
| การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม เมื่อผู้มีสิทธิรับโอนทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความขอให้ศาลสั่งโอนที่ดินแทนการแสดงเจตนา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมในคดีที่ดินและมรดก โดยมีประเด็นสำคัญว่า เมื่อคู่ความฝ่ายหนึ่งได้ชำระหนี้และปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้ว แต่ผู้จัดการมรดกอีกฝ่ายไม่ยอมให้ความร่วมมือทำหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้มีการจดทะเบียนโอนที่ดินตามข้อตกลง ผู้มีสิทธิรับโอนจะมีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งบังคับคดีและสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนแทนได้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า สิทธิของผู้รับโอนตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นสิทธิส่วนตัวของคู่ความตามคำพิพากษา มิได้เสื่อมไปเพียงเพราะภายหลังบุคคลนั้นพ้นจากตำแหน่งผู้จัดการมรดก อีกทั้งเมื่อยังเหลือเพียงการแสดงเจตนาหรือการทำหนังสือมอบอำนาจเพื่อให้การโอนสมบูรณ์ ศาลย่อมมีอำนาจใช้บทบัญญัติแห่งการบังคับคดีสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา และสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สรุปข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้สืบเนื่องมาจากคดีเดิมที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยคู่ความตกลงกันเกี่ยวกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273, 2274 และ 2270 ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทอันเกี่ยวข้องกับกองมรดกของนางกิมแช ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 จำเลยที่ 2 และที่ 6 ตกลงร่วมกันหรือแทนกันมอบเงินจำนวน 7,000,000 บาทแก่โจทก์ เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ส่วนข้อ 2 กำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแช ทำหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ โดยมีสาระสำคัญคือให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินบางแปลง และให้จดทะเบียนโอนที่ดินด้านทิศตะวันออกของที่ดินที่แบ่งแยกแล้วรวมทั้งที่ดินอีก 1 แปลงแก่บุคคลที่จำเลยที่ 2 กำหนด ส่วนด้านทิศตะวันตกให้จำเลยที่ 6 ดำเนินการโอนแก่บุคคลที่ตนกำหนด ต่อมาคดีถึงที่สุด แต่เกิดเหตุขัดข้องในชั้นบังคับคดี เนื่องจากการแบ่งแยกที่ดินตามข้อ 2.1 ของสัญญามิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ที่ต้องแบ่งไว้อย่างแน่นอน ศาลชั้นต้นจึงได้ตีความสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ที่ดินด้านทิศตะวันออกเมื่อรวมกับที่ดินเลขที่ 2270 แล้วต้องมีเนื้อที่เท่ากับที่ดินด้านทิศตะวันตก และคำตีความนี้ถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ภายหลัง จำเลยที่ 2 ซึ่งได้ชำระเงินตามสัญญาและแถลงประสงค์จะรับโอนที่ดินพิพาทเป็นของตนเอง กลับไม่ได้รับความร่วมมือจากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในการทำหนังสือมอบอำนาจเพื่อไปจดทะเบียนโอนที่ดิน จึงยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และขอให้มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี ดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินให้แก่ตน จำเลยที่ 1 และที่ 3 คัดค้านว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องบังคับคดีในลักษณะดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อภายหลังจำเลยที่ 2 ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกแล้ว คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นประเด็น 1 ประเด็นว่าจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องบังคับคดีหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในขณะที่โจทก์ฟ้องคดีเดิมนั้น จำเลยที่ 2 มิได้ถูกฟ้องเพียงในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเท่านั้น แต่ยังถูกฟ้องในฐานะบุตรของโจทก์กับนางกิมแช และในฐานะผู้ครอบครองที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยอื่นด้วย อีกทั้งยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจแทนจำเลยที่ 4 ด้วย จึงเห็นได้ว่าตำแหน่งแห่งที่ของจำเลยที่ 2 ในคดีเดิมมีลักษณะหลายสถานะ มิใช่จำกัดอยู่เฉพาะฐานะผู้จัดการมรดก เมื่อพิจารณาสัญญาประนีประนอมยอมความ ข้อ 1 ก็ไม่ปรากฏว่าให้จำเลยที่ 2 มอบเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดก หากแต่เป็นการชำระเงินในฐานะคู่สัญญาตามคำพิพากษาตามยอม และเมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินครบถ้วนแล้ว จึงย่อมมีสิทธิได้รับประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาในฐานะส่วนตัว 2 ประเด็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิรับโอนที่ดินในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะผู้จัดการมรดก ศาลฎีกาเห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.2 กำหนดให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิเป็นผู้รับมอบอำนาจไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้กำหนดเอง เมื่อจำเลยที่ 2 แถลงต่อศาลภายหลังว่าประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ตนเอง ย่อมเป็นการใช้สิทธิตามสัญญาได้ และเป็นสิทธิในฐานะส่วนตัว มิใช่ในฐานะผู้จัดการมรดก ดังนั้น แม้ภายหลังจำเลยที่ 2 ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมแช สิทธิของจำเลยที่ 2 ในการรับโอนที่ดินตามคำพิพากษาตามยอมก็หาได้เสื่อมเสียหรือสิ้นสุดลงไม่ เพราะสิทธิดังกล่าวเกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอม มิได้ขึ้นอยู่กับการคงอยู่ของตำแหน่งผู้จัดการมรดก 3 ประเด็นเรื่องความยินยอมของทายาทและข้ออ้างว่าการมอบอำนาจยังมีข้อขัดข้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่าการทำหนังสือมอบอำนาจยังไม่อาจดำเนินการได้ เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามรายงานกระบวนพิจารณา จำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ได้แถลงต่อศาลว่า ตนเองและทายาทตามพินัยกรรมไม่ติดใจบังคับตามพินัยกรรม และขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงถือได้ว่าทายาทได้ยินยอมให้มีการดำเนินการตามสัญญาดังกล่าวแล้ว ยิ่งกว่านั้น สัญญาประนีประนอมยอมความยังระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกจะต้องให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้การดำเนินการแล้วเสร็จโดยสมบูรณ์ ข้ออ้างไม่ให้ความร่วมมือของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นการขัดต่อพันธกรณีตามสัญญาที่ตนได้ลงลายมือชื่อผูกพันไว้แล้ว 4 ประเด็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 และมาตรา 357 หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นคู่ความตามคำพิพากษาตามยอม และเป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในส่วนที่ตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ จึงมีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ส่วนการที่การบังคับคดีในกรณีนี้คงเหลือเพียงการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่ตนเอง หากจำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ยอมแสดงเจตนา ศาลย่อมมีอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่จะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาได้ และเมื่อการกระทำดังกล่าวจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ศาลย่อมสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ได้โดยตรง 5 ประเด็นเรื่องการใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่แก้ไขเพิ่มเติมภายหลัง แม้สัญญาประนีประนอมยอมความจะทำขึ้นเมื่อปี 2559 แต่คำร้องขอบังคับคดีของจำเลยที่ 2 ยื่นภายหลังพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ใช้บังคับแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ต้องนำบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้วของมาตรา 274 และมาตรา 357 มาใช้บังคับแก่กระบวนพิจารณาและวิธีบังคับคดีที่เกิดขึ้นภายหลังวันใช้บังคับของกฎหมายดังกล่าว หลักนี้สอดคล้องกับบทเฉพาะกาลของกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งรับรองว่ากระบวนพิจารณาหรือวิธีบังคับคดีที่ได้กระทำไปก่อนวันกฎหมายใช้บังคับไม่กระทบกระเทือน แต่ขั้นตอนใดที่เกิดขึ้นภายหลัง ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายใหม่ วิเคราะห์หลักกฎหมาย 1 หลักเรื่องสภาพบังคับของคำพิพากษาตามยอม คำพิพากษาตามยอมมิใช่เพียงข้อตกลงธรรมดาระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำพิพากษาของศาลที่มีผลผูกพันและบังคับได้เช่นเดียวกับคำพิพากษาในคดีที่ศาลวินิจฉัยข้อพิพาทเอง เมื่อคู่ความฝ่ายใดได้รับสิทธิตามคำพิพากษาแล้ว ย่อมมีสิทธิใช้กระบวนบังคับคดีเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามเนื้อหาที่ตกลงกันไว้ได้โดยครบถ้วน เจตนารมณ์ของกฎหมายในส่วนนี้มุ่งคุ้มครองความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา และป้องกันมิให้คู่ความฝ่ายใดอาศัยช่องว่างทางเทคนิคหรือการไม่ให้ความร่วมมือภายหลัง มาทำให้ผลแห่งคำพิพากษาตามยอมไม่อาจเกิดผลได้จริง 2 หลักเรื่องเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่จำกัดเฉพาะภาพแบบเจ้าหนี้-ลูกหนี้ทั่วไป คำวินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะศาลฎีกายืนยันว่า การบังคับคดีมิได้จำกัดอยู่เฉพาะกรณีหนี้เงินหรือความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหนี้กับลูกหนี้แบบดั้งเดิมเท่านั้น หากแต่รวมถึงกรณีที่คู่ความฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามคำพิพากษา เช่น การลงลายมือชื่อ การมอบอำนาจ การโอนทรัพย์ หรือการแสดงเจตนาอื่นที่จำเป็นเพื่อให้สิทธิของตนเกิดผลสมบูรณ์ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้มีสิทธิได้รับโอนทรัพย์ตามคำพิพากษาตามยอมย่อมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ แม้คู่กรณีจะมิได้อยู่ในฐานะหนี้เงินของกองมรดกโดยตรงก็ตาม 3 หลักเรื่องคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ป.วิ.พ. มาตรา 357 มีเจตนารมณ์เพื่อแก้ปัญหาการดื้อไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาในกรณีที่การบังคับมิใช่เรื่องยึดทรัพย์ขายทอดตลาด แต่เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการแสดงเจตนาของคู่ความ เช่น ลงนามในเอกสาร ทำหนังสือมอบอำนาจ หรือดำเนินการจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานของรัฐ หากปล่อยให้คู่ความผู้มีหน้าที่ปฏิบัติสามารถปฏิเสธได้โดยไม่มีมาตรการรองรับ คำพิพากษาจำนวนมากย่อมไม่อาจบังคับได้จริง คำพิพากษานี้จึงสะท้อนบทบาทของมาตรา 357 อย่างเด่นชัดว่า ศาลมิได้มีหน้าที่เพียงชี้ขาดข้อพิพาท แต่ยังต้องทำให้สิทธิที่รับรองไว้ในคำพิพากษาเกิดผลในทางปฏิบัติได้จริงด้วย 4 หลักเรื่องสถานะทางกฎหมายหลายฐานะของบุคคลเดียวกัน อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากคือ ศาลฎีกาแยกแยะ “ฐานะ” ของจำเลยที่ 2 ออกจากกันอย่างละเอียด กล่าวคือ บุคคลหนึ่งอาจมีสถานะหลายประการในคดีเดียวกัน เช่น เป็นทายาท เป็นผู้จัดการมรดก เป็นผู้ครอบครองทรัพย์ และเป็นคู่สัญญาตามคำพิพากษาตามยอม เมื่อสิทธิที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษาเป็นสิทธิส่วนตัวของบุคคลนั้น ก็ย่อมไม่ถูกลบล้างเพราะเขาพ้นจากฐานะอีกอย่างหนึ่งในภายหลัง แนวคิดนี้มีความสำคัญทางปฏิบัติอย่างยิ่งในคดีมรดก คดีครอบครัว และคดีทรัพย์สิน เพราะคู่ความจำนวนมากเกี่ยวพันกันในหลายบทบาท หากไม่แยกฐานะให้ชัดเจน อาจทำให้สิทธิและหน้าที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงและเจตนาของสัญญา 5 แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สอดคล้องกันในทางหลักการ แม้คดีนี้มีข้อเท็จจริงเฉพาะตัวสูง แต่หลักที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัยสอดคล้องกับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาโดยทั่วไปใน 3 เรื่องสำคัญ คือ ประการแรก คำพิพากษาตามยอมย่อมมีผลผูกพันเสมือนคำพิพากษาถึงที่สุด และตีความตามเจตนาร่วมของคู่ความประกอบข้อความในสัญญา ประการที่สอง หากคำพิพากษากำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งต้องกระทำการเฉพาะอย่าง และอีกฝ่ายเป็นผู้มีสิทธิได้รับผลแห่งการกระทำนั้น ผู้มีสิทธิดังกล่าวย่อมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และใช้สิทธิบังคับคดีได้ ประการที่สาม ในกรณีที่ความสมบูรณ์แห่งการโอนหรือการจดทะเบียนต้องอาศัยการแสดงเจตนา ศาลสามารถใช้คำพิพากษาหรือคำสั่งแทนการแสดงเจตนา รวมถึงสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐดำเนินการทางทะเบียนให้ได้ เมื่อมีบทบัญญัติรองรับ ดังนั้น คำพิพากษาฉบับนี้จึงมีคุณค่าเชิงบรรทัดฐานสำหรับคดีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับให้ลงนาม มอบอำนาจ หรือดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์ตามคำพิพากษา โดยเฉพาะในคดีมรดกที่ผู้จัดการมรดกหลายคนหรือทายาทหลายฝ่ายมีความเห็นไม่ตรงกัน ข้อวิเคราะห์เชิงลึก คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่า เมื่อคู่ความได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว คู่ความทุกฝ่ายย่อมต้องปฏิบัติตามข้อตกลงโดยสุจริตและครบถ้วน การไม่ให้ความร่วมมือในขั้นตอนภายหลัง เช่น การไม่ทำหนังสือมอบอำนาจหรือไม่ดำเนินการทางทะเบียน มิใช่เพียงการเพิกเฉยทางข้อเท็จจริง แต่เป็นการขัดขืนผลของคำพิพากษาโดยตรง ในทางคดี ความสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การวางหลักว่า “สิทธิรับโอน” ตามคำพิพากษาตามยอมเป็นสิทธิที่บังคับได้จริง มิใช่สิทธิในเชิงนามธรรม หากคู่ความผู้มีหน้าที่แสดงเจตนาไม่ปฏิบัติ ศาลสามารถเข้ามาแทนที่เจตนาดังกล่าวและผลักดันให้การโอนเกิดขึ้นได้ผ่านกลไกของรัฐ โดยเฉพาะเจ้าพนักงานที่ดิน ในเชิงนโยบายกฎหมาย คำพิพากษานี้ยังส่งเสริมความมั่นคงแน่นอนของระบบยุติธรรม เพราะหากศาลไม่อาจบังคับให้ผลแห่งคำพิพากษาเกิดขึ้นได้จริง คำพิพากษาตามยอมก็จะลดความสำคัญลงและไม่อาจทำหน้าที่ระงับข้อพิพาทได้อย่างแท้จริง ในทางปฏิบัติสำหรับนักกฎหมาย คดีนี้ให้บทเรียนสำคัญว่า การร่างสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับที่ดินหรือมรดกควรกำหนดรายละเอียดเรื่องผู้มีสิทธิรับโอน ขั้นตอนการมอบอำนาจ หน้าที่ในการให้ความร่วมมือ และวิธีแก้ไขเหตุขัดข้องไว้ให้ชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ตาม แม้ข้อความจะมีข้อคลุมเครือบางประการ ศาลก็ยังอาจตีความเพื่อรักษาเจตนาร่วมของคู่ความและทำให้คำพิพากษาบังคับได้จริง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงซึ่งแบ่งแยกแล้ว และที่ดินเลขที่ 2270 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 รับผิดชอบค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าจำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้ และการสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนเป็นไปโดยชอบ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินตามสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะส่วนตัว เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา และย่อมมีสิทธิขอบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 และมาตรา 357 ได้ แม้ภายหลังจะพ้นจากการเป็นผู้จัดการมรดกแล้วก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิทธิที่เกิดจากสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามย่อมมีฐานะเป็นสิทธิที่ได้รับความคุ้มครองในระดับคำพิพากษาถึงที่สุด คู่ความผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ตามคำพิพากษาดังกล่าวย่อมเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและใช้สิทธิบังคับคดีได้ แม้ประโยชน์นั้นจะมิใช่หนี้เงินโดยตรงก็ตาม หลักสำคัญอีกประการหนึ่งคือ การพิจารณาสถานะของบุคคลต้องแยกตามฐานะทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องในแต่ละนิติสัมพันธ์ สิทธิส่วนตัวของคู่ความที่เกิดจากคำพิพากษาตามยอมย่อมไม่ระงับไปเพียงเพราะภายหลังบุคคลนั้นพ้นจากฐานะผู้จัดการมรดก หากสิทธินั้นมิได้ผูกอยู่กับตำแหน่งดังกล่าวโดยเฉพาะ นอกจากนี้ คดีนี้ยังยืนยันถึงบทบาทของศาลในการทำให้คำพิพากษาเกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะกรณีที่การบังคับคดีต้องอาศัยการแสดงเจตนา การลงลายมือชื่อ หรือการดำเนินการทางทะเบียนต่อเจ้าพนักงานของรัฐ หากคู่ความผู้มีหน้าที่ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ศาลย่อมใช้อำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 เพื่อถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา และสั่งให้การจดทะเบียนดำเนินต่อไปได้ ในเชิงหลักนิติธรรม คำพิพากษานี้สะท้อนว่า ระบบบังคับคดีมิได้มีเป้าหมายเพียงให้มีคำชี้ขาดทางกฎหมาย แต่ต้องทำให้สิทธิที่ศาลรับรองไว้สามารถบรรลุผลได้จริง มิฉะนั้นกระบวนการยุติธรรมจะไม่อาจให้ความคุ้มครองสิทธิได้อย่างสมบูรณ์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับสิทธิของคู่ความผู้ได้รับประโยชน์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่า แม้ภายหลังจะพ้นจากฐานะผู้จัดการมรดกแล้ว ก็ยังคงมีสิทธิในฐานะส่วนตัวที่จะขอบังคับคดีเพื่อให้ได้มาซึ่งการโอนที่ดินตามคำพิพากษาตามยอม หากสิทธินั้นเกิดขึ้นจากฐานะของตนในฐานะคู่สัญญาและผู้มีสิทธิรับโอน มิใช่เกิดจากตำแหน่งผู้จัดการมรดกโดยเฉพาะ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง และมาตรา 357 วรรคหนึ่งกับวรรคสอง โดยศาลใช้เพื่ออธิบายว่า ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอให้บังคับคดีจนแล้วเสร็จ และหากการปฏิบัติตามคำพิพากษาต้องอาศัยการแสดงเจตนาของคู่ความอีกฝ่าย ศาลย่อมมีอำนาจถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาและสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แก่นของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 2 เป็น “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” เพราะเป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินตามคำพิพากษาตามยอม จึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอบังคับคดีได้ แม้ข้อพิพาทจะเกี่ยวพันกับกองมรดกและผู้จัดการมรดกก็ตาม 2. แทนการแสดงเจตนา เมื่อการบังคับคดีคงเหลือเพียงการทำหนังสือมอบอำนาจและการจดทะเบียนโอนที่ดิน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้ความร่วมมือ ศาลจึงสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนา และสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนได้โดยตรง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-หากผู้มีสิทธิรับโอนทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว แต่อีกฝ่ายไม่ยอมลงนามหรือมอบอำนาจ จะยื่นคำร้องขอบังคับคดีได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากสิทธิของผู้นั้นเกิดขึ้นตามคำพิพากษาตามยอมหรือคำพิพากษาถึงที่สุด และตนเป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์โดยตรงตามคำพิพากษา ย่อมถือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีการบังคับคดีได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง การบังคับคดีมิได้จำกัดเฉพาะกรณีหนี้เงินเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการกระทำที่คู่ความอีกฝ่ายมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นตามคำพิพากษาด้วย เช่น การทำหนังสือมอบอำนาจ การลงลายมือชื่อในเอกสาร หรือการดำเนินการทางทะเบียนต่อเจ้าพนักงานของรัฐ ดังนั้น เมื่ออีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ ศาลย่อมมีอำนาจเข้ามาแทรกแซงเพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาเกิดขึ้นจริงได้ 2. คำถาม-การที่บุคคลหนึ่งเคยเป็นผู้จัดการมรดก แต่ภายหลังถูกถอนออกจากตำแหน่ง จะทำให้สิทธิที่เคยได้รับตามสัญญาประนีประนอมยอมความสิ้นไปด้วยหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องสิ้นไปเสมอไป การพิจารณาต้องแยกให้ออกว่า สิทธิดังกล่าวเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในฐานะใด หากสิทธิเกิดขึ้นในฐานะส่วนตัวของบุคคลนั้นในฐานะคู่ความหรือผู้รับโอนตามสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิย่อมคงอยู่ต่อไป แม้ภายหลังจะพ้นจากฐานะผู้จัดการมรดกแล้วก็ตาม แต่ถ้าสิทธินั้นผูกติดอยู่กับตำแหน่งผู้จัดการมรดกโดยตรงโดยไม่มีฐานะส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ผลอาจแตกต่างออกไป คดีนี้ศาลฎีกาย้ำชัดว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิรับโอนที่ดินในฐานะส่วนตัว มิใช่ในฐานะผู้จัดการมรดก ดังนั้น การที่ถูกถอนออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกในภายหลัง จึงไม่ทำให้สิทธิในการรับโอนที่ดินตามคำพิพากษาตามยอมเสื่อมเสียไป 3. คำถาม-คำพิพากษาตามยอมมีผลบังคับเหมือนคำพิพากษาทั่วไปหรือไม่ และสามารถใช้กระบวนบังคับคดีได้เพียงใด คำตอบ คำพิพากษาตามยอมมีผลเป็นคำพิพากษาของศาลโดยสมบูรณ์ มิใช่เพียงข้อตกลงทางแพ่งธรรมดาระหว่างคู่ความ ดังนั้น