
| กฎหมายขัดกันแห่งกฎหมายกับการหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในศาลไทย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหย่าระหว่างคู่สมรสที่มีสัญชาติแตกต่างกัน คือ ภริยาสัญชาติไทยและสามีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งได้จดทะเบียนสมรสและฟ้องหย่าในประเทศไทย อันเป็นกรณีนิติสัมพันธ์ทางครอบครัวที่มีองค์ประกอบเกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีมิใช่เพียงการพิสูจน์เหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากแต่เป็นการวินิจฉัยเงื่อนไขเบื้องต้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ว่า ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้หรือไม่ และผู้ใดมีภาระพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศดังกล่าว คำพิพากษานี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการวางหลักเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศและสถานะของปัญหานี้ในฐานะข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์เป็นหญิงสัญชาติไทย จำเลยเป็นชายสัญชาติอังกฤษ ทั้งสองจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายในประเทศไทย และมีบุตรผู้เยาว์ร่วมกัน 1 คน ต่อมาโจทก์ยื่นฟ้องขอหย่า โดยอ้างเหตุว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ไม่อุปการะเลี้ยงดู และประพฤติเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (4) และ (6) พร้อมทั้งขอให้บุตรอยู่ในความปกครองของตนแต่ผู้เดียว จำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง พร้อมทั้งขอสิทธิในการดูแลบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกลับคำพิพากษาในส่วนหย่า โดยยกฟ้องเพราะเห็นว่าโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายอังกฤษยอมให้หย่าได้ตามมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โจทก์ฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ ศาลอุทธรณ์สามารถยกมาตรา 27 ขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ แม้จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ และโจทก์มีภาระพิสูจน์กฎหมายอังกฤษหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติในประเทศไทยเป็นกรณีต้องบังคับตามมาตรา 27 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขสองชั้น ได้แก่ หนึ่ง กฎหมายสัญชาติของคู่สมรสต้องยอมให้หย่าได้ สอง เหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้อง กฎหมายต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับรู้ได้เอง เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายอังกฤษยินยอมให้หย่าได้ ศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์มาตรา 27 มาตรา 27 มีเจตนารมณ์เพื่อเคารพหลักอำนาจอธิปไตยทางกฎหมายของรัฐเจ้าสัญชาติ และป้องกันการใช้ศาลไทยเป็นช่องทางหลีกเลี่ยงกฎหมายของประเทศตนเอง เงื่อนไขที่ให้กฎหมายสัญชาติ “ยอมให้หย่าได้” เป็นเงื่อนไขความสามารถในการหย่า ส่วนเหตุหย่าให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องเป็นเงื่อนไขเชิงสาระ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องและผลทางปฏิบัติ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักต่อเนื่องว่า กฎหมายต่างประเทศเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ หากไม่พิสูจน์ ศาลไม่อาจสันนิษฐานแทนได้ คดีนี้ยังวางหลักว่า ประเด็นตามมาตรา 27 เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา 182 ผลในทางปฏิบัติ คือ ผู้ฟ้องหย่าคู่สมรสต่างสัญชาติต้องเตรียมพยานหลักฐานเกี่ยวกับกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสอีกฝ่ายอย่างครบถ้วน มิฉะนั้นแม้มีเหตุหย่าตามกฎหมายไทยก็ไม่อาจสำเร็จได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้หย่า และให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ ยกฟ้องในส่วนหย่า เพราะไม่พิสูจน์กฎหมายอังกฤษตามมาตรา 27 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยได้ และโจทก์มีภาระพิสูจน์กฎหมายต่างประเทศ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า