ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม

การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามในโฉนด, กรรมสิทธิ์รวมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, การหักล้างข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1357, สิทธิฟ้องแบ่งที่ดินของคู่สมรส, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีครอบครัว, การพิสูจน์เจตนาในการถือกรรมสิทธิ์, สินสมรสกับสินส่วนตัว, การกู้เงินร่วมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย, สิทธิของคู่สมรสในการแบ่งทรัพย์, การพิจารณาพยานหลักฐานในคดีครอบครัว, คดีหย่าและแบ่งทรัพย์, การถือชื่อร่วมเพื่อประโยชน์ทางการเงิน, ข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด, การใช้สิทธิในศาลฎีกา,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิในสินสมรสและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส เมื่อปรากฏว่ามีชื่อบุคคลที่สามร่วมอยู่ในโฉนดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อันก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายสำคัญว่า การมีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินย่อมทำให้บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยแท้จริงหรือไม่ และคู่สมรสฝ่ายใดมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์ได้เพียงใด

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำหลัก “ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ไม่เด็ดขาด” มาใช้พิจารณาประกอบพยานหลักฐานในคดีครอบครัว โดยศาลต้องวิเคราะห์ถึงเจตนาที่แท้จริงของการให้บุคคลที่สามมีชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน ว่าเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน หรือเป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันจริง

คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อแนวปฏิบัติในการฟ้องหย่า การแบ่งสินสมรส และการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ซึ่งมักพบได้บ่อยในทางปฏิบัติของคดีครอบครัว

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันสองคน ต่อมาจำเลยมีพฤติการณ์ประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โดยยกย่องเลี้ยงดูหญิงอื่นเสมือนเป็นภริยาอย่างเปิดเผย มีบุตรกับหญิงอื่นหลายราย และละทิ้งโจทก์กับบุตรเป็นเวลานาน รวมทั้งมีการทำร้ายร่างกายและแทรกแซงการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส

ทรัพย์สินพิพาทที่เป็นปัญหาสำคัญในคดีนี้ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41984 พร้อมบ้านปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งมีชื่อของโจทก์ จำเลย และบิดาของจำเลย (นายเย็น) เป็นผู้มีชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน โดยจำเลยอ้างว่า ที่ดินและบ้านเป็นของบิดาจำเลย และการมีชื่อร่วมของโจทก์และจำเลยเป็นเพียงการช่วยกู้เงินจากธนาคารเท่านั้น

ฝ่ายโจทก์กลับอ้างว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยร่วมกันได้มาระหว่างสมรส เงินค่าซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้าง และเงินผ่อนชำระธนาคารล้วนมาจากโจทก์และจำเลยทั้งสิ้น ส่วนบิดาจำเลยมีชื่อในโฉนดเพียงเพื่อให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อ มิได้มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมอย่างแท้จริง

ปัญหาข้อเท็จจริงจึงอยู่ที่ว่า การมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดินนั้น เป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมโดยแท้จริง หรือเป็นเพียงการมีชื่อในทางทะเบียนเพื่อประโยชน์ในการกู้เงิน และทรัพย์พิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิขอแบ่งเพียงใด

ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาล

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย คือ

(1) การมีชื่อบุคคลหลายคนร่วมในโฉนดที่ดิน ทำให้ต้องสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในสัดส่วนเท่ากันตามกฎหมายหรือไม่

(2) ข้อสันนิษฐานดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดหรือไม่ และสามารถหักล้างได้เพียงใด

(3) ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอแบ่งในสัดส่วนใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การมีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินจะทำให้เกิดข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ว่าผู้มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้

เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโดยรวม ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า เงินค่าซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้างบ้าน และเงินผ่อนชำระธนาคาร ล้วนเป็นภาระของโจทก์และจำเลย บิดาของจำเลยมิได้ออกเงินหรือมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพย์สินดังกล่าว อีกทั้งไม่เคยได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการให้เช่าบ้านพิพาท

ศาลเห็นว่า การที่บิดาของจำเลยมีชื่อร่วมในโฉนด เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการขอกู้เงินจากธนาคาร มิใช่การแสดงเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์พิพาทอย่างแท้จริง ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันเท่านั้น และเป็นสินสมรส

ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทในสัดส่วนกึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลดสัดส่วนสิทธิของโจทก์เหลือเพียงหนึ่งในสาม