หากคู่ความฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งย่อมมีสิทธิใช้กระบวนบังคับคดีได้เช่นเดียวกับคำพิพากษาทั่วไป หลักนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้การประนีประนอมยอมความในศาลมีความมั่นคงและเกิดผลในทางปฏิบัติจริง มิใช่เป็นเพียงสัญญาที่ต้องไปฟ้องร้องกันใหม่ในภายหลังอีก เมื่อคำพิพากษาตามยอมกำหนดให้มีการกระทำการเฉพาะอย่าง เช่น การโอนที่ดิน การลงลายมือชื่อ หรือการมอบอำนาจ คู่ความผู้มีสิทธิย่อมขอให้ศาลใช้มาตรการบังคับคดีเพื่อให้การกระทำนั้นเกิดผลได้ หากอีกฝ่ายไม่ให้ความร่วมมือ 4. คำถาม-ศาลสามารถสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของคู่ความได้ในกรณีใด คำตอบ ศาลสามารถใช้มาตรการดังกล่าวได้เมื่อคำพิพากษากำหนดให้อีกฝ่ายต้องแสดงเจตนา กระทำการ หรือจัดทำเอกสารบางอย่าง และการกระทำนั้นเป็นสิ่งจำเป็นต่อการทำให้สิทธิของคู่ความอีกฝ่ายเกิดผลสมบูรณ์ แต่ผู้มีหน้าที่กลับไม่ยอมดำเนินการ เช่น ไม่ยอมลงนามในสัญญา ไม่ยอมทำหนังสือมอบอำนาจ หรือไม่ยอมดำเนินการจดทะเบียนโอนทรัพย์ หลักการนี้รองรับอยู่ใน ป.วิ.พ. มาตรา 357 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันไม่ให้คำพิพากษาไร้ผลเพราะการดื้อไม่ปฏิบัติของฝ่ายที่เสียประโยชน์ โดยเมื่อศาลถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งแทนการแสดงเจตนาแล้ว ผลทางกฎหมายย่อมเกิดขึ้นเสมือนมีการแสดงเจตนาจริง และสามารถนำไปใช้ต่อเจ้าพนักงานของรัฐเพื่อดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ 5. คำถาม-หากการโอนที่ดินตามคำพิพากษาจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนต่อพนักงานที่ดิน ศาลมีอำนาจสั่งเจ้าพนักงานที่ดินโดยตรงหรือไม่ คำตอบ มีอำนาจได้ในกรณีที่กฎหมายเปิดช่องให้ศาลทำเช่นนั้น และเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าคู่ความผู้มีหน้าที่แสดงเจตนาไม่ให้ความร่วมมือจนทำให้การจดทะเบียนไม่อาจสำเร็จได้ คำพิพากษาฉบับนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนที่ศาลฎีกาวินิจฉัยรับรองว่า เมื่อการทำหนังสือมอบอำนาจหรือการแสดงเจตนาของผู้จัดการมรดกเป็นเพียงขั้นตอนที่เหลืออยู่ และการกระทำดังกล่าวจำเป็นเพื่อให้การโอนสมบูรณ์ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนให้แก่ผู้มีสิทธิได้โดยตรง ทั้งนี้เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาเกิดขึ้นจริง มิใช่หยุดอยู่เพียงถ้อยคำในกระดาษหรือเอกสารคำพิพากษาเท่านั้น 6. คำถาม-การอ้างว่ายังไม่ได้รับความยินยอมจากทายาทของเจ้ามรดก จะเป็นเหตุขัดขวางการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ทุกกรณี ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพฤติการณ์โดยรวมว่าทายาทได้แสดงความยินยอมหรือสละข้อโต้แย้งไปแล้วหรือไม่ หากมีรายงานกระบวนพิจารณา คำแถลง หรือการกระทำของทายาทที่แสดงชัดว่าตกลงให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ย่อมถือได้ว่าเงื่อนไขเรื่องความเห็นชอบได้รับการตอบสนองแล้ว และไม่อาจหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาอ้างเพื่อประวิงการบังคับคดีในภายหลัง คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับคำแถลงของจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นทั้งทายาทและผู้รับมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 ว่าไม่ติดใจบังคับตามพินัยกรรมและขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงตัดข้ออ้างเรื่องการขาดความยินยอมของทายาทไปได้อย่างชัดเจน 7. คำถาม-เหตุใดศาลจึงนำ ป.วิ.พ. มาตรา 274 และมาตรา 357 ที่แก้ไขเพิ่มเติมภายหลังมาใช้กับคดีที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความไว้ก่อนแล้ว คำตอบ เพราะหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความและกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดีโดยทั่วไปใช้บังคับกับกระบวนพิจารณาและขั้นตอนการบังคับคดีที่ดำเนินอยู่ในขณะนั้น เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติเป็นอย่างอื่น แม้สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้จะทำขึ้นก่อนการแก้ไขกฎหมาย แต่คำร้องขอบังคับคดีได้ยื่นภายหลังวันที่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ป.วิ.พ. (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องใช้บทบัญญัติใหม่กับขั้นตอนการบังคับคดีที่เกิดขึ้นภายหลัง ส่วนการกระทำที่เสร็จสิ้นไปก่อนหน้ากฎหมายใหม่ใช้บังคับย่อมไม่ถูกกระทบ หลักนี้สะท้อนเจตนารมณ์ของบทเฉพาะกาลที่มุ่งให้กระบวนพิจารณาและการบังคับคดีในอนาคตดำเนินไปตามกฎหมายใหม่เพื่อประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม 8. คำถาม-คำพิพากษานี้ให้บทเรียนอย่างไรแก่ผู้ร่างสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่ดินหรือคดีมรดก คำตอบ บทเรียนสำคัญคือ การร่างสัญญาประนีประนอมยอมความควรกำหนดรายละเอียดให้ชัดเจนที่สุด ทั้งเรื่องตัวบุคคลผู้มีสิทธิรับโอน ลักษณะและขอบเขตของทรัพย์ ขั้นตอนการดำเนินการทางทะเบียน หน้าที่ในการทำหนังสือมอบอำนาจ ผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่าย และแนวทางแก้ไขเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง เพราะหากข้อความกำกวม อาจนำไปสู่การตีความและข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีได้ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ก็ชี้ให้เห็นว่า แม้ข้อความบางส่วนจะไม่ละเอียดครบถ้วน ศาลก็ยังสามารถตีความตามเจตนาร่วมของคู่ความและใช้กลไกบังคับคดีเพื่อให้ผลของสัญญาเกิดขึ้นจริงได้ แต่การร่างให้ดีตั้งแต่ต้นย่อมช่วยลดความเสี่ยง ลดค่าใช้จ่าย และทำให้การบังคับตามคำพิพากษาเป็นไปโดยราบรื่นยิ่งขึ้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 850/2565 ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ นอกจากจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. แล้ว จำเลยที่ 2 ยังเป็นบุตรของโจทก์กับ ก. และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ประกอบกับโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.