ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีและความรับผิดจากการผิดสัญญา(ฎีกา 4684/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4684/2568, การตีความสัญญาจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่น, ความรับผิดจากการผิดสัญญาเมื่อยกเลิกการจัดงานแต่งงาน, หลักเกณฑ์สัญญาที่ไม่เป็นข้อตกลงจะสมรส, บทบัญญัติมาตรา 150 เกี่ยวกับสัญญาที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย, การบังคับใช้มาตรา 222 ว่าด้วยค่าเสียหายตามปกติและค่าเสียหายพิเศษ, การปฏิเสธการอ้างมาตรา 1439, การพิจารณาความเสียหายต่อชื่อเสียงจากการยกเลิกงานแต่งงาน, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสัญญา

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสัญญาจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นระหว่างคู่กรณี เมื่อจำเลยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดงานแต่งงานให้บุตรสาวของโจทก์ แต่ต่อมาจำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรัก ทำให้ต้องยกเลิกการจัดงานและเกิดความเสียหาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย มิใช่สัญญาจะสมรส และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยตามมาตรา 150 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการผิดสัญญา รวมถึงค่าเสียหายต่อชื่อเสียง ทั้งยังวินิจฉัยประเด็นดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์กำหนดเกินไปกว่าศาลชั้นต้นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และแก้ไขให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 การตกลงจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีระหว่างคู่กรณีมีผลผูกพันเป็นสัญญาตามกฎหมายหรือไม่

2 การยกเลิกพิธีแต่งงานเนื่องจากจำเลยมีหญิงอื่นก่อให้เกิดความเสียหายตามมาตรา 222 เพียงใด

3 การกำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดของศาลอุทธรณ์เกินไปกว่าศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ข้อตกลงจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีระหว่างคู่กรณีเป็น “สัญญาที่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมาย” หรือไม่ และเมื่อจำเลยผิดสัญญาเพราะมีหญิงอื่นเป็นคนรัก จึงต้องรับผิดตามกฎหมายแพ่ง รวมทั้งการพิจารณาค่าเสียหายตามปกติและค่าเสียหายต่อชื่อเสียงที่เกิดจากพฤติการณ์พิเศษ ตลอดจนประเด็นดอกเบี้ยผิดนัดที่ศาลฎีกาต้องแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150, มาตรา 222 วรรคหนึ่งและวรรคสอง, มาตรา 420, มาตรา 1439, มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เป็นแก่นของการวินิจฉัยในคดีนี้

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 สัญญาจัดพิธีแต่งงานตามประเพณี

ศาลฎีกายืนยันว่าการตกลงให้โจทก์จัดงานแต่งงานเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ไม่ใช่สัญญาจะสมรส แต่เป็นนิติสัมพันธ์ที่มีผลผูกพัน เพราะคู่กรณีได้ตกลงกันชัดเจนและมีการปฏิบัติตามสัญญาบางส่วน

2 มาตรา 150 นิติกรรมที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

ศาลวินิจฉัยว่าสัญญาจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีไม่ใช่นิติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี จึงไม่เป็นโมฆะตามมาตรา 150

3 มาตรา 222 ค่าเสียหายตามปกติและพฤติการณ์พิเศษ

ค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานเป็นค่าเสียหายตามปกติ ส่วนความอับอายและความเสียหายต่อชื่อเสียงถือเป็นความเสียหายพิเศษที่จำเลยควรคาดเห็นได้ตามวรรคสอง

4 ปฏิเสธการอ้างมาตรา 1439

จำเลยอ้างว่าหากเป็นสัญญาจะสมรสและไม่มีการหมั้น จะไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 1439 แต่ศาลฎีกายืนยันว่าคดีนี้ไม่ใช่สัญญาจะสมรส จึงไม่อาจนำมาตรา 1439 มาปฏิเสธความรับผิดได้

