
| บุคคลภายนอกอ้างไม่ใช่บริวารจำเลยได้หรือไม่ หากเข้าครอบครองทรัพย์ระหว่างคดี ศาลจะพิจารณาสิทธิอย่างไรในการงดบังคับคดี
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความสถานะ “บริวารของจำเลย” และข้ออ้างเรื่องอำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาท กรณีผู้ร้องเข้าดำเนินกิจการแทนผู้เช่าที่มีคดีพิพาทกับเจ้าของพื้นที่ ศาลวินิจฉัยว่าผู้ร้องเพียงอาศัยสิทธิของผู้เช่าเดิม ไม่ถือว่ามีอำนาจพิเศษในการครอบครองตามกฎหมาย แม้ผู้ร้องจะซื้ออุปกรณ์และเข้าดำเนินกิจการเองก็ตาม สรุปข้อเท็จจริง • อาคารพิพาทตั้งอยู่ในตลาดหัวหินบาร์ซาร์ บนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย • โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าอาคารเพื่อทำร้านอาหาร แต่จำเลยผิดสัญญาไม่จ่ายค่าเช่า • ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยและบริวารออกจากพื้นที่และชำระค่าเสียหาย • ผู้ร้องเป็นเพื่อนของจำเลย ซื้ออุปกรณ์ร้านจากจำเลยและเข้าดำเนินกิจการแทน • ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าตนมิใช่บริวารของจำเลย และมีอำนาจพิเศษในการครอบครอง • ศาลทุกชั้นวินิจฉัยว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย เนื่องจากอาศัยสิทธิครอบครองแทนจำเลย ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “ผู้ร้อง” มีสถานะเป็น บริวารของจำเลย ตามกฎหมายหรือไม่ และมี “อำนาจพิเศษในการครอบครอง” ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 353 (2) หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องเข้าครอบครองอาคารพิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่า จึงเป็นบริวารของจำเลย มิใช่ผู้มีอำนาจพิเศษในการครอบครอง ทำให้ไม่อาจขัดขวางการบังคับคดีได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 353 (2) (อำนาจพิเศษในการครอบครอง) • มาตรา 142 (ห้ามยกข้อเท็จจริงเกินคำคู่ความ) • มาตรา 225 วรรคหนึ่ง, มาตรา 252 (ข้อห้ามฎีกา) ด้านล่างนี้คือ 5 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “บริวารของจำเลย” ผู้ร้องเข้าครอบครองอาคารพิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่า ทั้งยังรับกุญแจร้านจากจำเลยและดำเนินกิจการแทน ศาลจึงเห็นว่าผู้ร้องอยู่ในฐานะบริวาร ไม่ใช่ผู้ครอบครองอิสระตามกฎหมาย 2. “อำนาจพิเศษในการครอบครอง” (มาตรา 353 (2)) ผู้ร้องอ้างว่ามีอำนาจพิเศษเพราะอยู่ระหว่างการยื่นขอเช่าที่ดินกับการรถไฟฯ แต่ศาลวินิจฉัยว่าตราบใดที่ยังไม่ได้เป็นผู้เช่าตามกฎหมาย ย่อมไม่มีอำนาจพิเศษในการครอบครอง ไม่อาจขัดการบังคับคดีได้ 3. “อาศัยสิทธิของผู้เช่า (จำเลย)” ข้อเท็จจริงชัดเจนว่าผู้ร้องใช้สิทธิครอบครองต่อเนื่องจากจำเลย เช่น ซื้ออุปกรณ์ร้านจากจำเลย รับกุญแจร้าน และดำเนินกิจการแทน จึงเป็นการครอบครองที่เกิดจากสิทธิของจำเลย ไม่ใช่สิทธิของผู้ร้องเอง 4. “เป็นภาระในการปฏิบัติตามคำบังคับ” ผู้ร้องไม่ยอมออกจากพื้นที่ ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งคืนที่ดินให้การรถไฟฯ ตามคำพิพากษาคดีเดิมได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการบังคับคดี ไม่ใช่ผู้มีสถานะขัดขวางการบังคับคดีด้วยสิทธิของตน 5. “ข้อเท็จจริงเกินคำร้อง – ต้องห้ามตามมาตรา 142 