ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา

การฟ้องหย่าเหตุทิ้งร้างตามมาตรา 1516, เงื่อนไขการทิ้งร้างเกิน 1 ปี, เจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา, ความหมายของการไม่หวนกลับตามกฎหมาย, การทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงคืออะไร, การแยกกันอยู่กับการทิ้งร้างแตกต่างกันอย่างไร, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีหย่า, สิทธิเรียกร้องแบ่งสินสมรสเมื่อฟ้องหย่า, พฤติการณ์ไม่เหมาะสมไม่ถึงขั้นหย่า, หลักตีความมาตรา 1516 (4), หลักตีความมาตรา 1516 (3), การพิสูจน์เจตนาในคดีครอบครัว, ภาระการพิสูจน์ในคดีหย่า, บทบาทคู่สมรสต่อการหย่า

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุ “การทิ้งร้าง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และประเด็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) โดยศาลได้วางหลักสำคัญว่า การทิ้งร้างอันเป็นเหตุหย่านั้น ต้องปรากฏทั้ง “ระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน” และ “เจตนาไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป” มิใช่เพียงการแยกกันอยู่หรือการมีปัญหาครอบครัวชั่วคราว

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายที่เคร่งครัดในการคุ้มครองสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะการตีความคำว่า “ไม่หวนกลับ” ว่าหมายถึงการตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด มิใช่เพียงการออกจากบ้านชั่วคราว ทั้งยังวางแนวว่า พฤติการณ์ไม่เหมาะสมหรือความขัดแย้งในครอบครัว ยังไม่เพียงพอจะถือเป็น “การทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง” อันจะเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาว่า การแยกกันอยู่ การทะเลาะ หรือความไม่ลงรอยกับครอบครัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะยกระดับเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ และต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงระดับใดจึงจะเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสและอยู่กินฉันสามีภริยาที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2555 จำเลยออกจากบ้านไป โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่กลับมาอยู่ร่วมกันอีก เป็นเวลาติดต่อกันเกิน 1 ปี จึงฟ้องหย่า พร้อมขอแบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหลายแปลง

อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงปรากฏจากพยานโจทก์เองว่า ระหว่างวันที่ 11–15 กันยายน 2555 จำเลยกลับมาพักอาศัยที่บ้านร่วมกับโจทก์ แม้จะพักในห้องที่เตรียมไว้ให้มารดาโจทก์ก็ตาม ภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้าน และแจ้งจำเลยไม่ให้กลับเข้าบ้านอีก

จำเลยได้โทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์ ยอมรับผิด และมารดาจำเลยพยายามไกล่เกลี่ยไม่ให้หย่า แต่การเจรจาไม่สำเร็จ

โจทก์ยังอ้างว่า จำเลยแสดงอาการไม่ต้อนรับ ไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ เป็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง

คำวินิจฉัยประเด็นการทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทิ้งร้างที่จะเป็นเหตุหย่าได้ ต้องมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ

(1) ระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน

(2) เจตนาไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป

การที่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างเดือนกันยายน 2555 ย่อมทำให้ระยะเวลาไม่ครบ 1 ปี และยังสะท้อนว่า จำเลยยังมีความประสงค์จะอยู่ร่วมกัน

ยิ่งกว่านั้น พฤติการณ์ที่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้าน และปฏิเสธการพูดคุย ย่อมแสดงว่า การแยกกันอยู่มิได้เกิดจากเจตนาทิ้งร้างของจำเลยโดยเด็ดขาด

ศาลจึงเห็นว่า ไม่เข้าองค์ประกอบการทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4)

คำวินิจฉัยประเด็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3)

ศาลวินิจฉัยว่า การไม่พูดคุยหรือไม่ต้อนรับมารดาโจทก์ เป็นเพียงพฤติการณ์ไม่เหมาะสม มิใช่การกระทำร้ายแรงถึงขั้นทรมานจิตใจ

การจะถือเป็นเหตุหย่าได้ ต้องเป็นการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรง กระทบศักดิ์ศรีหรือความเป็นคู่สมรสอย่างชัดแจ้ง มิใช่เพียงความขัดแย้งในครอบครัว

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

มาตรา 1516 (4) มีเจตนารมณ์ป้องกันมิให้คู่สมรสใช้การแยกกันอยู่ชั่วคราวเป็นเครื่องมือฟ้องหย่า หากยังมีความพยายามคืนดีหรือยังมิได้ตัดขาดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด

หลัก “ไม่หวนกลับ” ต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า เป็นการตัดความสัมพันธ์เชิงเจตนา มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ด้วยอารมณ์หรือความขัดแย้งชั่วคราว

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาวางหลักสอดคล้องกันว่า หากมีการกลับมาอยู่ร่วมกัน แม้เพียงช่วงสั้น ก็ทำให้ระยะเวลาขาดตอน และแสดงถึงการยังคงเจตนาประคับประคองชีวิตสมรส

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำว่า “ภาระการพิสูจน์” ตกอยู่กับฝ่ายที่ฟ้องหย่า และต้องพิสูจน์ทั้งองค์ประกอบเชิงเวลาและเจตนาอย่างครบถ้วน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้องโจทก์ เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยจงใจทิ้งร้างเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน และพฤติการณ์ที่อ้างว่าเป็นการทรมานจิตใจยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (3) และ (4) ไม่ครบถ้วน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

พิพากษายืน เห็นว่า การกลับมาพักอาศัยของจำเลยทำให้ระยะเวลาไม่ครบ 1 ปี อีกทั้งพฤติการณ์โดยรวมแสดงว่าจำเลยยังมีเจตนาประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา จึงไม่เข้าเหตุทิ้งร้าง และการกระทำที่อ้างว่าเป็นการทรมานจิตใจยังไม่ถึงระดับร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักตีความอย่างเคร่งครัดในคดีครอบครัว โดยเฉพาะการใช้เหตุ “การทิ้งร้าง” เป็นฐานในการฟ้องหย่า ซึ่งมิใช่เพียงการพิสูจน์การแยกกันอยู่ แต่ต้องพิสูจน์ “เจตนาตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด” ประกอบกับ “ระยะเวลาติดต่อกันเกิน 1 ปี” อย่างครบถ้วน

หลักกฎหมายสำคัญที่ปรากฏ คือ

ประการแรก ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ฝ่ายผู้ฟ้องหย่า ต้องแสดงให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่หวนกลับมาโดยไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยา มิใช่เพียงมีความขัดแย้งหรือแยกกันอยู่ชั่วคราว

ประการที่สอง การกลับมาอยู่ร่วมกันแม้เพียงช่วงระยะสั้น อาจถือเป็นการตัดตอนระยะเวลาการทิ้งร้าง และเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงความยังไม่สิ้นสุดของเจตนารักษาความสัมพันธ์สมรส

ประการที่สาม การทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) ต้องเป็นการกระทำที่มีลักษณะรุนแรง กระทบต่อศักดิ์ศรี ความปลอดภัย หรือคุณค่าความเป็นคู่สมรสอย่างมีนัยสำคัญ มิใช่เพียงความไม่พอใจ ความไม่เหมาะสม หรือความขัดแย้งกับบุคคลในครอบครัว

ประการที่สี่ เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัว และป้องกันมิให้มีการใช้เหตุหย่าโดยง่าย หากยังมีช่องทางประนีประนอม หรือยังปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความพยายามคืนดี

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานว่า ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม มิใช่พิจารณาเฉพาะช่วงเวลาที่แยกกันอยู่ และจะให้ความสำคัญกับพฤติกรรมที่สะท้อน “เจตนาที่แท้จริง” ของคู่สมรส

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุฟ้องหย่าในกรณี “การทิ้งร้าง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และการกระทำเป็นปฏิปักษ์หรือทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทิ้งร้างจะเป็นเหตุหย่าได้ ต้องพิสูจน์ทั้งระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน และเจตนาไม่ประสงค์จะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา อีกทั้งพฤติการณ์ไม่เหมาะสมทั่วไปยังไม่เพียงพอจะถือเป็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (4)

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “เจตนาไม่หวนกลับ”

แก่นของมาตรา 1516 (4) อยู่ที่เจตนา การออกจากบ้านหรือแยกกันอยู่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องปรากฏว่าฝ่ายนั้นตัดสินใจละทิ้งชีวิตสมรสโดยเด็ดขาด ไม่ประสงค์กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไป หากยังมีการกลับมาพักอาศัย ขอคืนดี หรือแสดงความพยายามรักษาความสัมพันธ์ ย่อมแสดงว่ายังไม่มีเจตนาทิ้งร้างโดยแท้จริง

