
| การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสถานะของการสมรสที่จดทะเบียนโดยปราศจากเจตนาจะอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง อันเป็นเงื่อนไขสาระสำคัญแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ตลอดจนผลทางกฎหมายของความเป็นโมฆะแห่งการสมรสตามมาตรา 1496 และสถานะความเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้เยาว์ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ยังไม่มีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1536 วรรคสอง คดีนี้สะท้อนปัญหาทางกฎหมายสมัยใหม่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ประกอบกับการตกลงจดทะเบียนสมรสเพื่อวัตถุประสงค์ในการตั้งครรภ์โดยมิได้มีเจตนาจะสร้างครอบครัวร่วมกันอย่างแท้จริง ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งในมิติของความถูกต้องแห่งการสมรส ความชอบด้วยกฎหมายของคำพิพากษาศาลชั้นต้นในประเด็นพิพากษาเกินคำขอ ตลอดจนกำหนดแนวทางเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรโดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ สาระสำคัญที่สุดของคดีอยู่ที่การตีความ “เจตนาสมรส” ในฐานะองค์ประกอบพื้นฐานของการก่อสถานะครอบครัว และการวางหลักว่าความเป็นโมฆะแห่งการสมรสไม่กระทบต่อสถานะบุตรที่เกิดก่อนมีคำพิพากษา อีกทั้งศาลยังได้วางแนวทางแบ่งการใช้อำนาจปกครองบุตรโดยกำหนดสิทธิในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ให้ฝ่ายที่เลี้ยงดูมาโดยตลอด อันเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีครอบครัวยุคใหม่ ข้อเท็จจริงแห่งคดี ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ ได้เดินทางมายังประเทศไทยเพื่อทำความตกลงกับจำเลยผ่านบุคคลกลาง ให้จำเลยตั้งครรภ์บุตรให้แก่ตนโดยวิธีเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ทั้งสองฝ่ายตกลงจดทะเบียนสมรสกัน โดยมิได้มีเจตนาจะอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง การจดทะเบียนสมรสมีขึ้นในวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 และในวันเดียวกันได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเพื่อดำเนินการผสมเทียม เก็บน้ำเชื้ออสุจิของโจทก์ไว้ก่อนที่โจทก์จะเดินทางกลับประเทศกรีซ ต่อมาจำเลยตั้งครรภ์และคลอดบุตรผู้เยาว์ โดยระหว่างตั้งครรภ์โจทก์ได้โอนเงินให้จำเลยเป็นรายเดือน เมื่อบุตรคลอดแล้วมีการติดต่อเพื่อให้จำเลยและบุตรเดินทางไปประเทศกรีซ แต่เกิดข้อขัดแย้งเรื่องค่าตอบแทนเพิ่มเติม จำเลยจึงมิได้เดินทางและพาผู้เยาว์ไปอาศัยอยู่ต่างจังหวัด โดยเป็นผู้เลี้ยงดูผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหย่า และขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การว่าการสมรสเป็นโมฆะ เพราะขาดเจตนาจะอยู่กินฉันสามีภริยา ศาลจึงกำหนดประเด็นข้อพิพาทรวมถึงความเป็นโมฆะแห่งการสมรสด้วย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นที่หนึ่ง การสมรสเป็นโมฆะหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ต้องเกิดจากความยินยอมของชายและหญิงที่จะเป็นสามีภริยาและอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง การจดทะเบียนสมรสที่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่ออำนวยความสะดวกในการตั้งครรภ์ โดยปราศจากเจตนาจะสร้างชีวิตครอบครัวร่วมกัน ย่อมเป็นการสมรสที่ขัดต่อเงื่อนไขสาระสำคัญของกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์จะอยู่กินร่วมกัน การสมรสจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 วรรคหนึ่ง และเมื่อจำเลยให้การขอให้ศาลวินิจฉัยความเป็นโมฆะ ถือได้ว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลตามมาตรา 1496 วรรคสอง ประเด็นที่สอง ศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า ปัญหาความเป็นโมฆะแห่งการสมรสเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จะมิได้มีคำขอโดยตรงในคำฟ้อง ทั้งยังเป็นประเด็นที่ศาลได้กำหนดไว้เป็นข้อพิพาทแล้ว จึงไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประเด็นที่สาม สถานะบุตรของผู้เยาว์ แม้การสมรสจะเป็นโมฆะ แต่ผู้เยาว์เกิดในระหว่างที่ยังไม่มีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามมาตรา 1536 วรรคสอง หลักการนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสถานะและสิทธิของบุตร มิให้ได้รับผลกระทบจากข้อบกพร่องของบิดามารดา ประเด็นที่สี่ อำนาจปกครองบุตร แม้บิดามารดามีอำนาจปกครองร่วมกันตามกฎหมาย แต่การใช้อำนาจดังกล่าวต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้เลี้ยงดูผู้เยาว์มาโดยตลอด ไม่มีพฤติการณ์เสียหาย ขณะที่โจทก์มิได้ใกล้ชิดดูแล ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ทั้งสองมีอำนาจปกครองร่วมกัน แต่ให้จำเลยมีอำนาจกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 1499/1 และ 1567 วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความ “เจตนาแห่งการสมรส” โดยยืนยันว่าการสมรสไม่ใช่เพียงการจดทะเบียนตามแบบพิธี หากต้องมีความประสงค์จะก่อชีวิตครอบครัวอย่างแท้จริง เจตนารมณ์ของมาตรา 1458 มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวมิให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางธุรกรรมหรือประโยชน์เฉพาะกิจ การรับรองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียให้ร้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 เป็นกลไกคุ้มครองความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะสถานะสมรสมีผลต่อสิทธิบุคคลและสังคมโดยรวม ในส่วนของมาตรา 1536 วรรคสอง เป็นหลักการคุ้มครองบุตรอย่างเด่นชัด โดยตัดความเชื่อมโยงระหว่างความบกพร่องแห่งการสมรสกับสถานะของบุตร เพื่อมิให้เด็กต้องรับผลร้ายจากการกระทำของผู้ใหญ่ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในหลายคดีได้วางหลักว่า การสมรสที่ขาดเจตนาจะอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นการสมรสที่ขัดต่อสาระสำคัญแห่งกฎหมายและเป็นโมฆะ อีกทั้งศาลมีอำนาจยกประเด็นความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง นอกจากนี้ แนวคำพิพากษาเกี่ยวกับอำนาจปกครองบุตรได้ยืนยันหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นเกณฑ์สูงสุดในการกำหนดผู้ใช้อำนาจ ไม่ยึดถือเพียงสถานะทางทะเบียนหรือฐานะทางเศรษฐกิจของบิดามารดา คำพิพากษานี้จึงเป็นจุดเชื่อมระหว่างกฎหมายครอบครัวดั้งเดิมกับบริบทเทคโนโลยีสมัยใหม่ และยืนยันว่ากฎหมายไทยยังคงยึดหลักคุณค่าพื้นฐานของสถาบันครอบครัวควบคู่กับการคุ้มครองสิทธิเด็กอย่างเข้มแข็ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส และกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. แต่เพียงผู้เดียว ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ โดยยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่วินิจฉัยว่าการสมรสเป็นโมฆะ และในส่วนที่กำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส และกำหนดให้โจทก์กับจำเลยมีอำนาจปกครองบุตรร่วมกัน แต่ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในส่วนการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก การสมรสต้องตั้งอยู่บนเจตนาที่แท้จริงในการอยู่กินฉันสามีภริยา มิใช่เป็นเพียงเครื่องมือทางธุรกรรมหรือกลไกเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ หากขาดเจตนาเช่นว่านั้น การสมรสย่อมขัดต่อเงื่อนไขสาระสำคัญตามมาตรา 1458 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 ประการที่สอง ความเป็นโมฆะแห่งการสมรสเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้คู่ความมิได้ร้องขอโดยตรง ทั้งไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 142 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประการที่สาม แม้การสมรสจะเป็นโมฆะ แต่กฎหมายให้ความคุ้มครองสถานะของบุตรโดยเด็ดขาด หากบุตรเกิดก่อนมีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ บุตรย่อมเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1536 วรรคสอง อันเป็นการตอกย้ำหลักการคุ้มครองสิทธิเด็ก และแยกความรับผิดชอบของผู้ใหญ่กับสถานะของบุตรออกจากกันโดยชัดเจน นอกจากนี้ แนวทางกำหนดอำนาจปกครองบุตรในคดีนี้สะท้อนหลัก “ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์” เป็นเกณฑ์สูงสุด มิใช่พิจารณาจากฐานะทางเศรษฐกิจหรือสถานะทางวิชาชีพของบิดามารดา หากแต่พิจารณาจากข้อเท็จจริงว่าผู้ใดเลี้ยงดูอย่างต่อเนื่องและเหมาะสมต่อสวัสดิภาพและอนาคตของเด็ก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนสมรสที่คู่สมรสปราศจากเจตนาจะอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง เป็นการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 และเมื่อการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะแล้ว จะกระทบต่อสถานะความเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายและอำนาจปกครองบุตรหรือไม่ ตามมาตรา 1496 และมาตรา 1536 วรรคสอง โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขาดเจตนาอยู่กินร่วมกันเป็นการขาดเงื่อนไขสาระสำคัญแห่งการสมรส ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ แต่บุตรที่เกิดก่อนมีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะยังคงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย และการกำหนดอำนาจปกครองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยา” (ป.พ.พ. มาตรา 1458 และ 1496) สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความคำว่า “ยินยอมเป็นสามีภริยา” ตามมาตรา 1458 ว่าต้องเป็นความยินยอมโดยแท้จริงที่จะสร้างชีวิตครอบครัวร่วมกัน มิใช่เพียงการจดทะเบียนเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะกิจ เช่น การตั้งครรภ์โดยผสมเทียม เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่กรณีไม่มีเจตนาอยู่กินร่วมกันตั้งแต่ต้น การสมรสจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 และเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน 2. “สถานะบุตรที่เกิดก่อนคำพิพากษาโมฆะและหลักประโยชน์สูงสุดของเด็ก” (ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคสอง, 1499/1 และ 1567) แม้การสมรสจะเป็นโมฆะ แต่กฎหมายคุ้มครองสิทธิของบุตรโดยบัญญัติให้บุตรที่เกิดก่อนมีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะยังคงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของบิดา อันสะท้อนเจตนารมณ์ในการคุ้มครองเด็กไม่ให้ได้รับผลกระทบจากความบกพร่องของบิดามารดา ส่วนการกำหนดอำนาจปกครอง ศาลต้องพิจารณาจากประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ มิใช่เพียงสถานะทางทะเบียนหรือฐานะของคู่ความ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การจดทะเบียนสมรสโดยไม่มีเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะเสมอหรือไม่ คำตอบ หากพิสูจน์ได้ว่าทั้งสองฝ่ายไม่มีเจตนาจะอยู่กินร่วมกันอย่างแท้จริงตั้งแต่ต้น ถือเป็นการขาดเงื่อนไขสาระสำคัญตามมาตรา 1458 การสมรสย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 2. ศาลสามารถวินิจฉัยให้การสมรสเป็นโมฆะได้เองหรือไม่ คำตอบ ได้ หากเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้ไม่มีคำขอโดยตรง และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ 3. หากการสมรสเป็นโมฆะ บุตรจะเสียสถานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ ไม่เสีย หากบุตรเกิดก่อนมีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ บุตรยังคงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1536 วรรคสอง 4. การสมรสเพื่อวัตถุประสงค์ตั้งครรภ์โดยผสมเทียมเพียงอย่างเดียวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำตอบ หากไม่มีเจตนาสร้างครอบครัวและอยู่กินร่วมกัน การสมรสย่อมขาดองค์ประกอบสำคัญและอาจเป็นโมฆะ 5. บิดามารดามีอำนาจปกครองบุตรร่วมกันเสมอหรือไม่ คำตอบ โดยหลักมีอำนาจร่วมกัน แต่ศาลอาจกำหนดรูปแบบการใช้อำนาจแตกต่างกันได้ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ 6. ศาลสามารถให้ฝ่ายหนึ่งกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากเห็นว่าการกำหนดเช่นนั้นเหมาะสมกับสวัสดิภาพของเด็ก ตามมาตรา 1499/1 และ 1567 7. ความเป็นโมฆะแห่งการสมรสมีผลย้อนหลังหรือไม่ คำตอบ โดยหลักการสมรสที่เป็นโมฆะย่อมไม่มีผลตั้งแต่ต้น แต่กฎหมายบัญญัติคุ้มครองสิทธิของบุตรและบุคคลภายนอกบางกรณี 8. คดีนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อแนวปฏิบัติทางกฎหมาย คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความเจตนาการสมรส และยืนยันหลักคุ้มครองสิทธิเด็กเหนือข้อพิพาทของบิดามารดา 9. หากฝ่ายหนึ่งเป็นผู้เลี้ยงดูบุตรมาโดยตลอด จะได้สิทธิอำนาจปกครองทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องทั้งหมด ศาลอาจกำหนดให้มีอำนาจร่วม แต่ให้สิทธิในการตัดสินใจบางเรื่องแก่ฝ่ายที่เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด 10. การพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะต้องแจ้งนายทะเบียนหรือไม่ คำตอบ ต้องแจ้งให้นายทะเบียนบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส เพื่อให้สถานะทางทะเบียนถูกต้องตามคำพิพากษา ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10442/2558 โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและอุปการะเลี้ยงดูเด็กชาย ม. จำเลยให้การว่า โจทก์ว่าจ้างจำเลยให้จดทะเบียนสมรส และใช้วิทยาการทางการแพทย์โดยการผสมเชื้ออสุจิเพื่อตั้งครรภ์เด็กชาย ม. ให้โจทก์ โดยไม่เคยได้ใช้ชีวิตดังสามีภริยาเลย เมื่อเด็กชาย ม. คลอด โจทก์ไม่ส่งเงินมาให้ ไม่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรแต่กลับขู่ให้ส่งมอบบุตรให้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เนื่องจากโจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเพราะโจทก์ตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียม โดยต่างไม่ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา จึงเป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าการสมรสเป็นโมฆะ ถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1496 วรรคสองแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1536 วรรคสอง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าจำเลยและขอเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องและขอใช้อำนาจปกครองบุตรแต่ผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างคู่ความเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนบันทึกความเป็นโมฆะ และให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้ ยกเลิกส่วนที่วินิจฉัยว่าการสมรสเป็นโมฆะและส่วนที่ให้จำเลยใช้อำนาจปกครองแต่ผู้เดียว นอกนั้นคงตามศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนสมรสเกิดขึ้นเพื่อให้จำเลยตั้งครรภ์โดยวิธีผสมเทียม โดยทั้งสองมิได้มีเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาอย่างแท้จริง จึงเป็นการสมรสที่ขัดต่อมาตรา 1458 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 ทั้งประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจวินิจฉัยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 142 แม้การสมรสเป็นโมฆะ แต่ผู้เยาว์เกิดก่อนมีคำพิพากษาให้สมรสเป็นโมฆะ จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1536 วรรคสอง สำหรับอำนาจปกครอง แม้บิดามารดามีร่วมกัน แต่เมื่อจำเลยเลี้ยงดูผู้เยาว์มาโดยตลอด และโจทก์ไม่เคยใกล้ชิดดูแล ศาลฎีกาจึงกำหนดให้ทั้งสองมีอำนาจร่วมกัน แต่ให้จำเลยเป็นผู้กำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียวตามมาตรา 1499/1 และ 1567 พิพากษากลับ ให้การสมรสเป็นโมฆะ แจ้งนายทะเบียนบันทึกความเป็นโมฆะ และกำหนดอำนาจปกครองตามที่กล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และให้เด็กชาย ม. อยู่ในความปกครองและอุปการะเลี้ยงดูของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง และให้จำเลยผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่สำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 เป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. ผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียว ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่พิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ และที่พิพากษาให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กชาย ม. แต่เพียงผู้เดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้พิพากษาศาลชั้นต้น ประจำกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 โจทก์เดินทางมาประเทศไทยเพื่อตกลงว่าจ้างจำเลยให้ตั้งครรภ์บุตรให้แก่โจทก์ด้วยวิธีการผสมเทียมโดยการติดต่อผ่านทางนายพิเศษ หรือบ๊อบบี้ ต่อมาวันที่ 10 กรกฎาคม 2551 