ก) เลขที่ 2273, 2274 และ 2270 การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิได้เป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. เท่านั้น แต่ยังเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลงด้วย สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันหรือแทนกันมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว โดยหาได้ระบุให้จำเลยที่ 2 มอบเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ไม่ เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้วและประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในฐานะส่วนตัวหาใช่ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ไม่ แม้ภายหลังศาลมีคําพิพากษาให้ถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของ ก. และคดีถึงที่สุดก็ตาม ก็มิได้ทำให้สิทธิของจำเลยที่ 2 ในการเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสื่อมเสียไป แม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 โดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดก แต่ก็ได้ความตามคําแถลงของจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ว่า ตนเองและทายาทตามพินัยกรรมไม่ติดใจบังคับตามพินัยกรรม ขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ทายาทของ ก. ยินยอมให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในการทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว นอกจากนี้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ยังระบุอีกว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. จะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงไปโดยสมบูรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. ให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 2 กำหนดและศาลชั้นต้นได้ออกคําบังคับตามคําพิพากษาตามยอมดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความและเป็นเจ้าหนี้ตามคําพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีจนแล้วเสร็จได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง เมื่อการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความคงเหลือเพียงการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. เพื่อให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้ความร่วมมือ จำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคําพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ก. หรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้พนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 วรรคหนึ่งและวรรคสอง จำเลยที่ 2 ยื่นคําร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคําพิพากษาตามยอมภายหลังจากที่ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 มีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนํา ป.วิ.พ. มาตรา 274 และ มาตรา 357 ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาใช้บังคับแก่การบังคับคดีในคดีนี้ ศาลย่อมมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ฎีกาย่อ คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 6 ชำระเงิน 7,000,000 บาทแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชทำหนังสือมอบอำนาจเพื่อแบ่งแยกและโอนที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 2273, 2274 และ 2270 โดยให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิดำเนินการแบ่งแยกและรับโอนที่ดินส่วนด้านทิศตะวันออกกับที่ดินเลขที่ 2270 ส่วนจำเลยที่ 6 รับโอนด้านทิศตะวันตก ต่อมาเกิดปัญหาในการบังคับคดีเรื่องการแบ่งแยกเนื้อที่ ศาลชั้นต้นตีความว่า ที่ดินด้านทิศตะวันออกเมื่อรวมกับเลขที่ 2270 ต้องมีเนื้อที่เท่ากับด้านทิศตะวันตก และคำตีความดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ต่อมาจำเลยที่ 2 ขอให้ศาลสั่งแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนที่ดินให้ตน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิรับโอนที่ดินในฐานะส่วนตัว มิใช่เฉพาะฐานะผู้จัดการมรดก แม้ภายหลังถูกถอนจากตำแหน่งก็ไม่ทำให้สิทธิเสื่อมไป อีกทั้งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จึงมีสิทธิบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 และ 357 ได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดว่าจำเลยที่ 2 และที่ 6 ตกลงร่วมกันหรือแทนกันจะมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว ข้อ 2 กำหนดว่า จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแช จะใช้อำนาจผู้จัดการมรดกโดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกทำหนังสือมอบอำนาจ 3 ฉบับ ซึ่งหากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจ จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกจะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงเป็นไปโดยสมบูรณ์ การมอบอำนาจ มีดังนี้ 2.1 ฉบับที่ 1 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ในนามเดิม ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งผู้รับมอบอำนาจกำหนด 2.2 ฉบับที่ 2 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่มีการแบ่งแยกตามข้อ 2.1 ซึ่งแบ่งแยกแล้ว เฉพาะที่ดินในส่วนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลง และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 อีกแปลงหนึ่ง เพื่อให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่บุคคลซึ่งจำเลยที่ 2 เป็นผู้กำหนดเองให้เป็นผู้รับโอนที่ดิน โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ และ 2.3 ฉบับที่ 3 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินแปลงที่มีการแบ่งแยกตามข้อ 2.1 ซึ่งแบ่งแยกแล้วเฉพาะที่ดินในส่วนทางด้านทิศตะวันตกของที่ดินทั้งสองแปลง เพื่อให้จำเลยที่ 6 จดทะเบียนโอนที่ดินดังกล่าวให้บุคคลซึ่งจำเลยที่ 6 เป็นผู้กำหนดเองให้เป็นผู้รับโอนที่ดินทั้งสองแปลง โดยให้จำเลยที่ 6 เป็นผู้รับผิดชอบสำหรับค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษีอากร และค่าใช้จ่ายเพื่อการนี้ คดีถึงที่สุดแล้ว ต่อมามีเหตุขัดข้องในการบังคับคดีเนื่องจากสัญญาประนีประนอมความยอมข้อ 2.1 กำหนดแต่เพียงว่า ให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการขอแบ่งที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งจำเลยที่ 2 กำหนดโดยมิได้ระบุจำนวนเนื้อที่ที่จะแบ่งแยกไว้ ศาลชั้นต้นตีความสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.1 ว่าหนังสือมอบอำนาจฉบับที่ 1 มอบให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 ส่วน ในนามเดิม ตามแนวเขตและเนื้อที่ซึ่งผู้รับมอบอำนาจกำหนดนั้น ให้ที่ดินที่แบ่งแยกแล้วแปลงด้านทิศตะวันออกเมื่อรวมกับที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 แล้วมีเนื้อที่เท่ากับแปลงด้านทิศตะวันตก ซึ่งการตีความดังกล่าวถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 และมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี ดำเนินการจดทะเบียนโอนสิทธิในที่ดินให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ สาขาปราณบุรี จดทะเบียนโอนสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 ตามที่แบ่งแยก (ที่ถูก ซึ่งแบ่งแยกแล้ว เฉพาะส่วนทางด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลง) และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 ให้แก่จำเลยที่ 2 โดยให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบค่าธรรมเนียมโอน ค่าภาษี และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพื่อการนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีว่า จำเลยที่ 2 มีสิทธิยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อให้มีการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 และมาตรา 357 หรือไม่ เห็นว่า ในขณะโจทก์ฟ้องคดีนี้ นอกจากจำเลยที่ 2 มีฐานะเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมแชแล้ว จำเลยที่ 2 ยังเป็นบุตรของโจทก์กับนางกิมแช และเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 4 ด้วย ประกอบกับโจทก์ยังบรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 และที่ 6 ครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2273, 2274 และ 2270 การฟ้องคดีนี้ของโจทก์จึงมิได้เป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเท่านั้น แต่ยังเป็นการฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาททั้ง 3 แปลงด้วย และตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1 กำหนดให้จำเลยที่ 2 และที่ 6 ร่วมกันหรือแทนกันมอบเงิน 7,000,000 บาท ให้โจทก์เมื่อมีการปฏิบัติตามสัญญาที่ได้ระบุไว้ครบถ้วนบริบูรณ์แล้ว โดยหาได้ระบุให้จำเลยที่ 2 มอบเงินแก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชไม่ ซึ่งจำเลยที่ 2 ก็ได้วางเงิน 3,500,000 บาท ชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561 นอกจากนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.1 ยังกำหนดให้จำเลยที่ 2 มีหน้าที่เป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้จัดการมรดกของนางกิมแชดำเนินการขอแบ่งแยกที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส .3 ก.) เลขที่ 2273 และ 2274 แต่ละแปลงออกเป็น 2 แปลง ในนามเดิม ทั้งมีสิทธิและหน้าที่ตามข้อ 2.2 ในการเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้จัดการมรดกของนางกิมแชให้จดทะเบียนโอนที่ดินตามข้อ 2.1 ที่แบ่งแยกแล้วเฉพาะที่ดินด้านทิศตะวันออกของที่ดินทั้งสองแปลงและที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2270 ให้แก่บุคคลซึ่งจำเลยที่ 2 กำหนดให้เป็นผู้รับโอนที่ดินดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความครบถ้วนแล้วและได้แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเอง ซึ่งเป็นสิทธิที่จำเลยที่ 2 สามารถกระทำได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2.2 จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวในฐานะส่วนตัวหาใช่ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชไม่ ดังนี้ แม้ภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษายืนตามศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้ถอนจำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนางกิมแชและคดีถึงที่สุด โดยศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ฎีกาก็ตาม ก็มิได้ทำให้สิทธิของจำเลยที่ 2 ในการเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสื่อมเสียไป และแม้ว่าสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ระบุให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 2 โดยได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทายาทของเจ้ามรดกก่อนนั้น ก็ได้ความตามคำแถลงของจำเลยที่ 3 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้รับมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 15 สิงหาคม 2559 ว่า ตนเองและทายาทตามพินัยกรรมไม่ติดใจบังคับตามพินัยกรรมขอให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้ จึงเป็นกรณีที่ทายาทของนางกิมแชยินยอมให้บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในการทำหนังสือมอบอำนาจให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว หาได้มีข้อขัดข้องในเรื่องความยินยอมของทายาทดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 อ้างมาไม่ นอกจากนี้สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 2 ยังระบุอีกว่า หากมีปัญหาเกี่ยวกับหนังสือมอบอำนาจจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชจะให้ความร่วมมือแก้ปัญหาเพื่อให้มีการดำเนินการจนลุล่วงไปโดยสมบูรณ์ เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นคู่ความลงลายมือชื่อผูกพันตามสัญญาประนีประนอมยอมความว่าจะร่วมกันทำหนังสือมอบอำนาจในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลที่จำเลยที่ 2 กำหนดและศาลชั้นต้นได้ออกคำบังคับตามคำพิพากษาตามยอมดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยที่ 2 แถลงต่อศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ประสงค์จะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่ตนเองและแจ้งเหตุขัดข้องในการรับโอนที่ดินพิพาทว่ายังไม่ได้รับหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเพื่อไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความและมีสิทธิได้รับโอนที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธีตามบทบัญญัติแห่งการบังคับคดีจนแล้วเสร็จได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง โดยการบังคับคดีหาใช่จะต้องเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ของกองมรดกเพียงประการเดียวดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกามาไม่ เมื่อการบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความในกรณีนี้คงเหลือเพียงการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชเพื่อให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทเป็นของตน แต่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชได้ และการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ดังกล่าวจะมีผลบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกิมแชหรือขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่งและวรรคสอง แม้ว่าบทบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติขึ้นโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 30) พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลใช้บังคับในวันที่ 5 กันยายน 2560 ภายหลังจากที่ได้มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 แล้วก็ตาม แต่พระราชบัญญัติดังกล่าวไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ได้กระทำไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับเท่านั้นตามมาตรา 21 วรรคหนึ่งของพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนกระบวนพิจารณาของศาลและกระบวนวิธีการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีใด ๆ ที่ได้กระทำภายหลังวันที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับ ย่อมต้องบังคับตามบทบัญญัติที่แก้ไขเพิ่มเติมตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมภายหลังจากที่พระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลใช้บังคับแล้ว จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 และมาตรา 357 ที่แก้ไขเพิ่มเติมมาใช้บังคับแก่การบังคับคดีในคดีนี้ เมื่อการทำหนังสือมอบอำนาจของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้จำเลยที่ 2 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทตามที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความจะมีผลบริบูรณ์ต่อเมื่อได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลย่อมมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





.jpg)