
| การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องหย่าโดยอาศัยเหตุ “การทิ้งร้าง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และประเด็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) โดยศาลได้วางหลักสำคัญว่า การทิ้งร้างอันเป็นเหตุหย่านั้น ต้องปรากฏทั้ง “ระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน” และ “เจตนาไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป” มิใช่เพียงการแยกกันอยู่หรือการมีปัญหาครอบครัวชั่วคราว คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายที่เคร่งครัดในการคุ้มครองสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะการตีความคำว่า “ไม่หวนกลับ” ว่าหมายถึงการตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด มิใช่เพียงการออกจากบ้านชั่วคราว ทั้งยังวางแนวว่า พฤติการณ์ไม่เหมาะสมหรือความขัดแย้งในครอบครัว ยังไม่เพียงพอจะถือเป็น “การทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง” อันจะเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาว่า การแยกกันอยู่ การทะเลาะ หรือความไม่ลงรอยกับครอบครัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะยกระดับเป็นเหตุหย่าได้หรือไม่ และต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงถึงระดับใดจึงจะเข้าองค์ประกอบตามกฎหมาย สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสและอยู่กินฉันสามีภริยาที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2555 จำเลยออกจากบ้านไป โจทก์อ้างว่าจำเลยไม่กลับมาอยู่ร่วมกันอีก เป็นเวลาติดต่อกันเกิน 1 ปี จึงฟ้องหย่า พร้อมขอแบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างหลายแปลง อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงปรากฏจากพยานโจทก์เองว่า ระหว่างวันที่ 11–15 กันยายน 2555 จำเลยกลับมาพักอาศัยที่บ้านร่วมกับโจทก์ แม้จะพักในห้องที่เตรียมไว้ให้มารดาโจทก์ก็ตาม ภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้าน และแจ้งจำเลยไม่ให้กลับเข้าบ้านอีก จำเลยได้โทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์ ยอมรับผิด และมารดาจำเลยพยายามไกล่เกลี่ยไม่ให้หย่า แต่การเจรจาไม่สำเร็จ โจทก์ยังอ้างว่า จำเลยแสดงอาการไม่ต้อนรับ ไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ เป็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง คำวินิจฉัยประเด็นการทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4) ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทิ้งร้างที่จะเป็นเหตุหย่าได้ ต้องมีองค์ประกอบ 2 ประการ คือ (1) ระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน (2) เจตนาไม่ประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป การที่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างเดือนกันยายน 2555 ย่อมทำให้ระยะเวลาไม่ครบ 1 ปี และยังสะท้อนว่า จำเลยยังมีความประสงค์จะอยู่ร่วมกัน ยิ่งกว่านั้น พฤติการณ์ที่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้าน และปฏิเสธการพูดคุย ย่อมแสดงว่า การแยกกันอยู่มิได้เกิดจากเจตนาทิ้งร้างของจำเลยโดยเด็ดขาด ศาลจึงเห็นว่า ไม่เข้าองค์ประกอบการทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4) คำวินิจฉัยประเด็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) ศาลวินิจฉัยว่า การไม่พูดคุยหรือไม่ต้อนรับมารดาโจทก์ เป็นเพียงพฤติการณ์ไม่เหมาะสม มิใช่การกระทำร้ายแรงถึงขั้นทรมานจิตใจ การจะถือเป็นเหตุหย่าได้ ต้องเป็นการกระทำที่มีลักษณะร้ายแรง กระทบศักดิ์ศรีหรือความเป็นคู่สมรสอย่างชัดแจ้ง มิใช่เพียงความขัดแย้งในครอบครัว วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 1516 (4) มีเจตนารมณ์ป้องกันมิให้คู่สมรสใช้การแยกกันอยู่ชั่วคราวเป็นเครื่องมือฟ้องหย่า หากยังมีความพยายามคืนดีหรือยังมิได้ตัดขาดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด หลัก “ไม่หวนกลับ” ต้องตีความโดยเคร่งครัดว่า เป็นการตัดความสัมพันธ์เชิงเจตนา มิใช่เพียงการแยกกันอยู่ด้วยอารมณ์หรือความขัดแย้งชั่วคราว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาวางหลักสอดคล้องกันว่า หากมีการกลับมาอยู่ร่วมกัน แม้เพียงช่วงสั้น ก็ทำให้ระยะเวลาขาดตอน และแสดงถึงการยังคงเจตนาประคับประคองชีวิตสมรส คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำว่า “ภาระการพิสูจน์” ตกอยู่กับฝ่ายที่ฟ้องหย่า และต้องพิสูจน์ทั้งองค์ประกอบเชิงเวลาและเจตนาอย่างครบถ้วน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโจทก์ เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยจงใจทิ้งร้างเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน และพฤติการณ์ที่อ้างว่าเป็นการทรมานจิตใจยังไม่ร้ายแรงถึงขั้นเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (3) และ (4) ไม่ครบถ้วน โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องหย่า ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายืน เห็นว่า การกลับมาพักอาศัยของจำเลยทำให้ระยะเวลาไม่ครบ 1 ปี อีกทั้งพฤติการณ์โดยรวมแสดงว่าจำเลยยังมีเจตนาประสงค์จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา จึงไม่เข้าเหตุทิ้งร้าง และการกระทำที่อ้างว่าเป็นการทรมานจิตใจยังไม่ถึงระดับร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักตีความอย่างเคร่งครัดในคดีครอบครัว โดยเฉพาะการใช้เหตุ “การทิ้งร้าง” เป็นฐานในการฟ้องหย่า ซึ่งมิใช่เพียงการพิสูจน์การแยกกันอยู่ แต่ต้องพิสูจน์ “เจตนาตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด” ประกอบกับ “ระยะเวลาติดต่อกันเกิน 1 ปี” อย่างครบถ้วน หลักกฎหมายสำคัญที่ปรากฏ คือ ประการแรก ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ฝ่ายผู้ฟ้องหย่า ต้องแสดงให้ศาลเห็นโดยชัดแจ้งว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่หวนกลับมาโดยไม่ประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยา มิใช่เพียงมีความขัดแย้งหรือแยกกันอยู่ชั่วคราว ประการที่สอง การกลับมาอยู่ร่วมกันแม้เพียงช่วงระยะสั้น อาจถือเป็นการตัดตอนระยะเวลาการทิ้งร้าง และเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงความยังไม่สิ้นสุดของเจตนารักษาความสัมพันธ์สมรส ประการที่สาม การทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) ต้องเป็นการกระทำที่มีลักษณะรุนแรง กระทบต่อศักดิ์ศรี ความปลอดภัย หรือคุณค่าความเป็นคู่สมรสอย่างมีนัยสำคัญ มิใช่เพียงความไม่พอใจ ความไม่เหมาะสม หรือความขัดแย้งกับบุคคลในครอบครัว ประการที่สี่ เจตนารมณ์ของมาตรา 1516 มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัว และป้องกันมิให้มีการใช้เหตุหย่าโดยง่าย หากยังมีช่องทางประนีประนอม หรือยังปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมีความพยายามคืนดี คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานว่า ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม มิใช่พิจารณาเฉพาะช่วงเวลาที่แยกกันอยู่ และจะให้ความสำคัญกับพฤติกรรมที่สะท้อน “เจตนาที่แท้จริง” ของคู่สมรส ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความเหตุฟ้องหย่าในกรณี “การทิ้งร้าง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และการกระทำเป็นปฏิปักษ์หรือทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทิ้งร้างจะเป็นเหตุหย่าได้ ต้องพิสูจน์ทั้งระยะเวลาเกินกว่า 1 ปีติดต่อกัน และเจตนาไม่ประสงค์จะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยา อีกทั้งพฤติการณ์ไม่เหมาะสมทั่วไปยังไม่เพียงพอจะถือเป็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) และ (4) สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “เจตนาไม่หวนกลับ” แก่นของมาตรา 1516 (4) อยู่ที่เจตนา การออกจากบ้านหรือแยกกันอยู่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องปรากฏว่าฝ่ายนั้นตัดสินใจละทิ้งชีวิตสมรสโดยเด็ดขาด ไม่ประสงค์กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยาอีกต่อไป หากยังมีการกลับมาพักอาศัย ขอคืนดี หรือแสดงความพยายามรักษาความสัมพันธ์ ย่อมแสดงว่ายังไม่มีเจตนาทิ้งร้างโดยแท้จริง 2. “ระยะเวลาเกิน 1 ปีติดต่อกัน” แม้จะมีการแยกกันอยู่ แต่ต้องครบองค์ประกอบด้านเวลาโดยต่อเนื่องไม่ขาดตอน หากมีการกลับมาอยู่ร่วมกันแม้เพียงช่วงสั้น ระยะเวลาการทิ้งร้างย่อมขาดตอนทันที และไม่อาจนำช่วงเวลาก่อนหน้ามานับรวมได้ ทำให้เหตุฟ้องหย่าไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การแยกกันอยู่เกิน 1 ปี ฟ้องหย่าได้ทันทีหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ ต้องพิสูจน์ว่าการแยกกันอยู่นั้นเป็นการจงใจทิ้งร้างโดยไม่ประสงค์จะกลับมาอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป มิใช่เพียงแยกกันอยู่เพราะความขัดแย้งชั่วคราว 2. หากคู่สมรสกลับมาอยู่ด้วยกันช่วงสั้น ๆ จะมีผลอย่างไร คำตอบ การกลับมาอยู่ร่วมกันอาจทำให้ระยะเวลาการทิ้งร้างขาดตอน และเป็นพฤติการณ์แสดงว่ายังไม่มีเจตนาตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด 3. การไม่พูดคุยกับพ่อแม่ของคู่สมรส ถือเป็นการทรมานจิตใจหรือไม่ คำตอบ โดยหลักยังไม่เพียงพอ ต้องเป็นการกระทำที่ร้ายแรงและกระทบต่อคู่สมรสโดยตรงในระดับที่ไม่อาจดำรงชีวิตสมรสร่วมกันได้ 4. ใครมีภาระการพิสูจน์ในคดีหย่า คำตอบ ฝ่ายที่ฟ้องหย่ามีภาระพิสูจน์องค์ประกอบแห่งเหตุหย่าทั้งหมดให้ครบถ้วน 5. หากอีกฝ่ายพยายามขอโทษและขอคืนดี ศาลจะพิจารณาหรือไม่ คำตอบ พิจารณา เพราะเป็นพฤติการณ์สะท้อนเจตนาว่ายังประสงค์จะรักษาชีวิตสมรส 6. ความขัดแย้งกับครอบครัวฝ่ายหนึ่ง ถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่ คำตอบ ต้องพิจารณาความร้ายแรงเป็นรายกรณี หากไม่ถึงขั้นกระทบชีวิตสมรสอย่างรุนแรง ย่อมไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 1516 (3) 7. การเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้อีกฝ่ายเข้า มีผลต่อการพิจารณาหรือไม่ คำตอบ มีผล เพราะสะท้อนว่าอีกฝ่ายอาจมิใช่ผู้จงใจทิ้งร้าง หากถูกปฏิเสธไม่ให้กลับเข้าบ้าน 8. การทิ้งร้างต้องเป็นการออกจากบ้านเท่านั้นหรือไม่ คำตอบ ไม่จำกัดเฉพาะการออกจากบ้าน แต่ต้องเป็นการละทิ้งความสัมพันธ์สมรสโดยเจตนาอย่างชัดแจ้ง 9. หากแยกกันอยู่โดยความยินยอมทั้งสองฝ่าย ถือเป็นการทิ้งร้างหรือไม่ คำตอบ โดยหลักไม่ถือเป็นการทิ้งร้าง เพราะขาดองค์ประกอบเรื่องการจงใจละทิ้งฝ่ายเดียว 10. คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานว่าการทิ้งร้างต้องครบทั้งเวลาและเจตนา และศาลจะตีความเหตุหย่าโดยเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสถาบันครอบครัว วิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหย่าเหตุทิ้งร้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) มีความสอดคล้องกันในหลักสำคัญ 3 ประการ คือ ประการแรก การทิ้งร้างต้องเป็น “การละทิ้งโดยเจตนา” มิใช่เพียงการออกจากบ้านหรือแยกกันอยู่ ศาลฎีกาหลายคดีวินิจฉัยตรงกันว่า หากยังปรากฏพฤติการณ์ติดต่อสื่อสาร ขอคืนดี หรือกลับมาอยู่ร่วมกัน แม้เพียงช่วงสั้น ย่อมสะท้อนว่ายังไม่มีเจตนาตัดความสัมพันธ์โดยเด็ดขาด ประการที่สอง ระยะเวลา 1 ปี ต้องเป็นระยะเวลาติดต่อกันโดยไม่มีพฤติการณ์หวนกลับ หากมีการกลับมาอยู่ร่วมกันหรือมีการปรับความเข้าใจ ระยะเวลาดังกล่าวย่อมขาดตอน ประการที่สาม ศาลจะพิจารณาพฤติการณ์โดยรวม ไม่จำกัดเฉพาะวันเริ่มแยกกันอยู่ แต่จะวิเคราะห์ถึงความประพฤติ ความตั้งใจ และความพยายามของแต่ละฝ่ายในการรักษาหรือยุติชีวิตสมรส สำหรับมาตรา 1516 (3) เรื่องการกระทำเป็นปฏิปักษ์หรือทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง แนวฎีกายืนยันว่าต้องเป็นการกระทำที่รุนแรงต่อสิทธิและศักดิ์ศรีของคู่สมรส เช่น การดูหมิ่นเหยียดหยามอย่างต่อเนื่อง การใช้ความรุนแรง หรือการกระทำที่ทำให้ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย มิใช่เพียงความขัดแย้งหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสม คำพิพากษาฉบับนี้จึงอยู่ในแนวทางเดียวกับบรรทัดฐานเดิม คือ การตีความเหตุหย่าโดยเคร่งครัด และให้ความสำคัญกับความมั่นคงของสถาบันครอบครัว ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้ให้บทเรียนสำคัญหลายประการ 1. หากจะฟ้องหย่าเหตุทิ้งร้าง ต้องจัดเตรียมพยานหลักฐานพิสูจน์ทั้ง “เวลา” และ “เจตนา” อย่างชัดเจน เช่น หลักฐานการไม่ติดต่อ การปฏิเสธกลับมาอยู่ร่วมกัน หรือพฤติการณ์ที่แสดงถึงการตัดความสัมพันธ์ 2. ต้องระมัดระวังว่า การกลับมาอยู่ร่วมกันแม้ชั่วคราว อาจทำให้คดีเสียเปรียบ เพราะถือเป็นการขาดตอนของระยะเวลา 1 ปี 3. การกล่าวอ้างเหตุทรมานจิตใจ ต้องมีพฤติการณ์ร้ายแรงเกินกว่าความขัดแย้งในชีวิตประจำวัน มิฉะนั้นศาลอาจเห็นว่าเป็นเพียงปัญหาครอบครัวทั่วไป 4. หากมีการไกล่เกลี่ยหรือความพยายามคืนดี ควรบันทึกข้อเท็จจริงไว้ให้ชัดเจน เพราะอาจเป็นพยานสำคัญสะท้อนเจตนาของแต่ละฝ่าย สำหรับคู่สมรส คำพิพากษานี้สะท้อนว่า การตัดสินใจฟ้องหย่าควรพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ มิใช่อาศัยเพียงความรู้สึกหรือความไม่พอใจ เพราะภาระพิสูจน์ในศาลมีมาตรฐานสูง บทสรุปภาพรวมคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2558 เป็นคำพิพากษาที่วางหลักชัดเจนว่า การทิ้งร้างจะเป็นเหตุหย่าได้ ต้องครบทั้งองค์ประกอบด้านระยะเวลาและเจตนา และต้องเป็นการละทิ้งโดยเด็ดขาด มิใช่เพียงการแยกกันอยู่เพราะความขัดแย้ง อีกทั้ง การกระทำที่ไม่เหมาะสมหรือความขัดแย้งกับครอบครัวฝ่ายหนึ่ง ยังไม่เพียงพอจะถือเป็นการทรมานจิตใจอย่างร้ายแรง คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตีความมาตรา 1516 (3) และ (4) และเป็นแนวทางปฏิบัติสำหรับคดีหย่าในอนาคต ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4404/2558 การทิ้งร้าง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความนั้นจงใจทิ้งร้างไปในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี จำเลยออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2555 แต่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 อีก จึงยังไม่เกินกว่ากำหนดเวลา 1 ปี และย่อมแสดงว่า จำเลยยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป แต่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้าน และไม่ยอมพูดคุยกับจำเลยเพื่อปรับความเข้าใจ ในขณะที่จำเลยยอมโทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์และยอมรับผิดกับมารดาโจทก์ มารดาจำเลยก็ไม่ต้องการให้โจทก์จำเลยหย่ากัน โดยนัดโจทก์และมารดาโจทก์มาพูดคุย แต่มารดาโจทก์ก็ไม่ยอมช่วย และบอกว่าโจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยยังมีเยื่อใยต่อโจทก์ ต้องการอยู่กับโจทก์ต่อไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) และ (6) การที่จำเลยแสดงอาการไม่ต้อนรับ ไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ ทั้งไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ในการที่มารดาโจทก์มาพักอาศัยอยู่กับโจทก์นั้น เป็นเพียงพฤติการณ์หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของจำเลยเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (3) ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าและแบ่งสินสมรส ได้แก่ ที่ดิน 3 แปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ให้ได้รับฝ่ายละ 600,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ต่อมาวันที่ 13 มกราคม 2555 จำเลยออกจากบ้าน แต่ระหว่างวันที่ 11–15 กันยายน 2555 จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ ทำให้ระยะเวลาการทิ้งร้างยังไม่ครบ 1 ปี อีกทั้งพฤติการณ์ยังแสดงว่าจำเลยประสงค์จะอยู่ร่วมกันต่อไป ขณะที่โจทก์เป็นฝ่ายเปลี่ยนกุญแจบ้านและไม่เปิดโอกาสให้คืนดี การทิ้งร้างตามมาตรา 1516 (4) ต้องเป็นการจงใจละทิ้งและไม่หวนกลับเกิน 1 ปี โดยมีเจตนาไม่ประสงค์อยู่กินฉันสามีภริยา ซึ่งคดีนี้ยังไม่ครบองค์ประกอบ ส่วนการที่จำเลยไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ เป็นเพียงพฤติการณ์ไม่เหมาะสม ไม่ถึงขั้นทรมานจิตใจอย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (3) ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และแบ่งสินสมรสคือที่ดินโฉนดเลขที่ 64294 เนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 70114 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านไม้ 1 หลัง บ้านคอนกรีต 1 หลัง และที่ดินโฉนดเลขที่ 52942 เนื้อที่ประมาณ 66 ตารางวา ให้โจทก์และจำเลยได้รับคนละส่วนเท่ากันคือคนละ 600,000 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันและอยู่กินด้วยกันที่กรุงเทพมหานคร โจทก์และจำเลยทำงานอยู่ที่เดียวกัน คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยหรือไม่ โจทก์นำสืบว่า เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2555 จำเลยเก็บของออกจากบ้านแล้วไม่กลับมาหาโจทก์ที่บ้านอีก โจทก์กับจำเลยแยกกันอยู่และไม่พูดคุยกัน เมื่อคิดถึงวันฟ้องเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี แต่ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์และนางศรีวรรณ มารดาโจทก์ เมื่อระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 จำเลยกลับเข้าไปพักอยู่กับโจทก์ที่บ้านโดยจำเลยได้เข้าไปอยู่ในห้องที่โจทก์เตรียมไว้ให้นางศรีวรรณอยู่ แต่ขณะนั้นนางศรีวรรณยังไม่กลับจากต่างประเทศ ต่อมาอีก 2 วัน โจทก์แจ้งเรื่องดังกล่าวให้นางศรีวรรณทราบ นางศรีวรรณจึงบอกให้โจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านเพื่อไม่ให้จำเลยกลับเข้าบ้านได้ เมื่อโจทก์เปลี่ยนกุญแจบ้านแล้วก็ส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ (SMS) แจ้งให้จำเลยทราบว่าไม่ต้องกลับเข้ามาที่บ้านอีก เมื่อนางศรีวรรณ กลับมาอยู่บ้าน จำเลยโทรศัพท์ไปหานางศรีวรรณพูดขอโทษและยอมรับผิดทุกอย่าง แต่นางศรีวรรณบอกว่าสายไปแล้ว ฝ่ายจำเลยและนางศุภรางค์ มารดาจำเลยเบิกความว่า เมื่อโจทก์ขอหย่ากับจำเลย โดยโจทก์โทรศัพท์มาบอกกับมารดาจำเลย มารดาจำเลยได้นัดเจรจากับมารดาของโจทก์แต่มารดาโจทก์ใช้มือทุบโต๊ะ และบอกว่าโจทก์จำเลยไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ ต้องแยกกันอยู่ การเจรจาจึงตกลงกันไม่ได้ เห็นว่า การที่คู่สมรสฝ่ายใดจงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งไปเป็นเวลาเกินกว่า 1 ปี อันเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) นั้น จะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่าคู่ความนั้นจงใจทิ้งร้างไปในลักษณะที่ไม่หวนกลับไปหาคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่า 1 ปี โดยการไม่หวนกลับไปหานั้น มีความหมายว่าไม่ประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาอีกต่อไป ข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยแสดงว่า จำเลยออกไปจากบ้านตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2555 แต่จำเลยกลับมาพักอยู่กับโจทก์ระหว่างวันที่ 11 ถึง 15 กันยายน 2555 อีก ข้อเท็จจริงจึงได้ความว่า จำเลยทิ้งร้างไปยังไม่เกินกว่ากำหนดเวลา 1 ปี และจากข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมแสดงว่า จำเลยยังประสงค์จะอยู่กินกับโจทก์ต่อไป แต่โจทก์เป็นฝ่ายไม่ต้องการให้จำเลยกลับมาอยู่กินกับโจทก์ โดยเปลี่ยนกุญแจบ้านไม่ให้จำเลยเข้าไปอยู่ในบ้าน และโจทก์ไม่ยอมพูดคุยกับจำเลยปรับความเข้าใจ ในขณะที่จำเลยยอมโทรศัพท์ขอโทษมารดาโจทก์และยอมรับผิดกับมารดาโจทก์ มารดาจำเลยก็ไม่ต้องการให้โจทก์จำเลยหย่ากัน ได้นัดโจทก์และมารดาโจทก์มาพูดคุย แต่มารดาโจทก์ก็ไม่ยอมช่วย และบอกว่าโจทก์กับจำเลยต้องแยกกันอยู่ พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงว่า จำเลยยังมีเยื่อใยต่อโจทก์ ต้องการอยู่กับโจทก์ต่อไป จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์ หรือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง อันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) ส่วนที่โจทก์บรรยายฟ้องและนำสืบว่า การที่จำเลยแสดงอาการไม่ต้อนรับ ไม่พูดคุยกับมารดาโจทก์ ทั้งไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ ในการที่มารดาโจทก์มาพักอาศัยอยู่กับโจทก์เป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงนั้น เห็นว่า เป็นเพียงพฤติการณ์หรือการกระทำที่ไม่เหมาะสมของจำเลยเท่านั้น ยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการทรมานจิตใจโจทก์อย่างร้ายแรงอันจะเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (3) โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