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจำเลยโดยต่างไม่ได้ยินยอมเป็นสามีภริยากันอย่างแท้จริงและไม่ประสงค์ที่จะอยู่กินร่วมกันฉันสามีภริยา ในวันเดียวกับที่มีการจดทะเบียนสมรสโจทก์กับจำเลยไปโรงพยาบาลพญาไท ศรีราชา เพื่อรับการรักษาด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์กับแพทย์หญิงสุชาดา และมีการเก็บน้ำเชื้ออสุจิของโจทก์ไว้ ก่อนที่โจทก์เดินทางกลับไปประเทศกรีซในวันที่ 15 กรกฎาคม 2551 จากนั้นจำเลยเข้าไปรับการรักษาจากแพทย์จนกระทั่งจำเลยตั้งครรภ์ผู้เยาว์ซึ่งระหว่างที่จำเลยตั้งครรภ์โจทก์โอนเงินค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยทุกเดือน เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 จำเลยคลอดผู้เยาว์ที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์และโจทก์เป็นผู้ตั้งชื่อผู้เยาว์ว่าเด็กชาย ม. ต่อมาโจทก์กับจำเลยมีการติดต่อกันเพื่อดำเนินการให้จำเลยกับบุตรผู้เยาว์เดินทางไปประเทศกรีซ แต่เนื่องจากโจทก์ปฏิเสธที่จะโอนเงินให้แก่จำเลยก่อนออกเดินทาง 150,000 บาท และอีก 150,000 บาท เมื่อจำเลยกับผู้เยาว์เดินทางไปถึงซึ่งจำเลยอ้างว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าจ้างในการตั้งครรภ์ให้แก่โจทก์ จำเลยจึงไม่เดินทางไปประเทศกรีซและขาดการติดต่อกับโจทก์เป็นเวลาเกือบ 2 ปี โดยจำเลยพาผู้เยาว์ไปอยู่ที่จังหวัดขอนแก่นและทำงานอยู่กับพี่สาว ซึ่งพี่สาวและพี่เขยของจำเลยได้ช่วยอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ด้วย ส่วนโจทก์หลังจากเดินทางกลับไปประเทศกรีซแล้ว ไม่เคยเดินทางกลับมาประเทศไทยจนกระทั่งเมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทว่า การจดทะเบียนสมรสของโจทก์และจำเลยเป็นโมฆะหรือไม่ โดยให้จำเลยมีภาระการพิสูจน์ในประเด็นดังกล่าวไว้ จนได้ข้อเท็จจริงอันรับฟังได้เป็นยุติว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นการจดทะเบียนที่ปราศจากความยินยอมที่จะอยู่กินฉันสามีภริยากันอย่างแท้จริง เป็นการสมรสที่ผิดเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 ซึ่งมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะและขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีและกฎหมาย จึงถือได้ว่าเป็นกรณีที่จำเลยซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคสอง แล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลจึงมีอำนาจพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะได้ กรณีไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น คดีมีปัญหาให้วินิจฉัยต่อไปเกี่ยวกับสถานะความเป็นบุตรของผู้เยาว์และอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ เห็นว่า แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ แต่เมื่อบุตรผู้เยาว์คลอดระหว่างที่ศาลยังไม่ได้มีการพิพากษาว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ผู้เยาว์จึงเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1536 วรรคสอง ในส่วนของอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์นั้น แม้โจทก์กับจำเลยในฐานะเป็นบิดามารดาของผู้เยาว์เป็นผู้มีอำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยเป็นฝ่ายเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เพียงคนเดียวมาตั้งแต่ผู้เยาว์เกิด ไม่ปรากฏว่ามีพฤติการณ์เสียหายใด ๆ ต่อสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์ ส่วนโจทก์ไม่เคยกลับมาประเทศไทยและไม่เคยดูแลผู้เยาว์อย่างใกล้ชิด ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรกำหนดให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองผู้เยาว์ในส่วนของอำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์ แต่เพียงผู้เดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1499/1 และ 1567 พิพากษากลับว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นโมฆะ ให้แจ้งนายทะเบียนสำนักงานทะเบียนอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส กับให้โจทก์กับจำเลยมีอำนาจปกครองเด็กชาย .ม ผู้เยาว์ร่วมกัน แต่ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองในการกำหนดที่อยู่ของผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |




