
| การแบ่งสินสมรสเมื่อมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน และการหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิในสินสมรสและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส เมื่อปรากฏว่ามีชื่อบุคคลที่สามร่วมอยู่ในโฉนดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง อันก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมายสำคัญว่า การมีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินย่อมทำให้บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยแท้จริงหรือไม่ และคู่สมรสฝ่ายใดมีสิทธิขอแบ่งทรัพย์ได้เพียงใด คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการนำหลัก “ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ไม่เด็ดขาด” มาใช้พิจารณาประกอบพยานหลักฐานในคดีครอบครัว โดยศาลต้องวิเคราะห์ถึงเจตนาที่แท้จริงของการให้บุคคลที่สามมีชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน ว่าเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน หรือเป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันจริง คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญต่อแนวปฏิบัติในการฟ้องหย่า การแบ่งสินสมรส และการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ซึ่งมักพบได้บ่อยในทางปฏิบัติของคดีครอบครัว ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยาที่จดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมาย มีบุตรด้วยกันสองคน ต่อมาจำเลยมีพฤติการณ์ประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โดยยกย่องเลี้ยงดูหญิงอื่นเสมือนเป็นภริยาอย่างเปิดเผย มีบุตรกับหญิงอื่นหลายราย และละทิ้งโจทก์กับบุตรเป็นเวลานาน รวมทั้งมีการทำร้ายร่างกายและแทรกแซงการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส ทรัพย์สินพิพาทที่เป็นปัญหาสำคัญในคดีนี้ คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 41984 พร้อมบ้านปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว ซึ่งมีชื่อของโจทก์ จำเลย และบิดาของจำเลย (นายเย็น) เป็นผู้มีชื่อร่วมในโฉนดที่ดิน โดยจำเลยอ้างว่า ที่ดินและบ้านเป็นของบิดาจำเลย และการมีชื่อร่วมของโจทก์และจำเลยเป็นเพียงการช่วยกู้เงินจากธนาคารเท่านั้น ฝ่ายโจทก์กลับอ้างว่า ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยร่วมกันได้มาระหว่างสมรส เงินค่าซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้าง และเงินผ่อนชำระธนาคารล้วนมาจากโจทก์และจำเลยทั้งสิ้น ส่วนบิดาจำเลยมีชื่อในโฉนดเพียงเพื่อให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อ มิได้มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมอย่างแท้จริง ปัญหาข้อเท็จจริงจึงอยู่ที่ว่า การมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดินนั้น เป็นการถือกรรมสิทธิ์ร่วมโดยแท้จริง หรือเป็นเพียงการมีชื่อในทางทะเบียนเพื่อประโยชน์ในการกู้เงิน และทรัพย์พิพาทดังกล่าวเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิขอแบ่งเพียงใด ประเด็นปัญหาข้อกฎหมายและคำวินิจฉัยของศาล ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลต้องวินิจฉัย คือ (1) การมีชื่อบุคคลหลายคนร่วมในโฉนดที่ดิน ทำให้ต้องสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในสัดส่วนเท่ากันตามกฎหมายหรือไม่ (2) ข้อสันนิษฐานดังกล่าวเป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดหรือไม่ และสามารถหักล้างได้เพียงใด (3) ที่ดินและบ้านพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอแบ่งในสัดส่วนใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การมีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินจะทำให้เกิดข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ว่าผู้มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานโดยรวม ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งว่า เงินค่าซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้างบ้าน และเงินผ่อนชำระธนาคาร ล้วนเป็นภาระของโจทก์และจำเลย บิดาของจำเลยมิได้ออกเงินหรือมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพย์สินดังกล่าว อีกทั้งไม่เคยได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการให้เช่าบ้านพิพาท ศาลเห็นว่า การที่บิดาของจำเลยมีชื่อร่วมในโฉนด เป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการขอกู้เงินจากธนาคาร มิใช่การแสดงเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์พิพาทอย่างแท้จริง ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกันเท่านั้น และเป็นสินสมรส ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทในสัดส่วนกึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ลดสัดส่วนสิทธิของโจทก์เหลือเพียงหนึ่งในสาม วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 บัญญัติหลักเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์รวมไว้ว่า ผู้มีชื่อเป็นเจ้าของรวมกันย่อมสันนิษฐานว่าเป็นเจ้าของในส่วนเท่ากัน เว้นแต่จะมีพยานหลักฐานแสดงเป็นอย่างอื่น เจตนารมณ์ของบทบัญญัติดังกล่าว มิได้มุ่งหมายให้การปรากฏชื่อในเอกสารทางทะเบียนเป็นข้อยุติเด็ดขาดในเรื่องสิทธิในทรัพย์สิน หากแต่เป็นเพียงกลไกเบื้องต้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการพิจารณาคดี โดยเปิดโอกาสให้ศาลพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณีจากพฤติการณ์แวดล้อมและพยานหลักฐานทั้งหมด ในคดีครอบครัว โดยเฉพาะกรณีสินสมรส การถือชื่อร่วมในโฉนดที่ดินมักเกิดจากเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือทางการเงิน เช่น การกู้ยืมเงินจากธนาคาร มิใช่การแสดงเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมอย่างแท้จริง การตีความบทบัญญัติกฎหมายจึงต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมและสภาพความเป็นจริงของความสัมพันธ์ทางครอบครัวเป็นสำคัญ คำพิพากษานี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า ศาลจะให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของเงิน การบริหารจัดการทรัพย์สิน และเจตนาของคู่กรณี มากกว่าการยึดถือเพียงรูปแบบทางทะเบียนแต่เพียงอย่างเดียว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องและผลทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้สอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีที่วางหลักไว้ว่า ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1357 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด และสามารถหักล้างได้ด้วยพยานหลักฐานที่แสดงถึงเจตนาและพฤติการณ์แห่งการได้มาซึ่งทรัพย์สิน ในทางปฏิบัติ คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส โดยเฉพาะกรณีที่มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องในทางทะเบียนหรือเอกสาร การฟ้องคดีต้องเตรียมพยานหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งเงิน การชำระหนี้ การก่อสร้าง และการใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอย่างรอบคอบ ศาลฎีกาได้ตอกย้ำว่า การพิจารณาสิทธิในสินสมรสต้องยึดหลักความเป็นธรรม ความแท้จริงของนิติสัมพันธ์ และเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว มากกว่าการยึดถือเพียงรูปแบบภายนอกของเอกสารทางทะเบียน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ และวินิจฉัยว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรส โดยให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนการแบ่งทรัพย์ โดยเห็นว่าที่ดินและบ้านพิพาทมีเจ้าของร่วมสามคน ให้โจทก์มีสิทธิได้รับแบ่งเพียงหนึ่งในสาม 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยว่าการมีชื่อบิดาของจำเลยร่วมในโฉนดเป็นเพียงการอำนวยความสะดวกในการกู้เงิน มิได้มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วม ทรัพย์พิพาทจึงเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย ให้โจทก์มีสิทธิได้รับแบ่งกึ่งหนึ่ง และให้คืนค่าขึ้นศาลที่เรียกเก็บเกิน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การหักล้างข้อสันนิษฐานกรรมสิทธิ์รวม ไว้อย่างชัดเจนว่า การมีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 เป็นเพียงข้อสันนิษฐานเบื้องต้น มิใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาด ศาลต้องพิจารณาถึง เจตนาที่แท้จริงในการถือกรรมสิทธิ์ จากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด ได้แก่ แหล่งที่มาของเงิน การผ่อนชำระหนี้ การก่อสร้าง การใช้ประโยชน์ และการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพย์สิน มิใช่ยึดถือเพียงรูปแบบของเอกสารทางทะเบียน ในคดีครอบครัว การให้บุคคลที่สามมีชื่อร่วมในโฉนดเพื่อเหตุผลทางการเงินหรือสินเชื่อ ไม่อาจตัดสิทธิของคู่สมรสในสินสมรสได้ หากปรากฏพยานหลักฐานชัดแจ้งว่าบุคคลดังกล่าวมิได้มีเจตนาเป็นเจ้าของทรัพย์ร่วมกันโดยแท้จริง หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองความเป็นธรรมและสิทธิของคู่สมรสเป็นสำคัญ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การมีชื่อบุคคลที่สามร่วมในโฉนดที่ดิน ทำให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมโดยอัตโนมัติหรือไม่ ไม่เสมอไป แม้กฎหมายจะสันนิษฐานว่าผู้มีชื่อร่วมเป็นเจ้าของรวมกัน แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวสามารถหักล้างได้ หากมีพยานหลักฐานแสดงว่าไม่มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมจริง 2. ข้อสันนิษฐานตามมาตรา 1357 เป็นข้อสันนิษฐานเด็ดขาดหรือไม่ ไม่ใช่ เป็นเพียงข้อสันนิษฐานไม่เด็ดขาด คู่ความสามารถนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้ ศาลต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ทั้งหมดของคดี 3. หากบุคคลที่สามมีชื่อในโฉนดเพื่อช่วยกู้เงิน จะมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ หากพิสูจน์ได้ว่าการมีชื่อร่วมเป็นเพียงการช่วยเหลือด้านสินเชื่อ และมิได้ออกเงินหรือมีส่วนจัดการทรัพย์ ศาลอาจวินิจฉัยว่าไม่มีสิทธิในกรรมสิทธิ์ร่วม 4. คู่สมรสสามารถฟ้องขอแบ่งทรัพย์ที่มีชื่อบุคคลอื่นร่วมได้หรือไม่ สามารถทำได้ หากทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส และสามารถพิสูจน์ได้ว่าบุคคลอื่นไม่มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วมโดยแท้จริง 5. คำพิพากษานี้มีผลอย่างไรต่อคดีหย่าและแบ่งสินสมรสในทางปฏิบัติ เป็นแนวทางสำคัญในการเตรียมพยานหลักฐาน โดยเน้นพิสูจน์แหล่งเงินและเจตนาในการถือทรัพย์ มากกว่าการยึดถือเพียงชื่อในเอกสารทางทะเบียน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1376/2544 แม้โจทก์ จำเลย และ ย. ซึ่งเป็นบิดาของจำเลย จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1357 ว่าผู้เป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากันก็ตามแต่ข้อสันนิษฐานของกฎหมายดังกล่าวไม่ใช่ข้อสันนิษฐานเด็ดขาดโจทก์สามารถนำสืบหักล้างเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อพฤติการณ์แสดงให้เห็นชัดแจ้งว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของโจทก์และจำเลยโดย ย. เพียงแต่มีชื่อร่วมในโฉนดที่ดินพิพาทเพื่อการเสนอธนาคารขออนุมัติกู้เงิน ย. จึงหาได้มีส่วนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมแต่อย่างใดไม่ โจทก์มีสิทธิฟ้องขอแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสกึ่งหนึ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลยให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ ให้จำเลยแบ่งที่ดินและบ้านพิพาทแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 375,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์หนึ่งในสามเป็นเงิน 250,000 บาทโจทก์ฎีกาขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ดังนี้ทุนทรัพย์พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 125,000 บาท ต้องเสียค่าขึ้นศาลจากทุนทรัพย์ดังกล่าว และแม้ไม่เกินสองแสนบาทก็ไม่ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงเพราะเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว โจทก์ฟ้องว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2525 มีบุตรด้วยกัน 2 คน ต่อมาจำเลยประพฤติตนเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง โดยยกย่องเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างเปิดเผยเสมือนเป็นภริยา มีบุตรกับหญิงอื่นและจดทะเบียนรับรองบุตร อีกทั้งละทิ้งโจทก์และบุตรโดยไม่อุปการะเลี้ยงดูเป็นเวลานาน มีการทำร้ายร่างกายและแทรกแซงการจัดการทรัพย์สินอันเป็นสินสมรส โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาด ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู และให้แบ่งสินสมรส ได้แก่ บ้านและที่ดินราคา 750,000 บาท พร้อมรถยนต์ที่ได้มาระหว่างสมรส จำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่ามิได้ยกย่องหญิงอื่นเป็นภริยา การรับรองบุตรเป็นไปเพื่อช่วยเหลือเด็ก และโจทก์ทราบเรื่องดังกล่าวมานานแล้ว ถือว่าให้อภัย จำเลยอ้างว่าที่ดินและบ้านพิพาทเป็นของบิดาจำเลย โดยโจทก์และจำเลยมีชื่อร่วมในโฉนดเพื่อกู้เงินจากธนาคารเท่านั้น รถยนต์เป็นสินสมรส มิใช่สินส่วนตัวของโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์หย่าขาดจากจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง ให้จำเลยจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามอัตราที่กำหนด และให้แบ่งที่ดิน บ้าน และรถยนต์แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้นำออกขายทอดตลาด จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์มีสิทธิในที่ดินและบ้านพิพาทเพียงหนึ่งในสาม โดยเห็นว่ามีเจ้าของร่วมสามคน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้โจทก์ จำเลย และบิดาจำเลยจะมีชื่อร่วมในโฉนดและได้รับการสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 ว่าเป็นเจ้าของรวมกันมีส่วนเท่ากัน แต่ข้อสันนิษฐานดังกล่าวไม่เด็ดขาด เมื่อพยานหลักฐานปรากฏว่า เงินค่าซื้อที่ดิน ค่าก่อสร้างบ้าน และเงินผ่อนชำระธนาคารเป็นของโจทก์และจำเลย บิดาจำเลยมีชื่อร่วมเพียงเพื่อการกู้เงิน มิได้มีเจตนาถือกรรมสิทธิ์ร่วม ที่ดินและบ้านพิพาทจึงเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย โจทก์มีสิทธิขอแบ่งกึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้คืนค่าขึ้นศาลที่โจทก์เสียเกินจำนวน 15,625 บาทแก่โจทก์
|