5 ดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 7 และมาตรา 224

ศาลฎีกาแก้ไขอัตราดอกเบี้ยของศาลอุทธรณ์ เช่น การกำหนดอัตราเกินกว่าศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องกลับไปใช้อัตราที่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ในมาตรา 7 และมาตรา 224

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์เป็นมารดาของนางสาวจตุพร ซึ่งอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยเป็นเวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน โดยญาติทั้งสองฝ่ายรับรู้ ต่อมาในวันที่ 22 กันยายน 2563 จำเลยและญาติฝ่ายจำเลยเดินทางมาสู่ขอนางสาวจตุพร พร้อมตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่น ณ บ้านของโจทก์ โดยกำหนดพิธีวันที่ 23 มกราคม 2564

โจทก์ได้ดำเนินการเตรียมงานและชำระเงินมัดจำหลายรายการ แต่ก่อนถึงพิธีเพียง 15 วัน จำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรัก และแจ้งยกเลิกการจัดงานแต่งงาน

โจทก์ได้รับความเสียหายทั้งในด้านค่าใช้จ่ายเตรียมงานและความเสียหายต่อชื่อเสียง จำเลยจ่ายเงินให้บางส่วน 20,000 บาท แต่ยังมีค่าเสียหายคงเหลือ

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

1 โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

2 ข้อตกลงจัดพิธีแต่งงานเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมายหรือเป็นสัญญาจะสมรส

3 จำเลยต้องรับผิดค่าเสียหายตามมาตราใดของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

4 ค่าเสียหายต่อชื่อเสียงถือเป็นค่าเสียหายตามพฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 222 วรรคสองหรือไม่

5 อัตราดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์กำหนดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

การวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า การตกลงกันให้โจทก์จัดพิธีแต่งงานเป็น สัญญาประเภทหนึ่งเพื่อจัดพิธีตามประเพณี ไม่ใช่สัญญาจะสมรสตามมาตรา 1439 และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 150

การที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายบางส่วน แสดงให้เห็นว่าจำเลยยอมรับผลผูกพันของสัญญา โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ในส่วนค่าใช้จ่ายการเตรียมงาน ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่ามีความเสียหายตามปกติจากการผิดสัญญาตามมาตรา 222 วรรคหนึ่ง และค่าเสียหายต่อชื่อเสียงเกิดจากพฤติการณ์พิเศษที่จำเลยควรได้คาดเห็น

รวมค่าเสียหาย 120,000 บาท หักที่จำเลยชำระแล้ว 20,000 บาท เหลือต้องชำระ 100,000 บาท

ในส่วนดอกเบี้ย ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้กลับไปใช้อัตรา 5 เปอร์เซ็นต์ต่อปีตามศาลชั้นต้น และให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาแต่ไม่เกินอัตราดังกล่าว

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักกฎหมายว่า การตกลงจัดงานพิธีแต่งงานแม้ไม่ใช่การทำสัญญาจะสมรส แต่เป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากคู่กรณีฝ่ายใดผิดสัญญาย่อมต้องรับผิดต่อความเสียหาย การยกเลิกงานแต่งงานอันเกิดจากพฤติการณ์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเป็นค่าเสียหายที่อยู่ในบังคับของกฎหมาย นอกจากนี้ยังยืนยันหลักความสงบเรียบร้อยเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขแม้ไม่มีคู่ความฎีกา

บทความฉบับนี้นำเสนอคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568 ซึ่งเป็นคดีแพ่งเกี่ยวกับสัญญาจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่น ซึ่งคู่กรณีฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาเนื่องจากมีหญิงอื่นเป็นคนรัก ทำให้เกิดการยกเลิกงานแต่งงานและก่อให้เกิดความเสียหายต่อฝ่ายโจทก์ ทั้งในด้านค่าใช้จ่ายที่ได้ชำระไปแล้วและความเสียหายต่อชื่อเสียง ศาลฎีกาได้วินิจฉัยประเด็นสำคัญของคดี ได้แก่ การตีความนิติสัมพันธ์ระหว่างคู่กรณี การพิจารณาว่าสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาที่ชอบด้วยกฎหมาย การประเมินค่าเสียหายตามมาตราต่างๆ ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตลอดจนการวินิจฉัยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกต้องตามกฎหมาย

ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่มีข้อโต้แย้งว่า จำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยามาเป็นเวลานานเกือบ 5 ปี ต่อมาจำเลยและญาติฝ่ายจำเลยได้เดินทางมาสู่ขอและตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่น โดยโจทก์ได้เริ่มจัดเตรียมงานและชำระเงินมัดจำหลายส่วน แต่ต่อมาจำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรักและยุติความสัมพันธ์กับบุตรสาวโจทก์ ทำให้ต้องยกเลิกงานแต่งงาน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตกลงกันให้จัดงานพิธีแต่งงานเป็นเพียงสัญญาเพื่อจัดงานพิธีตามประเพณี มิใช่สัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับมาตรา 1439 อีกทั้งข้อตกลงดังกล่าวไม่ขัดต่อมาตรา 150 เพราะไม่ใช่สัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

เมื่อจำเลยยอมจ่ายค่าเสียหายบางส่วน แสดงชัดว่าได้ยอมรับสัญญา โจทก์ย่อมเป็นคู่สัญญาที่มีสิทธิฟ้องตามกฎหมาย

ในส่วนค่าเสียหาย ค่าใช้จ่ายในการจัดเตรียมงานถือเป็นความเสียหายตามปกติจากการผิดสัญญาตามมาตรา 222 วรรคหนึ่ง ส่วนความเสียหายต่อชื่อเสียง เช่น ความอับอายของญาติพี่น้องและคนรู้จัก ถือเป็นความเสียหายที่เกิดจากพฤติการณ์พิเศษซึ่งจำเลยควรคาดเห็นได้ตามมาตรา 222 วรรคสอง รวมค่าเสียหายทั้งหมด 120,000 บาท หักค่าเสียหายที่จำเลยชำระแล้ว 20,000 บาท เหลือ 100,000 บาท

ในประเด็นดอกเบี้ย ศาลฎีกาเห็นว่า ศาลอุทธรณ์วางอัตราดอกเบี้ยเกินไปกว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความฝ่ายโจทก์อุทธรณ์ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแก้ไขให้ชำระดอกเบี้ยที่อัตราร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันฟ้อง และให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาโดยรวมกับอัตราเพิ่มอีก 2 เปอร์เซ็นต์แต่ไม่เกินอัตรา 5 เปอร์เซ็นต์ตามศาลชั้นต้น

วิเคราะห์ฎีกา

คดีนี้สะท้อนหลักนิติสัมพันธ์เกี่ยวกับสัญญาที่มีลักษณะผูกพันต่อการจัดงานตามประเพณี แม้จะไม่ได้เป็นสัญญาจะสมรส แต่ระหว่างคู่กรณีมีการตกลงชัดแจ้งและมีการปฏิบัติตามสัญญาบางส่วนแล้ว เช่น การชำระมัดจำและเตรียมการต่างๆ จึงเป็นสัญญาที่บังคับได้ตามกฎหมาย

การที่ศาลฎีกาปฏิเสธการนำมาตรา 1439 มาใช้เป็นการแยกประเภทของสัญญาที่เกี่ยวกับการสมรสและสัญญาอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเพณีอย่างชัดเจน และเป็นแนววินิจฉัยที่ยืนยันว่าการจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีเป็นสัญญาทางแพ่งปกติ

นอกจากนี้ การยอมรับค่าเสียหายต่อชื่อเสียงถือเป็นการขยายความคุ้มครองตามมาตรา 222 วรรคสอง ซึ่งศาลเห็นว่าการยกเลิกงานแต่งงานกระทันหันย่อมทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงโดยสมควร

IRAC 

Issue

ประเด็นมีว่า

1 ข้อตกลงจัดพิธีแต่งงานเป็นสัญญาที่มีผลผูกพันตามกฎหมายหรือไม่

2 โจทก์ในฐานะผู้จัดงานมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือไม่

3 จำเลยต้องรับผิดค่าเสียหายใดบ้าง ตามมาตรา 222 และความเสียหายต่อชื่อเสียงเป็นค่าเสียหายที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

4 อัตราดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์กำหนดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

Rule

ศาลใช้บทบัญญัติสำคัญ ได้แก่

มาตรา 150 ว่าด้วยนิติกรรมที่ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย

มาตรา 222 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ว่าด้วยค่าเสียหายตามปกติและค่าเสียหายพิเศษ

มาตรา 1439 ว่าด้วยสัญญาจะสมรส

มาตรา 420 ว่าด้วยการละเมิด

มาตรา 7 และมาตรา 224 ว่าด้วยอัตราดอกเบี้ย

มาตรา 142 และมาตรา 246 ว่าด้วยอำนาจแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายเพื่อความสงบเรียบร้อย

Application

ศาลพิเคราะห์ว่า การตกลงกันจัดพิธีแต่งงานมิใช่สัญญาจะสมรส แต่เป็นสัญญาที่มีผลผูกพัน และไม่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยมีหญิงอื่นและยกเลิกงานแต่งงานถือเป็นการผิดสัญญา ทำให้โจทก์เกิดความเสียหายทั้งค่าใช้จ่ายเตรียมงานและความเสียหายต่อชื่อเสียง อันเป็นพฤติการณ์พิเศษตามมาตรา 222 วรรคสอง

ในส่วนดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์กำหนดอัตราที่สูงกว่าศาลชั้นต้นโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาแก้ไขให้ถูกต้อง

Conclusion

ศาลฎีกาพิพากษาว่าจำเลยต้องรับผิดชำระค่าเสียหายตามสัญญาเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี และให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาโดยไม่เกินอัตราของศาลชั้นต้น

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4684/2568 

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย ข้อตกลงตามสัญญาจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 3,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นมารดาของนางสาวจตุพร ซึ่งนางสาวจตุพรอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยตั้งแต่เดือนมีนาคม 2558 มาเป็นเวลาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างรับรู้ ต่อมาวันที่ 22 กันยายน 2563 จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอนางสาวจตุพรต่อโจทก์ โดยตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์ในวันที่ 23 มกราคม 2564 โจทก์ดำเนินการจ่ายเงินมัดจำในการจัดงานบางส่วนไปแล้ว แต่วันที่ 6 มกราคม 2564 นางสาวจตุพรทราบว่าจำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรักแล้วจำเลยเก็บของออกจากห้องพักอาศัยที่อยู่ร่วมกันไป ครั้นวันที่ 8 มกราคม 2564 จำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ว่าจำเลยเลิกกับบุตรสาวโจทก์แล้ว แต่งงานกับบุตรสาวโจทก์ไม่ได้ จึงเป็นเหตุให้มีการยกเลิกการจัดพิธีแต่งงาน จากนั้นวันที่ 11 มกราคม 2564 จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 20,000 บาท