2. “ระยะเวลาเกิน 1 ปีติดต่อกัน”

แม้จะมีการแยกกันอยู่ แต่ต้องครบองค์ประกอบด้านเวลาโดยต่อเนื่องไม่ขาดตอน หากมีการกลับมาอยู่ร่วมกันแม้เพียงช่วงสั้น ระยะเวลาการทิ้งร้างย่อมขาดตอนทันที และไม่อาจนำช่วงเวลาก่อนหน้ามานับรวมได้ ทำให้เหตุฟ้องหย่าไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การแยกกันอยู่เกิน 1 ปี ฟ้องหย่าได้ทันทีหรือไม่

คำตอบ

ไม่ใช่ ต้องพิสูจน์ว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็นการจงใจทิ้งร้างโดยไม่ประสงค์จะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป มิใช่เพียงแยกกันอยู่เพราะความขัดแย้งชั่วคราว

2. หากคู่สมรสกลับมาอยู่ด้วยกันช่วงสั้น ๆ จะมีผลอย่างไร

คำตอบ

การกลับมาอยู่ร่วมกันอาจทำให้ระยะเวลาการทิ้งร้างขาดตอน และเป็นพฤติการณ์แสดงว่ายังไม่มีเจตนาตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด

3. การไม่พูดคุยกับพ่อแม่ของคู่สมรส ถือเป็นการทรมานจิตใจหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักยังไม่เพียงพอ ต้องเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและกระทบต่อคู่สมรสโดยตรงในระดับที่ไม่อาจดำรงชีวิตสมรสร่วมกันได้

4. ใครมีภาระการพิสูจน์ในคดีหย่า

คำตอบ

ฝ่ายที่ฟ้องหย่ามีภาระพิสูจน์องค์ประกอบแห่งเหตุหย่าทั้งหมดให้ครบถ้วน

5. หากอีกฝ่ายพยายามขอโทษและขอคืนดี ศาลจะพิจารณาหรือไม่

คำตอบ

พิจารณา เพราะเป็นพฤติการณ์สะท้อนเจตนาว่ายังประสงค์จะรักษาชีวิตสมรส

6. ความขัดแย้งกับครอบครัวฝ่ายหนึ่ง ถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาความร้ายแรงเป็นรายกรณี หากไม่ถึงขั้นกระทบชีวิตสมรสอย่างรุนแรง ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (3)

7. การเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้อีกฝ่ายเข้า มีผลต่อการพิจารณาหรือไม่

คำตอบ

มีผล เพราะสะท้อนว่าอีกฝ่ายอาจมิใช่ผู้จงใจทิ้งร้าง หากถูกปฏิเสธไม่ให้กลับเข้าบ้าน

8. การทิ้งร้างต้องเป็นการออกจากบ้านเท่านั้นหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำกัดเฉพาะการออกจากบ้าน แต่ต้องเป็นการละทิ้งความสัมพันธ์สมรสโดยเจตนาอย่างชัดแจ้ง

9. หากแยกกันอยู่โดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย ถือเป็นการทิ้งร้างหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักไม่ถือเป็นการทิ้งร้าง เพราะขาดองค์ประกอบเรื่องการจงใจละทิ้งฝ่ายเดียว

10. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานว่าการทิ้งร้างต้องครบทั้งเวลาและเจตนา และศาลจะตีความเหตุหย่าโดยเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว

วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหย่าเหตุทิ้งร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) มีความสอดคล้องกันในหลักสำคัญ 3 ประการ คือ

ประการแรก การทิ้งร้างต้องเป็น “การละทิ้งโดยเจตนา” มิใช่เพียงการออกจากบ้านหรือแยกกันอยู่ ศาลฎีกาหลายคดีวินิจฉัยตรงกันว่า หากยังปรากฏพฤติการณ์ติดต่อสื่อสาร ขอคืนดี หรือกลับมาอยู่ร่วมกัน แม้เพียงช่วงสั้น ย่อมสะท้อนว่ายังไม่มีเจตนาตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด

ประการที่สอง ระยะเวลา 1 ปี ต้องเป็นระยะเวลาติดต่อกันโดยไม่มีพฤติการณ์หวนกลับ หากมีการกลับมาอยู่ร่วมกันหรือมีการปรับความเข้าใจ ระยะเวลาดังกล่าวย่อมขาดตอน

ประการที่สาม ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม ไม่จำกัดเฉพาะวันเริ่มแยกกันอยู่ แต่จะวิเคราะห์ถึงความประพฤติ ความตั้งใจ และความพยายามของแต่ละฝ่ายในการรักษาหรือยุติชีวิตสมรส

สำหรับมาตรา 1516 (3) เรื่องการกระทำเป็นปฏิปักษ์หรือทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง แนวฎีกายืนยันว่าต้องเป็นการกระทำที่รุนแรงต่อสิทธิและศักดิ์ศรีของคู่สมรส เช่น การดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างต่อเนื่อง การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำที่ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย มิใช่เพียงความขัดแย้งหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม

คำพิพากษาฉบับนี้จึงอยู่ในแนวทางเดียวกับบรรทัดฐานเดิม คือ การตีความเหตุหย่าโดยเคร่งครัด และให้ความสำคัญกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ

1. หากจะฟ้องหย่าเหตุทิ้งร้าง ต้องจัดเตรียมพยานหลักฐานพิสูจน์ทั้ง “เวลา” และ “เจตนา” อย่างชัดเจน เช่น หลักฐานการไม่ติดต่อ การปฏิเสธกลับมาอยู่ร่วมกัน หรือพฤติการณ์ที่แสดงถึงการตัดความสัมพันธ์

2. ต้องระมัดระวังว่า การกลับมาอยู่ร่วมกันแม้ชั่วคราว อาจทำให้คดีเสียเปรียบ เพราะถือเป็นการขาดตอนของระยะเวลา 1 ปี

3. การกล่าวอ้างเหตุทรมานจิตใจ ต้องมีพฤติการณ์ร้ายแรงเกินกว่าความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน มิฉะนั้นศาลอาจเห็นว่าเป็นเพียงปัญหาครอบครัวทั่วไป

4. หากมีการไกล่เกลี่ยหรือความพยายามคืนดี ควรบันทึกข้อเท็จจริงไว้ให้ชัดเจน เพราะอาจเป็นพยานสำคัญสะท้อนเจตนาของแต่ละฝ่าย

สำหรับคู่สมรส คำพิพากษานี้สะท้อนว่า การตัดสินใจฟ้องหย่าควรพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ มิใช่อาศัยเพียงความรู้สึกหรือความไม่พอใจ เพราะภาระพิสูจน์ในศาลมีมาตรฐานสูง

บทสรุปภาพรวมคดี

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2558 เป็นคำพิพากษาที่วางหลักชัดเจนว่า การทิ้งร้างจะเป็นเหตุหย่าได้ ต้องครบทั้งองค์ประกอบด้านระยะเวลาและเจตนา และต้องเป็นการละทิ้งโดยเด็ดขาด มิใช่เพียงการแยกกันอยู่เพราะความขัดแย้ง

อีกทั้ง การกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือความขัดแย้งกับครอบครัวฝ่ายหนึ่ง ยังไม่เพียงพอจะถือเป็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง

คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความมาตรา 1516 (3) และ (4) และเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคดีหย่าในอนาคต

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

        เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2558  

การทิ้งร้าง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความนั้นจงใจทิ้งร้างไปในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี จำเลยออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2555 แต่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 อีก จึงยังไม่เกินกว่ากำหนดเวลา 1 ปี และย่อมแสดงว่า จำเลยยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป แต่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้าน และไม่ยอมพูดคุยกับจำเลยเพื่อปรับความเข้าใจ ในขณะที่จำเลยยอมโทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์และยอมรับผิดกับมารดาโจทก์ มารดาจำเลยก็ไม่ต้องการให้โจทก์จำเลยหย่ากัน โดยนัดโจทก์และมารดาโจทก์มาพูดคุย แต่มารดาโจทก์ก็ไม่ยอมช่วย และบอกว่าโจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยยังมีเยื่อใยต่อโจทก์ ต้องการอยู่กับโจทก์ต่อไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) และ (6)

การที่จำเลยแสดงอาการไม่ต้อนรับ ไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ ทั้งไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ในการที่มารดาโจทก์มาพักอาศัยอยู่กับโจทก์นั้น เป็นเพียงพฤติการณ์หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของจำเลยเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3)

