
| การยึดเครื่องจักรไว้ในสถานที่ของบุคคลอื่น เจ้าของสถานที่มีสิทธิเรียกค่ารักษาทรัพย์จากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยเฉพาะกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรไว้ ณ สถานที่ซึ่งเป็นอาคารหรือโกดังของบุคคลอื่น และต่อมาบุคคลซึ่งเดิมได้รับมอบหมายให้ดูแลรักษาทรัพย์ไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ จึงเกิดปัญหาว่าเจ้าของสถานที่ซึ่งเครื่องจักรยังคงตั้งอยู่มีฐานะเป็นผู้รักษาทรัพย์หรือไม่ และมีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์จากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ คดีนี้มีที่มาจากการที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะจำนวนสองเครื่องของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ในการยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานบังคับคดีเก็บรักษาเครื่องจักรที่ยึดไว้ ณ สถานที่ยึด และมอบทรัพย์ให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา ผู้แทนโจทก์เดิมได้มอบหมายให้บุคคลซึ่งเกี่ยวข้องและเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลเครื่องจักรดังกล่าวต่อไป อย่างไรก็ตาม ต่อมาผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของอาคารได้ขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า ทำให้บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์ไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แต่เครื่องจักรที่ถูกยึดยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดี ผู้ร้องจึงขอให้ศาลกำหนดค่าใช้พื้นที่ในการรักษาทรัพย์ โดยอ้างสิทธิจากการที่เครื่องจักรที่ถูกยึดยังคงตั้งอยู่ในอาคารของผู้ร้องเป็นเวลานาน แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรงก็ตาม ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตีความประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 ซึ่งกำหนดวิธีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษา โดยเจ้าพนักงานบังคับคดีอาจนำทรัพย์มาเก็บรักษาไว้ ฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร หรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลฎีกาพิจารณาว่า เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดเครื่องจักรและมอบให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงมีฐานะเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามกฎหมาย แต่ภายหลังเมื่อผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่าและผู้ที่โจทก์เดิมตั้งให้ดูแลทรัพย์ไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ ขณะที่เครื่องจักรทั้งสองเครื่องยังคงตั้งอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง แม้ไม่มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง ก็ต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย นอกจากนี้ การที่ผู้ร้องรักษาทรัพย์ไว้ในสถานที่ของตนยังเป็นการกระทำที่สมประโยชน์ทั้งแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี เพราะทำให้ทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงอยู่และได้รับการรักษาไว้จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งถอนการบังคับคดี จึงมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง คดีนี้จึงมีความสำคัญต่อการบังคับคดีในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้รักษาทรัพย์หรือการเป็นสถานที่ซึ่งใช้เก็บรักษาทรัพย์ที่ถูกยึด มิได้จำกัดเฉพาะกรณีที่มีคำสั่งแต่งตั้งอย่างชัดแจ้งเท่านั้น หากข้อเท็จจริงแสดงว่าทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงอยู่ในสถานที่ของบุคคลหนึ่ง และการเก็บรักษาทรัพย์ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการบังคับคดี ศาลอาจพิจารณาได้ว่ามีการฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่นั้นโดยปริยาย และสามารถกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่เจ้าของสถานที่ได้ตามสมควร สาระสำคัญที่สุดของคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างแล้ว โดยหลักเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ แต่สามารถฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรได้ หากภายหลังผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์ไม่สามารถดูแลทรัพย์ต่อไป แต่ทรัพย์ที่ยึดยังคงอยู่ภายในอาคารของบุคคลอื่น แม้ไม่มีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าของอาคารให้เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง ก็อาจถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่นั้นโดยปริยาย เมื่อการรักษาทรัพย์ดังกล่าวสมประโยชน์แก่เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลย่อมมีเหตุอันสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่เจ้าของสถานที่ได้ คำถามที่น่าสนใจ 1. หากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรแล้วปล่อยให้เครื่องจักรอยู่ในโกดังของบุคคลอื่น เจ้าของโกดังมีสิทธิเรียกค่ารักษาทรัพย์ได้หรือไม่ 2. การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แต่งตั้งเจ้าของสถานที่ให้เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง จะทำให้เจ้าของสถานที่ไม่มีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์เสมอไปหรือไม่ 3. ศาลมีอำนาจกำหนดค่ารักษาทรัพย์ที่ถูกยึดให้แก่เจ้าของสถานที่อย่างไร และต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงใดบ้าง สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้สืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะจำนวน 2 เครื่อง ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 778 เดิมจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวเพื่อประกอบกิจการและใช้เป็นสถานที่ตั้งเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่อง ต่อมาวันที่ 28 ธันวาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดในคดีล้มละลาย และโจทก์เดิมได้นำยึดทรัพย์จำนองซึ่งเป็นเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่อง ณ อาคารเลขที่ 778 ในการยึดทรัพย์ดังกล่าว เจ้าพนักงานบังคับคดีเก็บรักษาทรัพย์ที่ยึดไว้ ณ สถานที่ยึด และมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวี ซึ่งเกี่ยวข้องและเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ข้อเท็จจริงปรากฏเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 โจทก์เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 6 ทำการยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องไว้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน โดยรายงานการยึดทรัพย์สินระบุว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึด ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า ทำให้นางสาวกัลย์รวีซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ โดยนางสาวกัลย์รวีมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 6 แจ้งเรื่องที่ผู้ร้องขับไล่ออกจากพื้นที่เช่าและไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง จนกระทั่งวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง ผู้ร้องจึงยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดค่าใช้พื้นที่ในการรักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดี ส่วนโจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องเช่นเดียวกัน ระหว่างการพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องแก่ผู้ร้องเป็นเงิน 368,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา จึงเกิดประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก หน้าที่ในการรักษาสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 กำหนดหลักเกี่ยวกับการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจดำเนินการโดยนำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร หรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จากบทบัญญัติดังกล่าว เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว โดยหลักผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์คือเจ้าพนักงานบังคับคดี อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่จำเป็นต้องนำทรัพย์ที่ยึดมาเก็บรักษาด้วยตนเองทุกกรณี แต่สามารถฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรได้ ข้อยกเว้นสำคัญคือ หากเจ้าพนักงานบังคับคดีจะมอบทรัพย์ให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ จะต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ประเด็นที่สอง ฐานะของโจทก์เดิมในฐานะผู้รักษาทรัพย์ ข้อเท็จจริงปรากฏจากรายงานการยึดทรัพย์สินว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องซึ่งเป็นทรัพย์ที่ถูกยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึด เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงมีฐานะเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว การที่ผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวีเป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิม จึงเป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการรักษาทรัพย์ที่ถูกยึดภายใต้ฐานะของโจทก์เดิมซึ่งได้รับมอบทรัพย์จากเจ้าพนักงานบังคับคดี ประเด็นที่สาม ผลจากการที่ผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถรักษาทรัพย์ต่อไปได้ ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า และนางสาวกัลย์รวีซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แม้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตั้งผู้ร้องให้เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้ง แต่เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเครื่องจักรทั้งสองเครื่องอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง กรณีต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยาย ประเด็นที่สี่ การฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย หลักสำคัญจากคำวินิจฉัยนี้คือ การฝากทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ ณ สถานที่แห่งใดตามมาตรา 303 ไม่จำเป็นต้องปรากฏเฉพาะในรูปของการแต่งตั้งเจ้าของสถานที่เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้งเสมอไป ในคดีนี้ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ แต่เมื่อผู้รักษาทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายเดิมไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไป ขณะที่ทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงตั้งอยู่ในอาคารซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ศาลฎีกาถือว่าเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย ประเด็นที่ห้า การรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาพิจารณาประกอบด้วยว่า การรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี เครื่องจักรทั้งสองเครื่องเป็นทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ในกระบวนการบังคับคดี การที่ทรัพย์ยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องจึงทำให้ทรัพย์ที่ถูกยึดได้รับการรักษาไว้จนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดี เมื่อการรักษาทรัพย์ดังกล่าวสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง ประเด็นที่หก ค่ารักษาทรัพย์อาจมีหรือไม่มีก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน ศาลฎีกาวางหลักว่า การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน ค่ารักษาทรัพย์มีลักษณะเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น การพิจารณาว่าผู้ร้องสมควรได้รับค่ารักษาทรัพย์หรือไม่ จึงต้องพิจารณาทั้งสถานะของทรัพย์ การดำเนินการในการยึดทรัพย์ สถานที่ซึ่งใช้เก็บรักษาทรัพย์ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการรักษาทรัพย์นั้น ประเด็นที่เจ็ด การกำหนดจำนวนค่ารักษาทรัพย์ เมื่อศาลฎีกาเห็นว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์แล้ว จึงต้องพิจารณาจำนวนเงินที่เหมาะสม ศาลฎีกาพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์ ซึ่งกำหนดอัตราค่าเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท และเห็นสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องในอัตราเดือนละ 7,500 บาท ระยะเวลาที่นำมาคำนวณเริ่มตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง รวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน 21 วัน ศาลฎีกาจึงกำหนดค่ารักษาทรัพย์รวมเป็นเงิน 230,250 บาท ประเด็นที่แปด ผลแห่งฎีกาของผู้ร้อง ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเคยพิพากษากลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ยกคำร้องของผู้ร้อง แต่ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ศาลฎีกาเห็นว่าการที่เครื่องจักรทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องภายหลังผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถรักษาทรัพย์ต่อไป ต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย และการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงมีเหตุสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์แก่ผู้ร้อง ฎีกาของผู้ร้องจึงฟังขึ้น และศาลฎีกาพิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์เครื่องจักรทั้งสองเครื่องเป็นเงิน 230,250 บาท และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) ซึ่งกำหนดวิธีการจัดการกับสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างภายหลังการยึดทรัพย์ในชั้นบังคับคดี เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างแล้ว กฎหมายกำหนดทางเลือกในการรักษาทรัพย์ไว้หลายประการ ได้แก่ การนำทรัพย์มาเก็บรักษาไว้ การฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใด การฝากทรัพย์ไว้แก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร หรือการมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ โดยกรณีหลังต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สาระสำคัญจึงอยู่ที่การรักษาสภาพและความมีอยู่ของทรัพย์ภายหลังการยึด เพื่อให้ทรัพย์นั้นยังคงอยู่ในกระบวนการบังคับคดีและสามารถดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์ต่อไปได้ คดีนี้แสดงให้เห็นเพิ่มเติมว่า การฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใดตามมาตรา 303 (1) สามารถเกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงของการเก็บรักษาทรัพย์ได้ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไม่ได้แต่งตั้งเจ้าของสถานที่เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้ง เมื่อบุคคลซึ่งได้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถรักษาทรัพย์ต่อไป แต่ทรัพย์ยังคงอยู่ในอาคารของบุคคลอื่น และการคงทรัพย์ไว้ในสถานที่ดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อเจ้าหนี้และเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลสามารถพิจารณาสภาพข้อเท็จจริงดังกล่าวว่าเป็นการฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่นั้นโดยปริยายได้ ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์ไม่ได้ถูกปฏิเสธเพียงเพราะไม่มีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าของสถานที่เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง หากข้อเท็จจริงแสดงว่าทรัพย์ที่ถูกยึดถูกเก็บรักษาอยู่ในสถานที่ของบุคคลนั้น และการรักษาทรัพย์ดังกล่าวสมประโยชน์ต่อกระบวนการบังคับคดี ก็มีเหตุที่ศาลจะพิจารณากำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้ได้ อีกหลักหนึ่งที่สำคัญคือ ค่ารักษาทรัพย์เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี และศาลมีอำนาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 การกำหนดค่ารักษาทรัพย์จึงมิใช่เพียงการพิจารณาว่ามีการใช้สถานที่จริงหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาความสมควรของค่าใช้จ่ายประกอบกับข้อเท็จจริงแห่งคดีด้วย ในคดีนี้ศาลฎีกานำอัตราค่าเช่าตามสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์เดือนละ 7,500 บาทมาใช้เป็นเกณฑ์กำหนดค่ารักษาทรัพย์ และคำนวณเฉพาะช่วงเวลาตั้งแต่ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่าจนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งถอนการบังคับคดี เจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) กำหนดวิธีการรักษาสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างภายหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์ โดยเปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลือกวิธีเก็บรักษาทรัพย์ให้เหมาะสมกับสภาพของทรัพย์และข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี จากหลักที่ปรากฏในคำวินิจฉัย การยึดทรัพย์มิได้สิ้นสุดเพียงการเข้าควบคุมทรัพย์ แต่ยังมีความจำเป็นต้องรักษาทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ด้วย กฎหมายจึงกำหนดให้โดยหลักเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหน้าที่รักษาทรัพย์ และให้อำนาจฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร การที่กฎหมายมิได้กำหนดให้เจ้าพนักงานบังคับคดีต้องนำสังหาริมทรัพย์ที่ยึดทุกชนิดออกจากสถานที่ยึด ย่อมทำให้สามารถรักษาทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ที่เหมาะสมกับสภาพแห่งทรัพย์ได้ โดยเฉพาะทรัพย์ประเภทเครื่องจักรซึ่งในคดีนี้เป็นเครื่องตัดโลหะจำนวนสองเครื่องที่ตั้งอยู่ภายในอาคาร ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติที่ศาลฎีกานำมาประกอบการพิจารณาอำนาจศาลในการกำหนดค่ารักษาทรัพย์ซึ่งเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีตามที่เห็นสมควร เมื่อการเก็บรักษาทรัพย์ก่อให้เกิดภาระแก่สถานที่หรือบุคคลที่ต้องรักษาทรัพย์ และการรักษาทรัพย์ดังกล่าวสมประโยชน์ต่อเจ้าหนี้และเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงมีเหตุที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้เหมาะสมกับข้อเท็จจริง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะจำนวน 2 เครื่องของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง เป็นเงิน 368,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนตามกฎหมาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับคำสั่งของศาลชั้นต้น โดยให้ยกคำร้องของผู้ร้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ อันมีผลให้ผู้ร้องไม่ได้รับค่ารักษาทรัพย์ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนด 3. ศาลฎีกา ผู้ร้องฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ได้แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้ง แต่เมื่อเครื่องจักรทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง ต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย และการรักษาทรัพย์สมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงพิพากษากลับ อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์เป็นเงิน 230,250 บาท และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างมิได้หมายความเพียงการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าควบคุมทรัพย์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการจัดให้มีการรักษาทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ตลอดระยะเวลาที่ทรัพย์ยังอยู่ในกระบวนการบังคับคดี โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 เปิดโอกาสให้เจ้าพนักงานบังคับคดีเลือกวิธีการรักษาทรัพย์ได้ตามความเหมาะสม ไม่ว่าจะนำทรัพย์มาเก็บรักษาเอง ฝากไว้ ณ สถานที่ใด หรือฝากไว้แก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร 2. ผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ภายหลังการยึดโดยหลักคือเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่กฎหมายมิได้กำหนดว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีต้องรักษาทรัพย์ด้วยตนเองทุกกรณี เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถมอบหมายหรือฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่หรือแก่บุคคลอื่นได้ ทั้งนี้ หากจะมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา 3. เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ที่ยึดให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาหรือผู้แทนเจ้าหนี้เป็นผู้เก็บรักษา เจ้าหนี้ดังกล่าวย่อมมีฐานะเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามกฎหมาย การที่เจ้าหนี้มอบหมายบุคคลอื่นให้ดูแลทรัพย์แทนจึงเป็นการดำเนินการภายใต้ฐานะผู้รักษาทรัพย์ที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดี 4. หากต่อมาผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถรักษาทรัพย์ต่อไป แต่ทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงตั้งอยู่ในสถานที่ของบุคคลอื่น ข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจมีผลทางกฎหมายถึงขั้นถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่นั้นโดยปริยาย แม้จะไม่มีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าของสถานที่ให้เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้งก็ตาม 5. การวินิจฉัยว่ามีการฝากทรัพย์โดยปริยายหรือไม่ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ในคดีนี้ เครื่องจักรที่ถูกยึดยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องภายหลังจำเลยที่ 1 ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่เช่า และบุคคลที่ได้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลทรัพย์ต่อไปได้ ศาลฎีกาจึงถือว่าเครื่องจักรดังกล่าวถูกฝากไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย 6. การที่เจ้าของสถานที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง มิได้หมายความว่าจะไม่มีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์ในทุกกรณี หากสภาพข้อเท็จจริงแสดงว่าทรัพย์ที่ถูกยึดถูกเก็บรักษาไว้ในสถานที่ของบุคคลนั้น และการรักษาทรัพย์ดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์แก่เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมมีเหตุที่ศาลจะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่เจ้าของสถานที่ได้ 7. หลักเรื่องประโยชน์จากการรักษาทรัพย์เป็นข้อพิจารณาที่สำคัญ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการรักษาเครื่องจักรของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง แสดงให้เห็นว่าศาลมิได้พิจารณาเพียงว่ามีคำสั่งแต่งตั้งผู้รักษาทรัพย์หรือไม่ แต่พิจารณาผลที่เกิดขึ้นจากการเก็บรักษาทรัพย์ด้วย 8. ค่ารักษาทรัพย์อาจมีหรือไม่มีก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน แต่เมื่อเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายดังกล่าว ศาลมีอำนาจพิจารณากำหนดค่ารักษาทรัพย์ตามที่เห็นสมควร โดยค่ารักษาทรัพย์มีลักษณะเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจพิจารณาสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 9. การกำหนดจำนวนค่ารักษาทรัพย์ต้องสัมพันธ์กับข้อเท็จจริงและมีเกณฑ์ประกอบที่เหมาะสม ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาจากสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์ซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท และนำอัตราดังกล่าวมาใช้เป็นเกณฑ์กำหนดค่ารักษาทรัพย์สำหรับเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง 10. ระยะเวลาที่ใช้คำนวณค่ารักษาทรัพย์ต้องเป็นช่วงเวลาที่มีการรักษาทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่กระบวนการบังคับคดี ในคดีนี้ศาลฎีกากำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดี รวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน 21 วัน 11. แม้ศาลชั้นต้นจะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ไว้เป็นเงิน 368,800 บาท แต่ศาลฎีกามิได้ยืนยันจำนวนดังกล่าวทั้งหมด หากพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าเช่าและระยะเวลาการรักษาทรัพย์แล้วกำหนดจำนวนใหม่เป็น 230,250 บาท แสดงให้เห็นว่าการกำหนดค่ารักษาทรัพย์ต้องอยู่บนพื้นฐานของความสมควรและข้อเท็จจริงเฉพาะแห่งคดี 12. หลักกฎหมายจากคดีนี้มีความสำคัญต่อเจ้าของอาคารหรือสถานที่ซึ่งมีทรัพย์ที่ถูกยึดตั้งอยู่ เพราะแม้เจ้าของสถานที่จะมิใช่ลูกหนี้ เจ้าหนี้ หรือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง แต่หากต้องรับภาระให้ทรัพย์ที่ถูกยึดคงอยู่ในสถานที่ของตนเป็นระยะเวลาหนึ่ง และการเก็บรักษาดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการบังคับคดี ก็อาจมีเหตุให้ได้รับค่ารักษาทรัพย์ตามที่ศาลเห็นสมควร 13. ในทางกลับกัน เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งนำยึดทรัพย์ควรตระหนักว่า การปล่อยให้ทรัพย์ที่ถูกยึดคงอยู่ในสถานที่ของบุคคลอื่นอาจก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาทรัพย์ได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ดูแลทรัพย์เดิมไม่สามารถรักษาทรัพย์ต่อไป และสถานที่ของบุคคลอื่นยังถูกใช้เพื่อเก็บรักษาทรัพย์จนกว่าจะมีการถอนการบังคับคดี 14. คดีนี้จึงแสดงหลักสำคัญว่า การพิจารณาสิทธิและหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาทรัพย์ในชั้นบังคับคดีต้องพิจารณาจากสภาพข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงประกอบบทบัญญัติของกฎหมาย มิใช่พิจารณาเฉพาะว่ามีคำสั่งหรือเอกสารแต่งตั้งผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้งหรือไม่ หากพฤติการณ์แสดงถึงการฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่หนึ่งโดยปริยายและการรักษาทรัพย์นั้นสมประโยชน์ต่อกระบวนการบังคับคดี ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดค่ารักษาทรัพย์ตามสมควรได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษา และการพิจารณาว่าเมื่อทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงอยู่ภายในสถานที่ของบุคคลอื่น แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แต่งตั้งเจ้าของสถานที่ดังกล่าวเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้ง จะถือได้หรือไม่ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่นั้นโดยปริยาย และเจ้าของสถานที่มีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์หรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) เกี่ยวกับวิธีการรักษาสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึด ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 เกี่ยวกับค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ซึ่งศาลนำมาประกอบการพิจารณากำหนดค่ารักษาทรัพย์ตามที่เห็นสมควร สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ฝากทรัพย์ไว้โดยปริยาย แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของอาคารให้เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง แต่เมื่อผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลเครื่องจักรต่อไปได้ และเครื่องจักรที่ถูกยึดทั้งสองเครื่องยังคงตั้งอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง ศาลฎีกาถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย การพิจารณาจึงมิได้จำกัดเฉพาะรูปแบบของคำสั่งแต่งตั้งเท่านั้น แต่พิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งทรัพย์ถูกเก็บรักษาอยู่จริงด้วย 2. ค่ารักษาทรัพย์ การมอบทรัพย์ที่ถูกยึดให้เก็บรักษาอาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควร ในคดีนี้การที่เครื่องจักรยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องเป็นการรักษาทรัพย์ที่สมประโยชน์ทั้งแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามีเหตุอันสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง และกำหนดในอัตราเดือนละ 7,500 บาท ตามอัตราค่าเช่าที่ปรากฏในสำเนาสัญญาเช่า รวมเป็นเงิน 230,250 บาท แยกตามกฎหมายและมาตรา 1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) เป็นบทบัญญัติสำคัญโดยตรงในการวินิจฉัยคดีนี้ โดยกำหนดหลักว่า การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการโดยนำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร หรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สาระสำคัญของบทบัญญัตินี้คือ เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างแล้ว โดยหลักเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ แต่กฎหมายเปิดทางให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถเลือกวิธีการรักษาทรัพย์ให้เหมาะสมกับสภาพแห่งทรัพย์และข้อเท็จจริงได้ ไม่จำเป็นต้องนำทรัพย์ออกจากสถานที่ยึดหรือเก็บรักษาไว้ด้วยตนเองทุกกรณี ในคดีนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะจำนวน 2 เครื่อง และมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึด โจทก์เดิมจึงมีฐานะเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติดังกล่าว ต่อมาเมื่อบุคคลที่โจทก์เดิมมอบหมายให้ดูแลทรัพย์ไม่สามารถรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แต่เครื่องจักรยังคงตั้งอยู่ในอาคารของผู้ร้อง แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย หลักจากคดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การฝากทรัพย์ตามมาตรา 303 (1) อาจพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง มิได้จำกัดอยู่เฉพาะกรณีที่มีคำสั่งหรือการแต่งตั้งบุคคลให้เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้งเท่านั้น หากทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงอยู่ในสถานที่ของบุคคลหนึ่ง และสถานที่นั้นทำหน้าที่เป็นสถานที่เก็บรักษาทรัพย์ในกระบวนการบังคับคดี ก็อาจถือได้ว่าเป็นการฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่นั้นโดยปริยายตามบทบัญญัติดังกล่าว 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 เป็นบทบัญญัติที่ศาลฎีกานำมาประกอบการพิจารณาเกี่ยวกับค่ารักษาทรัพย์ โดยศาลวินิจฉัยว่า การมอบทรัพย์ที่ถูกยึดให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน และค่ารักษาทรัพย์ดังกล่าวเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควร การใช้มาตรา 161 ในคดีนี้จึงสัมพันธ์โดยตรงกับมาตรา 303 กล่าวคือ เมื่อพิจารณาตามมาตรา 303 แล้วรับฟังได้ว่าทรัพย์ที่ถูกยึดถูกฝากไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย ขั้นต่อไปคือการพิจารณาว่าผู้ร้องสมควรได้รับค่ารักษาทรัพย์หรือไม่ และควรกำหนดเป็นจำนวนเท่าใด ข้อเท็จจริงสำคัญคือ ผู้ร้องเป็นเจ้าของอาคารซึ่งใช้เป็นสถานที่ตั้งเครื่องจักรที่ถูกยึด หลังจากผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่าแล้ว บุคคลที่โจทก์เดิมมอบหมายให้รักษาทรัพย์ไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แต่เครื่องจักรทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดี การเก็บรักษาทรัพย์ไว้ในสถานที่ดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์ทั้งแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง และเมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าซึ่งกำหนดอัตราค่าเช่าเดือนละ 7,500 บาท ศาลจึงใช้อัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์กำหนดค่ารักษาทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 รวมเป็นเงิน 230,250 บาท แสดงให้เห็นว่าการกำหนดค่ารักษาทรัพย์ตามมาตรา 161 ต้องพิจารณาความเหมาะสมจากข้อเท็จจริงแห่งคดี ไม่ได้กำหนดจำนวนไว้ตายตัว 3. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เป็นบทบัญญัติที่ศาลฎีกานำมาประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ในการพิจารณากำหนดค่ารักษาทรัพย์ในคดีนี้ เนื่องจากคดีอยู่ในแผนกคดีผู้บริโภค และศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่ารักษาทรัพย์มีลักษณะเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควร การนำมาตรา 7 มาประกอบการวินิจฉัยในคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังจากศาลพิจารณาแล้วว่า แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะมิได้ตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง แต่เมื่อเครื่องจักรที่ถูกยึดยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง และผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลทรัพย์ต่อไป ต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนั้น การรักษาทรัพย์ของผู้ร้องย่อมมีผลให้เครื่องจักรที่ถูกยึดยังคงได้รับการเก็บรักษาไว้ตลอดระยะเวลาที่ทรัพย์อยู่ในกระบวนการบังคับคดี และศาลฎีกาเห็นว่าการรักษาทรัพย์ดังกล่าวสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงมีเหตุที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง มาตรา 7 จึงถูกนำมาใช้ประกอบกับมาตรา 161 เพื่อรองรับการใช้อำนาจของศาลในการกำหนดค่ารักษาทรัพย์ตามความสมควรแห่งคดี โดยศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง ทั้งสถานะของผู้ร้องในฐานะเจ้าของอาคาร ระยะเวลาที่เครื่องจักรยังคงอยู่ในอาคาร ประโยชน์ที่เกิดจากการรักษาทรัพย์ และอัตราค่าเช่าตามสัญญา ก่อนกำหนดค่ารักษาทรัพย์เป็นเงิน 230,250 บาท คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม เจ้าของโกดังมีสิทธิเรียกค่ารักษาทรัพย์ได้หรือไม่ หากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรไว้ในโกดังแต่ไม่ได้แต่งตั้งเจ้าของโกดังเป็นผู้รักษาทรัพย์ คำตอบ เจ้าของโกดังอาจมีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์ได้ แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งเจ้าของโกดังเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้ง หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าเครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงอยู่ภายในอาคารของเจ้าของโกดัง ภายหลังผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ กรณีเช่นนี้อาจถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวโดยปริยาย ตามหลักแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) โดยเฉพาะเมื่อการที่ทรัพย์ยังคงได้รับการเก็บรักษาอยู่ในสถานที่นั้นเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลย่อมมีเหตุอันสมควรที่จะพิจารณากำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่เจ้าของสถานที่ได้ ดังนั้น การไม่มีคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรงจึงมิใช่เหตุที่จะทำให้สิทธิเรียกค่ารักษาทรัพย์สิ้นไปเสมอ แต่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเก็บรักษาทรัพย์และประโยชน์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการบังคับคดีเป็นสำคัญ 2 คำถาม การฝากทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ ณ สถานที่ของบุคคลอื่นโดยปริยายเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบ การฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของบุคคลอื่นโดยปริยายอาจเกิดขึ้นเมื่อข้อเท็จจริงแสดงว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ในสถานที่ของบุคคลนั้น แม้จะไม่มีคำสั่งหรือเอกสารแต่งตั้งเจ้าของสถานที่ให้เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรงก็ตาม ในคดีนี้เดิมเจ้าพนักงานบังคับคดีมอบเครื่องจักรที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา และมีการมอบหมายบุคคลอื่นให้ดูแลทรัพย์แทน ต่อมาเมื่อผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์ไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ แต่เครื่องจักรทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องจนกระทั่งศาลมีคำสั่งถอนการบังคับคดี ศาลฎีกาจึงถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย หลักดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการพิจารณาการฝากทรัพย์ตามมาตรา 303 (1) มิได้จำกัดเฉพาะรูปแบบของคำสั่ง แต่สามารถพิจารณาจากพฤติการณ์และสภาพข้อเท็จจริงของการเก็บรักษาทรัพย์ที่เกิดขึ้นจริงได้ 3 คำถาม ใครเป็นผู้มีหน้าที่รักษาสังหาริมทรัพย์ภายหลังจากเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์แล้ว คำตอบ เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว โดยหลักเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ดังกล่าว แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีเลือกวิธีรักษาทรัพย์ได้ตามความเหมาะสม โดยอาจนำทรัพย์มาเก็บรักษาไว้เอง ฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใด หรือฝากแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร นอกจากนี้อาจมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ได้ แต่กรณีมอบให้ลูกหนี้เป็นผู้รักษาทรัพย์ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ในคดีนี้เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบเครื่องจักรที่ถูกยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงมีฐานะเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามกฎหมาย ต่อมาเมื่อผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลทรัพย์ต่อไป แต่เครื่องจักรยังคงอยู่ในอาคารของผู้ร้อง ศาลจึงพิจารณาจากข้อเท็จจริงและถือว่ามีการฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย มิใช่ว่าหน้าที่รักษาทรัพย์จะสิ้นสุดลงเพียงเพราะผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ 4 คำถาม ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดจำนวนค่ารักษาทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ในสถานที่ของบุคคลอื่น คำตอบ การกำหนดค่ารักษาทรัพย์มิได้มีจำนวนที่กำหนดไว้ตายตัว แต่ศาลพิจารณาจากความสมควรและข้อเท็จจริงแห่งคดี โดยค่ารักษาทรัพย์ถือเป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจพิจารณาสั่งได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ในคดีนี้ศาลฎีกาพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์ซึ่งกำหนดอัตราค่าเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท และเห็นสมควรใช้อัตราดังกล่าวเป็นเกณฑ์กำหนดค่ารักษาเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง โดยนับตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดี รวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน 21 วัน คิดเป็นเงิน 230,250 บาท จึงเห็นได้ว่าศาลพิจารณาทั้งอัตราค่าใช้สถานที่ ระยะเวลาที่ทรัพย์ถูกเก็บรักษา และความเหมาะสมตามพฤติการณ์ มิได้ถือจำนวนที่ผู้ร้องเรียกหรือจำนวนที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้เป็นข้อยุติโดยอัตโนมัติ 5 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงเห็นว่าผู้ร้องสมควรได้รับค่ารักษาทรัพย์ แม้ศาลอุทธรณ์เคยพิพากษาให้ยกคำร้อง คำตอบ ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเก็บรักษาเครื่องจักรภายหลังการยึดประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) แล้วเห็นว่า แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้ง แต่เมื่อผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลรักษาเครื่องจักรต่อไป และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเครื่องจักรทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง กรณีจึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยาย ประกอบกับการรักษาทรัพย์ไว้ภายในอาคารของผู้ร้องเป็นการกระทำที่สมประโยชน์ทั้งแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายกคำร้อง และเมื่อพิจารณาอัตราค่าเช่าตามสัญญาประกอบระยะเวลาที่ใช้เก็บรักษาทรัพย์แล้ว จึงพิพากษากลับและอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์เป็นเงิน 230,250 บาท โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ หลักกฎหมายฉบับเข้าใจง่าย 1. เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเครื่องจักรแล้ว ใครมีหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์ เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว โดยหลักเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์นั้น แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) เปิดทางให้เจ้าพนักงานบังคับคดีจัดการรักษาทรัพย์ได้หลายวิธี กล่าวคือ อาจนำทรัพย์มาเก็บรักษาไว้ ฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใด ฝากไว้แก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควร หรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ก็ได้ แต่กรณีมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ในคดีนี้ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 โจทก์เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 6 ยึดเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะจำนวน 2 เครื่องไว้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามรายงานการยึดทรัพย์สิน เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึด ดังนั้น โจทก์เดิมจึงเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมาย 2. ผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลทรัพย์ต่อไปได้ ผลทางกฎหมายเป็นอย่างไร ภายหลังการยึดเครื่องจักร ผู้แทนโจทก์เดิมได้มอบหมายให้นางสาวกัลย์รวีซึ่งเกี่ยวข้องและเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิม ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของอาคารขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า ทำให้นางสาวกัลย์รวีไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ และได้มีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 6 เกี่ยวกับเหตุที่ไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไป อย่างไรก็ตาม เครื่องจักรที่ถูกยึดทั้งสองเครื่องไม่ได้ถูกนำออกจากอาคาร แต่ยังคงตั้งอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องต่อไป จนกระทั่งวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง ข้อเท็จจริงส่วนนี้เป็นสาระสำคัญของคดี เพราะแม้บุคคลที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์เดิมจะไม่สามารถรักษาทรัพย์ต่อไป แต่เครื่องจักรซึ่งเป็นทรัพย์ที่อยู่ในกระบวนการบังคับคดียังคงต้องมีสถานที่สำหรับเก็บรักษา และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าเครื่องจักรทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง 3. เจ้าของอาคารไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้รักษาทรัพย์ จะเรียกค่ารักษาทรัพย์ได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดประการหนึ่งของคดีคือ ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของอาคารเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง หากพิจารณาเฉพาะการมีหรือไม่มีคำสั่งแต่งตั้ง ย่อมเกิดปัญหาว่าผู้ร้องจะมีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์หรือไม่ ศาลฎีกาพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงว่า เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง เมื่อผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไป แต่ทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงอยู่ในอาคารดังกล่าว กรณีจึงต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย ดังนั้น สาระสำคัญจึงมิได้อยู่เพียงว่ามีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์หรือไม่ แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยว่าทรัพย์ที่ถูกยึดถูกเก็บรักษาอยู่ที่ใด และสถานที่ดังกล่าวได้ทำหน้าที่เป็นสถานที่เก็บรักษาทรัพย์ในกระบวนการบังคับคดีจริงหรือไม่ 4. ความหมายของการฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่โดยปริยายในคดีนี้ การฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่โดยปริยายตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ เกิดจากการที่เครื่องจักรซึ่งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ยังคงตั้งอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง หลังจากผู้ที่ได้รับมอบหมายให้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถดูแลทรัพย์ต่อไปแล้ว แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีจะไม่ได้มีคำสั่งแต่งตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ก็ตาม ศาลฎีกาจึงพิจารณาสภาพข้อเท็จจริงของการเก็บรักษาทรัพย์ประกอบกับมาตรา 303 (1) แล้วถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย หลักดังกล่าวเป็นแก่นสำคัญของคำวินิจฉัย เพราะทำให้เห็นว่าการพิจารณาการฝากทรัพย์ที่ถูกยึดไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการพิจารณาว่ามีการแต่งตั้งบุคคลใดเป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้งเท่านั้น แต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งทรัพย์ถูกเก็บรักษาอยู่จริงก็มีความสำคัญต่อการวินิจฉัยเช่นเดียวกัน 5. เหตุใดผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์ นอกจากศาลฎีกาจะถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากเครื่องจักรไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยายแล้ว ศาลยังพิจารณาด้วยว่าการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี เครื่องจักรทั้งสองเครื่องเป็นทรัพย์ที่ถูกยึดในกระบวนการบังคับคดี การที่เครื่องจักรยังคงได้รับการเก็บรักษาอยู่ภายในอาคารของผู้ร้องจึงทำให้ทรัพย์ดังกล่าวยังคงอยู่จนกระทั่งวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดี เมื่อการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี ศาลฎีกาจึงเห็นว่ามีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง 6. ค่ารักษาทรัพย์มีสถานะอย่างไร ศาลฎีกาวางหลักว่า การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ก็ได้ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ดังนั้น เมื่อมีข้อพิพาทว่าบุคคลซึ่งสถานที่ของตนถูกใช้เก็บรักษาทรัพย์ที่ถูกยึดควรได้รับค่ารักษาทรัพย์หรือไม่ ศาลสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงแห่งคดีและกำหนดค่ารักษาทรัพย์ตามความสมควรได้ ในคดีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์ เนื่องจากเครื่องจักรยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง และการรักษาทรัพย์ดังกล่าวสมประโยชน์ทั้งแก่โจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี 7. ศาลฎีกากำหนดค่ารักษาทรัพย์จำนวน 230,250 บาทอย่างไร เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องสมควรได้รับค่ารักษาทรัพย์แล้ว ประเด็นต่อมาคือจำนวนค่ารักษาทรัพย์ที่เหมาะสม ศาลฎีกาพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์ซึ่งกำหนดอัตราค่าเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท และเห็นสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องในอัตราเดือนละ 7,500 บาท สำหรับระยะเวลาที่นำมาคำนวณ ศาลเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า จนถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง รวมระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน 21 วัน เมื่อคำนวณตามอัตราและระยะเวลาดังกล่าว ศาลฎีกากำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 230,250 บาท 8. เหตุใดจำนวนเงินที่ศาลฎีกากำหนดจึงแตกต่างจากศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเคยมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่ารักษาทรัพย์แก่ผู้ร้องเป็นเงิน 368,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับให้ยกคำร้องของผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องฎีกาและศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิได้รับค่ารักษาทรัพย์ แต่ในการกำหนดจำนวน ศาลฎีกาพิจารณาจากสำเนาสัญญาเช่าซึ่งกำหนดค่าเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท และกำหนดช่วงเวลาที่สมควรนำมาคำนวณตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ด้วยเหตุนี้ จำนวนค่ารักษาทรัพย์ที่ศาลฎีกากำหนดจึงเป็น 230,250 บาท มิใช่จำนวน 368,800 บาทตามที่ศาลชั้นต้นเคยกำหนดไว้ 9. แก่นของหลักกฎหมายที่ได้จากคดีนี้ แก่นสำคัญประการแรก คือ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 (1) เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดียึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างแล้ว โดยหลักเจ้าพนักงานบังคับคดีเป็นผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ แต่สามารถฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรได้ แก่นสำคัญประการที่สอง คือ แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีแต่งตั้งเจ้าของสถานที่เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยตรง แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทรัพย์ที่ถูกยึดยังคงอยู่ภายในสถานที่นั้นภายหลังผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถรักษาทรัพย์ต่อไป กรณีอาจถือได้ว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่นั้นโดยปริยาย แก่นสำคัญประการที่สาม คือ เมื่อการรักษาทรัพย์ดังกล่าวสมประโยชน์ทั้งแก่เจ้าหนี้และเจ้าพนักงานบังคับคดี ย่อมมีเหตุอันสมควรที่ศาลจะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่เจ้าของสถานที่ โดยค่ารักษาทรัพย์เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 10. บทสรุป คดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การพิจารณาผลทางกฎหมายของการเก็บรักษาสังหาริมทรัพย์ที่ถูกยึดไว้ในสถานที่ของบุคคลอื่น เมื่อผู้รักษาทรัพย์เดิมไม่สามารถทำหน้าที่ต่อไปได้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงว่า แม้เจ้าพนักงานบังคับคดีมิได้แต่งตั้งผู้ร้องซึ่งเป็นเจ้าของอาคารให้เป็นผู้รักษาทรัพย์โดยชัดแจ้ง แต่เมื่อเครื่องจักรที่ถูกยึดทั้งสองเครื่องยังคงอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง กรณีต้องถือว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์ไว้ ณ สถานที่ของผู้ร้องโดยปริยาย เมื่อการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี จึงมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง ศาลฎีกาพิจารณาอัตราค่าเช่าตามสำเนาสัญญาเช่าเดือนละ 7,500 บาท และระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 รวม 2 ปี 6 เดือน 21 วัน แล้วกำหนดค่ารักษาทรัพย์เป็นเงิน 230,250 บาท ผลที่สุด ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยอนุญาตให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องเป็นเงิน 230,250 บาท และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7717/2568 ป.วิ.พ. มาตรา 303 บัญญัติว่า "การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดย (1) นำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรหรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์นั้น โดยหลักคือเจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคดีอาจฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องซึ่งเป็นทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า และ ก. ซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จริงรับฟังเป็นยุติว่า เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องดังกล่าวอยู่ภายในอาคารของผู้ร้อง กรณีจึงต้องถือว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยาย ประกอบกับการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์ขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ภายในโกดังอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ ระหว่างพิจารณา บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดค่าใช้พื้นที่ในรักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 จนถึงวันที่ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์ชำระค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะหมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 778 (โกดังที่ 2) เป็นเงิน 368,800 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2563 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้อง ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ที่แก้ไขใหม่ บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อาคารเลขที่ 778 เดิมจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าอาคารดังกล่าวประกอบกิจการและใช้เป็นที่ตั้งเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx รวม 2 เครื่อง เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2554 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แต่จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา ต่อมาวันที่ 5 พฤศจิกายน 2556 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสามเด็ดขาดในคดีล้มละลาย โจทก์เดิมนำยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ณ. อาคารเลขที่ 778 โดยการยึดทรัพย์นั้น เจ้าพนักงานบังคับคดีเก็บรักษาทรัพย์ที่ยึดไว้ ณ สถานที่ยึด และมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวี ซึ่งเกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้ดูแลทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ต่อมาวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากสถานที่เช่า และวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่ผู้ร้องได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ต้องรับผิดชำระค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้องหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 303 บัญญัติว่า "การยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีกระทำโดย (1) นำทรัพย์นั้นมาเก็บรักษาไว้ หรือฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรหรือมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์นั้นโดยได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา" ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว เมื่อมีการยึดสังหาริมทรัพย์มีรูปร่างของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ผู้มีหน้าที่รักษาทรัพย์ นั้น โดยหลักคือ เจ้าพนักงานบังคับคดี แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ใดหรือแก่บุคคลใดตามที่เห็นสมควรก็ได้ เว้นแต่กรณีที่เจ้าพนักงานบังคับคดีมอบให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาเป็นผู้รักษาทรัพย์ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา การมอบทรัพย์ให้เก็บรักษาไว้อาจมีค่าธรรมเนียมการเก็บรักษาทรัพย์หรือไม่ ก็ได้ ตามแต่จะตกลงกัน โดยค่ารักษาทรัพย์ เป็นค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งศาลอาจจะพิจารณาสั่งได้ตามที่เห็นสมควรตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2561 โจทก์เดิมนำเจ้าพนักงานบังคับคดีสำนักงานบังคับคดีกรุงเทพมหานคร 6 ทำการยึดทรัพย์จำนองเครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะ หมายเลขทะเบียน 50-323-306-xxxx และ 50-323-306-xxxx ไว้ในฐานะเจ้าหนี้มีประกัน ตามรายงานการยึดทรัพย์สิน ระบุว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้มอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษาไว้ ณ สถานที่ยึดโดยผู้แทนโจทก์เดิมมอบหมายให้นางสาวกัลย์รวีเกี่ยวข้องเป็นผู้ดูแลสถานที่แทนจำเลยที่ 1 เป็นผู้เก็บรักษาทรัพย์ดังกล่าวแทนโจทก์เดิม ดังนั้น เมื่อเจ้าพนักงานบังคับคดีมอบทรัพย์ที่ยึดให้โจทก์เดิมหรือผู้แทนโจทก์เดิมเป็นผู้เก็บรักษา โจทก์เดิมจึงเป็นผู้รักษาทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว แม้ต่อมาผู้ร้องขับไล่จำเลยที่ 1 ออกจากพื้นที่เช่า และนางสาวกัลย์รวีซึ่งโจทก์เดิมตั้งให้เป็นผู้รักษาทรัพย์แทนโจทก์เดิมมีหนังสือถึงผู้อำนวยการสำนักงานบังคับคดีแพ่งกรุงเทพมหานคร 6 เรื่องที่ผู้ร้องขับไล่ออกจากพื้นที่เช่าแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ไม่สามารถดูแลรักษาทรัพย์ต่อไปได้ แม้ไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีตั้งผู้ร้องเป็นผู้รักษาทรัพย์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องดังกล่าวอยู่ภายในอาคารเลขที่ 778 ของผู้ร้อง กรณีจึงต้องถือว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีฝากทรัพย์นั้นไว้ ณ สถานที่ดังกล่าวของผู้ร้องโดยปริยายประกอบกับการรักษาทรัพย์ของผู้ร้องสมประโยชน์ทั้งของโจทก์และเจ้าพนักงานบังคับคดี กรณีมีเหตุอันสมควรที่จะกำหนดค่ารักษาทรัพย์ให้แก่ผู้ร้อง เมื่อพิจารณาสำเนาสัญญาเช่าทรัพย์ กำหนดอัตราเช่าไว้เดือนละ 7,500 บาท จึงเห็นสมควรกำหนดค่ารักษาทรัพย์เครื่องจักรประเภทชุดเครื่องตัดโลหะทั้งสองเครื่องให้ในอัตราเดือนละ 7,500 บาท นับแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2561 ถึงวันที่ 8 ธันวาคม 2563 ซึ่งเป็นวันที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ถอนการบังคับคดีเครื่องจักรทั้งสองเครื่อง เป็นระยะเวลา 2 ปี 6 เดือน 21 วัน รวมเป็นเงิน 230,250 บาท ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้องของผู้ร้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับค่ารักษาทรัพย์ประเภทชุดเครื่องตัดโลหะหมายเลขทะเบียน 50 - 323 - 306 - xxxx และ 50 - 323 -306 - xxxx ของจำเลยที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเลขที่ 778 (โกดังที่ 7) ของผู้ร้อง เป็นเงิน 230,250 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|