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ก่อนที่จะมีการตกลงกันให้จัดงานพิธีแต่งงานนั้น จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน แล้ว ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ ดังนั้น การที่จำเลย มารดาจำเลย และญาติพี่น้องจำเลยเดินทางมาสู่ขอบุตรสาวโจทก์ต่อโจทก์ จนทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถิ่นที่บ้านของโจทก์โดยกำหนดวันทำพิธีแต่งงานกัน เช่นนี้ถือได้ว่าการตกลงกันนั้นเป็นสัญญาประเภทหนึ่ง เพื่อจัดงานพิธีแต่งงานให้เป็นไปตามประเพณีท้องถิ่นเท่านั้น โดยฝ่ายจำเลยไม่จำต้องให้ของหมั้นแก่บุตรสาวโจทก์ กรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส เพราะขณะตกลงกันนั้นจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากันมาเป็นเวลานานถึงเกือบ 5 ปี แล้ว อีกทั้งการตกลงจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นดังกล่าวก็มิได้มีวัตถุประสงค์เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนอันจะทำให้การนั้นเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ยิ่งกว่านั้นการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหาย 20,000 บาท ย่อมบ่งชี้ได้ว่า จำเลยยอมรับว่าข้อตกลงดังกล่าวมีผลผูกพันจำเลย มิฉะนั้นแล้วจำเลยคงไม่ยอมจ่ายค่าเสียหายบางส่วนให้แก่โจทก์ ข้อตกลงตามสัญญาข้างต้นจึงมีผลบังคับได้ เมื่อฝ่ายโจทก์ได้จัดเตรียมงานพิธีแต่งงานดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรัก อันเป็นเหตุให้ต้องมีการยกเลิกการจัดงานพิธีแต่งงาน ถือได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อกรณีมิใช่เป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส จำเลยย่อมไม่อาจอ้างเรื่องที่ว่า หากฝ่ายใดผิดสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส กรณีที่ไม่มีการหมั้น ฝ่ายนั้นไม่ต้องรับผิดในค่าเสียหายหรือค่าทดแทนแก่อีกฝ่ายหนึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1439 นั้น มาปฏิเสธความรับผิดของจำเลยได้ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาจึงมีอำนาจฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ และเมื่อพิจารณากรณีตามคำฟ้องประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว มิใช่เป็นเรื่องไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันจะเป็นการละเมิดต่อโจทก์ เพราะการกระทำที่จะเป็นการละเมิดได้นั้น ต้องเป็นการกระทำโดยผิดต่อกฎหมายเท่านั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหาย..." ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำมั่นอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์ โจทก์เป็นผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิตามกฎหมาย โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า โจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ เพียงใด โจทก์มีตัวโจทก์และนางสาวจตุพรบุตรสาวโจทก์เป็นพยานเบิกความได้ความถึงความเสียหายที่ฝ่ายโจทก์ได้ดำเนินการต่าง ๆ ในการจัดงานพิธีแต่งงานได้แก่ ค่ามัดจำหมู 1 ตัว 10,000 บาท ค่าเช่าเต็นท์และเก้าอี้ 5,500 บาท ค่าเครื่องเสียงและตั้งเวที 15,000 บาท ค่าของชำร่วย 4,000 บาท ค่าของรับไหว้สำหรับญาติผู้ใหญ่ 2,000 บาท ค่าที่นอน 2,000 บาท ค่ามัดจำชุดแต่งงาน 3,000 บาท ค่าพิมพ์บัตรเชิญงานแต่งงาน 1,050 บาท ค่ามัดจำช่างภาพ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 44,550 บาท อีกทั้งค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ซึ่งต้องจ่ายไปตามปกติของการจัดงานพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นด้วย