
| สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิไม่อยู่ในบังคับคดี ม.301(5) ป.วิ.พ. (ฎีกา 900/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ แม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครอง แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าว เป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และ พาณิชย์ มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้ เมื่อโจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ พบว่าไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองไปให้ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดว่า ที่ดินดังกล่าวสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงเห็นว่า ที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ เป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้บริบูรณ์ตามกฎหมาย จึงไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 301(5) ป.วิ.พ. โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาด ข้อเท็จจริง • โจทก์มีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทโดยธรรมของผู้รับมรดก ชำระเงินจํานวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (วันฟ้อง 10 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ พร้อมค่าทนายความ 40,000 บาท โดยความรับผิดของจำเลยไม่เกินมูลค่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน • โจทก์ยื่นคำร้องต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี ขอให้ยึดที่ดินมือเปล่าที่จำเลยมีสิทธิครอบครองแต่ไม่มีเอกสารสิทธิ แล้วขายทอดตลาด นำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา • จำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน • ศาลชั้นต้นได้ไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ยกคำร้องของโจทก์ พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ • โจทก์อุทธรณ์ไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งพิพากษายืนคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ พร้อมให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์เป็นพับ • โจทก์ได้ฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา 🧾 มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดที่ศาลใช้วินิจฉัย 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1299 “การได้มาซึ่งทรัพย์สินที่กฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จึงจะสมบูรณ์...” 🔹 ศาลฎีกาอ้างมาตรานี้เป็นหลักสำคัญ เพื่ออธิบายว่า “สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า” ไม่ใช่สิทธิที่โอนได้สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพราะไม่สามารถทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานได้ จึงเป็นเพียงสิทธิส่วนบุคคล ที่ใช้ยันกันได้เฉพาะคู่สัญญาเท่านั้น ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 301 (5) “เจ้าพนักงานบังคับคดีอาจยึดทรัพย์สินของจำเลยเพื่อขายทอดตลาดได้ … ทรัพย์สินที่กรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ในนั้น...” 🔹 ศาลใช้มาตรานี้กำหนดขอบเขตทรัพย์สินที่ยึดได้ โดยวินิจฉัยว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี เพราะไม่ใช่ทรัพย์สินที่กรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ในนั้น และไม่มีกฎหมายให้โอนได้โดยสมบูรณ์ 🔑 5 คำสำคัญ (Key Words หลัก ของคดีนี้) พร้อมคำอธิบายขยายสั้น ๆ 1. สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า สิทธิในการครอบครองที่ดินโดยไม่มีเอกสารสิทธิ เช่น ไม่มีโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ศาลถือว่าเป็นเพียงสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ ไม่สามารถนำไปจดทะเบียนหรือโอนโดยสมบูรณ์ได้ 2. ทรัพยสิทธิ ศาลชี้ว่า แม้สิทธิครอบครองจะมีลักษณะเป็นทรัพยสิทธิที่อาจมีมูลค่า แต่ยังไม่ถึงขั้น “กรรมสิทธิ์” จึงไม่เข้าเกณฑ์ทรัพย์สินที่ยึดบังคับคดีได้ เพราะไม่สามารถโอนได้อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย 3. สิทธิส่วนบุคคล การโอนสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเป็นเพียงสิทธิส่วนบุคคลระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอน ใช้ยันกันได้เฉพาะคู่สัญญา ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก จึงไม่สามารถอาศัยสิทธินี้ในการบังคับคดีได้ 4. โอนไม่ได้โดยสมบูรณ์ ศาลเน้นว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า “โอนไม่ได้โดยสมบูรณ์ตามมาตรา 1299 ป.พ.พ.” เพราะกฎหมายไม่ได้ให้สามารถจดทะเบียนหรือรับรองสิทธินี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่สามารถขายทอดตลาดได้ 5. ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่อยู่ในข่ายทรัพย์สินที่บังคับคดีได้ ตามมาตรา 301 (5) ป.วิ.