และข้อห้ามฎีกา” ผู้ร้องฎีกาอ้างเรื่องตัวการ–ตัวแทนระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ปรากฏในคำร้องต่อศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อห้ามตามมาตรา 142 และต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. ผู้ร้องเป็นบริวารของจำเลย o ผู้ร้องเข้าครอบครองอาคารเพราะได้รับกุญแจและสิทธิจากจำเลยผู้เช่า o เป็นการอาศัยสิทธิของจำเลย ไม่ใช่สิทธิของตนเอง 2. ไม่มีอำนาจพิเศษในการครอบครอง o การเป็นสมาชิกสมาคมการค้าไม่ก่อสิทธิครอบครองพิเศษ o ยังไม่ได้เป็นผู้เช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทยโดยตรง 3. ข้ออ้างที่เกินจากคำร้องเดิม o ศาลห้ามวินิจฉัยเพราะเกินข้อเท็จจริงในคำร้อง (มาตรา 142 ป.วิ.พ.) o ไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกา (มาตรา 225 และ 252 ป.วิ.พ.) การขยายความประเด็นทางกฎหมาย 1. ความหมายของ “บริวาร” ตามมาตรา 353(2) ป.วิ.พ. “บริวาร” คือ บุคคลที่อยู่ภายใต้อำนาจหรือการครอบครองแทนของลูกหนี้ตามคำพิพากษา เช่น ลูกจ้าง คนในครอบครัว หรือผู้ที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ใช้ประโยชน์ในทรัพย์แทน 2. อำนาจพิเศษในการครอบครอง ต้องเกิดจากสิทธิครอบครองโดยตรง เช่น สัญญาเช่าที่ทำกับเจ้าของโดยตรง หรือสิทธิที่กฎหมายรับรองโดยชัดแจ้ง ไม่ใช่สิทธิที่อาศัยจากผู้อื่น 3. ข้อจำกัดของการฎีกา • มาตรา 142 ป.วิ.พ.: ห้ามศาลวินิจฉัยเกินข้อเท็จจริงที่คู่ความยกขึ้น • มาตรา 225 ป.วิ.พ.: ห้ามฎีกาในประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาในศาลชั้นต้น • มาตรา 252 ป.วิ.พ.: กำหนดขั้นตอนการยื่นฎีกาและข้อห้าม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การครอบครองทรัพย์แทนผู้อื่นโดยไม่ได้รับสิทธิครอบครองจากเจ้าของโดยตรง ย่อมเป็นเพียง “บริวาร” ของผู้ครอบครองหลัก • สมาชิกสมาคมหรือผู้ค้าในพื้นที่ ไม่ถือว่ามีสิทธิพิเศษ เว้นแต่จะมีสัญญากับเจ้าของที่ดินหรืออาคาร • การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาที่ไม่ได้ยกมาก่อน อาจถูกห้ามวินิจฉัยตามมาตรา 142 และ 225 ป.วิ.พ. บทสรุปภาษาอังกฤษ This Supreme Court judgment No. 5357/2567 concerns the legal interpretation of a “tenant’s associate” (บริวารของจำเลย) and special possession rights. The petitioner took over business operations from the tenant but did not hold any direct lease with the property owner. The Court ruled that the petitioner merely occupied under the tenant’s rights, thus remaining a tenant’s associate without special possession. New facts raised in the appeal were inadmissible under Sections 142 and 225 of the Civil Procedure Code. The petition was dismissed. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อาคารพิพาทในตลาดหัวหินบาร์ซาร์เป็นทรัพย์ของเทศบาลบนที่ดินการรถไฟฯ โจทก์ให้จำเลยเช่าแต่จำเลยผิดสัญญา ผู้ร้องซึ่งเป็นเพื่อนจำเลยเข้าดูแลร้าน ซื้ออุปกรณ์และดำเนินกิจการแทน โดยอาศัยสิทธิของจำเลยผู้เช่า จึงถือเป็น “บริวารของจำเลย” มิได้มีอำนาจพิเศษในการครอบครอง เพราะไม่มีสัญญาเช่ากับการรถไฟฯ ข้อเท็จจริงใหม่ในฎีกาเกินคำร้องและมิได้ยกในศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามตามมาตรา 142 และ 225 ป.วิ.พ. ศาลฎีกาพิพากษายืนยกคำร้อง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5357/2567 ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลยแล้วเข้าดำเนินกิจการร้านค้าแทน เป็นการอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เข้าไปทำประโยชน์ในอาคารพิพาทแทนจำเลย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว โจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวและมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย การที่ผู้ร้องยังไม่ออกไปจากที่ดินทำให้โจทก์ไม่อาจส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการปฏิบัติตามคำบังคับ หาใช่อำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทไม่ ฎีกาย่อ คดีนี้เกิดจากโจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอาคารร้านค้าในตลาดหัวหินบาร์ซาร์ เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาเช่า ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกจากพื้นที่ พร้อมชำระค่าเสียหาย และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดี ต่อมาผู้ร้องซึ่งเข้าไปใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาท ยื่นคำร้องขอให้งดการบังคับคดี โดยอ้างว่าตนไม่ใช่บริวารของจำเลยและมีสิทธิครอบครองเอง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 7 ต่างยกคำร้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องเข้าไปครอบครองอาคารพิพาทโดยอาศัยสิทธิของจำเลย เนื่องจากได้รับกุญแจและดำเนินกิจการแทนจำเลย จึงมีสถานะเป็น “บริวารของจำเลย” ไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครองโดยอำนาจพิเศษ อีกทั้งยังไม่มีสัญญาเช่ากับเจ้าของที่แท้จริง ส่วนข้ออ้างอื่น เช่น สิทธิของสมาคม หรือการที่โจทก์ถูกฟ้องขับไล่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย ศาลเห็นว่าไม่ใช่เหตุให้ผู้ร้องมีสิทธิครอบครอง และบางประเด็นเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ยกขึ้นในชั้นฎีกาไม่ได้ จึงพิพากษายืนให้ยกคำร้อง และให้บังคับคดีขับไล่ได้ตามคำพิพากษาเดิม ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารบาร์ซ่า ร้าน ป. พร้อมส่งมอบการครอบครองอาคารและอุปกรณ์ทุกชนิดภายในร้านค้าที่พิพาทแก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ให้จำเลยชำระเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 150,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำบังคับ โจทก์ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับจำเลยและบริวารออกจากที่ดินและอาคารพิพาทตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งงดการบังคับคดีและมีคำสั่งว่าผู้ร้องมิใช่บริวารของจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้เบื้องต้นว่า อาคารพิพาทตั้งอยู่ในตลาดหัวหินบาร์ซาร์ซึ่งเป็นทรัพย์สินของเทศบาลเมืองหัวหินที่ปลูกสร้างบนที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามสัญญาเช่า เพื่อให้ผู้ประกอบการค้าเช่าอาคารและพื้นที่ทำการค้า ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2546 การรถไฟแห่งประเทศไทยบอกเลิกสัญญาเช่าแก่เทศบาลเมืองหัวหิน แต่ผ่อนผันให้ผู้ประกอบการค้าเดิมที่เป็นสมาชิกของสมาคมการค้าผู้ประกอบการค้าหัวหินพลาซ่าอยู่ประกอบการค้าในพื้นที่เดิมได้ต่อไป วันที่ 1 มีนาคม 2561 โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าอาคารพิพาทซึ่งอยู่ในตลาดหัวหินบาร์ซาร์ทำร้านอาหารและเครื่องดื่ม แต่จำเลยผิดสัญญาไม่ชำระค่าเช่าแก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น วันที่ 19 ตุลาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จากนั้นวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องเข้าครอบครองใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาท ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีว่า ผู้ร้องมิได้เป็นบริวารของจำเลยและแสดงอำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 353 (2) ได้หรือไม่ เห็นว่า คดีได้ความจากผู้ร้องที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า ผู้ร้องเป็นเพื่อนจำเลย จำเลยขอให้ผู้ร้องเข้าไปดูแลความปลอดภัยที่ร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของจำเลยในอาคารพิพาท ต่อมาวันที่ 1 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องซื้ออุปกรณ์ภายในร้านค้าของจำเลย จำเลยมอบกุญแจร้านค้าให้ผู้ร้อง แล้วผู้ร้องเข้าดำเนินกิจการร้านค้าแทนจำเลย เช่นนี้คือการที่ผู้ร้องอาศัยสิทธิของจำเลยที่เป็นผู้เช่าอาคารพิพาทจากโจทก์เข้าไปครอบครองใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาทระหว่างคดีแทนจำเลย ผู้ร้องจึงอยู่ในฐานะบริวารของจำเลย ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างและนำสืบว่า สมาคมการค้าผู้ประกอบการค้าหัวหินพลาซ่าซึ่งเป็นตัวแทนของผู้ร้องและผู้ค้าขายอื่นกำลังดำเนินการขอเช่าที่ดินดังกล่าวจากการรถไฟแห่งประเทศไทยนั้น ตราบใดที่ผู้ร้องยังไม่ใช่ผู้เช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้ร้องก็ยังไม่มีอำนาจพิเศษในการครอบครองที่ดินและอาคารพิพาท และที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องขับไล่โจทก์จนศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพร้อมส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยแล้ว โจทก์เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวและมีหน้าที่ต้องส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทย การที่ผู้ร้องยังไม่ออกไปจากที่ดินย่อมทำให้โจทก์ไม่อาจส่งมอบที่ดินในสภาพเรียบร้อยคืนแก่การรถไฟแห่งประเทศไทยได้ ผู้ร้องจึงเป็นภาระของโจทก์ในการปฏิบัติตามคำบังคับ หาใช่อำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทไม่ ส่วนที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาว่า โจทก์เป็นตัวการไม่เปิดเผยชื่อยอมให้จำเลยเป็นตัวแทนทำการออกหน้าเป็นตัวการว่าเป็นผู้ถือสิทธิครอบครองในที่ดินและอาคารพิพาท โจทก์จึงหาอาจทำให้เสื่อมเสียถึงสิทธิของผู้ร้องซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มีต่อจำเลย และขวนขวายได้มาแต่ก่อนที่รู้ว่าจำเลยเป็นตัวแทนนั้น เป็นข้อเท็จจริงเกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำร้องขอแสดงอำนาจพิเศษของผู้ร้อง จึงต้องห้ามพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ทั้งเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนให้ยกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ ความหมายของ “แสดงอำนาจพิเศษในการครอบครอง” ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 353(2) 1) หลักการของมาตรา 353(2) โดยย่อ เมื่อมีคำบังคับ “ให้ส่งมอบ/ขับไล่” ออกจากอสังหาริมทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจไล่ • ลูกหนี้ตามคำพิพากษา และ • “บริวารของลูกหนี้” (ผู้ที่อาศัยสิทธิของลูกหนี้ เช่น ผู้รับอนุญาตให้พักอยู่ ผู้ช่วยทำการค้า คนในบังคับบัญชา ฯลฯ) ข้อยกเว้น: ถ้ามีบุคคลในทรัพย์พิพาท “แสดงอำนาจพิเศษในการครอบครอง” (สิทธิครอบครองที่มีฐานกฎหมายเป็นของตนเอง ไม่ได้หยิบยืมสิทธิจากลูกหนี้) เจ้าพนักงานจะไล่เขาออกไปตามคำบังคับเดิมไม่ได้ ต้องไปว่ากันด้วยสิทธิของเขาเอง (เช่น คู่ความต้องฟ้องแย้ง/ฟ้องใหม่) 2) “อำนาจพิเศษในการครอบครอง” คืออะไร คือ สิทธิทางกฎหมายอิสระของผู้ครอบครอง ที่ทำให้การอยู่ในทรัพย์นั้น ไม่ได้อาศัยสิทธิของลูกหนี้ตามคำพิพากษา แต่ยืนอยู่บนฐานสิทธิของตนเอง (independent legal right to possess/use). ตัวอย่าง “อำนาจพิเศษ” (เข้าเกณฑ์) • สัญญาเช่าที่ทำ โดยตรงกับเจ้าของทรัพย์ (โดยเฉพาะสัญญาเช่าเกิน 3 ปีที่จดทะเบียน ทำให้ยกสู้บุคคลภายนอกได้) • สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ตาม ป.พ.พ. ที่เป็นสิทธิจำเพาะอิสระ เช่น สิทธิเหนือพื้นดิน, สิทธิเก็บกิน, ภารยอม, สิทธิอยู่อาศัยตามกฎหมาย ฯลฯ • สิทธิครอบครองของ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วม หรือสิทธิครอบครองจากคำพิพากษา/คำสั่งอื่นที่คุ้มครองสิทธิของเขาเอง • สิทธิที่เกิดจากนิติกรรม/กฎหมายกับ “เจ้าของที่แท้จริง” ไม่ใช่กับลูกหนี้ตามคำพิพากษา ตัวอย่างที่ ไม่ใช่ อำนาจพิเศษ (ไม่เข้าเกณฑ์) • อยู่เพราะลูกหนี้อนุญาตหรือมอบกุญแจให้ (ผู้ช่วยงาน เพื่อน คนคุมร้าน) • ผู้เช่าช่วง/ผู้รับช่วงสิทธิจากลูกหนี้ โดย ไม่มีสัญญาโดยตรงกับเจ้าของ (หรือสิทธิยังขึ้นต่ออายุ/ความมีผลของสัญญาหลักของลูกหนี้) • สมาชิกสมาคมผู้ค้า/นิติบุคคลในพื้นที่ตลาด โดยลำพัง (ถ้าไม่ได้มีสัญญากับเจ้าของที่ดินหรือสิทธิจริงแท้เป็นของตน) 3) เกณฑ์ที่ศาลและเจ้าพนักงานใช้พิจารณา ให้ถามตัวเอง 4 ข้อหลัก: 1. สิทธิครอบครองเกิดจากใคร — จาก “เจ้าของทรัพย์/เจ้าของสิทธิ” โดยตรง หรืออาศัยจากลูกหนี้? 2. เอกสารสิทธิชัดเพียงใด — มีสัญญาเช่า/จดทะเบียนสิทธิ/หลักฐานการชำระค่าเช่าตรงกับเจ้าของหรือไม่ 3. สิทธิเป็นอิสระจากลูกหนี้หรือไม่ — ถ้าสิทธิจะ “ดับ” เมื่อสิทธิของลูกหนี้ดับ มักไม่ใช่อำนาจพิเศษ 4. ได้ยกข้อเท็จจริงและหลักฐานไว้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นหรือยัง — ถ้านำมาอ้าง “ใหม่” ในชั้นฎีกา อาจติดข้อห้ามตาม ม.142, 225 ภาระการพิสูจน์อยู่ที่ ผู้ยกอำนาจพิเศษ ต้องแสดงหลักฐานให้ศาลเชื่อว่ามีสิทธิอิสระจริง 4) เชื่อมกับฎีกา 5357/2567 (คดีนี้สรุปแบบตรงจุด) • ผู้ร้องรับกุญแจร้านจากจำเลย ซื้ออุปกรณ์ และ “ดำเนินกิจการแทนจำเลย” • สิทธิของผู้ร้องจึง สืบจากจำเลยผู้เช่า ไม่ได้เกิดจากสัญญาโดยตรงกับ การรถไฟฯ/เจ้าของสิทธิ • จึงเป็นเพียง “บริวารของจำเลย” ไม่ใช่ผู้มี “อำนาจพิเศษในการครอบครอง” • ข้ออ้างเรื่องสมาคมผู้ค้ากำลังขอเช่าที่ดิน ยังไม่ทำให้เกิดสิทธิ จนกว่าจะมีสัญญาชัดกับเจ้าของ • ข้อเท็จจริงใหม่ที่อ้างในชั้นฎีกาเกินคำร้อง/ไม่ยกมาแต่ต้น ถูก ห้ามพิจารณา ตาม ม.142 และ ต้องห้ามฎีกา ตาม ม.225 5) ถ้าจะ “แสดงอำนาจพิเศษ” ควรมีอะไร • สำเนาสัญญาเช่าที่ทำกับเจ้าของ (โดยตรง) + หลักฐานชำระค่าเช่า “ให้เจ้าของ” • หนังสือยินยอม/สัญญาให้สิทธิใช้ประโยชน์ที่ ผูกพันเจ้าของ (ไม่ใช่แค่ยินยอมจากลูกหนี้) • เอกสารจดทะเบียนสิทธิที่ต้องจด (เช่าเกิน 3 ปี, สิทธิเหนือพื้นดิน, สิทธิเก็บกิน, ภารยอม ฯลฯ) • พยานแวดล้อมที่แสดงการครอบครอง “โดยอิสระ” จากลูกหนี้ สรุป มาตรา 353(2) เปิดช่องให้ “ผู้ครอบครองที่มีสิทธิอิสระของตนเอง” คุ้มครองตนจากการถูกขับไล่ตามคำบังคับของคดีที่เขาไม่ได้เป็นลูกหนี้ แต่ต้องพิสูจน์ว่า สิทธินั้นเกิดจากเจ้าของหรือกฎหมายโดยตรง ไม่ใช่สิทธิที่ “หยิบยืม” มาจากลูกหนี้ (เช่น อยู่แทนลูกหนี้ ทำร้านแทน ได้กุญแจจากลูกหนี้) ซึ่งกรณีหลังจะถูกมองเป็น บริวารของลูกหนี้ และถูกบังคับไล่ได้ตามคำพิพากษาเดิมครับ IRAC Analysis Issue (ประเด็น) ผู้ร้องมีสถานะเป็น “บริวารของจำเลย” หรือมีอำนาจพิเศษในการครอบครองอาคารพิพาทตามมาตรา 353(2) ป.วิ.พ. หรือไม่ Rule (กฎ) • มาตรา 353(2) ป.วิ.พ.: บังคับคดีต่อบริวารของลูกหนี้ได้ • มาตรา 142 ป.วิ.พ.: ห้ามศาลวินิจฉัยเกินข้อเท็จจริงที่คู่ความยกขึ้น • มาตรา 225 และ 252 ป.วิ.พ.: ห้ามฎีกาในข้อที่ไม่ได้ยกมาก่อน Application (การปรับใช้) • ผู้ร้องได้รับสิทธิครอบครองจากจำเลย ไม่ใช่จากเจ้าของโดยตรง • ไม่มีสัญญาเช่ากับการรถไฟแห่งประเทศไทย • ข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องอ้างในฎีกาบางส่วนเกินจากคำร้องเดิม ศาลไม่รับวินิจฉัย Conclusion (ข้อสรุป) ผู้ร้องเป็นเพียง “บริวารของจำเลย” ไม่มีอำนาจพิเศษในการครอบครอง และฎีกาฟังไม่ขึ้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง โดยเห็นว่าผู้ร้องเป็นเพียงบริวารของจำเลยที่อาศัยสิทธิของจำเลยเข้าใช้ประโยชน์ในอาคารพิพาท จึงไม่ใช่ผู้มีอำนาจพิเศษในการครอบครองและไม่อาจคัดค้านการบังคับคดีได้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องและให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ เมื่อผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลล่าง โดยเห็นว่าผู้ร้องเข้าครอบครองแทนจำเลยจริง ไม่มีสิทธิครอบครองอิสระ และข้ออ้างอื่นในฎีกาเป็นข้อเท็จจริงเกินกว่าคำร้องต้องห้ามพิจารณาตามกฎหมาย จึงพิพากษายืนให้ยกคำร้องของผู้ร้อง. แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในกรณีที่ผู้ร้องเข้าไปครอบครองอาคารพิพาทหลังวันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยออกจากที่ดินและอาคาร พร้อมทั้งส่งมอบการครอบครองให้โจทก์ แต่ผู้ร้องอ้างว่าตนซื้ออุปกรณ์ร้านค้า ได้รับกุญแจจากจำเลย และเข้าดำเนินกิจการแทน จึงเป็นผู้ครอบครองโดยสิทธิของตนเอง ผู้ร้องจะอ้างเหตุนี้เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่าตนมิใช่บริวารของจำเลยและไม่อยู่ในบังคับคดีตามมาตรา 353 (2) ได้หรือไม่ ธงคำตอบ ตามข้อเท็จจริง ผู้ร้องเข้าครอบครองอาคารพิพาทภายหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว และเข้าครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าตามสัญญาจริง กล่าวคือ ผู้ร้องเป็นเพื่อนจำเลย ได้รับมอบกุญแจร้านสินค้าจากจำเลย และเข้าดูแลกิจการแทน แม้จะมีการซื้ออุปกรณ์ในร้านค้า แต่สิทธิครอบครองยังผูกพันอยู่กับสิทธิการเช่าของจำเลย ไม่ใช่สิทธิอิสระของผู้ร้องเอง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็น “บริวารของจำเลย” ไม่ใช่ผู้มีอำนาจพิเศษในการครอบครอง ไม่อาจกีดกันการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 353 (2) ข้อ 2 เมื่อผู้ร้องอ้างว่าสมาคมการค้าผู้ประกอบการค้าหัวหินพลาซ่ากำลังดำเนินการขอเช่าที่ดินพิพาทจากการรถไฟแห่งประเทศไทย และตนเป็นผู้ประกอบการที่มีสิทธิขอเช่าในอนาคต ผู้ร้องจะถือว่ามี “อำนาจพิเศษในการครอบครอง” ตามมาตรา 353 (2) เพื่อหยุดการบังคับคดีได้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการดำเนินการของสมาคมเพื่อขอเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทยยังไม่ทำให้ผู้ร้องมีสถานะเป็นผู้เช่าตามกฎหมาย ตราบใดที่การรถไฟยังไม่ได้ทำสัญญาโดยตรงกับผู้ร้อง ผู้ร้องย่อมไม่มีสิทธิครอบครองโดยอิสระและขาดอำนาจพิเศษในการครอบครอง การอาศัยความคาดหมายในอนาคตหรือการเป็นสมาชิกสมาคมไม่ก่อสิทธิทางกฎหมายที่ขัดต่อคำบังคับของศาลได้ ศาลจึงยืนยันว่าผู้ร้องไม่มีอำนาจพิเศษตามมาตรา 353 (2) และไม่อาจหยุดการบังคับคดีได้ ข้อ 3 ผู้ร้องอ้างว่า การรถไฟแห่งประเทศไทยเคยฟ้องขับไล่โจทก์ในคดีอื่น และศาลมีคำพิพากษาให้โจทก์ต้องส่งมอบที่ดินคืน การที่ผู้ร้องอยู่ในที่ดินทำให้โจทก์ไม่อาจปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว ผู้ร้องจึงมีสถานะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดี ศาลจะรับฟังข้ออ้างเช่นนี้หรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่ผู้ร้องยังไม่ออกจากพื้นที่ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งมอบที่ดินคืนแก่การรถไฟอาจเป็นภาระตามสภาพข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ร้องมีสิทธิพิเศษในการครอบครอง ผู้ร้องจึงเป็นภาระในการปฏิบัติตามคำบังคับของโจทก์ ไม่ใช่บุคคลผู้มีสิทธิขัดขวางการบังคับคดีได้ การอ้างถึงคดีระหว่างโจทก์และการรถไฟไม่ก่อสิทธิให้ผู้ร้อง และไม่ใช่ข้ออ้างที่แสดงว่าผู้ร้องมีอำนาจพิเศษตามมาตรา 353 (2) ข้อ 4 เมื่อตัวผู้ร้องยื่นฎีกาเพิ่มเติมว่าโจทก์เป็น “ตัวการไม่เปิดเผยชื่อ” และจำเลยเป็นตัวแทน ถือสิทธิครอบครองอาคารพิพาทแทนโจทก์ ผู้ร้องในฐานะบุคคลภายนอกจึงได้รับสิทธิมาโดยสุจริตจากตัวแทนก่อนที่รู้ถึงความเป็นตัวแทน ข้ออ้างนี้ศาลฎีกาจะพิจารณาหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้ออ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกินเลยไปจากคำร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้น มิได้อยู่ในประเด็นที่เคยยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบ จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 ศาลฎีกาจึงไม่รับพิจารณาข้ออ้างนี้ และยังคงวินิจฉัยเพียงประเด็นสถานะของผู้ร้องตามกฎหมายเท่านั้น ข้อ 5 ในทางกฎหมาย เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยและบริวารต้องออกจากที่ดินและอาคาร พร้อมส่งมอบคืนในสภาพเรียบร้อย ผู้ร้องที่เข้าครอบครองภายหลังจะมีสิทธิยับยั้งหรือขัดขวางการบังคับคดีตามมาตรา 353 (2) ได้หรือไม่ หากอ้างว่าเป็นผู้ครอบครองโดยสุจริตและมีการลงทุนปรับปรุงร้านค้า ธงคำตอบ แม้ผู้ร้องอาจอ้างการลงทุนหรือการซื้ออุปกรณ์ร้านค้าเพื่อประกอบการ แต่การเข้าครอบครองเกิดขึ้นหลังคำพิพากษาถึงที่สุด และเกิดจากการอาศัยสิทธิของจำเลยโดยตรง ไม่ใช่สิทธิครอบครองโดยอิสระ การครอบครองภายหลังคำพิพากษาไม่ก่อสิทธิยับยั้งการบังคับคดีได้ตามมาตรา 353 (2) ผู้ร้องจึงถือเป็นบริวารของจำเลยในทางกฎหมายและต้องออกจากพื้นที่ตามคำบังคับ ข้ออ้างเรื่องการลงทุนนั้นไม่ใช่เหตุให้มีสถานะพิเศษในการครอบครอง และไม่อาจขัดขวางการบังคับคดีของโจทก์ได้ |