อันเป็นการปฏิบัติตามสัญญาที่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยตกลงกันโดยจำเลยมิได้ถามค้านพยานโจทก์หรือนำสืบให้เห็นเป็นอย่างอื่นได้ พยานหลักฐานโจทก์ในส่วนนี้จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ฟังได้ว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งถือเป็นค่าเสียหายตามปกติจากการผิดสัญญาของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคหนึ่ง สำหรับจำนวนค่าเสียหายในส่วนนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นควรว่าเป็นเงิน 50,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้ว ส่วนความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์นั้น จำเลยอ้างในฎีกาว่า กรณียังไม่มีการแจกบัตรเชิญ อีกทั้งจำเลยและบุตรสาวโจทก์อยู่กินกันมานาน เป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน จนเป็นที่รับรู้ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ตลอดจนบรรดาเพื่อน ๆ จำเลยและบุตรสาวโจทก์ กรณีจึงไม่อาจทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียงนั้น เห็นว่า เมื่อฝ่ายโจทก์มีการเตรียมจัดงานพิธีแต่งงานดังกล่าว ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีการบอกกล่าวญาติ เพื่อน และบุคคลที่รู้จักให้มาร่วมงาน ดังที่นางสาวจตุพรเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า พยานยังไม่ได้แจกบัตรเชิญ แต่ได้บอกด้วยวาจาแก่บุคคลที่คาดว่าจะไปเชิญครั้นก่อนถึงวันพิธีแต่งงานเพียง 15 วัน จำเลยโทรศัพท์แจ้งโจทก์ว่าจำเลยเลิกกับบุตรสาวโจทก์อันเนื่องมาจากจำเลยมีหญิงอื่นเป็นคนรัก เช่นนี้ย่อมทำให้โจทก์และบุตรสาวโจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ดังที่นางสาวจตุพรเบิกความว่า ญาติพี่น้อง ชาวบ้านในหมู่บ้าน รวมทั้งเพื่อนจำเลยและพยานทราบเรื่องการยกเลิกงานพิธีแต่งงาน ทำให้โจทก์และพยานเสียใจและอับอายเป็นอย่างมาก และความเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์เกิดแต่พฤติการณ์พิเศษ ซึ่งจำเลยได้คาดเห็นหรือควรได้คาดเห็นพฤติการณ์เช่นนั้นล่วงหน้าก่อนแล้วตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 222 วรรคสอง สำหรับจำนวนค่าเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นควรเป็นเงิน 70,000 บาท นั้น นับว่าเหมาะสมแล้วเช่นกัน รวมค่าเสียหายของโจทก์ทั้งหมด 120,000 บาท จำเลยชดใช้เงินให้แก่โจทก์แล้ว 20,000 บาท คงเหลือค่าเสียหาย 100,000 บาท ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง สำหรับความรับผิดของจำเลยในเรื่องดอกเบี้ยนั้น แม้โจทก์มีคำขอบังคับให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่ยื่นอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ยของต้นเงินค่าสินไหมทดแทนให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 หลังจากนั้นให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนได้ตามอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โดยที่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ในเรื่องดอกเบี้ยตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษามานั้น จึงเป็นกรณีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษากำหนดอัตราดอกเบี้ยนับถัดจากวันฟ้องจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 เกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยตามที่กระทรวงการคลังกำหนดโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ด้วยนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ก็มิได้พิพากษาให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งไม่ถูกต้อง รวมทั้งที่ระบุว่า ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ก็เป็นการเกินไปกว่าที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 252

