
| ค่าธรรมเนียมบังคับคดีต้องชำระหรือไม่ เมื่อศาลเพิกถอนการยึดทรัพย์ภายหลัง?
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางบังคับคดีแพ่งว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการยึดทรัพย์เพื่อบังคับคดีโดยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี ทำให้ต้องมีการถอนการยึดทรัพย์ กรณีเช่นนี้เจ้าหนี้จะต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมการถอนการยึดทรัพย์หรือไม่ ประเด็นดังกล่าวเป็นการปะทะกันระหว่างบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียม กับมาตรา 161 ซึ่งให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงความสุจริตและเหตุสมควรของคู่ความ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำหนดขอบเขตความรับผิดด้านค่าธรรมเนียมในกระบวนการบังคับคดี ข้อเท็จจริง โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการเลิกบริษัท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยมีผู้ร้องทั้งสามร่วมลงนามในฐานะกรรมการและในฐานะส่วนตัว ต่อมาศาลมีคำพิพากษาตามยอม ภายหลังผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน 3 แปลง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวม ต่อมาผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี ทำให้ต้องถอนการยึด และเจ้าพนักงานเรียกเก็บค่าธรรมเนียม โจทก์จึงโต้แย้งว่าตนไม่ควรต้องรับผิดค่าธรรมเนียมดังกล่าว ประเด็นปัญหากฎหมาย โจทก์ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้มาตรา 169/2 วรรคสี่ กำหนดให้เจ้าหนี้รับผิดค่าธรรมเนียมในกรณีถอนการบังคับคดี แต่ต้องพิจารณาประกอบมาตรา 161 เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม ศาลชั้นต้นเคยยกคำร้องเพิกถอน โจทก์มีเหตุเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิจึงไม่ใช่การดำเนินคดีโดยไม่จำเป็น หรือโดยไม่สุจริต แม้ภายหลังศาลอุทธรณ์จะเพิกถอนการบังคับคดี แต่ไม่อาจถือว่าโจทก์ต้องรับผิดค่าธรรมเนียม วิเคราะห์หลักกฎหมาย มาตรา 169/2 วรรคสี่ เป็นบททั่วไปเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม แต่มาตรา 161 เป็นบทหลักที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจ เจตนารมณ์คือ เพื่อป้องกันการใช้สิทธิในกระบวนการศาลโดยไม่สุจริต แต่ไม่ลงโทษคู่ความที่ดำเนินคดีโดยสุจริต แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกายึดหลักว่า “ความสุจริตในการดำเนินคดี” เป็นเกณฑ์สำคัญ แม้ผลสุดท้ายจะแพ้คดี ก็ไม่จำต้องรับผิดค่าธรรมเนียมเสมอไป สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้โจทก์ต้องรับผิดค่าธรรมเนียม 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยเห็นว่าโจทก์ดำเนินคดีโดยสุจริต ไม่สมควรต้องรับผิด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต้องไม่ยึดถือตัวบทโดยเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาเจตนารมณ์และความเป็นธรรมควบคู่กัน โดยเฉพาะในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งมิใช่มาตรการลงโทษ แต่เป็นกลไกจัดสรรภาระค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสม ศาลฎีกายืนยันหลักว่า “ความสุจริตในการดำเนินคดี” เป็นเกณฑ์สำคัญเหนือบทบัญญัติทั่วไป หากคู่ความดำเนินการตามสิทธิที่เชื่อโดยสุจริต แม้ภายหลังจะปรากฏว่าไม่มีสิทธิ ก็ไม่ควรถูกลงโทษด้วยภาระค่าธรรมเนียม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือการตีความความสัมพันธ์ระหว่าง ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ กับมาตรา 161 สาระสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ 1. “ความสุจริตในการดำเนินคดี” หมายถึง การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิทางศาลโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าตนมีสิทธิ แม้ภายหลังจะถูกวินิจฉัยว่าไม่มีสิทธิ ก็ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิในทางที่ไม่ชอบ 2. “ดุลพินิจศาลในการกำหนดค่าธรรมเนียม” มาตรา 161 ให้อำนาจศาลพิจารณาเหตุสมควร ไม่จำต้องบังคับใช้บทบัญญัติเรื่องค่าธรรมเนียมโดยเคร่งครัดเสมอไป คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-หากเจ้าหนี้ยึดทรัพย์แล้วถูกเพิกถอนภายหลัง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องรับผิดเสมอไป แม้มาตรา 169/2 วรรคสี่จะกำหนดให้เจ้าหนี้เป็นผู้รับผิดในค่าธรรมเนียมกรณีถอนการบังคับคดี แต่ศาลต้องพิจารณาประกอบมาตรา 161 ซึ่งให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริต หากเจ้าหนี้ดำเนินการบังคับคดีโดยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิ และมีพฤติการณ์แสดงว่าไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ศาลอาจวินิจฉัยไม่ให้ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้ 2. คำถาม-การบังคับคดีโดยสุจริตมีผลอย่างไรต่อค่าธรรมเนียม คำตอบ ความสุจริตในการดำเนินคดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาในการกำหนดค่าธรรมเนียม หากคู่ความดำเนินการโดยอาศัยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด หรือมีคำสั่งศาลรองรับ และไม่มีเจตนาเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งอีกฝ่าย แม้ผลสุดท้ายจะถูกเพิกถอนการบังคับคดี