ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและอำนาจศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดิน(ฎีกาที่ 4713/2566

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2566 เกี่ยวกับการใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา, การบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357, อำนาจศาลในการสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์, ผลทางกฎหมายของสัญญาประนีประนอมยอมความ, การไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม, แนววินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับการบังคับจดทะเบียนสิทธิในที่ดิน, หลักการบังคับคดีแทนการแสดงเจตนาลูกหนี้, การเพิกถอนการให้ที่ดินตามคำสั่งศาล, สิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา,

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับคดีในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการใช้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 รวมทั้งอำนาจของศาลในการสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่เจ้าหนี้ เพื่อให้การบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์และเกิดผลทางกฎหมายอย่างแท้จริง

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. เมื่อคู่ความไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับคดีได้เพียงใด

2. คำพิพากษาของศาลสามารถใช้แทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้หรือไม่

3. ศาลมีอำนาจเพียงใดในการสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลกำหนดให้ลูกหนี้ต้องทำนิติกรรม (เช่น การเพิกถอนการจดทะเบียน/การโอนกรรมสิทธิ์) โดยศาลฎีกาวางหลักว่า หากการบังคับคดีจะสำเร็จบริบูรณ์ต้องอาศัยการจดทะเบียนของเจ้าพนักงานที่ดิน ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาได้ และสามารถใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้เพื่อให้เกิดผลทางทะเบียนได้จริง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ป.วิ.พ. มาตรา 357 (คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา)

ศาลฎีกายืนยันหลักว่า เมื่อคำพิพากษากำหนดให้ลูกหนี้ต้องทำนิติกรรม ศาลสามารถถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ เพื่อไม่ให้การบังคับคดีติดขัดเพราะลูกหนี้ไม่ยินยอม

2. บังคับคดีให้สำเร็จบริบูรณ์ด้วย “การจดทะเบียน”

คดีนี้ชี้ชัดว่า ผลของการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ได้ ต้องมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน เมื่อมีเงื่อนไขเชิงทะเบียนเช่นนี้ ศาลต้องมีคำสั่งรองรับเพื่อให้ดำเนินการได้จริง

3. อำนาจศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดิน (มาตรา 357 วรรคสอง)

ศาลฎีกาวางแนวว่า เมื่อจำเป็นต้องใช้การกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ผลตามคำพิพากษาเกิดขึ้น ศาลมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนเดิม และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษาได้

4. การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้บังคับคดีได้

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (เช่น ไม่รังวัดแบ่งแยก ไม่ยอมให้เข้าอยู่อาศัย) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอบังคับคดีตามที่ตกลงไว้ได้ ไม่ต้องรอขั้นตอนที่ทำให้สิทธิสะดุดโดยไม่จำเป็น

5. เพิกถอนการให้และโอนกรรมสิทธิ์คืนตามคำสั่งศาล

ศาลฎีกาเห็นว่าเพื่อให้ผลคดีเกิดขึ้นจริง ต้องสั่งให้เพิกถอนรายการ “การให้” ที่จดทะเบียนไว้ และให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับคืนแก่โจทก์ตามคำพิพากษา โดยเจ้าพนักงานที่ดินต้องดำเนินการตามคำสั่งศาล

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอถอนคืนการให้ที่ดินจากจำเลย โดยต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งกำหนดให้จำเลยต้องแบ่งแยกที่ดินและยอมให้โจทก์เข้าพักอาศัยในบ้าน หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดี และดำเนินการร้องขอให้มีการจดทะเบียนสิทธิในที่ดิน

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์สามารถขอให้ศาลใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนเดิมและโอนกรรมสิทธิ์คืนให้โจทก์ได้หรือไม่

หลักกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357

ศาลฎีกาอธิบายว่า มาตรา 357 วรรคหนึ่ง เปิดโอกาสให้ใช้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ในกรณีที่คำพิพากษากำหนดให้ลูกหนี้ต้องทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง และวรรคสองให้อำนาจศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำพิพากษา เพื่อให้ผลทางกฎหมายเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์

แนววินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการบังคับคดีจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนการให้ และโอนกรรมสิทธิ์คืนแก่โจทก์ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องให้โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินแทนจำเลยเสียก่อน

หลักที่ศาลฎีกาวางไว้เป็นบรรทัดฐาน

คำพิพากษานี้วางหลักชัดเจนว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ต้องมุ่งให้เกิดผลทางนิติกรรมอย่างแท้จริง หากการดำเนินการของเจ้าพนักงานเป็นเงื่อนไขให้ผลนั้นสมบูรณ์ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งการได้โดยตรง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2566 เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า ศาลมิได้มีบทบาทเพียงวินิจฉัยข้อพิพาท แต่ยังมีอำนาจเชิงรุกในการสั่งการให้การบังคับคดีบรรลุผลตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2566  

กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 357 วรรคหนึ่ง นั้น เมื่อปรากฏว่าการบังคับคดีดังกล่าวจะสำเร็จบริบูรณ์ต่อเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ได้ ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยและให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาลตามมาตรา 357 วรรคสอง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่ายังไม่อาจสั่งเพิกถอนและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์ยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ

3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ และศาลมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนการให้และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357


การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาคืออะไร 

การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เป็นหลักกฎหมายสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีแพ่งและการบังคับคดี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลสามารถเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ มิใช่เป็นเพียงข้อความทางกฎหมายที่ไม่อาจบังคับใช้ได้ หลักการนี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในคดีแพ่งจำนวนมาก ศาลอาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายหนึ่งต้องกระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การโอนกรรมสิทธิ์ การเพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนสิทธิ หรือการแสดงเจตนาในเอกสารทางกฎหมาย หากปล่อยให้การบังคับคดีขึ้นอยู่กับความสมัครใจของฝ่ายที่แพ้คดีเพียงฝ่ายเดียว ย่อมทำให้คำพิพากษาขาดประสิทธิภาพและกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม

ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงบัญญัติหลักให้สามารถ “ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา” ของคู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องกระทำการนั้น หลักดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดแล้ว และคำพิพากษานั้นกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องแสดงเจตนาหรือทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลสามารถใช้คำพิพากษานั้นเป็นเสมือนการแสดงเจตนาของฝ่ายดังกล่าวแทนได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คู่ความฝ่ายนั้นยินยอมหรือมาลงนามในเอกสารด้วยตนเอง

เหตุผลสำคัญที่กฎหมายรับรองหลักการนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายที่แพ้คดีใช้การเพิกเฉยหรือการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นเครื่องมือถ่วงเวลา หรือทำให้สิทธิของฝ่ายชนะคดีไม่อาจบังคับได้จริง หลักการใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้คำพิพากษาของศาลมีผลในทางนิติกรรมและในทางทะเบียน เช่น การใช้คำพิพากษาแทนการลงนามในสัญญา การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิเดิม

นอกจากนี้ หลักการดังกล่าวยังสะท้อนบทบาทของศาลในฐานะองค์กรที่ไม่เพียงทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของคู่ความให้เกิดผลจริงตามกฎหมาย หากการบังคับคดีต้องอาศัยการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น เจ้าพนักงานที่ดิน ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ดำเนินการตามคำพิพากษา เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาสำเร็จบริบูรณ์

กล่าวโดยสรุป การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเป็นหลักกฎหมายที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมีประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือที่ทำให้คำพิพากษาของศาลไม่ตกเป็นเพียงถ้อยคำในเอกสาร แต่สามารถนำไปบังคับใช้และคุ้มครองสิทธิของผู้ชนะคดีได้อย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นหลักประกันสำคัญของความยุติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมาย


แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

ในกรณีที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยมีเงื่อนไขกำหนดให้จำเลยต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินและยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้าน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามคำฟ้อง ต่อมาปรากฏว่าจำเลยไม่ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินภายในกำหนดเวลา และไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้านตามที่ตกลงไว้ กรณีเช่นนี้ โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีหรือไม่ และจำเป็นต้องให้โจทก์ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเสียก่อนหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามสัญญาประนีประนอมยอมความปรากฏชัดว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินภายในกำหนดเวลา 15 วัน และต้องยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้าน หากไม่ปฏิบัติตามย่อมถือว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามคำฟ้องทันทีตามที่คู่ความตกลงกันไว้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแทนจำเลยก่อน การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเสียก่อนนั้น เป็นการวินิจฉัยที่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสะดุดโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความรวมถึงสองประการ คือไม่รังวัดแบ่งแยกที่ดินและไม่ยินยอมให้เข้าอยู่อาศัยในบ้าน โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้โดยชอบแล้ว

ข้อ 2.

เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด และการบังคับคดีจะสำเร็จบริบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดินโดยเจ้าพนักงานที่ดิน หากเจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการได้โดยอ้างว่าไม่มีคำสั่งศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเดิม ศาลมีอำนาจเพียงใดในการใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ และสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสามารถถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ ในกรณีที่คำพิพากษากำหนดให้ลูกหนี้ต้องทำนิติกรรม และเมื่อปรากฏว่าการบังคับคดีจะสำเร็จบริบูรณ์ได้ต้องอาศัยการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดินโดยเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลย่อมมีอำนาจตามมาตรา 357 วรรคสอง สั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาได้โดยตรง ดังนั้น ในคดีนี้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ได้ เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาเกิดขึ้นจริงและสมบูรณ์ตามกฎหมาย ทั้งนี้เจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว มิใช่ดุลพินิจที่จะปฏิเสธการดำเนินการได้เอง




การบังคับคดีตามคำพิพากษา

กรณีเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่ดำเนินการบังคับคดีให้ครบขั้นตอนภายในกำหนดสิบปี มีผลอย่างไรต่อสิทธิยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ค่าธรรมเนียมบังคับคดีต้องชำระหรือไม่ เมื่อศาลเพิกถอนการยึดทรัพย์ภายหลัง?
การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม เมื่อผู้มีสิทธิรับโอนทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความขอให้ศาลสั่งโอนที่ดินแทนการแสดงเจตนา
สิทธิกันส่วนของผู้รับจำนอง เมื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาพ้นกำหนด 10 ปี
สิทธิผู้รับจำนองหลังพ้นกำหนดสิบปี และขอบเขตการกันเงินขายทอดตลาด(ฎีกาที่ 7397/2561)
บังคับจำนองหลังพ้น 10 ปี และผลการวางทรัพย์แทนชำระหนี้
เจ้าหนี้ไม่หยุดขายทอดตลาดทั้งที่ตกลงผ่อนหนี้ ต้องรับผิดหรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายละเมิดและสิทธิของลูกหนี้
คดีซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 และการบังคับคดี (ฎีกา 1279/2568)
เพิกถอนขายทอดตลาด & ไม่รับฎีกา, วางเงินประกัน, (ฎีกา ครพ.1072/2567)
สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิไม่อยู่ในบังคับคดี ม.301(5) ป.วิ.พ. (ฎีกา 900/2568)
คดีเพิกถอนการขายทอดตลาด & สิทธิครอบครอง, สิทธิในที่ดินพิพาท (ฎีกา 2564/2567)
สิทธิของเจ้าหนี้ & การขัดกันของคำพิพากษา, บังคับคดี, ทรัพยสิทธิ, (ฎีกา 674/2566)
บุคคลภายนอกอ้างไม่ใช่บริวารจำเลยได้หรือไม่ หากเข้าครอบครองทรัพย์ระหว่างคดี ศาลจะพิจารณาสิทธิอย่างไรในการงดบังคับคดี
ขายทอดตลาดไม่เป็นธรรม เพิกถอนได้หรือไม่ เจ้าหนี้จำนองไม่วางเงินประกันเข้าประมูลผิดหรือเปล่า และสิทธิหักส่วนได้ใช้แทนตามกฎหมายคืออะไร
บทบาทและอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี และกระบวนการบังคับคดีตามกฎหมายไทย
คำพิพากษาศาลฎีกา 367/2568: บ้านบนที่ดินรกร้าง ยึดขายชำระหนี้ได้หรือไม่?
สินส่วนตัว vs สินสมรส & บังคับคดี, ยึดทรัพย์, การปล่อยทรัพย์, (ฎีกา 372/2567)
จดทะเบียนหย่าหลีกเลี่ยงบังคับคดี โมฆะกรรมเจ้าหนี้ไม่อาจฟ้อง (ฎีกา 1241/2567)
เจ้าหนี้ยึดทรัพย์มรดกได้หรือไม่ เมื่อยังไม่แบ่งมรดกและไม่ได้จดชื่อเป็นเจ้าของตามทะเบียนสิทธิ
การขายทอดตลาดที่ดิน, การประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด, ความไม่สุจริตในการประมูลซื้อที่ดิน, การขับไล่ผู้คัดค้านออกจากที่ดิน,
เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดิน, อำนาจฟ้อง, การฟ้องร้องละเมิดเจ้าพนักงานบังคับคดี, คดีการขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าปกติ
ลำดับการนับโทษคดีอาญา, การนับโทษจำคุกต่อเนื่อง, การแก้ไขหมายจำคุก,
คำร้องงดการบังคับคดี, การเพิกถอนการบังคับคดี, การขายทอดตลาดทรัพย์สิน
ทรัพย์สินของแผ่นดิน, เงินอุดหนุนจากรัฐและการยกเว้นการอายัด, หน่วยงานของรัฐกับการบังคับคดี
ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ประธานขาดอายุความแล้วแต่ต้องบังคับคดีภายในสิบปี
ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย, ค่าธรรมเนียมการยึดหรือการบังคับคดี, อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคาร
คำขอไต่สวนทรัพย์สินของลูกหนี้, บังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษา, การยึดทรัพย์สินลูกหนี้
ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี, ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
โจทก์ขอบังคับคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในจำนวนที่มากกว่าเงินเหลือจากหักค่าใช้จ่าย
ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ออกหมายบังคับคดีได้
ขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง
สิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินที่โจทก์นำยึด(ร้องขัดทรัพย์)
ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด | ฟ้องขับไล่
เขตอำนาจศาลเรื่องคำร้องขัดทรัพย์
สิทธิขอกันส่วนที่ดินก่อนขายทอดตลาด เจ้าของรวม ขอให้ปล่อยทรัพย์
หากผู้กู้นำทรัพย์สินมาตีใช้หนี้แก่ผู้ให้กู้ในราคาท้องตลาดหนี้ระงับ
ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ระงับการมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามี
การบังคับคดีอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ
เงินเดือนข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรืออายัดไม่ได้จริงหรือไม่?
ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อายัดเงินที่บุคคลภายนอกจะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้มีอำนาจขอให้บังคับคดีคือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
อายัดเงินฝากในบัญชีของจำเลย