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 บัญญัติหลักเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รวมไว้ว่า ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของรวมกันย่อมสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของในส่วนเท่ากัน เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานแสดงเป็นอย่างอื่น

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว มิได้มุ่งหมายให้การปรากฏชื่อในเอกสารทางทะเบียนเป็นข้อยุติเด็ดขาดในเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน หากแต่เป็นเพียงกลไกเบื้องต้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการพิจารณาคดี โดยเปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีจากพฤติการณ์แวดล้อมและพยานหลักฐานทั้งหมด

ในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีสินสมรส การถือชื่อร่วมในโฉนดที่ดินมักเกิดจากเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือทางการเงิน เช่น การกู้ยืมเงินจากธนาคาร มิใช่การแสดงเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมอย่างแท้จริง การตีความบทบัญญัติกฎหมายจึงต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและสภาพความเป็นจริงของความสัมพันธ์ทางครอบครัวเป็นสำคัญ

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า ศาลจะให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของเงิน การบริหารจัดการทรัพย์สิน และเจตนาของคู่กรณี มากกว่าการยึดถือเพียงรูปแบบทางทะเบียนแต่เพียงอย่างเดียว

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องและผลทางปฏิบัติ

คำพิพากษานี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีที่วางหลักไว้ว่า ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1357 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด และสามารถหักล้างได้ด้วยพยานหลักฐานที่แสดงถึงเจตนาและพฤติการณ์แห่งการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส โดยเฉพาะกรณีที่มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องในทางทะเบียนหรือเอกสาร การฟ้องคดีต้องเตรียมพยานหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งเงิน การชำระหนี้ การก่อสร้าง และการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างรอบคอบ

ศาลฎีกาได้ตอกย้ำว่า การพิจารณาสิทธิในสินสมรสต้องยึดหลักความเป็นธรรม ความแท้จริงของนิติสัมพันธ์ และเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว มากกว่าการยึดถือเพียงรูปแบบภายนอกของเอกสารทางทะเบียน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และวินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรส โดยให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนการแบ่งทรัพย์ โดยเห็นว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีเจ้าของร่วมสามคน ให้โจทก์มีสิทธิได้รับแบ่งเพียงหนึ่งในสาม

3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าการมีชื่อบิดาของจำเลยร่วมในโฉนดเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการกู้เงิน มิได้มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วม ทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย ให้โจทก์มีสิทธิได้รับแบ่งกึ่งหนึ่ง และให้คืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกิน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม ไว้อย่างชัดเจนว่า การมีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด

ศาลต้องพิจารณาถึง เจตนาที่แท้จริงในการถือกรรมสิทธิ์ จากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด ได้แก่ แหล่งที่มาของเงิน การผ่อนชำระหนี้ การก่อสร้าง การใช้ประโยชน์ และการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สิน มิใช่ยึดถือเพียงรูปแบบของเอกสารทางทะเบียน

ในคดีครอบครัว การให้บุคคลที่สามมีชื่อร่วมในโฉนดเพื่อเหตุผลทางการเงินหรือสินเชื่อ ไม่อาจตัดสิทธิของคู่สมรสในสินสมรสได้ หากปรากฏพยานหลักฐานชัดแจ้งว่าบุคคลดังกล่าวมิได้มีเจตนาเป็นเจ้าของทรัพย์ร่วมกันโดยแท้จริง หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมและสิทธิของคู่สมรสเป็นสำคัญ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน ทำให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมโดยอัตโนมัติหรือไม่

ไม่เสมอไป แม้กฎหมายจะสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของรวมกัน แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวสามารถหักล้างได้ หากมีพยานหลักฐานแสดงว่าไม่มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมจริง

2. ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1357 เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดหรือไม่

ไม่ใช่ เป็นเพียงข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด คู่ความสามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้ ศาลต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ทั้งหมดของคดี

3. หากบุคคลที่สามมีชื่อในโฉนดเพื่อช่วยกู้เงิน จะมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่

หากพิสูจน์ได้ว่าการมีชื่อร่วมเป็นเพียงการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ และมิได้ออกเงินหรือมีส่วนจัดการทรัพย์ ศาลอาจวินิจฉัยว่าไม่มีสิทธิในกรรมสิทธิ์ร่วม

4. คู่สมรสสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์ที่มีชื่อบุคคลอื่นร่วมได้หรือไม่

สามารถทำได้ หากทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส และสามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลอื่นไม่มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมโดยแท้จริง

5. คำพิพากษานี้มีผลอย่างไรต่อคดีหย่าและแบ่งสินสมรสในทางปฏิบัติ

เป็นแนวทางสำคัญในการเตรียมพยานหลักฐาน โดยเน้นพิสูจน์แหล่งเงินและเจตนาในการถือทรัพย์ มากกว่าการยึดถือเพียงชื่อในเอกสารทางทะเบียน

        ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2544

แม้โจทก์ จำเลย และ ย. ซึ่งเป็นบิดาของจำเลย จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1357 ว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันก็ตามแต่ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดโจทก์สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อพฤติการณ์แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยโดย ย. เพียงแต่มีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อการเสนอธนาคารขออนุมัติกู้เงิน ย. จึงหาได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่อย่างใดไม่ โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ให้จำเลยแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 375,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์หนึ่งในสามเป็นเงิน 250,000 บาทโจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ดังนี้ทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 125,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ดังกล่าว และแม้ไม่เกินสองแสนบาทก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2525 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โดยยกย่องเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างเปิดเผยเสมือนเป็นภริยา มีบุตรกับหญิงอื่นและจดทะเบียนรับรองบุตร อีกทั้งละทิ้งโจทก์และบุตรโดยไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเวลานาน มีการทำร้ายร่างกายและแทรกแซงการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาด ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู และให้แบ่งสินสมรส ได้แก่ บ้านและที่ดินราคา 750,000 บาท พร้อมรถยนต์ที่ได้มาระหว่างสมรส

จำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่ามิได้ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา การรับรองบุตรเป็นไปเพื่อช่วยเหลือเด็ก และโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว ถือว่าให้อภัย จำเลยอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของบิดาจำเลย โดยโจทก์และจำเลยมีชื่อร่วมในโฉนดเพื่อกู้เงินจากธนาคารเท่านั้น รถยนต์เป็นสินสมรส มิใช่สินส่วนตัวของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามอัตราที่กำหนด และให้แบ่งที่ดิน บ้าน และรถยนต์แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาด

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทเพียงหนึ่งในสาม โดยเห็นว่ามีเจ้าของร่วมสามคน

โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ จำเลย และบิดาจำเลยจะมีชื่อร่วมในโฉนดและได้รับการสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ว่าเป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่เด็ดขาด เมื่อพยานหลักฐานปรากฏว่า เงินค่าซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้างบ้าน และเงินผ่อนชำระธนาคารเป็นของโจทก์และจำเลย บิดาจำเลยมีชื่อร่วมเพียงเพื่อการกู้เงิน มิได้มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วม ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย โจทก์มีสิทธิขอแบ่งกึ่งหนึ่ง

ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียเกินจำนวน 15,625 บาทแก่โจทก์

ท นาย อาสา ฟรี




การสิ้นสุดแห่งการสมรส

สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพหลังหย่าและภาระพิสูจน์กรรมสิทธิ์สินสมรส
การหย่าต่างประเทศกับการส่งหมายเรียกโดยประกาศหนังสือพิมพ์ และเงื่อนไขการรับรองคำพิพากษาต่างประเทศในคดีครอบครัว
ฟ้องหย่าคู่สมรสวิกลจริต, คนไร้ความสามารถกับการหย่า, แบ่งทรัพย์สินหลังหย่าในกรณีคนวิกลจริต
การหย่าโดยคำพิพากษาของศาล
การหย่าโดยความยินยอมต้องทำอย่างไร?, หนังสือหย่า
สิทธิในความยินยอมของคู่สมรส เหตุหย่าจากการทรมานจิตใจ การจำแนกสินส่วนตัว–สินสมรส และข้อจำกัดการเรียกค่าทดแทนในคดีครอบครัว
แยกกันอยู่เกินสามปี ต้อง “สมัครใจ” และต้องไม่อาจอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข(ฎีกา 451/2567)
แบ่งสินสมรส, สินสมรสที่เป็นเงินตรา, แบ่งสินสมรสหลังหย่า สิทธิและหน้าที่, สินส่วนตัวกับสินสมรส
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูตกทอดเป็นมรดกและการดำเนินคดีแทนผู้ตาย
สิทธิส่วนแบ่งค่าเช่าตลอดชีวิตตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และความรับผิดเมื่อขายทรัพย์ทำให้ชำระหนี้พ้นวิสัย
หย่า ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) vs (4/2)แยกกันอยู่, ละทิ้งร้าง, สมัครใจแยกกันอยู่, (ฎีกา 2345/2552)
ฟ้องหย่าเพราะภรรยาแจ้งความสามีไม่ได้ ศาลชี้สิทธิเลี้ยงดูยังมีอยู่(ฎีกา 2109/2567)
สิทธิรับค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่าโดยคำพิพากษาและผลทางกฎหมายของวันสิ้นสุดการสมรส
การหมิ่นประมาทระหว่างคู่สมรสกับเกณฑ์เหตุฟ้องหย่า
สัญญาระหว่างสมรส การบอกล้างสัญญาทรัพย์สิน ค่าเลี้ยงชีพ และค่าทดแทนชู้ในคดีหย่า
การร้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมายครอบครัว และความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย
ทะเบียนสมรส ลงชื่อฝ่ายชายคนเดียว, เพิกถอนการรับบุตรบุญธรรม
ฟ้องหย่า: ภาระพิสูจน์เหตุหย่า การหมิ่นประมาท และการแยกกันอยู่โดยสมัครใจ
การทำร้ายร่างกายคู่สมรสเมื่อใดถือเป็นเหตุหย่า มาตรา 1516(3)
ฟ้องหย่าอ้างว่าจำเลยดูหมิ่นโจทก์และบุพการีของโจทก์อย่างร้ายแรง
ภริยาร้องเรียนสามีมีชู้ต่อผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุฟ้องหย่าได้หรือไม่
สิทธิฟ้องหย่า การสมัครใจแยกกันอยู่ และค่าอุปการะเลี้ยงดูภริยา
การร้องเรียนด้วยอารมณ์หึงหวงไม่เป็นเหตุฟ้องหย่าเพราะปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา
เป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน, การทำร้ายคู่สมรส
การฟ้องหย่าอ้างเหตุประพฤติชั่ว ต้องพิสูจน์ถึงความร้ายแรง(ฎีกา 2702/2546)
คำฟ้องหย่าเหตุหมิ่นประมาทต้องละเอียดเพียงใด(ฎีกา 6023/2537)
เหตุฟ้องหย่า, ฟ้องหย่าอ้างเหตุภริยาประพฤติชั่ว ต้องถึงขั้นร้ายแรง(ฎีกา 2321/2537)
หมิ่นประมาทอย่างร้ายแรงระหว่างสามีภริยา เป็นเหตุฟ้องหย่าได้(ฎีกาที่ 2085/2537)
หมิ่นประมาทภริยาอย่างร้ายแรง เป็นเหตุหย่าได้(ฎีกา 629/2537)
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสละทิ้งร้าง การเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภรรยา,(ฎีกา 3520/2536)
การสมรสไม่สิ้นสุดเพียงเพราะแยกกันอยู่ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย
การละเมิดคู่สมรสต่อเนื่อง อายุความไม่ขาด สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทน
ฟ้องหย่า ฉ้อฉลคู่สมรสวิกลจริต เพิกถอนสัญญาประนีประนอม
ฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากสามีโดยไม่ฟ้องหย่า สิทธิภริยาตามกฎหมาย
ฟ้องหย่าอ้างสิทธิเลือกคู่ครอง ศาลฎีกาวางหลักต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมาย
รู้ว่าสามีมีหญิงอื่นเกิน 1 ปี ฟ้องหย่าและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่
ฟ้องหย่าต้องยื่นศาลใด? หลัก “มูลคดีเกิด” และเขตอำนาจศาลในคดีครอบครัว
ร้องเรียนผู้บังคับบัญชาเรื่องสามีมีหญิงอื่น ไม่ใช่เหตุฟ้องหย่าเสมอไป
การสิ้นสุดคดีหย่าเมื่อคู่สมรสถึงแก่ความตายและผลทางกฎหมายของสิทธิเรียกร้อง(ฎีกา4398/2558)
การหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อเวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย อธิบายครบทุกเหตุ พร้อมแนวคำพิพากษา
สรุปเหตุ หย่า “ละทิ้งร้าง > สมัครใจแยกกันอยู่”มาตรา 1516, ป.พ.พ. มาตรา 1516(4/2),
หย่าเพราะทรมานร่างกาย-จิตใจ (บังคับร่วมประเวณี)เหตุฟ้องหย่า (ฎีกา 8611/2557)
การบอกล้างการสมรสโดยฉ้อฉล อายุความ และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพเมื่อแยกกันอยู่เกินสามปี
สิทธิฟ้องหย่าหมดไปหรือไม่เมื่อคู่สมรสอ้างว่ามีการยินยอมและให้อภัยพฤติการณ์ชู้สาว
การคุ้มครองประโยชน์ชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ในคดีแบ่งสินสมรสและดอกผลของทรัพย์สินสมรส
การยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาเป็นเหตุหย่า อำนาจศาลกำหนดสิทธิอำนาจปกครองบุตร และหลักเกณฑ์การกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูตามประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์
การสมรสโดยปราศจากเจตนาอยู่กินฉันสามีภริยาเป็นโมฆะ และสถานะบุตรที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ความหมายว่า"ค่าอุปการะเลี้ยงดูจนกว่าจะสมรสใหม่และจนกว่าการสมรสสิ้นสุดลง"
ฟ้องหย่าซ้ำหรือฟ้องซ้อนจากเหตุ “สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี” ศาลฎีกาวางหลักห้ามฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ.
ออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของผู้อื่นโดยมิชอบ – สิทธิครอบครองสำคัญกว่าชื่อในเอกสารสิทธิ
สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผย: หลักพิสูจน์ “ชู้สาว” และไม่ต้องฟ้องหย่าก่อน
การยินยอมและให้อภัยไม่ใช้สิทธิฟ้องหย่า : หลักกฎหมายเรื่องการรู้ข้อเท็จจริงครบถ้วนและการแสดงเจตนาให้อภัย
ข้อตกลงในสัญญาหย่าให้ทรัพย์แก่บุตร เป็นพินัยกรรมหรือสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอก
ฟ้องหย่าได้หรือไม่ เมื่อสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีคนใหม่และแยกกันอยู่นานกว่า 25 ปี
การหย่าโมฆะจากการแสดงเจตนาลวง: ผลต่อมรดกที่ดินพิพาทและสิทธิทายาท
ฟ้องเรียกค่าทดแทนชู้สาวหลังหย่าได้หรือไม่ หลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตามมาตรา 1523
กฎหมายฟ้องชู้ฉบับใหม่ 2568: สิทธิของคู่สมรสทุกเพศในการเรียกค่าทดแทนและฟ้องหย่า
สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทนชู้ และการรับฟังพยานบันทึกเสียงในคดีครอบครัว
ค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนว่ามีความสัมพันธ์กับสามี – สิทธิเรียกค่าทดแทนตามกฎหมาย
สมัครใจแยกกันอยู่ไม่ใช่การจงใจละทิ้งร้าง และการให้อภัยเหตุหย่าทำให้สิทธิฟ้องหย่าระงับ
เรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นเมื่อสามีจดทะเบียนสมรสซ้อน: สิทธิฟ้องหย่า ค่าทดแทน และอายุความละเมิดต่อเนื่อง
การหย่าโดยสมยอมเพื่อฉ้อโกงเจ้าหนี้ ทรัพย์สินยังเป็นสินสมรสหรือไม่
สิทธิของภริยาชอบด้วยกฎหมายในการเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนเป็นชู้ แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกับสามี
สิทธิฟ้องหย่าและอำนาจปกครองบุตร: ศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีสามีขับไล่ภริยา – คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4104/2564
การเปลี่ยนผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรเมื่อบุตรย้ายที่อยู่ถาวร และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูย้อนหลังตามพฤติการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
สมัครใจแยกกันอยู่เกินสามปี : หลักเกณฑ์หย่าตามมาตรา 1516 (4/2) และข้อห้ามฎีกา
การสมรสสิ้นสุดลงด้วยเหตุความตายระหว่างพิจารณาคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส สิทธิฟ้องเป็นสิทธิเฉพาะตัวหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อทายาท
อายุความฟ้องหย่าเมื่อมีหนังสือยินยอมหย่าแต่คู่สมรสไม่ไปจดทะเบียน: แยกให้ชัดระหว่างอายุความ 1 ปีตามมาตรา 1529 กับอายุความ 10 ปีในการฟ้องบังคับให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคสอง และมาตรา 1515
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ “ไม่ใช่เงินค้างจ่ายเป็นงวด” จึงไม่อยู่ในอายุความ 5 ปี และแนวทางกำหนดจำนวนค่าเลี้ยงดูย้อนหลังอย่างเป็นธรรม
ฟ้องหย่าด้วยเหตุหมิ่นประมาทร้ายแรงกับปัญหาอายุความ 1 ปี
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสหมิ่นประมาทหรือเหยียดหยามอย่างร้ายแรง และสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพภายหลังการหย่า
จงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ฟ้องหย่าได้ตามกฎหมายหรือไม่
การทิ้งร้างต้องครบหนึ่งปีและมีเจตนาไม่กลับมาอยู่กินฉันสามีภริยา
สามีไม่อุปการะเลี้ยงดูภริยาตามสมควรเป็นเหตุหย่าและผลของคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา
สิทธิฟ้องหย่าไม่ระงับแม้รู้เหตุเกินหนึ่งปี หากการยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยายังดำเนินต่อเนื่อง
สิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรย้อนหลังตั้งแต่วันเกิด ภายหลังศาลพิพากษารับรองความเป็นบุตรตามกฎหมาย
กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
การจงใจละทิ้งร้างในคดีหย่า : ขอบเขตความหมายและเงื่อนไขตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
การยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจกับการอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นเป็นภริยา กับสิทธิฟ้องหย่า
สมัครใจแยกกันอยู่เกิน 3 ปี ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ต้องพิสูจน์เหตุแท้จริงตามกฎหมาย
แยกกันอยู่เกินสามปีเพราะสามีรับราชการต่างจังหวัด ไม่ใช่เหตุหย่าโดยอัตโนมัติ
เกณฑ์วินิจฉัยเหตุหย่าฐานเป็นปฏิปักษ์อย่างร้ายแรงตามมาตรา 1516 (6): ขอบเขตพฤติการณ์ทะเลาะและทำร้ายร่างกายในชีวิตสมรส
การร้องเรียนสามีที่ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา ถือเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสหรือไม่
ฟ้องหย่าจงใจละทิ้งร้าง เรียกสินสอดทองหมั้นคืนได้หรือไม่ เมื่อได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
การประพฤติชั่วเป็นเหตุฟ้องหย่า ต้องร้ายแรงเพียงใด และพฤติการณ์ตอบโต้จากความหึงหวงถือเป็นเหตุหย่าหรือไม่
การรู้เห็นเป็นใจในการยกย่องหญิงอื่นเป็นภรรยา กับสิทธิฟ้องหย่า
เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสซ้อน ใครมีสิทธิร้องให้เป็นโมฆะ และผลกระทบต่อสิทธิรับมรดก
อำนาจฟ้องขอเพิกถอนการสมรสกรณีถูกข่มขู่และสิทธิทายาทในทรัพย์มรดก
ศาลมีอำนาจกำหนดค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรได้แม้ไม่มีคำขอ มาตรา 1522 ในคดีหย่าและหน้าที่ตามมาตรา 1564
สิทธิฟ้องหย่าเมื่อคู่สมรสต้องโทษจำคุกเกินหนึ่งปี และข้อจำกัดตามมาตรา 1516 (4/1)
สิทธิฟ้องหย่าระงับเมื่อคู่สมรสให้อภัยแล้วและกลับมาอยู่ร่วมกัน
แยกกันอยู่เกิน 3 ปี ต้องสมัครใจทั้งสองฝ่ายจึงเป็นเหตุหย่า
อำนาจปกครองบุตรหลังหย่า หลักความผาสุกของผู้เยาว์ และสิทธิเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู
สามีไม่ร่วมประเวณี ฟ้องหย่าได้หรือไม่
แยกอยู่แต่ไม่ถือว่าทิ้งร้าง เหตุฟ้องหย่าต้องพิสูจน์เจตนา
การกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง: เหตุฟ้องหย่า มาตรา 1516 (6)
ประพฤติชั่ว การขายบ้านโดยพลการหลังแยกกันอยู่ เป็นเหตุหย่าหรือไม่
การเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นต้องแสดงตนโดยเปิดเผย