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับดอกเบี้ย ให้จำเลยชำระอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 มีนาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปนั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 เมื่อใด ก็ให้ใช้ดอกเบี้ยที่ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยต้องชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ในส่วนดอกเบี้ย โดยให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และหลังจากนั้นใช้อัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยปรับเปลี่ยนได้ตามพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

3 ศาลฎีกาพิพากษาแก้ไขว่า การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดดอกเบี้ยเกินคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้กลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง และใช้อัตราที่ปรับตามพระราชกฤษฎีกาบวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปีแต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 โดยคงจำนวนค่าเสียหายตามศาลอุทธรณ์คือ 100,000 บาท และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

เมื่อจำเลยและญาติมาสู่ขอและตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่น โดยกำหนดวันจัดพิธีชัดเจน และโจทก์ได้ดำเนินการเตรียมงานด้วยการชำระเงินมัดจำหลายรายการ แต่ก่อนถึงวันพิธีจำเลยกลับมีหญิงอื่นเป็นคนรักและแจ้งยกเลิกงานแต่งงาน การตกลงดังกล่าวจะถือเป็นสัญญาประเภทใด และโจทก์มีสิทธิฟ้องจำเลยในฐานะคู่สัญญาหรือไม่

ธงคำตอบ

การตกลงให้โจทก์เป็นผู้จัดพิธีแต่งงานตามประเพณีท้องถิ่นเป็น “สัญญาประเภทหนึ่งเพื่อจัดการงานพิธี” ไม่ใช่สัญญาหรือข้อตกลงจะสมรสตามมาตรา 1439 เพราะจำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยามาเป็นเวลาเกือบ 5 ปีแล้ว และไม่มีการตกลงเรื่องหมั้น อีกทั้งสัญญาดังกล่าวไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนตามมาตรา 150 จึงเป็นนิติกรรมที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย เมื่อจำเลยผิดสัญญาโดยการมีหญิงอื่นและยกเลิกงานแต่งงาน โจทก์ผู้เป็นคู่สัญญามีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายตามกฎหมายได้

ข้อ 2

เมื่อโจทก์เบิกความถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ออกไปในการจัดเตรียมงานแต่งงาน เช่น มัดจำหมู ค่าเต็นท์ ค่าเครื่องเสียง ค่าช่างภาพ ค่าเช่าชุดแต่งงาน รวมเป็นเงินกว่า 44,550 บาท และมีค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับประเพณีท้องถิ่นอีก การเรียกค่าเสียหายดังกล่าวเข้าหลักเกณฑ์ใดของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และจำเลยต้องรับผิดเพียงใด

ธงคำตอบ

ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ออกไปในการเตรียมงานแต่งงานถือเป็น “ค่าเสียหายตามปกติที่เกิดจากการผิดสัญญา” ตามมาตรา 222 วรรคหนึ่ง เนื่องจากเป็นค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องรับภาระตามสัญญาเพื่อจัดพิธีตามประเพณี และเกิดขึ้นโดยตรงจากการที่จำเลยผิดสัญญายกเลิกงานแต่งงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร จำเลยมิได้นำสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวเกินความจำเป็นหรือไม่เกี่ยวกับสัญญา ศาลจึงรับฟังว่าโจทก์ได้รับความเสียหายจริง และจำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามสมควร จำนวนที่ศาลกำหนดคือ 50,000 บาท

ข้อ 3

เมื่อมีข้อเท็จจริงว่าแม้ยังไม่ได้พิมพ์หรือแจกบัตรเชิญงานแต่งงาน แต่มีการบอกกล่าวแก่ญาติ เพื่อน และบุคคลใกล้ชิดล่วงหน้า และเมื่อเกิดการยกเลิกงานแต่งงานเพราะจำเลยมีหญิงอื่น ทำให้โจทก์และบุตรสาวโจทก์อับอาย ศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายต่อชื่อเสียงตามกฎหมายได้หรือไม่ และต้องพิจารณาตามหลักกฎหมายใด

ธงคำตอบ

ความเสียหายต่อชื่อเสียงที่เกิดจากการยกเลิกงานแต่งงานอันเกิดจากพฤติการณ์ของจำเลย ถือเป็น “ความเสียหายพิเศษซึ่งจำเลยควรคาดเห็นล่วงหน้าได้” ตามมาตรา 222 วรรคสอง เนื่องจากตามปกติของการจัดพิธีแต่งงานในชุมชนย่อมต้องมีการบอกกล่าวด้วยวาจาแก่ญาติพี่น้องและบุคคลที่จะเชิญ แม้ยังไม่ได้พิมพ์บัตรเชิญ การยกเลิกงานเพียง 15 วันก่อนกำหนดพิธี ย่อมทำให้เกิดความอับอายต่อชื่อเสียงของโจทก์และบุตรสาว ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาจึงกำหนดค่าเสียหายต่อชื่อเสียงจำนวน 70,000 บาท โดยถือเป็นความเสียหายที่จำเลยควรคาดหมายได้และต้องรับผิดชดใช้

ข้อ 4

ประเด็นดอกเบี้ยผิดนัดที่ศาลอุทธรณ์กำหนดให้จำเลยต้องชำระอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และให้ปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกาในภายหลัง แต่โจทก์มิได้อุทธรณ์ในส่วนนี้ การกำหนดดอกเบี้ยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขอย่างไร

ธงคำตอบ

เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี และโจทก์มิได้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในอัตราที่สูงกว่าศาลชั้นต้นได้ การกำหนดอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจึงเป็นการพิพากษาเกินข้ออุทธรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาอาศัยอำนาจตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 252 ยกขึ้นวินิจฉัยเองแม้ไม่มีคู่ความฎีกา และแก้ไขให้อัตราดอกเบี้ยต้องเป็นไปตามศาลชั้นต้น คือร้อยละ 5 ต่อปี และหลังวันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ปรับตามอัตราที่ออกโดยพระราชกฤษฎีกาและบวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด

ข้อ 5

เมื่อจำเลยอ้างว่าการตกลงจัดพิธีแต่งงานเป็นสัญญาหรือข้อตกลงจะสมรส และเมื่อตนไม่ได้ให้ของหมั้นจึงไม่ต้องรับผิดตามมาตรา 1439 การอ้างเช่นนี้ฟังขึ้นหรือไม่ และเหตุใดศาลฎีกาจึงปฏิเสธข้ออ้างดังกล่าว

ธงคำตอบ

ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น เนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีเป็นเพียงสัญญาว่าด้วยการจัดงานพิธี ไม่ใช่สัญญาจะสมรสตามมาตรา 1439 เพราะคู่กรณีได้อยู่กินฉันสามีภริยามาเป็นเวลานานเกือบ 5 ปี และสัญญาดังกล่าวไม่มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการทำให้เกิดการสมรสทางกฎหมาย แต่เป็นการจัดงานตามประเพณีเท่านั้น การที่จำเลยยอมชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนยิ่งแสดงให้เห็นว่าได้ยอมรับผลผูกพันของสัญญา ดังนั้นจำเลยไม่อาจอ้างมาตรา 1439 เพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ และต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง




การสมรส การหมั้น

ข้อพิพาทสินสอดและฟ้องหย่าอ้างละทิ้งร้าง ตามหลักสิทธิเรียกคืนและเหตุฟ้องหย่า(ฎีกา 83/2542)
หลักเกณฑ์การหมั้นและเงื่อนไข อายุของคู่หมันฝ่าฝืนเป็นโมฆะ
การบอกเลิกสัญญาหมั้น
ร่วมประเวณีกับชายหรือหญิงคู่หมั้น
ผิดสัญญาไม่จดทะเบียนสมรส
สินสอดเป็นทรัพย์สินให้บิดามารดา ข้อแตกต่างและข้อเหมือนสินสอดและของหมั้น
ความยินยอมของบิดามารดาในการหมั้น
จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นโมฆะ ความเป็นโมฆะมีผลย้อนหลัง
ยินยอมเป็นสามีภริยากันต่อหน้านายทะเบียน
ฟ้องเรียกคืนทรัพย์สินฐานผิดสัญญาหมั้น
ของหมั้นและสินสอด, มิได้มีเจตนาสมรสกันตามกฎหมาย, สิทธิเรียกคืนของหมั้นและสินสอด
สิทธิเรียกค่าเสียหาย,ค่าทดแทน,โดยไม่มีการหมั้น, แบบของสัญญาหมั้น
แต่งงานแล้วไม่ยอมหลับนอนด้วย,เรียกสินสอดคืน
ขณะสู่ขอไม่มีการตกลงเรื่องจดทะเบียนสมรส
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีเรียกค่าทดแทน
ค่าทดแทน | ผิดสัญญาหมั้น
การหมั้นและสิทธิเรียกค่าทดแทนในกรณีผิดสัญญาหมั้น
ผิดสัญญาหมั้นเรียกสินสอดคืน