ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ข้อพิพาทสินสอดและฟ้องหย่าอ้างละทิ้งร้าง ตามหลักสิทธิเรียกคืนและเหตุฟ้องหย่า(ฎีกา 83/2542)

คำพิพากษาศาลฎีกา 83/2542, สิทธิเรียกค่าสินสอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437, เงื่อนไขการเรียกคืนของหมั้นและสินสอด, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสัญญาหมั้น, การตีความว่าฝ่ายใดผิดสัญญาหมั้น, การฟ้องหย่าจากเหตุละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีมาตรา 1516, แนวพิจารณาความผิดฐานละทิ้งร้าง, คดีครอบครัวเกี่ยวกับสินสอดและหมั้น, วิเคราะห์เหตุฟ้องหย่าอันเกิดจากเหตุเงินทองในครอบครัว, ตัวอย่างคดีสินสอดและฟ้องหย่า, การบังคับตามสัญญาหมั้นและลาภมิควรได้

         ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการเรียกค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืน รวมถึงประเด็นการฟ้องหย่าอ้างว่าคู่สมรสละทิ้งร้างเกินหนึ่งปี ศาลได้วินิจฉัยหลักสำคัญว่าการมีสิทธิเรียกคืนค่าสินสอดนั้นต้องเป็นกรณีหมั้นแล้วแต่ไม่มีการสมรส และต้องมีฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาหมั้น แต่เมื่อคู่สมรสจดทะเบียนสมรสและอยู่กินกันโดยชอบแล้ว ย่อมไม่เข้าเงื่อนไขเรียกคืนสินสอด พร้อมทั้งวิเคราะห์พฤติการณ์ว่าเหตุทะเลาะเกี่ยวกับเงินทองเป็นเรื่องปกติของครอบครัว ไม่ใช่เหตุร้ายแรงหรือการละทิ้งร้างตามกฎหมาย จึงไม่อาจใช้เป็นเหตุฟ้องหย่าได้

ข้อเท็จจริงโดยสรุป

โจทก์ฟ้องจำเลยซึ่งเป็นคู่สมรส ขอให้ศาลพิพากษาหย่าและเรียกให้จำเลยคืนค่าสินสอดจำนวน 20,000 บาท และค่าใช้จ่ายในงานแต่งงาน 3,000 บาท รวม 23,000 บาท โดยอ้างว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างโจทก์เกินหนึ่งปี เป็นเหตุให้การสมรสยุติลงตามกฎหมาย จึงต้องคืนทรัพย์สินทั้งหมดที่ใช้ในการเป็นคู่สมรส

จำเลยให้การปฏิเสธ ยืนยันว่าไม่ได้ละทิ้งร้าง โจทก์เป็นฝ่ายย้ายออกไปอยู่บ้านสวนเอง อีกทั้งเมื่อทั้งสองได้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสโดยชอบแล้ว โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดคืนเพราะมิใช่กรณีสัญญาหมั้นล้มเหลวตามกฎหมาย

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ

มี 2 ประเด็นใหญ่คือ

1. โจทก์มีสิทธิเรียกคืนค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายในการแต่งงานหรือไม่

2. การที่โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่ เป็นเหตุฟ้องหย่าตามเหตุละทิ้งร้างหรือไม่

3. หลักกฎหมายเกี่ยวกับสินสอดและสัญญาหมั้น

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสองและมาตรา 1439, 1440

หลักเกณฑ์สำคัญคือ

1. สินสอดจะเรียกคืนได้ เฉพาะเมื่อมีการหมั้นแต่ไม่มีการสมรส

2. ต้องมี “ฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้น” หรือมีเหตุสำคัญทำให้ชายไม่อาจสมรส

3. เมื่อมีการสมรสถูกต้องแล้ว สินสอดถือเป็นการบริบูรณ์ของสัญญาหมั้น ไม่สามารถอ้างเรียกคืนได้อีก

ศาลฎีกายืนยันหลักนี้ว่า

หากคู่ความจดทะเบียนสมรสแล้ว แม้ต่อมาจะเกิดปัญหาครอบครัว ก็ไม่มีสิทธิเรียกคืนสินสอด

เพราะเหตุแห่งสิทธิดังกล่าวมีเพียงในกรณี “หมั้นล้มเหลว” เท่านั้น

การพิจารณาเรื่องละทิ้งร้างตามมาตรา 1516(4)

ศาลพิเคราะห์คำเบิกความทั้งหมดพบว่า

ทั้งสองเคยอยู่กินฉันสามีภริยาโดยชอบ

การทะเลาะเป็นเรื่องเงินทองทั่วไป ไม่ใช่สาเหตุร้ายแรง

โจทก์เองเป็นฝ่ายย้ายไปอยู่บ้านสวนแม้สามารถกลับมาหาจำเลยได้

ไม่มีพฤติการณ์ว่าจำเลยขับไล่หรือปฏิเสธไม่อยู่ร่วมกับโจทก์

ดังนั้นพฤติการณ์ไม่ถึงขั้น “จงใจละทิ้งร้าง” อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามกฎหมาย

ข้อวินิจฉัยศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า

1. โจทก์เคยบรรยายค่าสินสอดในฟ้องเดิมชัดเจน จึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม

2. แต่แม้ฟ้องจะชอบ ก็ไม่มีสิทธิเรียกคืนสินสอด เพราะคู่ความจดทะเบียนสมรสแล้ว

3. ข้อเท็จจริงไม่เข้าเหตุละทิ้งร้าง จำเลยไม่ได้จงใจทอดทิ้งโจทก์

4. ศาลล่างพิพากษาให้ยกฟ้องจึงถูกต้องแล้ว

พิพากษายืน

สรุปหลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้

1. การเรียกคืนสินสอดทำได้เฉพาะในกรณี “หมั้นแต่ไม่มีการสมรส” เท่านั้น

2. เมื่อมีการสมรสโดยชอบ สินสอดเสร็จสิ้นสมบูรณ์ตามสัญญาหมั้น ไม่อาจเรียกคืนได้

3. การทะเลาะทั่วไปในครอบครัวไม่ใช่เหตุละทิ้งร้าง

4. การแยกกันอยู่เพราะเหตุส่วนตัวของฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่ละทิ้งร้างตามกฎหมาย

5. ภาระพิสูจน์เหตุฟ้องหย่าอยู่ที่ผู้ฟ้องและต้องพิสูจน์ให้สิ้นสงสัย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์ไม่อาจเรียกคืนสินสอดเพราะคู่กรณีจดทะเบียนสมรสแล้ว และข้อเท็จจริงไม่เข้าเหตุละทิ้งร้าง พิพากษายกฟ้อง

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นพ้องกับศาลชั้นต้น พิจารณาว่าเหตุทะเลาะเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ใช่การละทิ้งร้าง และสินสอดเรียกคืนไม่ได้ พิพากษายืน

3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าแม้ฟ้องไม่เคลือบคลุม แต่โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนสินสอดเพราะมีการสมรสแล้ว และพฤติการณ์ไม่เข้าเหตุฟ้องหย่าอันเกิดจากละทิ้งร้าง พิพากษายืน

 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 83/2542

 การที่โจทก์จะมีสิทธิเรียกค่าสินสอดของหมั้นและ ค่าทดแทนค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคืนจากจำเลยได้นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการหมั้นแล้ว แต่ไม่มีการสมรส โดยเป็น ความผิดของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม,1439 และ 1440(2) เมื่อปรากฏว่า โจทก์จำเลยได้แต่งงานกันตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดทองหมั้นและค่าทดแทน ค่าใช้จ่ายในการแต่งงานคือจากจำเลยได้เพราะมิใช่กรณี จำเลยผิดสัญญาหมั้น โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยาโดยทำพิธีแต่งงานตามประเพณี จดทะเบียนสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย และร่วมอยู่กิน ด้วยกันแล้ว เมื่อสาเหตุที่โจทก์จำเลยทะเลาะกัน เป็นเรื่องเงินทองภายในครอบครัวซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทั่วไป มิใช่เป็นสาเหตุร้ายแรงและสามารถปรับความเข้าใจ ระหว่างกันได้ แต่กลับได้ความว่า โจทก์ไปอยู่ที่บ้านสวน ของโจทก์โดยไม่ยอมกลับไปหาจำเลย แม้โจทก์จะมีวันหยุด ในวันอาทิตย์ว่างอยู่ แต่ก็อ้างว่าจะต้องซักผ้าและ ทำธุระส่วนตัว หากโจทก์จะไปพบจำเลยบ้างในวันธรรมดา เป็นบางครั้ง โจทก์ก็อาจกระทำได้เพราะโจทก์เคยอยู่บ้านจำเลย และเคยไปทำงานโดยไปกลับมาแล้ว แต่โจทก์ก็มิได้ขวนขวาย ที่จะกระทำดังกล่าวหรือชักชวนให้จำเลยไปอยู่กับโจทก์ ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งโจทก์โจทก์จึงไม่มีเหตุที่จะฟ้องหย่า

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจงใจละทิ้งร้าง ขอให้ศาลพิพากษาหย่าขาด บังคับให้จำเลยส่งใบสำคัญการสมรสคืน 1 ฉบับ และชดใช้ค่าสินสอดทองหมั้น 20,000 บาท กับค่าใช้จ่ายงานแต่งงาน 3,000 บาท รวม 23,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ อ้างว่าไม่ได้ทิ้งร้าง และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายคืน ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์จึงฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องในส่วนค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายงานแต่งงานไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะจากฟ้องเดิมโจทก์บรรยายชัดเจนว่าทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันแล้ว และมีการจ่ายค่าสินสอดและค่าใช้จ่ายงานแต่งงาน แต่แม้ฟ้องจะชอบ โจทก์จะมีสิทธิเรียกคืนค่าสินสอดและค่าทดแทนได้ ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีมีการหมั้นแต่ไม่มีการสมรส โดยเป็นความผิดของฝ่ายหญิงตามมาตรา 1437, 1439, 1440 ซึ่งกรณีนี้คู่ความได้แต่งงานและจดทะเบียนสมรสแล้ว จึงไม่ใช่กรณีผิดสัญญาหมั้น โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืน

ในประเด็นละทิ้งร้าง ศาลเห็นว่าคู่สมรสทะเลาะกันเรื่องเงินทองซึ่งเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เหตุร้ายแรง และโจทก์เป็นฝ่ายไปอยู่บ้านสวนเอง ทั้งยังมีโอกาสกลับมาหาจำเลยได้แต่ไม่ขวนขวาย ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจฟังได้ว่าจำเลยจงใจละทิ้งร้างเกินหนึ่งปีตามมาตรา 1516 โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า คำพิพากษาศาลล่างทั้งสองชอบแล้ว ศาลฎีกาพิพากษายืน

เรียกค่าสินสอดคืนโดยไม่มีการหมั้น

หลักกฎหมาย ข้อพิจารณา และแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

การเรียกค่าสินสอดคืนเป็นประเด็นสำคัญในคดีครอบครัว โดยเฉพาะเมื่อคู่พิพาทมีความสัมพันธ์ที่นำไปสู่การแต่งงานหรือการเลิกรากันในระยะเวลาอันสั้น คำถามสำคัญคือ กรณีใดฝ่ายชายจึงมีสิทธิเรียกค่าสินสอดคืนได้ และหากไม่มีการหมั้น แต่มีการแต่งงานหรืออยู่กินกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จะสามารถเรียกค่าสินสอดคืนได้หรือไม่ บทความนี้อธิบายหลักกฎหมายสำคัญและแนววินิจฉัยเพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนตามกฎหมายครอบครัวไทย

1. ความหมายของ “สินสอด” และหลักการพื้นฐาน

สินสอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสอง คือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายมอบให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองของฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการที่หญิงยอมสมรส และตามกฎหมายถือเป็น “ผลของสัญญาหมั้น” กล่าวคือ สินสอดเป็นผลของการหมั้นและการนำไปสู่การสมรส ดังนั้น สิทธิเรียกคืนสินสอดจึงผูกพันอยู่กับการมีหรือไม่มีการหมั้นเป็นแกนสำคัญ

2. เรียกค่าสินสอดคืนได้เมื่อใด

หลักกฎหมายกำหนดว่า เรียกคืนได้เฉพาะกรณีมีการหมั้นแล้วแต่ไม่มีการสมรส โดยต้องเป็นกรณีที่ฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้นหรือมีเหตุสำคัญทำให้ชายไม่สมควรสมรส เช่น ฝ่ายหญิงปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ หรือประพฤติผิดอย่างร้ายแรงก่อนสมรส หากเข้าเงื่อนไขนี้ ฝ่ายชายมีสิทธิเรียกคืนสินสอดตามหลักลาภมิควรได้

แต่ในทางกลับกัน หากคู่กรณีได้แต่งงานหรือจดทะเบียนสมรสกันแล้ว สินสอดถือว่าสมบูรณ์ ไม่สามารถอ้างเรียกคืนได้ แม้ต่อมาจะหย่าหรือมีปัญหาครอบครัว เพราะการสมรสทำให้สัญญาหมั้นเสร็จสมบูรณ์ตามเจตนาแห่งกฎหมายแล้ว

3. ไม่มีการหมั้น แต่มีการแต่งงาน – เรียกคืนได้หรือไม่

หลายกรณีเกิดขึ้นในสังคมไทยที่ไม่ได้จัดพิธีหมั้น แต่มีการแต่งงานตามประเพณีหรือจดทะเบียนสมรส แล้วคู่กรณีเกิดปัญหาครอบครัวจนต้องหย่าร้าง บางฝ่ายพยายามเรียก “ค่าสินสอดของหมั้น” คืน แต่กฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาวางหลักชัดเจนว่า

หากไม่มีการหมั้น แต่มีการแต่งงานแล้ว ถือว่าไม่เข้าเงื่อนไขการเรียกคืนสินสอด

เพราะสินสอดเป็นผลของสัญญาหมั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ใช้ในกรณีทั่วไปของการแต่งงาน

ศาลฎีกาที่ 83/2542 วางหลักไว้ชัดว่า

การสมรสตามประเพณีและจดทะเบียนสมรสแล้ว ย่อมไม่ใช่กรณีผิดสัญญาหมั้น จึงไม่มีสิทธิเรียกคืนสินสอดหรือค่าใช้จ่ายงานแต่งงานคืนได้

ดังนั้น แม้จะไม่มีการหมั้น แต่มีการแต่งงานแล้ว ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ผิดหรือแยกกันอยู่เพราะเหตุใด การเรียกสินสอดคืนย่อมทำไม่ได้ตามกฎหมาย

4. ไม่มีการหมั้น ไม่มีการแต่งงาน – เรียกคืนได้หรือไม่

หากชายมอบทรัพย์สินให้แก่ฝ่ายหญิงหรือครอบครัว โดยไม่ใช่พิธีหมั้น และไม่ได้มีการตกลงมุ่งหมายไปสู่การสมรสอย่างเป็นทางการ การเรียกคืนสินสอดย่อมทำไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ถือว่าเป็น “สินสอดตามสัญญาหมั้น” ทรัพย์สินที่ให้ไปอาจตีความเป็นของขวัญหรือการให้โดยเสน่หา เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามีเงื่อนไขผูกพันพิเศษ

5. ความสำคัญของการพิสูจน์ “การหมั้น”

การจะเรียกคืนสินสอดได้ ต้องพิสูจน์ให้ชัดเจนว่า

1. มีการตกลงหมั้น

2. ฝ่ายชายมอบของหมั้นตามกฎหมาย

3. ต่อมาไม่มีการสมรสโดยฝ่ายหญิงผิดสัญญาหมั้น

หากพิสูจน์ไม่ได้ ศาลจะไม่รับรองสิทธิเรียกคืนตามกฎหมาย

ข้อคิดทางกฎหมาย

1. สินสอดเป็นสิทธิเรียกคืนได้เฉพาะเมื่อเป็น “ผลของการหมั้นที่ไม่สำเร็จเป็นสมรส”

2. หากไม่มีการหมั้น หรือคู่กรณีแต่งงานแล้ว การขอคืนสินสอดเป็นไปไม่ได้ตามหลักกฎหมาย

3. การให้ทรัพย์สินในความสัมพันธ์ต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน ไม่เช่นนั้นอาจถูกตีความว่าเป็นการให้โดยเสน่หา

4. การฟ้องหย่าหรือขอค่าทดแทนไม่เกี่ยวกับสิทธิเรียกคืนสินสอดเมื่อคู่กรณีได้สมรสแล้ว


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: สินสอดตามกฎหมายหมายถึงอะไร และเกี่ยวข้องกับการหมั้นอย่างไร

คำตอบ: สินสอดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสอง คือทรัพย์สินที่ฝ่ายชายให้แก่บิดามารดาหรือผู้ปกครองฝ่ายหญิงเพื่อตอบแทนการยอมสมรส และโดยหลักถือเป็น “ผลของสัญญาหมั้น” หมายความว่า สินสอดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการหมั้นเพื่อนำไปสู่การสมรส การจะอ้างสิทธิเรียกคืนค่าสินสอดจึงต้องเริ่มจากการพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่ามีการหมั้นตามกฎหมายเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงการให้ทรัพย์สินทั่วไป

2. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: เรียกค่าสินสอดคืนได้ในกรณีใดบ้าง

คำตอบ: ฝ่ายชายเรียกคืนค่าสินสอดได้ในกรณีที่มีการหมั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย แล้วต่อมาไม่มีการสมรส และการไม่มีการสมรสนั้นเกิดจากความผิดของฝ่ายหญิง หรือมีเหตุสำคัญอันเกิดแก่ฝ่ายหญิงทำให้ฝ่ายชายไม่สมควรสมรส เช่น ฝ่ายหญิงปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญหรือประพฤติผิดอย่างร้ายแรงก่อนสมรส ในกรณีเช่นนี้ ฝ่ายชายสามารถใช้สิทธิเรียกคืนค่าสินสอดโดยอาศัยหลักลาภมิควรได้ตามบทบัญญัติกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

3. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ถ้าไม่มีการหมั้น แต่มีการแต่งงานหรือจดทะเบียนสมรส สามารถเรียกค่าสินสอดคืนได้หรือไม่

คำตอบ: หากไม่มีการหมั้น แต่มีการแต่งงานตามประเพณีหรือจดทะเบียนสมรสกันแล้ว คู่สมรสไม่สามารถเรียกค่าสินสอดคืนได้ เพราะกฎหมายถือว่าสินสอดเป็นผลของสัญญาหมั้น เมื่อมีการสมรสโดยชอบ สัญญาหมั้นถือว่าสำเร็จและสิทธิในสินสอดจบสิ้น แม้ต่อมาจะหย่าหรือมีข้อพิพาทในครอบครัว ก็ไม่เข้าเงื่อนไขการเรียกคืนค่าสินสอดตามหลักกฎหมายว่าด้วยการหมั้นและสินสอด

4. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: หากไม่มีการหมั้น และไม่มีการแต่งงาน จะสามารถเรียกค่าสินสอดคืนได้หรือไม่

คำตอบ: ในกรณีที่ฝ่ายชายมอบทรัพย์สินให้แก่ฝ่ายหญิงหรือครอบครัว โดยไม่มีพิธีหมั้นและไม่มีการสมรส ทรัพย์สินที่ให้ไปโดยหลักแล้วจะไม่ถือเป็นสินสอดตามกฎหมาย มักตีความว่าเป็นการให้โดยเสน่หา หรือเป็นของขวัญในความสัมพันธ์ส่วนตัว ซึ่งไม่เข้าเงื่อนไขการเรียกคืนค่าสินสอด เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีข้อตกลงชัดเจนว่าเป็นของหมั้นหรือสินสอดที่มีเงื่อนไขเฉพาะ

5. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ถ้าเคยหมั้นกันแล้ว แต่ต่อมาไม่ได้สมรส ฝ่ายชายจะเรียกคืนค่าสินสอดและของหมั้นได้อย่างไร

คำตอบ: หากมีการหมั้นกันโดยชอบ และต่อมาไม่ได้มีการสมรสเนื่องจากฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายผิดสัญญาหมั้น หรือมีเหตุสำคัญที่ฝ่ายหญิงต้องรับผิดชอบ ฝ่ายชายมีสิทธิเรียกคืนค่าสินสอดและของหมั้น โดยต้องพิสูจน์ว่า 1) มีการตกลงหมั้นจริง 2) มีการมอบของหมั้นหรือสินสอดจริง และ 3) ไม่มีการสมรสเพราะเหตุที่เกี่ยวกับฝ่ายหญิง ศาลจะใช้บทบัญญัติเรื่องลาภมิควรได้มาช่วยในการพิจารณาคืนทรัพย์สิน

6. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ทำไมการพิสูจน์ว่ามีการหมั้นตามกฎหมายจึงสำคัญต่อการเรียกคืนค่าสินสอด

คำตอบ: เพราะสิทธิเรียกคืนค่าสินสอดตั้งอยู่บนฐาน “สัญญาหมั้น” หากพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการหมั้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่มีฐานกฎหมายรองรับว่าทรัพย์สินที่ให้ไปเป็นสินสอดตามสัญญาหมั้น ศาลอาจเห็นว่าเป็นเพียงการให้โดยเสน่หา หรือการช่วยเหลือกันในความสัมพันธ์ ดังนั้นผู้ที่ต้องการใช้สิทธิเรียกคืนค่าสินสอดจึงต้องมีหลักฐานชัดเจนทั้งเรื่องการตกลงหมั้น พิธีการ และการส่งมอบของหมั้น

7. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: หากคู่สมรสหย่าหรือเลิกรากันแล้ว ยังสามารถขอคืนค่าสินสอดได้หรือไม่

คำตอบ: เมื่อคู่กรณีได้สมรสกันโดยชอบ ไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะมีการหมั้นหรือไม่ก็ตาม การสมรสถือว่าสัญญาหมั้นสำเร็จสมบูรณ์ สินสอดจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะเรียกคืนได้อีก แม้ภายหลังจะเกิดเหตุหย่าหรือเลิกรา การขอคืนค่าสินสอดจึงไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมาย คู่สมรสอาจใช้สิทธิอย่างอื่นแทน เช่น ขอแบ่งสินสมรส หรือเรียกค่าสินไหมทดแทนกรณีมีมูลละเมิด แต่ไม่ใช่การอ้างสิทธิคืนค่าสินสอด

8. คำถาม-คำตอบ

คำถาม: ข้อคิดทางกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการเรียกค่าสินสอดคืนโดยไม่มีการหมั้นคืออะไร

คำตอบ: ข้อคิดสำคัญคือ ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ของหมั้น–สินสอด” กับ “ทรัพย์สินที่ให้โดยเสน่หา” การเรียกคืนค่าสินสอดทำได้เฉพาะเมื่อมีการหมั้นโดยชอบ และไม่มีการสมรสอันเป็นผลของความผิดฝ่ายหญิงเท่านั้น หากไม่มีการหมั้น หรือมีการสมรสแล้ว สิทธิเรียกคืนสินสอดย่อมไม่เกิด ผู้เกี่ยวข้องจึงควรจัดทำหลักฐานเรื่องการหมั้นและการให้สินสอดให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพื่อลดข้อพิพาทและความเสียหายเมื่อเกิดปัญหาภายหลัง




การสมรส การหมั้น

สัญญาจัดพิธีแต่งงานตามประเพณีและความรับผิดจากการผิดสัญญา(ฎีกา 4684/2568)
หลักเกณฑ์การหมั้นและเงื่อนไข อายุของคู่หมันฝ่าฝืนเป็นโมฆะ
การบอกเลิกสัญญาหมั้น
ร่วมประเวณีกับชายหรือหญิงคู่หมั้น
ผิดสัญญาไม่จดทะเบียนสมรส
สินสอดเป็นทรัพย์สินให้บิดามารดา ข้อแตกต่างและข้อเหมือนสินสอดและของหมั้น
ความยินยอมของบิดามารดาในการหมั้น
จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นโมฆะ ความเป็นโมฆะมีผลย้อนหลัง
ยินยอมเป็นสามีภริยากันต่อหน้านายทะเบียน
ฟ้องเรียกคืนทรัพย์สินฐานผิดสัญญาหมั้น
ของหมั้นและสินสอด, มิได้มีเจตนาสมรสกันตามกฎหมาย, สิทธิเรียกคืนของหมั้นและสินสอด
สิทธิเรียกค่าเสียหาย,ค่าทดแทน,โดยไม่มีการหมั้น, แบบของสัญญาหมั้น
แต่งงานแล้วไม่ยอมหลับนอนด้วย,เรียกสินสอดคืน
ขณะสู่ขอไม่มีการตกลงเรื่องจดทะเบียนสมรส
ผู้มีสิทธิฟ้องคดีเรียกค่าทดแทน
ค่าทดแทน | ผิดสัญญาหมั้น
การหมั้นและสิทธิเรียกค่าทดแทนในกรณีผิดสัญญาหมั้น
ผิดสัญญาหมั้นเรียกสินสอดคืน