กฎหมายต่างประเทศในคดีที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศเป็น “ข้อเท็จจริง” ที่คู่ความต้องนำสืบ มิใช่หน้าที่ศาลค้นคว้าเอง และเงื่อนไขตามมาตรา 27 เป็นเงื่อนไขความชอบด้วยกฎหมายในการใช้ดุลพินิจพิพากษาหย่า อันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ไม่อาจถูกตัดทอนด้วยการสละประเด็นของคู่ความ การดำเนินคดีครอบครัวข้ามชาติจึงต้องวางยุทธศาสตร์พิสูจน์กฎหมายสัญชาติอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นสิทธิในการหย่าอาจสิ้นผลทางกระบวนพิจารณา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ศาลไทยสามารถพิพากษาให้หย่าคู่สมรสต่างสัญชาติได้เสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ ต้องเป็นไปตามมาตรา 27 กล่าวคือ กฎหมายสัญชาติของทั้งสองฝ่ายต้องยอมให้หย่าได้ และต้องมีเหตุหย่าตามกฎหมายไทย 2. คำถาม กฎหมายต่างประเทศถือเป็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง คำตอบ ถือเป็นข้อเท็จจริง คู่ความต้องนำสืบ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับรู้ได้เอง 3. คำถาม หากจำเลยไม่ยกประเด็นเรื่องกฎหมายต่างประเทศ ศาลยังยกขึ้นวินิจฉัยได้หรือไม่ คำตอบ ได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน 4. คำถาม หากพิสูจน์กฎหมายสัญชาติได้แล้ว ศาลไทยจะใช้กฎหมายใดพิจารณาเหตุหย่า คำตอบ ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า คือ กฎหมายไทย ตามมาตรา 27 วรรคท้าย 5. คำถาม คดีนี้มีผลอย่างไรต่อผู้ฟ้องหย่าคู่สมรสต่างชาติ คำตอบ ผู้ฟ้องต้องเตรียมพยานหลักฐานเกี่ยวกับกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสอีกฝ่าย มิฉะนั้นอาจถูกยกฟ้อง แม้มีเหตุหย่าตามกฎหมายไทยก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1869/2566 การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดย พ.ร.บ.ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182
ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่า และขอให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองของตนแต่เพียงผู้เดียว ส่วนจำเลยให้การปฏิเสธและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง พร้อมทั้งขอสิทธิในการดูแลบุตร ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่าและให้โจทก์ใช้อำนาจปกครองบุตร แต่จำเลยมีสิทธิเยี่ยมเยียนได้ และให้ยกฟ้องแย้ง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ โดยยกฟ้องในส่วนฟ้องหย่า เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีที่มีองค์ประกอบต่างประเทศ จำเลยมีสัญชาติอังกฤษ จึงต้องอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งกำหนดว่าศาลไทยจะพิพากษาให้หย่าได้ต่อเมื่อกฎหมายสัญชาติของคู่สมรสยอมให้หย่าได้ และเหตุหย่าให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายต่างประเทศเป็นข้อเท็จจริงที่คู่ความต้องนำสืบ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษยินยอมให้หย่าได้ เมื่อโจทก์มิได้นำสืบ ศาลไทยย่อมไม่อาจพิพากษาให้หย่าได้ อีกทั้งประเด็นดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์จึงยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้จำเลยมิได้ยกเป็นข้อต่อสู้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาพิพากษายืน และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ฎีกาเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์มิให้กีดกันการที่จำเลยพบบุตรผู้เยาว์ และให้โจทก์ส่งมอบบุตรผู้เยาว์ให้จำเลยเป็นผู้ดูแลจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์หรือจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะจบการศึกษาระดับปริญญาตรี โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว แต่จำเลยสามารถพบและเยี่ยมเยียนบุตรผู้เยาว์ได้ตามสมควร กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ฟ้องแย้งของจำเลยให้ยกเสีย ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่า นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นคนสัญชาติอังกฤษ โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2557 