ก็ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิในทางที่ไม่ชอบ ศาลจึงอาจยกเว้นภาระค่าธรรมเนียมได้ 3. คำถาม-คำพิพากษาตามยอมผูกพันบุคคลภายนอกหรือไม่ คำตอบ โดยหลัก คำพิพากษาตามยอมผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น บุคคลที่มิได้เป็นคู่ความย่อมไม่ถูกผูกพัน แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อเท็จจริง เช่น เป็นกรรมการบริษัทหรือผู้มีส่วนได้เสีย หากไม่ได้เข้าเป็นคู่ความในคดี ย่อมสามารถโต้แย้งสิทธิได้ และอาจเป็นเหตุให้การบังคับคดีต้องถูกเพิกถอน 4. คำถาม-การยึดทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมสามารถทำได้หรือไม่ คำตอบ สามารถทำได้ในกรณีที่เป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย แต่การบังคับคดีต้องไม่กระทบสิทธิของเจ้าของร่วมที่มิใช่ลูกหนี้ หากมีบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นคู่ความเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลต้องพิจารณาว่าการบังคับคดีนั้นมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลดังกล่าวหรือไม่ และอาจเป็นเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีได้ 5. คำถาม-เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจเรียกค่าธรรมเนียมหรือไม่ คำตอบ เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด แต่การเรียกเก็บดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของศาล หากคู่ความเห็นว่าการเรียกเก็บไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ และศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยขั้นสุดท้าย 6. คำถาม-มาตรา 161 มีความสำคัญอย่างไรในเรื่องค่าธรรมเนียม คำตอบ มาตรา 161 เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าธรรมเนียม โดยไม่จำกัดเฉพาะผลแพ้ชนะของคดี แต่ให้พิจารณาถึงความสุจริต เหตุสมควร และพฤติการณ์โดยรวมของคู่ความ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดี 7. คำถาม-หากเจ้าหนี้ดำเนินคดีโดยประมาท ต้องรับผิดหรือไม่ คำตอบ หากปรากฏว่าการดำเนินคดีเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเป็นการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต เช่น ยึดทรัพย์โดยไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีสิทธิ หรือมุ่งหมายกลั่นแกล้งอีกฝ่าย ศาลอาจกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมทั้งหมดตามหลักของกฎหมาย 8. คำถาม-แนวคำพิพากษานี้มีผลต่อคดีในอนาคตอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่เน้นว่าการพิจารณาค่าธรรมเนียมต้องคำนึงถึงความสุจริตและความเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงยึดตัวบทกฎหมายโดยเคร่งครัด ส่งผลให้ในคดีลักษณะเดียวกัน ศาลอาจใช้ดุลพินิจยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่คู่ความที่ดำเนินคดีโดยสุจริต แม้ผลสุดท้ายจะไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8991/2563 แม้ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีสำหรับกรณีถอนการบังคับคดี ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" ก็ตาม แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" คดีนี้เมื่อภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง วันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาท รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามข้อตกลงในข้อ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีดังกล่าวถึงที่สุด ทั้งเมื่อผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดีโดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพัน ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ทั้งสองย่อมเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมได้ การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่จำเป็น หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสอง หรือต้องดำเนินการไปเพราะความผิดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ฎีกาย่อ คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เลิกบริษัทจำกัด และต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย โดยผู้ร้องทั้งสามลงชื่อทั้งในฐานะกรรมการจำเลยและในฐานะส่วนตัว ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาผู้ร้องทั้งสามผิดนัดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์ทั้งสองจึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน 3 แปลง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสาม รวมราคาประเมิน 25,295,400 บาท แต่ระหว่างดำเนินการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี โดยเห็นว่าผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่ผูกพัน ทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมถอนการยึดจากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ จะกำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมถอนการบังคับคดี แต่เมื่อพิจารณาประกอบมาตรา 161 แล้ว เห็นว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีโดยสุจริต ตามคำพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุด และมีเหตุอันควรเชื่อว่าบังคับคดีได้ จึงไม่มีเหตุสมควรให้ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยโดยผู้ร้องทั้งสามในฐานะกรรมการจำเลย และในฐานะส่วนตัว ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โจทก์ทั้งสองขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม และวันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง มีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 25,295,400 บาท แต่ในระหว่างดำเนินการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 28 กันยายน 2561 แจ้งการถอนการยึดที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว และให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับการต้องเสียค่าธรรมเนียม และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่โจทก์ที่ 1 วางไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขณะทำการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ที่ 1 เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำกัด วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยโดยผู้ร้องทั้งสามลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะกรรมการจำเลย และในฐานะส่วนตัว ความว่า ข้อ 1 โจทก์ทั้งสองตกลงขายหุ้นของโจทก์ทั้งสองที่ถืออยู่ในบริษัทจำเลยให้แก่ผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย คนละ 20,000,000 บาท โดยผู้ร้องทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความคนละ 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระโดยนำที่ดินโฉนดที่มีชื่อของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสาม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมไปขาย โดยราคาขายให้ใช้เสียงข้างมากและราคากลาง ซึ่งราคาดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าราคากลางของท้องตลาดในขณะซื้อขาย และให้นำเงินราคาขายหักส่วนของโจทก์ทั้งสองออกก่อนและนำส่วนของผู้ร้องทั้งสามนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 18,000,000 บาท ภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ข้อ 2 โจทก์ทั้งสองตกลงจะส่งมอบรถยนต์ตู้ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จำนวน 20 คัน ภายในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ทั้งสองตกลงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารการจัดการเกี่ยวกับกิจการของจำเลย และบริษัทนครสงขลาขนส่ง จำกัด บริษัท... อีกต่อไป โดยเมื่อผู้ร้องทั้งสามชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ โจทก์ทั้งสองจะโอนหุ้นในสัดส่วนที่ตนเองถือทั้งหมดในบริษัทจำเลยและบริษัทดังกล่าวข้างต้นทันทีให้แก่ผู้ร้องทั้งสามในสัดส่วนเท่า ๆ กัน... ข้อ 3 หากผู้ร้องทั้งสามผิดนัด ตามข้อ 1 และข้อ 2 ยินยอมให้โจทก์ทั้งสองสามารถยึดทรัพย์บังคับคดีเอากับที่ดินที่โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้องทั้งสาม มาเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันที โดยโจทก์ทั้งสองจะไม่ยึดทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ร้องทั้งสาม ข้อ 4 หากโจทก์ทั้งสองผิดนัดไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นการแสดงเจตนา ข้อ 5 จำเลยตกลงไปถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับจำเลยกับโจทก์ทั้งสองต่อพนักงานสอบสวนภายใน 7 วันนับแต่วันนี้ และไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาใด ๆ ในส่วนเกี่ยวกับบริษัทจำเลย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีพิพาทเรื่องพินัยกรรม ข้อ 6 ในวันนี้โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาขายหุ้นในบริษัทจำเลยและบริษัทดังกล่าวข้างต้นตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้มอบให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ข้อ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง และวันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 25,295,400 บาท ผู้ร้องทั้งสามจึงยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โดยไม่มีคู่ความฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 28 กันยายน 2561 แจ้งการถอนการยึดที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว และให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า โจทก์ทั้งสองต้องชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า แม้ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีสำหรับกรณีถอนการบังคับคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" ดังนั้น สำหรับคดีนี้เมื่อภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง วันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามข้อตกลงในข้อ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีดังกล่าวถึงที่สุด ทั้งเมื่อผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดีโดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ทั้งสองย่อมเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมได้ การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่จำเป็น หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสอง หรือต้องดำเนินการไปเพราะความผิดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ |



