนี้อาจทำให้ศาลวินิจฉัยว่าเป็นการแสดงเจตนาลวงตามกฎหมาย ส่งผลให้การหย่าเป็นโมฆะ ทั้งนี้ต้องอาศัยพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักและการประเมินข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี ไม่ใช่เพียงข้อกล่าวอ้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง คำถาม 2. ถ้าคู่สมรสให้เหตุผลในการหย่าคนละเหตุผล หรือให้เหตุผลเปลี่ยนไปในชั้นพิจารณา จะทำให้แพ้คดีเรื่องหย่าโมฆะหรือไม่ คำตอบ โดยหลัก เหตุผลที่กล่าวอ้างว่า “หย่าเพราะอะไร” ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับ “เจตนาในการแสดงเจตนา” ว่าประสงค์ให้การหย่ามีผลผูกพันจริงหรือไม่ แม้ฝ่ายหนึ่งจะให้เหตุผลในชั้นเบิกความแตกต่างจากคำให้การเดิม ก็ยังไม่ทำให้ข้อต่อสู้เสียไป หากพยานหลักฐานโดยรวมสะท้อนว่า การหย่าเป็นเพียงการทำให้ดูเหมือนมีนิติกรรม แต่ความจริงไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น ศาลย่อมพิจารณาที่แก่นของเจตนาและพฤติการณ์ภายหลังเป็นสำคัญ อย่างไรก็ดี ความไม่สอดคล้องของเหตุผลอาจกระทบความน่าเชื่อถือของพยาน จึงควรเตรียมพยานแวดล้อมและหลักฐานเชิงพฤติการณ์ให้แน่น เพื่อให้ศาลเห็นภาพเจตนาที่แท้จริงอย่างชัดเจน คำถาม 3. ศาลสามารถยกประเด็นหย่าโมฆะขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ แม้คู่ความไม่ยกขึ้นมา คำตอบ ได้ หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีฝ่ายใดกล่าวอ้างโดยชัดแจ้ง เหตุเพราะความสมบูรณ์ของนิติกรรมที่กระทบสถานภาพครอบครัวและความมั่นคงของนิติสัมพันธ์มีผลต่อบุคคลและสังคมในวงกว้าง ไม่ใช่เรื่องสิทธิส่วนตัวล้วน ๆ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนเพียงพอ ศาลย่อมตรวจสอบได้ว่าการหย่ามีผลสมบูรณ์หรือเป็นโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง เพื่อให้ผลคดีสอดคล้องกับหลักกฎหมายและความเป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อผลของคดีจะนำไปสู่การจัดสรรสิทธิในทรัพย์และมรดกที่ต้องแม่นยำ คำถาม 4. หากหย่าเป็นโมฆะ ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่ระบุยกทรัพย์ให้กันยังใช้บังคับได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลัก เมื่อการหย่าเป็นโมฆะ การสมรสย่อมถือว่ายังคงมีอยู่ และนิติกรรมประกอบหรือข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าที่อาศัยการหย่าเป็นฐานย่อมไม่อาจใช้บังคับได้ เพราะฐานทางนิติสัมพันธ์ที่รองรับข้อตกลงนั้นไม่เกิดผลตามกฎหมาย การจะนำข้อตกลงดังกล่าวมาใช้ยืนยันสิทธิในทรัพย์จึงทำได้ยาก เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเป็นนิติกรรมโอนทรัพย์ที่สมบูรณ์แยกต่างหาก มีเจตนาแท้จริงและได้ปฏิบัติตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนดครบถ้วนแล้ว ในทางปฏิบัติ หากต้องการโอนทรัพย์ให้กันจริง ควรทำธุรกรรมให้ถูกต้องตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์นั้น ๆ ไม่ควรหวังพึ่ง “ท้ายทะเบียนหย่า” เป็นเครื่องมือจัดสรรทรัพย์โดยไม่ชัดเจน เพราะเสี่ยงถูกตีตกเมื่อการหย่าถูกวินิจฉัยว่าเป็นโมฆะ คำถาม 5. ในคดีมรดก ถ้าทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรส ทายาทบุตรจะได้ส่วนเท่าไร คำตอบ ต้องแยกเป็นขั้นตอนก่อนเสมอ คือ (1) แยกส่วนกรรมสิทธิ์เดิมของคู่สมรสออกจากทรัพย์ทั้งหมดก่อน เพราะส่วนนี้ไม่ใช่มรดก เช่น หากศาลรับฟังว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมคนละครึ่ง คู่สมรสที่ยังมีชีวิตย่อมได้ครึ่งหนึ่งเป็นของตน (2) อีกครึ่งหนึ่งเป็นกองมรดกของผู้ตาย จากนั้นจึงแบ่งกองมรดกให้ทายาทตามกฎหมาย เช่น มีคู่สมรสและบุตรหนึ่งคน โดยหลักจะได้คนละครึ่งของ “กองมรดก” ทำให้บุตรได้ 1/2 ของ 1/2 เท่ากับ 1/4 ของทรัพย์ทั้งหมด นี่เป็นจุดที่มักเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะหลายคนคิดแบ่งจากทรัพย์ทั้งหมดทันทีโดยไม่แยกกรรมสิทธิ์เดิม ส่งผลให้คำนวณสิทธิทายาทเกินหรือขาดและเกิดข้อพิพาทตามมา คำถาม 6. หากคู่สมรสที่ยังมีชีวิตนำทรัพย์ไปจำนองหลังเจ้ามรดกตาย กองมรดกต้องรับผิดหนี้จำนองหรือไม่ คำตอบ โดยหลัก กองมรดกจะรับผิดเฉพาะหนี้ของเจ้ามรดกหรือหนี้ร่วมที่ผูกพันเจ้ามรดกตามกฎหมาย หากการจำนองเกิดขึ้น “ภายหลัง” การตาย และเป็นการก่อหนี้ของทายาทหรือคู่สมรสฝ่ายที่ยังมีชีวิตเพียงฝ่ายเดียว หนี้ดังกล่าวย่อมไม่ใช่หนี้ของเจ้ามรดก กองมรดกจึงไม่ต้องรับผิด หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อคุ้มครองทายาทร่วมคนอื่น มิให้ทรัพย์มรดกถูกนำไปเป็นภาระหนี้จากการตัดสินใจของทายาทบางคน อย่างไรก็ดี หากพิสูจน์ได้ว่าการจำนองทำเพื่อชำระหนี้ที่ค้างอยู่ของเจ้ามรดก หรือทำในฐานะตัวแทนกองมรดกโดยชอบ ผลอาจต่างออกไป จึงต้องดูวัตถุประสงค์ แหล่งหนี้ และอำนาจในการจัดการทรัพย์อย่างละเอียด คำถาม 7. เมื่อตกลงแบ่งทรัพย์มรดกที่เป็นที่ดินไม่ได้ ศาลกำหนดวิธีแบ่งอย่างไร คำตอบ เมื่อทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม/กรรมสิทธิ์รวมและคู่ความไม่สามารถแบ่งแยกกันโดยสมัครใจได้ ศาลมักกำหนดแนวทางตามหลักการแบ่งทรัพย์ของผู้มีส่วนร่วม เช่น ให้แบ่งกันเองก่อน หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเพื่อให้ฝ่ายหนึ่งรับไปแล้วชดใช้ราคาแก่ผู้อื่นตามส่วน หากยังตกลงกันไม่ได้ ให้ขายทอดตลาดแล้วนำเงินสุทธิมาแบ่งตามส่วน หลักเช่นนี้มีเจตนารมณ์เพื่อให้ทรัพย์ที่แบ่งยากอย่างที่ดินจบข้อพิพาทได้จริงในทางปฏิบัติ ลดการยื้อคดี และทำให้การได้รับส่วนแบ่งของทายาทเกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งยังป้องกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยึดครองทรัพย์ไว้ฝ่ายเดียวโดยไม่ชดใช้ส่วนของผู้อื่น คำถาม 8. หากทายาทเป็น “บุคคลภายนอกโดยสุจริต” จะถูกยกเรื่องหย่าโมฆะมาต่อสู้ได้เหมือนกันหรือไม่ คำตอบ หลักทั่วไปเกี่ยวกับนิติกรรมโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง จะพิจารณาความสัมพันธ์ของบุคคลผู้ถูกยกขึ้นมาต่อสู้ว่าเป็น “บุคคลภายนอกโดยสุจริต” ที่พึ่งพาความปรากฏแห่งนิติสัมพันธ์หรือไม่ หากเป็นบุคคลภายนอกโดยสุจริตจริง ศาลอาจต้องชั่งน้ำหนักเรื่องความคุ้มครองความมั่นคงในการทำธุรกรรมและความสุจริตประกอบด้วย แต่ในกรณี “ทายาท” โดยสภาพเป็นผู้รับไปทั้งสิทธิและความรับผิดของเจ้ามรดกในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และมักไม่ถือเป็นบุคคลภายนอกที่ตัดขาดจากนิติสัมพันธ์เดิมอย่างแท้จริง จึงมีโอกาสสูงที่คู่ความอีกฝ่ายจะยกเรื่องโมฆะมาต่อสู้ได้ อย่างไรก็ดี รายละเอียดข้อเท็จจริง เช่น การรับโอนจากการซื้อขายภายนอก การจดทะเบียนและการชำระราคาโดยสุจริต อาจทำให้ผลต่างกันได้ จำเป็นต้องวางข้อเท็จจริงให้ชัดก่อนประเมินแนวทางคดี คำถาม 9. คดีที่เกี่ยวกับ “หย่าโมฆะ” ควรเตรียมพยานหลักฐานประเภทใดเป็นพิเศษ คำตอบ คดีแนวนี้ชนะหรือแพ้ขึ้นกับ “พฤติการณ์แวดล้อม” ที่สะท้อนเจตนาที่แท้จริง จึงควรเตรียมหลักฐานการอยู่ร่วมกันหลังหย่า เช่น ทะเบียนบ้าน/ที่อยู่เดียวกัน หลักฐานการใช้จ่ายร่วม ค่ารักษาพยาบาล การดูแลยามเจ็บป่วย ภาพถ่ายกิจกรรมครอบครัว การติดต่อสื่อสาร การแสดงตนต่อชุมชนหรือญาติพี่น้อง ตลอดจนพยานบุคคลที่เห็นการอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ควรมีหลักฐานทางการเงินและการทำมาหากินร่วมกัน เพื่อเชื่อมไปสู่ประเด็นทรัพย์สินทำมาหาได้ร่วมกันและกรรมสิทธิ์รวม เมื่อภาพรวมชัด ศาลจะเห็นได้ว่าการหย่าเป็นเพียงฉากทางเอกสาร มิใช่การสิ้นสุดชีวิตสมรสโดยเจตนาสุจริต และทำให้การวางผลทางมรดกและทรัพย์สินเป็นไปอย่างถูกต้อง หากต้องการ ผมสามารถ “แยกบทความฉบับนี้เป็น 3 ก้อนสำหรับนำไปวางหน้าเว็บ ReadyPlanet” (ก้อนละประมาณใกล้เคียงกัน) โดยยังคงหัวข้อ 1–4 และรูปแบบเดิมทั้งหมดให้ได้ทันทีครับ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8333/2560 ภายหลังจากจำเลยกับ ส. จดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยกับ ส. ยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแล ส. เมื่อยามเจ็บไข้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่ง ส. ถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับ ส. กระทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะเบิกความว่า เหตุที่จำเลยจดทะเบียนหย่าเพราะเหตุผลทางธุรกิจการค้าของจำเลย แตกต่างจากเหตุผลการหย่าในคำให้การก็ตาม ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยเสียไป เพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา เมื่อการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ การสมรสยังคงมีอยู่ มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้ ส. ใช้บังคับมิได้ จำเลยอ้างความเป็นโมฆะดังกล่าวใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกของ ส. ที่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดต่าง ๆ ได้ ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องให้บังคับจำเลยส่งมอบบ้านเลขที่ 100/15 และ 100/18 พร้อมโฉนดเลขที่ 47731 และ 168290 และให้โอนกรรมสิทธิ์แก่โจทก์โดยปลอดภาระ หากไม่โอนให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หรือชำระเงินแทน 1,500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย และเรียกค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ต่อมาศาลจังหวัดนนทบุรีโอนคดีไปศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้จำเลยโอนที่ดินโฉนด 47731 พร้อมบ้าน 100/15 โดยปลอดภาระจำนอง หรือใช้ราคาแทน 750,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย และยกคำขออื่น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยมีชื่อในโฉนด แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินและบ้านเป็นทรัพย์ที่นายสวงกับจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน จึงมีกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง อีกทั้งการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับนายสวงเป็นการแสดงเจตนาลวง เพราะหลังหย่ายังอยู่กินฉันสามีภริยาและดูแลกันจนถึงแก่ความตาย ทำให้การหย่าเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 ส่งผลให้ข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเรื่องยกทรัพย์ใช้บังคับไม่ได้ อย่างไรก็ดี เมื่อถึงแก่ความตาย ครึ่งหนึ่งของนายสวงเป็นมรดกตกทอดแก่จำเลยในฐานะภริยาและโจทก์ในฐานะบุตรคนละครึ่ง ทำให้โจทก์มีสิทธิในทรัพย์เพียงหนึ่งในสี่ส่วน หนี้จำนองที่จำเลยก่อหลังนายสวงตายไม่ผูกพันกองมรดก ศาลฎีกาจึงแก้ให้จำเลยโอนที่ดินทั้งสองโฉนดพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้โจทก์หนึ่งในสี่ส่วนโดยปลอดภาระจำนอง และให้แบ่งกันเอง หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินสุทธิให้โจทก์หนึ่งในสี่ส่วนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 แต่ไม่เกิน 750,000 บาท โดยค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยส่งมอบบ้านเลขที่ 100/15 และ 100/18 หมู่ที่ 14 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมโฉนดที่ดินเลขที่ 47731 และโฉนดที่ดินเลขที่ 168290 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ กับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้แก่โจทก์โดยปลอดภาระผูกพันใด ๆ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ให้จำเลยชำระเป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์อัตราเดือนละ 40,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์จนครบถ้วน จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งให้โอนคดีนี้ไปยังศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรีเนื่องจากเป็นคดีเกี่ยวกับครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 เลขที่ดิน 504 ตำบลบางบัวทอง (หนองเชียงโคต) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 59 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 100/15 หมู่ 14 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว โดยปลอดภาระจำนองให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย หากจำเลยไม่อาจดำเนินการได้ไม่ว่าเพราะกรณีใด ๆ ให้จำเลยใช้ราคาแทนเป็นเงิน 750,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจะชำระหนี้เงินเสร็จ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยโจทก์และจำเลยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นบุตรของนายสวง กับนางบุญกอง นายสวงบิดาโจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากัน โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม 2549 บุคคลทั้งสองได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันและทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่า โดยในข้อ 3 ของบันทึกดังกล่าวระบุว่า บ้านพร้อมที่ดินเลขที่ 100/15 อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายชายคือนายสวง ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 47731 อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี มีชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยซื้อมาจากนายวิรัช เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2545 บนที่ดินพิพาทมีบ้านเดี่ยวสองชั้นตั้งอยู่ 2 หลัง แต่เลขที่เดียวกัน คือ บ้านเลขที่ 100/15 ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2551 จำเลยขอเลขที่บ้านสำหรับบ้านอีกหลังหนึ่งเป็นบ้านเลขที่ 100/18 หลังจากนั้นนายสวงถึงแก่ความตายด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2552 ก่อนตายนายสวงได้ทำพินัยกรรมลงวันที่ 23 มีนาคม 2551 ยกทรัพย์มรดกให้แก่จำเลย วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 จำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างไว้แก่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 1,500,000 บาท วันที่ 22 ตุลาคม 2553 จำเลยยื่นคำร้องขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทออกเป็น 2 แปลง โดยที่ดินอีกแปลงหนึ่งคือโฉนดเลขที่ 168290 อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ซึ่งมีบ้านเลขที่ 100/18 ตั้งอยู่และอยู่ทางทิศเหนือติดทางสาธารณะ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 ซึ่งมีบ้านเลขที่ 100/15 ตั้งอยู่และอยู่ทางทิศใต้ วันที่ 3 พฤศจิกายน 2553 ศาลจังหวัดนนทบุรีมีคำสั่งตั้งจำเลยเป็นผู้จัดการมรดกของนายสวง และมีคำสั่งยกคำร้องคัดค้านของโจทก์ซึ่งยื่นคำร้องคัดค้านเข้าไปในคดีดังกล่าว ต่อมาวันที่ 1 เมษายน 2554 โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกว่ากระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์มรดกของนายสวงต่อศาลจังหวัดนนทบุรี และศาลจังหวัดนนทบุรีกับศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเดี่ยว 2 หลัง เป็นทรัพย์มรดกของนายสวงที่ตกทอดแก่โจทก์หรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า นายสวงกับจำเลยอยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2533 และจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 ในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยได้ช่วยกันทำมาหากินและร่วมกันซื้อที่ดินพิพาท รวมทั้งร่วมกันปลูกสร้างบ้านลงบนที่ดิน 2 หลัง จำเลยกับนายสวงจึงเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว เมื่อจำเลยกับนายสวงจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกการหย่าโดยจำเลยตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 100/15 ให้นายสวง จำเลยจึงถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างแทนนายสวง เมื่อนายสวงถึงแก่ความตายจึงเป็นทรัพย์มรดกของนายสวงซึ่งตกทอดแก่โจทก์ จำเลยฎีกาและนำสืบต่อสู้ว่า จำเลยซื้อ ที่ดินพิพาทก่อนจดทะเบียนสมรสกับนายสวง ซื้อด้วยเงินรายได้จากการทำโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่จำเลยลงทุนด้วยเงินที่จำเลยเก็บออมไว้จำนวนหนึ่ง จากการที่จำเลยเคยเดินทางไปทำงานที่ประเทศซาอุดิอารเบีย และจำเลยกู้ยืมเงินจากธนาคารโดยจำเลยจดทะเบียนจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 75882 และ 76883 ไว้เป็นหลักประกันเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2535 และที่ดินโฉนดเลขที่ 75875 จดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546 ที่ดินพิพาทพร้อมบ้านเดี่ยว 2 หลัง จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน แต่จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยเปิดโรงงานเย็บผ้ามาก่อนที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากับนายสวง จำเลยว่าจ้างรถรับจ้างเพื่อรับส่งเสื้อผ้า จึงรู้จักกับนายสวงซึ่งมีอาชีพขับรถรับจ้างตั้งแต่ปี 2533 และอยู่กินฉันสามีภริยาเมื่อปี 2534 จำเลยกับนายสวงย้ายภูมิลำเนาและย้ายโรงงานมาอยู่ที่อำเภอบางบัวทองเมื่อปี 2537 ได้ร่วมกันบริหารโรงงานโดยแบ่งงานกันทำ จำเลยซื้อที่ดินพิพาทเมื่อปี 2545 และต่อมาได้ร่วมกับนายสวงปลูกบ้าน 2 หลังบนที่ดินดังกล่าว เห็นว่า ขณะซื้อที่ดินพิพาทและปลูกบ้าน 2 หลัง จำเลยกับนายสวงได้ช่วยกันประกอบกิจการโรงงานเย็บผ้าแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส ดังนั้น ที่ดินพิพาทพร้อมบ้าน 2 หลัง จึงเป็นทรัพย์สินที่จำเลยกับนายสวงทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยกับนายสวงจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในประการต่อมาว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยและนายสวงมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งปัญหาข้อนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ให้ศาลมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142 (5) ข้อนี้จำเลยเบิกความรับว่า จำเลยจดทะเบียนหย่าและทำบันทึกท้ายทะเบียนการหย่าโดยตกลงยกที่ดินพร้อมบ้านเลขที่ 100/15 ให้แก่นายสวงบิดาโจทก์ แต่กระทำไปเพราะโมโหและประชดประชันที่นายสวงไปติดพันหญิงอื่น จำเลยไม่มีเจตนาที่จะหย่าและยกที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทดังกล่าวให้แก่นายสวงแต่อย่างใด อีกทั้งนายสวงไม่มีเจตนาที่จะรับ เพราะนายสวงรู้ว่าตนเองมีความผิดที่ไปคบหาหญิงอื่น จึงไม่ไปแจ้งโอนหรือจดทะเบียนในที่ดินและบ้านจนกระทั่งนายสวงถึงแก่ความตาย และในชั้นพิจารณาก็ได้ความว่าหลังจากจดทะเบียนหย่าแล้ว จำเลยกับนายสวงก็ยังอยู่กินฉันสามีภริยากันต่อไป และจำเลยยังเป็นผู้ดูแลนายสวงที่ป่วยด้วยโรคมะเร็ง รวมทั้งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จนนายสวง ถึงแก่ความตาย เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบสอดคล้องกับข้อต่อสู้ตามคำให้การของจำเลยดังกล่าวว่า ภายหลังจากที่จำเลยกับนายสวงจดทะเบียนหย่ากันแล้ว จำเลยกับนายสวงยังคงอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาพักอาศัยอยู่ที่บ้านเดียวกัน ทั้งจำเลยยังเป็นผู้ดูแลนายสวงเมื่อยามเจ็บไข้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจนกระทั่งนายสวงถึงแก่ความตาย พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยกับนายสวงกระทำขึ้นโดยมีเจตนาที่จะไม่ประสงค์ให้ผูกพันตามนั้น จึงเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยจะเบิกความว่า เหตุที่จำเลยจดทะเบียนหย่าเพราะเหตุผลทางธุรกิจการค้าของจำเลย แตกต่างจากเหตุผลการหย่าในคำให้การก็ตาม ก็ไม่ทำให้ข้อต่อสู้ของจำเลยเสียไปเพราะเหตุผลการหย่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญ สาระสำคัญอยู่ที่การแสดงเจตนา เมื่อการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะ การสมรสยังคงมีอยู่ มีผลทำให้บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่าเกี่ยวกับการยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทให้แก่นายสวงจึงใช้บังคับมิได้ จำเลยอ้างความเป็นโมฆะดังกล่าวใช้ยันโจทก์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกของนายสวงที่จะต้องรับไปทั้งสิทธิและความรับผิดต่าง ๆ ได้ ประกอบกับโจทก์มิใช่บุคคลภายนอก อย่างไรก็ตาม ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาท เป็นทรัพย์สินที่นายสวงกับจำเลยทำมาหาได้ร่วมกัน จำเลยกับนายสวงจึงมีกรรมสิทธิ์คนละกึ่งหนึ่ง เมื่อนายสวงถึงแก่ความตาย ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมของนายสวงจึงเป็นทรัพย์มรดกซึ่งตกทอดแก่จำเลยผู้เป็นภริยาและโจทก์ผู้เป็นบุตรซึ่งมีสิทธิรับมรดกของนายสวงคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยนำทรัพย์พิพาทไปจำนองประกันหนี้หลังจากนายสวงตายไปแล้ว หนี้ดังกล่าวมิใช่หนี้ร่วมระหว่างจำเลยกับนายสวง กองมรดกของนายสวงจึงไม่ต้องรับผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นสมควรให้โจทก์ได้รับส่วนแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 เนื้อที่ 59 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 100/15 ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโดยปลอดภาระจำนองนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ทั้งหมด แต่ได้ความว่าโจทก์มีสิทธิเพียงหนึ่งในสี่ส่วน จำเลยจึงมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วนของที่ดินทั้งสองแปลงโดยปลอดภาระจำนอง หากจำเลยไม่อาจดำเนินการได้ไม่ว่าเพราะกรณีใด ๆ ให้โจทก์กับจำเลยตีราคาทรัพย์พิพาท แล้วให้จำเลยใช้ราคาแทนแก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน แต่ทั้งนี้ให้โจทก์ได้รับไม่เกิน 750,000 บาท ตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 47731 และเลขที่ 168290 ตำบลบางบัวทอง อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยปลอดภาระจำนองให้แก่โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน โดยให้โจทก์จำเลยแบ่งทรัพย์สินกันเอง เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งให้โจทก์หนึ่งในสี่ส่วน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 ทั้งนี้ให้ไม่เกินจำนวน 750,000 บาท ตามที่โจทก์ขอมาในฟ้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