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ก. เกิดเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2556 โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยขอหย่าโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทอดทิ้งโจทก์และบุตรผู้เยาว์ไปโดยจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์และบุตรผู้เยาว์ การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปเกิน 1 ปี ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนและอับอายอย่างร้ายแรง ทั้งยังเป็นปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีหรือภริยากันอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) และ (6) มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาเพียงประการเดียวว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษหยิบยกพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 มาพิพากษายกฟ้องโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้ว่า กฎหมายประเทศอังกฤษห้ามมิให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดกัน ถือว่าจำเลยสละประเด็นข้อต่อสู้ดังกล่าวแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในเรื่องดังกล่าว จึงไม่ต้องนำพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 มาใช้บังคับ เห็นว่า การหย่าระหว่างโจทก์ซึ่งมีสัญชาติไทยกับจำเลยซึ่งเป็นคนสัญชาติอังกฤษในประเทศไทยนั้นมีลักษณะเป็นนิติสัมพันธ์ตามกฎหมายเอกชนที่เกี่ยวพันกับกฎหมายระหว่างประเทศอันตกอยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 โดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 บัญญัติว่า "ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า" ซึ่งมีความหมายว่า ในกรณีที่สามีภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นบุคคลสัญชาติอื่นหรือทั้งสองฝ่ายเป็นคนสัญชาติอื่นแต่มาฟ้องหย่าในประเทศไทย ศาลไทยจะพิพากษาให้หย่ากันได้ต่อเมื่อกฎหมายของประเทศสามีหรือภริยาหรือทั้งสองฝ่ายยินยอมให้สามีภริยาที่สมรสกันตามกฎหมายแล้วสามารถหย่ากันได้ ดังนั้นในเบื้องต้นต้องได้ความก่อนว่า กฎหมายของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นสัญชาติของจำเลยมีบทบัญญัติให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษสามารถหย่าหรือฟ้องหย่ากันได้ ศาลจึงจะพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายไทยอันเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ฟ้องหย่าต่อไป ดังนั้นข้อที่ว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษอนุญาตให้บุคคลที่มีสัญชาติอังกฤษหย่าได้หรือไม่ จึงเป็นข้อสำคัญที่ศาลต้องพิจารณาเสียก่อน และเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ต้องนำสืบให้ปรากฏ เพราะกฎหมายของต่างประเทศถือเป็นข้อเท็จจริงและไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลไทยรับรู้ได้เอง โจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ว่ากฎหมายอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยผู้เป็นสามียินยอมให้หย่าได้และมีเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมายไทยซึ่งเป็นกฎหมายสัญชาติของโจทก์ผู้เป็นภริยาและเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า เมื่อโจทก์มิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศอังกฤษอันเป็นกฎหมายสัญชาติของจำเลยยอมให้คู่สมรสหย่ากันได้ ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยจึงไม่อาจพิพากษาให้หย่ากันได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ หรือจำเลยมิได้ให้การต่อสู้ไว้ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษก็สามารถยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่าศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลไทยไม่อาจพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่ากันได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 และพิพากษายกฟ้องโจทก์ในส่วนฟ้องหย่ามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำฟ้องคดีหย่า ในศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีหมายเลขดำที่ …../256… ระหว่าง นาง ก. …………………………… โจทก์ สัญชาติไทย กับ Mr. B. …………………………… จำเลย สัญชาติอังกฤษ (British Citizen) 1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสมรสและบุตร 1.1 โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย 1.2 จำเลยเป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ (British citizen) ถือหนังสือเดินทางสหราชอาณาจักร 1.3 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ณ สำนักงานเขต/อำเภอ ………… เมื่อวันที่ ………… ตามทะเบียนสมรสเลขที่ ………… 1.4 ภายหลังสมรส ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ เด็กหญิง ค. เกิดเมื่อวันที่ ………… ปัจจุบันเป็นผู้เยาว์ 1.5 ต่อมาจำเลยได้ทอดทิ้งโจทก์และบุตร ไม่อุปการะเลี้ยงดู ไม่ร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายใด ๆ และมิได้อยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาเกินกว่า 1 ปี โดยไม่มีเหตุอันสมควร 2. เหตุหย่าตามกฎหมายไทย 2.1 การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี อันเป็นเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (4) 2.2 อีกทั้งการไม่อุปการะเลี้ยงดู และประพฤติเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมรสอย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อน อับอาย และไม่อาจดำรงชีวิตสมรสต่อไปได้ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (6) 2.3 เหตุหย่าดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย และคดีนี้ยื่นฟ้องต่อศาลไทย จึงต้องพิจารณาเหตุหย่าตามกฎหมายไทยตามมาตรา 27 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 3. การใช้บังคับกฎหมายสัญชาติของจำเลย 3.1 คดีนี้เป็นนิติสัมพันธ์ทางครอบครัวที่มีองค์ประกอบระหว่างประเทศ เนื่องจากจำเลยเป็นบุคคลสัญชาติอังกฤษ จึงอยู่ภายใต้บังคับพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 27 ซึ่งบัญญัติว่า “ศาลไทยจะไม่พิพากษาให้หย่ากัน เว้นแต่กฎหมายสัญชาติแห่งสามีและภริยาทั้งสองฝ่ายยอมให้หย่าได้ เหตุหย่า ให้เป็นไปตามกฎหมายแห่งถิ่นที่ยื่นฟ้องหย่า” 3.2 โจทก์ขอนำสืบว่ากฎหมายแห่งประเทศอังกฤษ (กฎหมายสหราชอาณาจักร) ยอมให้บุคคลสัญชาติอังกฤษหย่าได้ตามกฎหมาย โดยอ้างอิงกฎหมายดังต่อไปนี้ (ก) Matrimonial Causes Act 1973 (UK) มาตรา 1 กำหนดให้การสมรสอาจสิ้นสุดลงได้โดยคำสั่งศาล (divorce order) เมื่อพิสูจน์ได้ว่าการสมรสได้แตกสลายโดยสิ้นเชิง (irretrievable breakdown of marriage) (ข) Divorce, Dissolution and Separation Act 2020 (UK) ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์ โดยบัญญัติให้คู่สมรสสามารถยื่นคำร้องขอหย่าโดยอ้างว่าการสมรสแตกสลายโดยสิ้นเชิง และศาลมีอำนาจออกคำสั่งหย่าได้โดยไม่ต้องพิสูจน์ความผิดของอีกฝ่าย (no-fault divorce) 3.3 กฎหมายอังกฤษดังกล่าวมีผลใช้บังคับทั่วไปแก่บุคคลสัญชาติอังกฤษ และรับรองสิทธิในการหย่าโดยชัดแจ้ง จึงถือว่ากฎหมายสัญชาติของจำเลย “ยอมให้หย่าได้” ตามความหมายแห่งมาตรา 27 3.4 โจทก์จะนำสืบสำเนากฎหมายอังกฤษฉบับแปลรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายต่างประเทศ พร้อมความเห็นทางวิชาการ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าว 4. อำนาจศาลไทย 4.1 การสมรสได้จดทะเบียนในประเทศไทย 4.2 เหตุแห่งการฟ้องหย่าเกิดขึ้นในประเทศไทย 4.3 บุตรผู้เยาว์มีภูมิลำเนาและอาศัยอยู่ในประเทศไทย ศาลเยาวชนและครอบครัวจึงมีอำนาจพิจารณาคดีนี้ตามกฎหมาย 5. คำขอท้ายฟ้อง ด้วยเหตุดังกล่าว โจทก์ขอศาลได้โปรดมีคำพิพากษา 5.1 ให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน 5.2 ให้บุตรผู้เยาว์อยู่ในความปกครองดูแลของโจทก์ และให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองแต่เพียงผู้เดียว 5.3 ให้จำเลยมีสิทธิเยี่ยมเยียนตามสมควรภายใต้ดุลพินิจของศาล 5.4 ให้จำเลยร่วมรับผิดในค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรตามสมควร 5.5 ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนโจทก์ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด |



