
| การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและอำนาจศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดิน(ฎีกาที่ 4713/2566
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับคดีในกรณีที่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญเกี่ยวกับการใช้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 รวมทั้งอำนาจของศาลในการสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่เจ้าหนี้ เพื่อให้การบังคับคดีสำเร็จบริบูรณ์และเกิดผลทางกฎหมายอย่างแท้จริง คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1. เมื่อคู่ความไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับคดีได้เพียงใด 2. คำพิพากษาของศาลสามารถใช้แทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ในการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้หรือไม่ 3. ศาลมีอำนาจเพียงใดในการสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีในกรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลกำหนดให้ลูกหนี้ต้องทำนิติกรรม (เช่น การเพิกถอนการจดทะเบียน/การโอนกรรมสิทธิ์) โดยศาลฎีกาวางหลักว่า หากการบังคับคดีจะสำเร็จบริบูรณ์ต้องอาศัยการจดทะเบียนของเจ้าพนักงานที่ดิน ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาได้ และสามารถใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้เพื่อให้เกิดผลทางทะเบียนได้จริง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ป.วิ.พ. มาตรา 357 (คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา) ศาลฎีกายืนยันหลักว่า เมื่อคำพิพากษากำหนดให้ลูกหนี้ต้องทำนิติกรรม ศาลสามารถถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ เพื่อไม่ให้การบังคับคดีติดขัดเพราะลูกหนี้ไม่ยินยอม 2. บังคับคดีให้สำเร็จบริบูรณ์ด้วย “การจดทะเบียน” คดีนี้ชี้ชัดว่า ผลของการบังคับคดีเกี่ยวกับที่ดินจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ได้ ต้องมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน เมื่อมีเงื่อนไขเชิงทะเบียนเช่นนี้ ศาลต้องมีคำสั่งรองรับเพื่อให้ดำเนินการได้จริง 3. อำนาจศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดิน (มาตรา 357 วรรคสอง) ศาลฎีกาวางแนวว่า เมื่อจำเป็นต้องใช้การกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อให้ผลตามคำพิพากษาเกิดขึ้น ศาลมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนเดิม และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษาได้ 4. การผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเหตุให้บังคับคดีได้ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (เช่น ไม่รังวัดแบ่งแยก ไม่ยอมให้เข้าอยู่อาศัย) เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิร้องขอบังคับคดีตามที่ตกลงไว้ได้ ไม่ต้องรอขั้นตอนที่ทำให้สิทธิสะดุดโดยไม่จำเป็น 5. เพิกถอนการให้และโอนกรรมสิทธิ์คืนตามคำสั่งศาล ศาลฎีกาเห็นว่าเพื่อให้ผลคดีเกิดขึ้นจริง ต้องสั่งให้เพิกถอนรายการ “การให้” ที่จดทะเบียนไว้ และให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับคืนแก่โจทก์ตามคำพิพากษา โดยเจ้าพนักงานที่ดินต้องดำเนินการตามคำสั่งศาล ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องขอถอนคืนการให้ที่ดินจากจำเลย โดยต่อมาศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งกำหนดให้จำเลยต้องแบ่งแยกที่ดินและยอมให้โจทก์เข้าพักอาศัยในบ้าน หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ ต่อมาจำเลยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์จึงขอออกหมายบังคับคดี และดำเนินการร้องขอให้มีการจดทะเบียนสิทธิในที่ดิน ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์สามารถขอให้ศาลใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย และขอให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนเดิมและโอนกรรมสิทธิ์คืนให้โจทก์ได้หรือไม่ หลักกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357 ศาลฎีกาอธิบายว่า มาตรา 357 วรรคหนึ่ง เปิดโอกาสให้ใช้คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ในกรณีที่คำพิพากษากำหนดให้ลูกหนี้ต้องทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง และวรรคสองให้อำนาจศาลสั่งให้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามคำพิพากษา เพื่อให้ผลทางกฎหมายเกิดขึ้นโดยสมบูรณ์ แนววินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อการบังคับคดีจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนการให้ และโอนกรรมสิทธิ์คืนแก่โจทก์ได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องให้โจทก์ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินแทนจำเลยเสียก่อน หลักที่ศาลฎีกาวางไว้เป็นบรรทัดฐาน คำพิพากษานี้วางหลักชัดเจนว่า การบังคับคดีตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ต้องมุ่งให้เกิดผลทางนิติกรรมอย่างแท้จริง หากการดำเนินการของเจ้าพนักงานเป็นเงื่อนไขให้ผลนั้นสมบูรณ์ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งการได้โดยตรง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2566 เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ตอกย้ำว่า ศาลมิได้มีบทบาทเพียงวินิจฉัยข้อพิพาท แต่ยังมีอำนาจเชิงรุกในการสั่งการให้การบังคับคดีบรรลุผลตามกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างแท้จริง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4713/2566 กรณีที่คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษากระทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งอาจถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 357 วรรคหนึ่ง นั้น เมื่อปรากฏว่าการบังคับคดีดังกล่าวจะสำเร็จบริบูรณ์ต่อเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดิน โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลสั่งให้ดำเนินการจดทะเบียนให้ได้ ศาลจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ระหว่างโจทก์กับจำเลยและให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแปลงดังกล่าวคืนแก่โจทก์ โดยเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ดำเนินการจดทะเบียนไปตามคำสั่งศาลตามมาตรา 357 วรรคสอง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกคำร้องของโจทก์ โดยเห็นว่ายังไม่อาจสั่งเพิกถอนและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์ยังไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ และศาลมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนการให้และโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 357
การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาคืออะไร การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา เป็นหลักกฎหมายสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีแพ่งและการบังคับคดี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลสามารถเกิดขึ้นได้จริงในทางปฏิบัติ มิใช่เป็นเพียงข้อความทางกฎหมายที่ไม่อาจบังคับใช้ได้ หลักการนี้เกิดขึ้นจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในคดีแพ่งจำนวนมาก ศาลอาจมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ฝ่ายหนึ่งต้องกระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น การโอนกรรมสิทธิ์ การเพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนสิทธิ หรือการแสดงเจตนาในเอกสารทางกฎหมาย หากปล่อยให้การบังคับคดีขึ้นอยู่กับความสมัครใจของฝ่ายที่แพ้คดีเพียงฝ่ายเดียว ย่อมทำให้คำพิพากษาขาดประสิทธิภาพและกระทบต่อความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงบัญญัติหลักให้สามารถ “ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา” ของคู่ความฝ่ายที่มีหน้าที่ต้องกระทำการนั้น หลักดังกล่าวมีความหมายว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดแล้ว และคำพิพากษานั้นกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องแสดงเจตนาหรือทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ศาลสามารถใช้คำพิพากษานั้นเป็นเสมือนการแสดงเจตนาของฝ่ายดังกล่าวแทนได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้คู่ความฝ่ายนั้นยินยอมหรือมาลงนามในเอกสารด้วยตนเอง เหตุผลสำคัญที่กฎหมายรับรองหลักการนี้ ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายที่แพ้คดีใช้การเพิกเฉยหรือการไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาเป็นเครื่องมือถ่วงเวลา หรือทำให้สิทธิของฝ่ายชนะคดีไม่อาจบังคับได้จริง หลักการใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้คำพิพากษาของศาลมีผลในทางนิติกรรมและในทางทะเบียน เช่น การใช้คำพิพากษาแทนการลงนามในสัญญา การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือการเพิกถอนการจดทะเบียนสิทธิเดิม นอกจากนี้ หลักการดังกล่าวยังสะท้อนบทบาทของศาลในฐานะองค์กรที่ไม่เพียงทำหน้าที่วินิจฉัยข้อพิพาทเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของคู่ความให้เกิดผลจริงตามกฎหมาย หากการบังคับคดีต้องอาศัยการกระทำของพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่น เจ้าพนักงานที่ดิน ศาลย่อมมีอำนาจสั่งให้ดำเนินการตามคำพิพากษา เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาสำเร็จบริบูรณ์ กล่าวโดยสรุป การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาเป็นหลักกฎหมายที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อความมีประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือที่ทำให้คำพิพากษาของศาลไม่ตกเป็นเพียงถ้อยคำในเอกสาร แต่สามารถนำไปบังคับใช้และคุ้มครองสิทธิของผู้ชนะคดีได้อย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นหลักประกันสำคัญของความยุติธรรมและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการบังคับใช้กฎหมาย
แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. ในกรณีที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยมีเงื่อนไขกำหนดให้จำเลยต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินและยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้าน หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามคำฟ้อง ต่อมาปรากฏว่าจำเลยไม่ดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินภายในกำหนดเวลา และไม่ยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้านตามที่ตกลงไว้ กรณีเช่นนี้ โจทก์มีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้ทันทีหรือไม่ และจำเป็นต้องให้โจทก์ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินโดยถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยเสียก่อนหรือไม่ ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงตามสัญญาประนีประนอมยอมความปรากฏชัดว่า จำเลยมีหน้าที่ต้องดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินภายในกำหนดเวลา 15 วัน และต้องยินยอมให้โจทก์เข้าอยู่อาศัยในบ้าน หากไม่ปฏิบัติตามย่อมถือว่าจำเลยผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ อันเป็นเหตุให้โจทก์มีสิทธิบังคับคดีได้ตามคำฟ้องทันทีตามที่คู่ความตกลงกันไว้ โดยไม่จำต้องให้โจทก์ไปดำเนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดินแทนจำเลยก่อน การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องดำเนินการแบ่งแยกที่ดินเสียก่อนนั้น เป็นการวินิจฉัยที่ทำให้สิทธิของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาสะดุดโดยไม่จำเป็น ทั้งนี้เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความรวมถึงสองประการ คือไม่รังวัดแบ่งแยกที่ดินและไม่ยินยอมให้เข้าอยู่อาศัยในบ้าน โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องขอบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอมได้โดยชอบแล้ว ข้อ 2. เมื่อคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลกำหนดให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาต้องทำนิติกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด และการบังคับคดีจะสำเร็จบริบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดินโดยเจ้าพนักงานที่ดิน หากเจ้าพนักงานที่ดินไม่อาจดำเนินการได้โดยอ้างว่าไม่มีคำสั่งศาลให้เพิกถอนการจดทะเบียนเดิม ศาลมีอำนาจเพียงใดในการใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ และสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ธงคำตอบ ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 357 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลสามารถถือเอาคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ ในกรณีที่คำพิพากษากำหนดให้ลูกหนี้ต้องทำนิติกรรม และเมื่อปรากฏว่าการบังคับคดีจะสำเร็จบริบูรณ์ได้ต้องอาศัยการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการในโฉนดที่ดินโดยเจ้าพนักงานที่ดิน ซึ่งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลย่อมมีอำนาจตามมาตรา 357 วรรคสอง สั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินดำเนินการตามคำพิพากษาได้โดยตรง ดังนั้น ในคดีนี้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และคำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดแล้ว โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนรายการจดทะเบียนการให้ที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลย และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ได้ เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาเกิดขึ้นจริงและสมบูรณ์ตามกฎหมาย ทั้งนี้เจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลดังกล่าว มิใช่ดุลพินิจที่จะปฏิเสธการดำเนินการได้เอง |