พ. โจทก์จึงไม่มีสิทธิเพื่อยึดหรือขายทอดตลาดสิทธิดังกล่าวเพื่อชำระหนี้ 🧠 สรุปแก่นคดี คดีนี้เป็น “แนวคำพิพากษาสำคัญ” ที่ย้ำว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่ใช่ทรัพย์สินที่โอนได้สมบูรณ์ และไม่สามารถถูกยึดขายทอดตลาดในบังคับคดีได้ แม้จะมีมูลค่า หรือมีการครอบครองจริงก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เรื่องที่โจทก์ฎีกาคือการที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ ตามคำขอของโจทก์นั้น ชอบหรือไม่ ประเด็นสำคัญ • สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ ถือว่าเป็น “ทรัพยสิทธิ” อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถส่งมอบการครอบครองกันได้ • อย่างไรก็ตาม การโอนสิทธิครอบครองในลักษณะดังกล่าว เป็นโอนเฉพาะสิทธิส่วนบุคคล ระหว่างผู้โอนและผู้รับโอนเท่านั้น ไม่ใช่โอนสิทธิที่สมบูรณ์แบบที่สามารถนำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งต่างจากสิทธิอื่นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1299 • ในกรณีนี้ โจทก์ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า และขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้นั้น แต่: 1. ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถโอนสิทธิครอบครองดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย 2. ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ที่ดินซึ่งจำเลยมีสิทธิครอบครองนั้น เป็นสิทธิที่สามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย • ดังนั้น ที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่อาจถือว่าเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ตามกฎหมาย • เพราะฉะนั้น สิทธิครอบครองดังกล่าว ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 301 (5) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) • ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ซึ่งวินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าตามคำขอของโจทก์เป็นการชอบ จึงยืนยกคำร้องของโจทก์ • ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยกับศาลอุทธรณ์ จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาเดิม และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ แม้จะเป็น ทรัพยสิทธิ (สิทธิซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้) อันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ และแม้สามารถส่งมอบการครอบครองกันได้ แต่องค์ประกอบของสิทธิดังกล่าวยังไม่ครบถ้วนที่จะจัดว่าเป็น “สิทธิที่โอนกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ” ตามมาตรา 1299 ป.พ.พ. ซึ่งกำหนดไว้ว่า “การได้มาซึ่งทรัพย์สิน อันตกเป็นทรัพย์สินของผู้ใด ย่อมไม่อาจโอนให้กับผู้อื่นได้โดยใช้เพียงการส่งมอบหรือการชำระหนี้ เว้นแต่จะมีหนังสือจดทะเบียนหรือการกระทำตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งหมายความว่า สิทธิครอบครองแบบมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธินั้น แม้ส่งมอบได้ แต่ ไม่ใช่สิทธิที่จดทะเบียนหรือโอนได้แก่บุคคลที่สามอย่างเสมอภาค บังคับคดีตามคำพิพากษาและทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดตาม มาตรา 301 (5) ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) ป.วิ.พ. กำหนดให้ “ทรัพย์สินที่กรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ในนั้น” เป็นทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถยึดไว้ได้เพื่อขายทอดตลาด ในกรณีนี้ เมื่อสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิไม่ถึงขั้นเป็นสิทธิที่โอนได้สมบูรณ์ และไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธินั้นให้ผู้ซื้อได้ ก็ย่อม ไม่เข้าเกณฑ์ ของทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดตามมาตรานี้ ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาด เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผลทางปฏิบัติและนัยสำคัญ • ผู้ที่มีสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิอย่ามองว่าเป็นทรัพย์สินที่สามารถถูกบังคับคดียึดขายได้โดยอัตโนมัติ • ฝ่ายเจ้าหนี้ หากต้องการยึดทรัพย์เพื่อบังคับคดี ควรตรวจสอบว่า ทรัพย์นั้นอยู่ในความรับผิดตามมาตรา 301 (5) ป.วิ.พ. หรือไม่ โดยเฉพาะว่าเป็น “สิทธิที่โอนแล้ว” หรือ “สิทธิที่จดทะเบียนได้” หรือไม่ • แนวคำพิพากษานี้ช่วยยืนยันว่า แม้จะเป็นสิทธิครอบครองที่ดินซึ่งถือว่าเป็นทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้าไม่มีเอกสารสิทธิและยังไม่ถึงขั้น “โอน” หรือ “จดทะเบียน” ตามกฎหมาย ก็ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี IRAC Issue (ประเด็น): โจทก์มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ และร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ แล้วขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้): • ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1299 — การได้มาซึ่งทรัพย์สินที่โอนได้อย่างสมบูรณ์ต้องมีหนังสือหรือจดทะเบียนตามกฎหมาย • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 301 (5) — กำหนดให้ “ทรัพย์สินที่กรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ในนั้น” เป็นทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดีสามารถยึดได้ Application (การใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง): • ตามข้อเท็จจริง จำเลยมี “สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ” ซึ่งแม้จะเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์และอาจมีราคาได้ แต่สิทธิดังกล่าวยังไม่ถึงขั้น “โอนได้อย่างสมบูรณ์แบบ” และไม่มีการจดทะเบียนตามมาตรา 1299 ป.พ.พ. • นอกจากนี้ ไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองดังกล่าวไปให้แก่ผู้ซื้อได้ และไม่มีข้อเท็จจริงว่า สิทธิครอบครองนี้สามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย • เพราะฉะนั้น สิทธิครอบครองดังกล่าว ไม่ใช่ทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 301(5) ป.วิ.พ. • ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองดังกล่าวมาขายทอดตลาด Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ ตามคำร้องของโจทก์เป็นการถูกต้อง โจทก์ฎีกาฟังไม่ขึ้น และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาเป็นพับ ข้อคิดทางกฎหมาย • สิทธิครอบครองที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ แม้จะถือว่าเป็นทรัพย์สิทธิด้านอสังหาริมทรัพย์ แต่หากยังไม่ผ่านกระบวนการโอนหรือจดทะเบียนตามกฎหมาย ก็ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่สามารถบังคับคดีได้ตามมาตรา 301 (5) ป.วิ.พ. • สำหรับเจ้าหนี้ การยึดทรัพย์เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาจึงต้องตรวจสอบสถานะของทรัพย์นั้นว่าอยู่ในข่ายทรัพย์สินที่ “กรรมสิทธิ์จำเลยอยู่ในนั้น” ตามกฎหมายหรือไม่ • แนวคำพิพากษานี้ช่วยสร้างความชัดเจนว่า “สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ” มีลักษณะที่แตกต่างจาก “กรรมสิทธิ์หรือสิทธิจดทะเบียน” และไม่อาจถูกบังคับคดีได้เช่นเดียวกัน • ฝ่ายที่มีสิทธิครอบครองควรทราบว่า แม้จะส่งมอบการครอบครองกันได้ แต่การไม่มีเอกสารสิทธิหรือการจดทะเบียน อาจทำให้สิทธิของตนไม่ถูกคุ้มครองในเชิงบังคับคดี แนวคำถาม - ธงคำตอบ 🧭 ข้อ 1 — สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ สามารถถูกยึดขายทอดตลาดได้หรือไม่ คำถาม: โจทก์มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำเลยในฐานะทายาทของผู้ตาย ชำระหนี้จำนวน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีแก่โจทก์ โดยศาลกำหนดว่าความรับผิดของจำเลยไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดถึงตน ต่อมาโจทก์ได้ยื่นคำร้องต่อศาล ขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึด “ที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ” ที่จำเลยครอบครองอยู่ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ โจทก์ฎีกา ให้วินิจฉัยว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ สามารถถูกยึดขายทอดตลาดได้หรือไม่ และเพราะเหตุใด ธงคำตอบ: สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ แม้จะถือได้ว่าเป็น ทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กล่าวคือ เป็นสิทธิที่มีมูลค่าและอาจถือเอาได้ แต่สิทธิดังกล่าวยังไม่ถึงขั้น “กรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์” ที่กฎหมายรับรองให้สามารถโอนและจดทะเบียนได้อย่างสมบูรณ์ ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 บัญญัติว่า “การได้มาซึ่งทรัพย์สินซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากมิได้ทำเช่นนั้น การได้มานั้นย่อมไม่สมบูรณ์” สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าจึงเป็นเพียงสิทธิส่วนบุคคล (Personal Right) ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอน ใช้ยันกันได้เฉพาะคู่สัญญา ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก และไม่สามารถนำไปจดทะเบียนได้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อโจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่อาจดำเนินการได้ เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติให้โอนสิทธิดังกล่าวแก่ผู้ซื้อได้ และตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) กำหนดให้เฉพาะทรัพย์สินที่ “กรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ในนั้น” เท่านั้นจึงจะอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ดังนั้น สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่โอนได้บริบูรณ์ และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าตามคำขอของโจทก์เป็นการชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิให้ยึดทรัพย์ดังกล่าวมาขายทอดตลาด ⚖️ ข้อ 2 — สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าถือเป็นทรัพย์สินในทางแพ่งหรือไม่ และมีผลทางกฎหมายเพียงใดในทางบังคับคดี คำถาม: จำเลยเป็นผู้ครอบครองที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งยึดสิทธิครอบครองดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ โดยอ้างว่าสิทธิครอบครองเป็น “ทรัพยสิทธิ” ที่มีมูลค่า สามารถยึดและโอนแก่ผู้ซื้อได้ แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิเสธการยึด โจทก์จึงฎีกา ให้วินิจฉัยว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าถือเป็นทรัพย์สินในทางแพ่งหรือไม่ และสามารถนำมาใช้บังคับคดีได้หรือไม่ ธงคำตอบ: สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่า แม้จะถือว่าเป็น “ทรัพย์สินในทางแพ่ง” ตามความหมายของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138 ซึ่งบัญญัติว่า “ทรัพย์สินหมายความรวมถึงทรัพย์ทั้งหลายและสิทธิอันมีราคา” แต่ลักษณะของสิทธิครอบครองดังกล่าวเป็นเพียงสิทธิในเชิง “การครอบครอง” ไม่ใช่สิทธิที่มีกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิที่สามารถจดทะเบียนและโอนให้แก่บุคคลภายนอกได้อย่างสมบูรณ์ ตามหลักของ มาตรา 1299 ป.พ.พ. การได้มาซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดิน ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นการได้มานั้นไม่สมบูรณ์และไม่อาจอ้างยันบุคคลภายนอกได้ ดังนั้น สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าเป็นเพียง “สิทธิส่วนบุคคล” ที่ใช้ยันกันได้เฉพาะคู่สัญญา ไม่ผูกพันบุคคลภายนอก และไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่โอนได้ตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) ซึ่งกำหนดว่าทรัพย์ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดได้ต้องเป็น “ทรัพย์ที่กรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ในนั้น” สิทธิครอบครองดังกล่าวจึงไม่อยู่ในข่ายที่ยึดขายทอดตลาดได้ ผลคือ แม้สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าจะมีมูลค่าหรือมีลักษณะคล้ายทรัพยสิทธิในทางเศรษฐกิจ แต่ในทางกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี และไม่อาจใช้เพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ 🔎 สรุปแนวคิดสำคัญจากทั้งสองข้อ คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และวิธีพิจารณาความแพ่งที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด คือ 1. สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิ แม้มีมูลค่า แต่เป็นเพียงสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ 2. เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจยึดเฉพาะทรัพย์ที่กรรมสิทธิ์ของจำเลยอยู่ในนั้นเท่านั้น 3. การบังคับคดีในทรัพย์ที่ไม่มีเอกสารสิทธิจึงขัดต่อหลักมาตรา 301 (5) ป.วิ.พ. และมาตรา 1299 ป.พ.พ.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2568 สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิแม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครอง แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของนางพยนต์ ชำระเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 10 มิถุนายน 2558) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 40,000 บาท แต่ความรับผิดของจำเลยไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนางพยนต์ที่ตกทอดได้แก่ตน คดีถึงที่สุด โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินมือเปล่าที่ไม่มีเอกสารสิทธิและขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิตามคำขอของโจทก์ชอบหรือไม่ เห็นว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิแม้จะถือว่าเป็นทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งอาจมีราคาและอาจถือเอาได้ และสามารถโอนไปซึ่งการครอบครองนั้นได้โดยการส่งมอบการครอบครองตามที่โจทก์ฎีกา แต่การโอนไปซึ่งการครอบครองที่สามารถกระทำได้ดังกล่าวเป็นการโอนในลักษณะของสิทธิส่วนบุคคลใช้ยันกันได้ระหว่างผู้โอนกับผู้รับโอนเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนการได้มาต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มีผลบริบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 ได้ กรณีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ เมื่อไม่มีกฎหมายบัญญัติให้เจ้าพนักงานบังคับคดีโอนสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อได้ตามกฎหมาย ทั้งไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดแสดงให้เห็นว่าที่ดินที่จำเลยมีเพียงสิทธิครอบครองนั้นสามารถโอนกันได้ตามกฎหมาย ในชั้นนี้จึงต้องถือว่าที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิเป็นทรัพย์สินที่โอนกันให้บริบูรณ์ไม่ได้ตามกฎหมาย ย่อมไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) โจทก์จึงไม่มีสิทธิร้องขอให้ยึดสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ยึดที่ดินมือเปล่าซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิตามคำขอของโจทก์ชอบแล้ว และพิพากษายืนยกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง ⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3174/2562 ประเด็น: ทรัพย์สินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใช้เพื่อกิจการสาธารณะเป็นทรัพย์ที่ยึดไม่ได้ Quick Summary: ในคดีนี้ เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์บรรทุกน้ำขององค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยให้เหตุผลว่ารถดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของจำเลยและมีมูลค่าเพียงพอในการชำระหนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รถยนต์บรรทุกน้ำที่ใช้ในการบริการประชาชน เช่น การดับเพลิง การขนน้ำอุปโภคบริโภค และการบรรเทาสาธารณภัย เป็นทรัพย์สินขององค์การบริหารส่วนตำบลที่ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์โดยตรง กฎหมายจึงถือว่าเป็นทรัพย์ของแผ่นดินประเภทที่ “ยึดไม่ได้” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) แม้หน่วยงานดังกล่าวจะเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาและรถจะมีมูลค่าก็ตาม เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่มีอำนาจยึดหรือขายทอดตลาดได้ หลักกฎหมายที่ได้จากคดีนี้คือ การบังคับคดีต้องเคารพขอบเขตของทรัพย์สินที่มีกฎหมายคุ้มครองไว้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม การยึดทรัพย์สินของรัฐที่ใช้ในกิจการสาธารณะย่อมขัดต่อหลักความยุติธรรมและระเบียบแห่งกฎหมาย ⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2604/2545 ประเด็น: เงินงบประมาณของรัฐเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ไม่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของหน่วยงานลูกหนี้ จึงยึดไม่ได้ Quick Summary: คดีนี้ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องขอให้ยึดเงินงบประมาณประจำปีที่หน่วยงานของรัฐได้รับการจัดสรรมาใช้ดำเนินงาน โดยเห็นว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยซึ่งสามารถยึดมาชำระหนี้ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินงบประมาณดังกล่าวเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของหน่วยงานลูกหนี้ แม้จะถูกส่งมอบให้หน่วยงานใช้ในกิจการของรัฐ แต่ยังคงเป็นทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกระทรวงการคลัง และไม่มีกฎหมายให้อำนาจโอนหรือขายทอดตลาดได้ จึงเป็นทรัพย์ที่อยู่ในข่าย “ยึดไม่ได้” ตามมาตรา 301 (5) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง หลักกฎหมายที่ได้จากคดีนี้คือ ทรัพย์สินหรือเงินงบประมาณที่เป็นของรัฐ แม้จะถูกจัดสรรให้หน่วยงานลูกหนี้ใช้ แต่ยังถือว่าเป็นทรัพย์ของแผ่นดินและไม่อยู่ในกรรมสิทธิ์ของจำเลย การยึดเงินงบประมาณเพื่อนำมาชำระหนี้เอกชนจึงขัดต่อหลักความมั่นคงของการบริหารราชการแผ่นดิน ⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3643/2543 ประเด็น: สิทธิการเช่าทรัพย์สินของรัฐไม่เป็นกรรมสิทธิ์และไม่อาจยึดบังคับคดีได้ Quick Summary: ในคดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษายื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิการเช่าที่ดินของจำเลยจากกรมธนารักษ์ เนื่องจากเชื่อว่ามีมูลค่าและสามารถขายทอดตลาดได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สิทธิการเช่าที่ดินของรัฐเป็นเพียงสิทธิในทางส่วนบุคคลระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าเท่านั้น ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และไม่มีกฎหมายให้อำนาจโอนหรือนำไปขายทอดตลาดได้ การยึดสิทธิดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเข้าลักษณะเป็นทรัพย์สินที่ “ยึดไม่ได้” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) หลักกฎหมายที่ได้จากคดีนี้คือ สิทธิการเช่าทรัพย์สินของรัฐไม่อาจถือเป็นทรัพย์ที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี การบังคับคดีต้องยึดได้เฉพาะทรัพย์ที่ลูกหนี้มีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิโดยชอบตามกฎหมายเท่านั้น ⚖️ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3922/2561 ประเด็น: สิทธิครอบครองที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่อาจยึดหรือขายทอดตลาดได้ตามกฎหมาย Quick Summary: ในคดีนี้ โจทก์เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดสิทธิครอบครองที่ดินของจำเลยซึ่งยังไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีการครอบครองต่อเนื่องและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้สิทธิครอบครองในที่ดินจะถือเป็นทรัพยสิทธิประเภทหนึ่งตามกฎหมายแพ่งที่อาจมีมูลค่าและโอนกันได้ในทางพฤติการณ์ แต่เมื่อที่ดินดังกล่าวยังไม่มีเอกสารสิทธิและไม่สามารถจดทะเบียนการได้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1299 สิทธินั้นย่อมไม่เป็นกรรมสิทธิ์ที่สมบูรณ์และไม่อยู่ในข่ายทรัพย์สินที่ยึดได้ การยึดหรือขายทอดตลาดจึงขัดต่อหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) หลักที่ได้จากคดีนี้สอดคล้องกับแนววินิจฉัยในคดีฎีกาที่ 900/2568 ว่า สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิแม้มีมูลค่าในทางเศรษฐกิจ แต่ไม่เป็นกรรมสิทธิ์สมบูรณ์ตามกฎหมาย ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
|



.jpg)

.jpg)