
| เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าเหตุทะเลาะวิวาทและการทำร้ายร่างกายระหว่างสามีภริยา ซึ่งมีสาเหตุมาจากความหึงหวงจากการที่สามีไปไหนมาไหนกับหญิงอื่นนั้น จะถือเป็น “การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ตามกฎหมายจนเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่ โดยศาลได้วิเคราะห์ทั้งประเด็นเรื่องการหมิ่นประมาท การทำร้ายร่างกาย และพฤติการณ์ทางสังคมที่คู่ความมีส่วนร่วมก่อให้เกิดขึ้น พร้อมวางหลักเกณฑ์สำคัญเกี่ยวกับการตีความเหตุฟ้องหย่า ว่าหากเป็นเหตุที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายต่างมีส่วนทำให้เกิดขึ้น ย่อมไม่อาจถือเป็นความผิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยลำพัง และไม่เพียงพอที่จะถือเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ตามมาตรา 1516 ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาซึ่งมีปัญหาชีวิตสมรสมาเป็นระยะหนึ่ง สาเหตุสำคัญเริ่มจากจำเลยเกิดความหึงหวงอย่างรุนแรง เนื่องจากโจทก์มีพฤติการณ์ไปไหนมาไหนกับหญิงอื่นจนเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น อีกทั้งโจทก์เองยอมรับว่าไม่ได้ร่วมหลับนอนกับจำเลยเป็นระยะเวลานาน และยังกระทำการสนิทสนมกับหญิงชื่อ “นางทองสุข” ทำให้จำเลยเกิดความสงสัยและหวาดระแวงเพิ่มขึ้น เมื่อความขัดแย้งสะสมยิ่งขึ้น ทำให้ทั้งสองฝ่ายทะเลาะวิวาทกันบ่อยครั้ง บางครั้งถึงขั้นทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน และมีครั้งหนึ่งเกิดเหตุทะเลาะต่อหน้าผู้มาติดต่อธนาคารซึ่งเป็นที่ทำงานของโจทก์ กลายเป็นเรื่องอับอายแก่โจทก์ ฝ่ายโจทก์จึงฟ้องขอให้หย่า โดยอ้างว่าจำเลยทำร้ายร่างกาย หมิ่นประมาท และประพฤติชั่วร้ายแรงจนไม่อาจอยู่กินกันได้อีกต่อไป จำเลยให้การปฏิเสธทั้งหมด และอ้างว่าเหตุทั้งหลายเกิดจากความหึงหวงที่มีมูลเพราะพฤติกรรมของโจทก์เอง ไม่ใช่การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของจำเลยแต่อย่างใด คำวินิจฉัยของศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิจารณาพฤติการณ์ทั้งหมดอย่างรอบด้าน โดยสรุปความเห็นสำคัญได้ดังนี้ 1 เรื่องการทำร้ายร่างกาย แม้มีการทุบตีและทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นจริง แต่เป็นการทะเลาะวิวาทซึ่งกันและกัน ศาลเห็นว่าโจทก์มิได้พิสูจน์ว่าจำเลยเป็นฝ่ายกระทำร้ายแรงเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่เข้าลักษณะ “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ตามกฎหมาย 2 เรื่องความหึงหวงและพฤติกรรมของโจทก์ ศาลให้ความสำคัญว่าความหึงหวงของจำเลยมี “เหตุอันควรเชื่อได้” เพราะพยานและข่าวท้องถิ่นต่างพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับหญิงอื่น อีกทั้งโจทก์ยอมรับว่าตนเองสนิทสนมกับหญิงดังกล่าวจริง พฤติการณ์เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญให้จำเลยไม่สามารถระงับอารมณ์ได้ และโจทก์เองก็มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงในชีวิตสมรส 3 เรื่องการหมิ่นประมาท ศาลพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอจะรับฟังได้ว่าจำเลยหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามโจทก์และบุพการีอย่างร้ายแรง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วจนเป็นเหตุหย่า 4 หลักกฎหมายที่ศาลนำมาพิจารณา กฎหมายกำหนดว่าการขอให้ศาลพิพากษาหย่าต้องเป็น “การประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” หรือเป็นพฤติการณ์ที่ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายอย่างร้ายแรงจนอยู่ร่วมกันต่อไปไม่ได้ แต่ศาลยังย้ำหลักสำคัญว่า หากความเสียหายเกิดจากพฤติการณ์ทั้งสองฝ่ายร่วมกัน หรือมีเหตุอันควรทำให้เกิดความขัดแย้ง เช่น ความหึงหวงที่มีมูล ย่อมไม่ถือเป็นความผิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว หลักกฎหมายและแนวคำวินิจฉัยที่สำคัญ 1. การทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายกันเอง ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าร้ายแรงเสมอไป หากเป็นการโต้ตอบกันทั้งสองฝ่าย 2. ความหึงหวงที่มีมูลจริง ไม่ถือเป็นพฤติการณ์ประพฤติชั่วร้ายแรง แม้จะมีการแสดงออกต่อหน้าผู้อื่น 3. การกล่าวอ้างว่าถูกหมิ่นประมาท ต้องพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน มิฉะนั้นจะไม่เป็นเหตุฟ้องหย่า 4. ศาลให้ความสำคัญกับสาเหตุที่แท้จริงของความขัดแย้ง หากโจทก์มีส่วนทำให้จำเลยเกิดอารมณ์รุนแรง การกระทำของจำเลยจะไม่ถือเป็นการประพฤติชั่ว 5. เหตุฟ้องหย่าต้องเกิดจากความผิดของจำเลยโดยลำพัง ไม่ใช่ผลจากการกระทำร่วมกันทั้งสองฝ่าย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญว่า “เหตุฟ้องหย่า” ต้องเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง โดยต้องพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นผลจากความขัดแย้งซึ่งทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมก่อให้เกิด การทะเลาะวิวาทเพราะความหึงหวงที่มีมูล หรือการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ไม่เพียงพอจะถือเป็นเหตุหย่า หากโจทก์ไม่อาจชี้ชัดว่าความผิดนั้นเป็นของจำเลยฝ่ายเดียวโดยปราศจากส่วนผิดของตนเอง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน โดยเห็นว่าจำเลยประพฤติชั่วและทำร้ายร่างกายโจทก์ หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่า ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา 2. ศาลอุทธรณ์ กลับคำพิพากษา ยกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์พิสูจน์ไม่ได้ว่าจำเลยทำร้ายหรือหมิ่นประมาทอย่างร้ายแรง 3. ศาลฎีกา เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าเหตุทะเลาะเกิดจากความหึงหวงที่มีมูลและทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วม การกระทำของจำเลยไม่ถึงขั้นประพฤติชั่วร้ายแรง พิพากษายืนให้ยกฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2524 โจทก์จำเลยซึ่งเป็นสามีภริยาทะเลาะและทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันดังนี้ หาใช่เป็นเรื่องจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์อันเป็นการร้ายแรงไม่ จำเลย(ภริยา) มีเหตุอันควรที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น จึงทำให้เกิดอารมณ์หึงหวงซึ่งโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดขึ้นโดยไปไหนมาไหนกับหญิงอื่นจนเป็นข่าวทางหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและโจทก์ไม่ได้ร่วมหลับนอนกับจำเลยมานานแล้วการที่จำเลยระงับอารมณ์ไม่อยู่และเกิดทะเลาะวิวาทกับโจทก์ บางครั้งถึงกับทุบตีและทำร้ายร่างกายกัน แม้จะทะเลาะวิวาทในสถานที่ทำงานของโจทก์ต่อหน้าผู้ที่มาติดต่อก็เป็นพฤติการณ์ที่ยังเรียกไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากัน จำเลยได้ทำร้ายโจทก์จนได้รับบาดเจ็บ หมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์และบุพพการีโจทก์อย่างร้ายแรงจำเลยได้ไปที่ธนาคารซึ่งโจทก์เป็นผู้จัดการแล้วหมิ่นประมาทโจทก์ต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาของโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความอับอายและได้รับความดูถูกเกลียดชัง จึงฟ้องให้โจทก์จำเลยหย่าจากกันให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ถ้าไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เคยหมิ่นประมาทโจทก์และบุพพการีไม่เคยทำร้ายโจทก์จนได้รับบาดเจ็บ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ถ้าจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่า ให้โจทก์ไปจดฝ่ายเดียวโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยหมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์และบุพพการีอย่างร้ายแรง ส่วนประเด็นที่ว่าจำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์นั้นโจทก์เบิกความว่า เมื่อทะเลาะกันเพราะจำเลยหึงโจทก์ โจทก์จำเลยได้ทุบตีกันนั้นพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นเรื่องที่โจทก์จำเลยทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันหาใช่จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์อันเป็นการร้ายแรงไม่ ฎีกาของโจทก์ที่ว่าจำเลยประพฤติชั่วเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความอับอายขายหน้าและได้รับความดูถูกเกลียดชังนั้น เห็นว่า การทะเลาะวิวาทกันระหว่างโจทก์จำเลยสืบเนื่องมาจากการที่จำเลยหึงโจทก์ ซึ่งตามคำเบิกความของนายเกษมพยานโจทก์ก็ว่าทราบว่าหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นลงข่าวว่าโจทก์มีความสัมพันธ์กับหญิงอื่นโจทก์สนิทสนมกับนางทองสุข โจทก์เองก็เบิกความยอมรับว่าโจทก์เคยไปไหนมาไหนกับนางทองสุข โจทก์ไม่ได้ร่วมหลับนอนกับจำเลยมานานจนถูกจำเลยถามว่าทำไมไม่มีความรู้สึกทางเพศ พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยมีเหตุอันควรที่จะเชื่อได้ว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น จึงทำให้เกิดอารมณ์หึงหวงซึ่งโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดขึ้น การที่จำเลยระงับอารมณ์ไม่อยู่และเกิดทะเลาะวิวาทกับโจทก์ บางครั้งถึงกับมีการทุบตีและทำร้ายร่างกายกัน แม้จำเลยจะทะเลาะวิวาทกับโจทก์ในสถานที่ทำงานของโจทก์ต่อหน้าลูกค้าของธนาคารก็เป็นพฤติการณ์ที่ยังไม่อาจเรียกได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันจะทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องหย่าจำเลยได้ พิพากษายืน การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน: หลักกฎหมาย แนวคำพิพากษา และตัวอย่างพฤติการณ์ที่ศาลรับฟังเป็นเหตุหย่า ชีวิตสมรสเป็นความสัมพันธ์ที่กฎหมายรับรองและคุ้มครอง โดยกำหนดสิทธิ หน้าที่ และความผูกพันของสามีภริยาต่อกันในหลายมิติ ทั้งด้านการครองเรือน การอุปการะเลี้ยงดู การซื่อสัตย์ต่อกัน และการดำเนินชีวิตร่วมกันด้วยความสุจริตใจตามสมควร เมื่อความสัมพันธ์ดังกล่าวถูกกระทบกระเทือนจากพฤติการณ์ใดพฤติการณ์หนึ่งที่ร้ายแรงเพียงพอ ย่อมอาจถือได้ว่าเป็น “การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน” ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพิจารณาว่าเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 ได้กำหนดเหตุฟ้องหย่าไว้หลายประการ โดยแม้ไม่ได้ใช้ถ้อยคำว่า “ปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา” โดยตรง หากแต่เนื้อหาของเหตุหย่าแต่ละข้อสะท้อนถึงการกระทำที่ขัดต่อความสัมพันธ์ในชีวิตสมรสอย่างร้ายแรง กล่าวคือ เป็นการกระทำที่ทำให้ไม่อาจดำรงชีวิตคู่ร่วมกันต่อไปได้โดยปกติสุข อันเป็นสาระสำคัญของการเป็นสามีภริยาตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย บทความนี้มุ่งอธิบายองค์ประกอบของการกระทำที่ถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา พร้อมยกตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกา เพื่อให้เข้าใจเกณฑ์การพิจารณาของศาลได้อย่างชัดเจนและรอบด้าน 1. หลักเกณฑ์ทั่วไปของการเป็นสามีภริยา กฎหมายกำหนดให้สามีภริยามีหน้าที่ต่อกันหลายประการ เช่น 1. ต้องอยู่กินฉันสามีภริยาและช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกัน 2. ต้องซื่อสัตย์ต่อกันและไม่ประพฤติตนล่วงประเวณีกับบุคคลอื่น 3. ต้องปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพและไม่นำตนไปสู่พฤติการณ์ที่ก่อให้เกิดความอับอายเสียชื่อ 4. ต้องไม่ประพฤติชั่วร้ายแรงต่อกัน เมื่อคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิดหน้าที่เหล่านี้ โดยมีความร้ายแรงในระดับที่กระทบต่อความสงบสุขของครอบครัว หรือทำให้ฝ่ายหนึ่งไม่สามารถร่วมชีวิตสมรสต่อไปได้ การกระทำนั้นย่อมถูกตีความว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา 2. ลักษณะของการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน คำว่า “ปฏิปักษ์” ในบริบทชีวิตสมรส หมายถึงการกระทำที่ขัดแย้ง ต่อต้าน หรือทำลายความสัมพันธ์คู่สมรส ไม่ว่าจะเกิดจากพฤติการณ์รุนแรง การละเลยหน้าที่ หรือการกระทำที่ทำลายความไว้วางใจจนไม่อาจใช้ชีวิตคู่ได้โดยปกติสุข ตัวอย่างลักษณะสำคัญได้แก่ 2.1 การทำร้ายร่างกายหรือใช้ความรุนแรงต่อคู่สมรส แม้การทะเลาะวิวาททั่วไปจะไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ แต่หากเป็นการใช้กำลังรุนแรงอย่างต่อเนื่องหรือมีเจตนาทำร้ายย่อมเข้าข่ายเป็นพฤติการณ์ที่ละเมิดสิทธิในร่างกายและศักดิ์ศรีของคู่สมรส อันเป็นปฏิปักษ์ต่อชีวิตสมรส 2.2 การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือทำให้อับอายร้ายแรง ถ้อยคำหรือพฤติการณ์ที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายเสื่อมเสียชื่อเสียงอย่างร้ายแรง เช่น กล่าวหาชู้สาวต่อหน้าผู้อื่นโดยปราศจากมูล ย่อมถือเป็นพฤติการณ์ที่ขัดต่อหน้าที่เคารพกันตามชีวิตสมรส 2.3 การมีชู้หรือล่วงประเวณีกับบุคคลอื่น ถือเป็นการทำลายความซื่อสัตย์ในชีวิตสมรสโดยตรง เป็นเหตุที่กฎหมายรับรองให้คู่สมรสอีกฝ่ายฟ้องหย่าได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความเสียหายเพิ่มเติม เนื่องจากเข้าลักษณะ “ประพฤตินอกใจ” 2.4 การทอดทิ้ง ไม่ดูแล ไม่อุปการะเลี้ยงดู หากคู่สมรสไม่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลครอบครัวหรือไม่อยู่กินฉันสามีภริยาเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีเหตุอันสมควร อาจเข้าลักษณะเป็นเหตุหย่าได้ 2.5 การกระทำที่ทำให้ครอบครัวเสื่อมเสีย เช่น การติดอบายมุขร้ายแรง หากความประพฤติส่งผลให้ครอบครัวเดือดร้อน หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง เช่น การพนันร้ายแรง ใช้ยาเสพติด หรือพฤติกรรมที่กฎหมายถือเป็นความผิดร้ายแรง ก็อาจถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสถานภาพสมรสได้เช่นกัน 3. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง: การตีความว่าพฤติการณ์ใดเข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ 3.1 ความหึงหวงที่มีมูล ไม่ถือเป็นประพฤติชั่วร้ายแรง ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2524 ศาลเห็นว่าการทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน เนื่องจากความหึงหวงที่เกิดจากพฤติการณ์ของโจทก์เอง ไม่ถือเป็นการประพฤติชั่วร้ายแรงของจำเลย เพราะเป็นเหตุที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วม การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นเหตุหย่า ศาลเน้นว่า เหตุฟ้องหย่าต้องเป็น “ความผิดฝ่ายเดียว” มิใช่พฤติการณ์ร่วมกันของคู่สมรส 3.2 การทำร้ายร่างกายที่มีความรุนแรงต่อเนื่อง ในคำพิพากษาหลายสำนวน เช่น 1883/2530 ศาลวินิจฉัยว่าการทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงต่อเนื่องจนคู่สมรสเกิดความหวาดกลัว ถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา และเป็นเหตุให้ฟ้องหย่าได้ 3.3 การไม่อุปการะเลี้ยงดูและทอดทิ้งครอบครัว คำพิพากษาที่ 4622/2546 วินิจฉัยว่า เมื่อฝ่ายสามีละทิ้งภรรยา ไม่ให้เงินเลี้ยงดู ไม่ดูแลบุตร และไม่ได้อยู่กินร่วมกันเป็นเวลานาน ถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหน้าที่สามีภริยาและเป็นเหตุหย่าได้ 3.4 การหมิ่นประมาทร้ายแรงต่อหน้าบุคคลภายนอก คำพิพากษาที่ 2439/2542 ศาลเห็นว่าการดูหมิ่นคู่สมรสต่อหน้าผู้อื่นด้วยถ้อยคำหยาบคายและเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ถือเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงที่เป็นเหตุหย่า 4. การประเมินว่า “ร้ายแรงเพียงใด” จึงถือเป็นปฏิปักษ์ ศาลจะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ เช่น 1. ความต่อเนื่องและความหนักเบาของการกระทำ 2. ผลกระทบที่เกิดกับคู่สมรส ทั้งด้านร่างกายจิตใจ 3. เจตนาของผู้กระทำ ว่าประสงค์ให้เกิดความเสียหายหรือไม่ 4. บริบทของเหตุการณ์ เช่น เกิดจากการโต้ตอบหรือเป็นฝ่ายเดียว 5. ความเป็นไปได้ที่จะดำรงชีวิตคู่ต่อไปตามปกติสุข หากศาลเห็นว่าการกระทำดังกล่าว “ทำให้ไม่อาจดำรงชีวิตสมรสร่วมกันได้” ย่อมถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อสถานภาพสมรส 5. ข้อสรุปทางกฎหมาย การกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาไม่ได้จำกัดเพียงความรุนแรงทางกายเท่านั้น แต่รวมถึงพฤติการณ์ทั้งหมดที่บ่อนทำลายความไว้วางใจ ทำให้เกิดความอับอาย หรือสร้างความเสียหายแก่ครอบครัวอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ดี ศาลใช้หลักว่าเหตุหย่าต้องเป็น “ความผิดร้ายแรงที่เกิดจากคู่สมรสฝ่ายเดียว” ไม่ใช่ผลจากความขัดแย้งร่วมกัน การทำความเข้าใจหลักเกณฑ์เหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนทราบสิทธิของตนในชีวิตสมรส แต่ยังช่วยป้องกันข้อพิพาทครอบครัว และช่วยให้คู่สมรสประเมินพฤติกรรมของตนเองเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้มั่นคงต่อไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2524 มีข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างสามีภริยาอย่างไร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2524 เกิดจากข้อพิพาทระหว่างสามีภริยาซึ่งโจทก์เป็นสามีและจำเลยเป็นภริยา โดยโจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาหย่าจากจำเลย อ้างว่าจำเลยได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ หมิ่นประมาทเหยียดหยามโจทก์และบุพการี และก่อให้โจทก์ได้รับความอับอายต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาและลูกค้าที่ธนาคารซึ่งโจทก์เป็นผู้จัดการ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยมีความหึงหวงเนื่องจากโจทก์มีพฤติการณ์ไปไหนมาไหนและสนิทสนมกับหญิงอื่นจนเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น อีกทั้งโจทก์มิได้อยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยเป็นระยะเวลานาน ทำให้ทั้งสองฝ่ายเกิดการทะเลาะวิวาท มีการทุบตีและทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน จนเป็นเหตุให้โจทก์นำคดีมาฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าขาดจากกัน 2. เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายในคดีนี้ไม่เป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงจนเป็นเหตุฟ้องหย่า ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การทำร้ายร่างกายในคดีนี้มิใช่การที่จำเลยฝ่ายเดียวใช้ความรุนแรงต่อโจทก์ หากแต่เป็นการทะเลาะวิวาทและทุบตีทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกันของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย โดยมีต้นตอมาจากความหึงหวงของจำเลยซึ่งมีมูลจากพฤติการณ์ของโจทก์เองที่ไปมาหาสู่และสนิทสนมกับหญิงอื่นจนเป็นที่รับรู้ในสังคมท้องถิ่น ศาลเห็นว่าเมื่อโจทก์มีส่วนก่อให้เกิดเหตุขัดแย้งและความรุนแรงดังกล่าว การกระทำของจำเลยจึงไม่อาจถือได้ว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงโดยลำพังฝ่ายเดียว ไม่เข้าองค์ประกอบเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 3. ความหึงหวงของจำเลยมีผลต่อการพิจารณาเหตุฟ้องหย่าในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2524 อย่างไร ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า ความหึงหวงของจำเลยมิใช่ความหึงหวงโดยไร้เหตุ หากแต่เป็นความหึงหวงที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับหญิงอื่น จากทั้งข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นและคำเบิกความของพยาน ประกอบกับคำรับของโจทก์เองว่ามีการไปไหนมาไหนและสนิทสนมกับหญิงอื่นจริง จึงถือได้ว่าความหึงหวงและอารมณ์รุนแรงของจำเลยมีมูลตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่การก่อเหตุโดยปราศจากเหตุอันควร เมื่อความขัดแย้งและการทะเลาะวิวาทมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากพฤติการณ์ของโจทก์เอง การใช้เหตุดังกล่าวมาอ้างว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของจำเลยจึงไม่อาจรับฟังเป็นเหตุฟ้องหย่าได้ 4. ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับข้ออ้างว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการีอย่างร้ายแรง ในประเด็นการหมิ่นประมาทโจทก์และบุพการี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบยังไม่เพียงพอให้รับฟังได้ว่าจำเลยได้กล่าวถ้อยคำหรือแสดงพฤติการณ์เหยียดหยามดูหมิ่นโจทก์และบุพการีอย่างร้ายแรงตามที่ฟ้อง การจะถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงซึ่งเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องมีพฤติการณ์ชัดแจ้ง มีลักษณะเหยียดหยามรุนแรง และมีผลกระทบต่อชื่อเสียงศักดิ์ศรีในระดับสำคัญ ศาลเห็นว่าคำเบิกความและพยานบุคคลในคดีนี้ไม่อาจยืนยันได้ว่าจำเลยมีการหมิ่นประมาทในลักษณะดังกล่าว จึงฟังไม่ได้ว่าข้อกล่าวหานี้เป็นเหตุให้ศาลต้องพิพากษาให้หย่าตามคำฟ้องของโจทก์ 5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2524 วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 อย่างไร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2524 วางหลักว่า เหตุฟ้องหย่าจากการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือการกระทำที่ทำให้คู่สมรสอีกฝ่ายอับอายขายหน้าและได้รับความดูถูกเกลียดชัง ต้องเป็นการกระทำโดยเฉพาะตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งที่มีความร้ายแรงเพียงพอและไม่ใช่เหตุการณ์ที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมก่อให้เกิด หากการทะเลาะวิวาทหรือทำร้ายร่างกายเป็นเพียงการปะทะโต้ตอบซึ่งกันและกัน และมีต้นเหตุจากพฤติการณ์ของโจทก์เอง ศาลย่อมไม่ถือว่าเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของจำเลยเพียงฝ่ายเดียว จึงไม่เข้าองค์ประกอบเหตุฟ้องหย่าตามมาตรา 1516 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 6. ผลของคำพิพากษาศาลทั้งสามชั้นในคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1648/2524 เป็นอย่างไร ศาลชั้นต้นพิพากษาให้คู่สมรสหย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ และหากจำเลยไม่ไป ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์เหตุฟ้องหย่าได้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทั้งในประเด็นการทำร้ายร่างกายและการหมิ่นประมาทยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงหรือมีการกระทำเข้าลักษณะเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องโจทก์ในที่สุด |