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอหย่าและแบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดิน 3 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้ได้รับฝ่ายละ 600,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2555 จำเลยออกจากบ้าน แต่ระหว่างวันที่ 11–15 กันยายน 2555 จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ ทำให้ระยะเวลาการทิ้งร้างยังไม่ครบ 1 ปี อีกทั้งพฤติการณ์ยังแสดงว่าจำเลยประสงค์จะอยู่ร่วมกันต่อไป ขณะที่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้านและไม่เปิดโอกาสให้คืนดี

การทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4) ต้องเป็นการจงใจละทิ้งและไม่หวนกลับเกิน 1 ปี โดยมีเจตนาไม่ประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยา ซึ่งคดีนี้ยังไม่ครบองค์ประกอบ ส่วนการที่จำเลยไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ เป็นเพียงพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ไม่ถึงขั้นทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3)

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และแบ่งสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ 64294 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 70114 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้ 1 หลัง บ้านคอนกรีต 1 หลัง และที่ดินโฉนดเลขที่ 52942 เนื้อที่ประมาณ 66 ตารางวา ให้โจทก์และจำเลยได้รับคนละส่วนเท่ากันคือคนละ 600,000 บาท

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันและอยู่กินด้วยกันที่กรุงเทพมหานคร โจทก์และจำเลยทำงานอยู่ที่เดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 จำเลยเก็บของออกจากบ้านแล้วไม่กลับมาหาโจทก์ที่บ้านอีก โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่และไม่พูดคุยกัน เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และนางศรีวรรณ มารดาโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 จำเลยกลับเข้าไปพักอยู่กับโจทก์ที่บ้านโดยจำเลยได้เข้าไปอยู่ในห้องที่โจทก์เตรียมไว้ให้นางศรีวรรณอยู่ แต่ขณะนั้นนางศรีวรรณยังไม่กลับจากต่างประเทศ ต่อมาอีก 2 วัน โจทก์แจ้งเรื่องดังกล่าวให้นางศรีวรรณทราบ นางศรีวรรณจึงบอกให้โจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านเพื่อไม่ให้จำเลยกลับเข้าบ้านได้ เมื่อโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านแล้วก็ส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (SMS) แจ้งให้จำเลยทราบว่าไม่ต้องกลับเข้ามาที่บ้านอีก เมื่อนางศรีวรรณ กลับมาอยู่บ้าน จำเลยโทรศัพท์ไปหานางศรีวรรณพูดขอโทษและยอมรับผิดทุกอย่าง แต่นางศรีวรรณบอกว่าสายไปแล้ว ฝ่ายจำเลยและนางศุภรางค์ มารดาจำเลยเบิกความว่า เมื่อโจทก์ขอหย่ากับจำเลย โดยโจทก์โทรศัพท์มาบอกกับมารดาจำเลย มารดาจำเลยได้นัดเจรจากับมารดาของโจทก์แต่มารดาโจทก์ใช้มือทุบโต๊ะ และบอกว่าโจทก์จำเลยไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ ต้องแยกกันอยู่ การเจรจาจึงตกลงกันไม่ได้ เห็นว่า การที่คู่สมรสฝ่ายใดจงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี อันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความนั้นจงใจทิ้งร้างไปในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี โดยการไม่หวนกลับไปหานั้น มีความหมายว่าไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยแสดงว่า จำเลยออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2555 แต่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 อีก ข้อเท็จจริงจึงได้ความว่า จำเลยทิ้งร้างไปยังไม่เกินกว่ากำหนดเวลา 1 ปี และจากข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมแสดงว่า จำเลยยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป แต่โจทก์เป็นฝ่ายไม่ต้องการให้จำเลยกลับมาอยู่กินกับโจทก์ โดยเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้าน และโจทก์ไม่ยอมพูดคุยกับจำเลยปรับความเข้าใจ ในขณะที่จำเลยยอมโทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์และยอมรับผิดกับมารดาโจทก์ มารดาจำเลยก็ไม่ต้องการให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ได้นัดโจทก์และมารดาโจทก์มาพูดคุย แต่มารดาโจทก์ก็ไม่ยอมช่วย และบอกว่าโจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยยังมีเยื่อใยต่อโจทก์ ต้องการอยู่กับโจทก์ต่อไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า การที่จำเลยแสดงอาการไม่ต้อนรับ ไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ ทั้งไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ในการที่มารดาโจทก์มาพักอาศัยอยู่กับโจทก์เป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า เป็นเพียงพฤติการณ์หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของจำเลยเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย