ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ค่าธรรมเนียมบังคับคดีต้องชำระหรือไม่ เมื่อศาลเพิกถอนการยึดทรัพย์ภายหลัง?

ค่าธรรมเนียมบังคับคดีต้องจ่ายหรือไม่กรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขาย, ถอนการยึดทรัพย์ใครต้องรับผิดค่าธรรมเนียม, การตีความมาตรา 169/2 วรรคสี่ ปวิพ, ดุลพินิจศาลตามมาตรา 161 ปวิพ, บังคับคดีโดยสุจริตต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือไม่, การเพิกถอนการบังคับคดีมีผลต่อค่าธรรมเนียมอย่างไร, เจ้าหนี้บังคับคดีผิดต้องรับผิดหรือไม่, คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันบุคคลภายนอกหรือไม่, การยึดทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมบังคับคดีได้หรือไม่, ค่าใช้จ่ายในการบังคับคดีกรณียึดแล้วไม่ขาย, หลักความสุจริต 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในทางบังคับคดีแพ่งว่า ในกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ดำเนินการยึดทรัพย์เพื่อบังคับคดีโดยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิ แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี ทำให้ต้องมีการถอนการยึดทรัพย์ กรณีเช่นนี้เจ้าหนี้จะต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมการถอนการยึดทรัพย์หรือไม่

ประเด็นดังกล่าวเป็นการปะทะกันระหว่างบทบัญญัติของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ ซึ่งกำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียม กับมาตรา 161 ซึ่งให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงความสุจริตและเหตุสมควรของคู่ความ คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการกำหนดขอบเขตความรับผิดด้านค่าธรรมเนียมในกระบวนการบังคับคดี

ข้อเท็จจริง

โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยเกี่ยวกับการเลิกบริษัท และได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล โดยมีผู้ร้องทั้งสามร่วมลงนามในฐานะกรรมการและในฐานะส่วนตัว ต่อมาศาลมีคำพิพากษาตามยอม

ภายหลังผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญา โจทก์จึงขอให้บังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน 3 แปลง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวม

ต่อมาผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอเพิกถอนการบังคับคดี โดยอ้างว่าไม่ได้เป็นคู่ความ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี ทำให้ต้องถอนการยึด และเจ้าพนักงานเรียกเก็บค่าธรรมเนียม

โจทก์จึงโต้แย้งว่าตนไม่ควรต้องรับผิดค่าธรรมเนียมดังกล่าว

ประเด็นปัญหากฎหมาย

โจทก์ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมกรณียึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้มาตรา 169/2 วรรคสี่ กำหนดให้เจ้าหนี้รับผิดค่าธรรมเนียมในกรณีถอนการบังคับคดี แต่ต้องพิจารณาประกอบมาตรา 161

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า

โจทก์ดำเนินการบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม

ศาลชั้นต้นเคยยกคำร้องเพิกถอน

โจทก์มีเหตุเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิจึงไม่ใช่การดำเนินคดีโดยไม่จำเป็น หรือโดยไม่สุจริต

แม้ภายหลังศาลอุทธรณ์จะเพิกถอนการบังคับคดี แต่ไม่อาจถือว่าโจทก์ต้องรับผิดค่าธรรมเนียม

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

มาตรา 169/2 วรรคสี่ เป็นบททั่วไปเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม

แต่มาตรา 161 เป็นบทหลักที่ให้ศาลใช้ดุลพินิจ

เจตนารมณ์คือ

เพื่อป้องกันการใช้สิทธิในกระบวนการศาลโดยไม่สุจริต

แต่ไม่ลงโทษคู่ความที่ดำเนินคดีโดยสุจริต

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

ศาลฎีกายึดหลักว่า

“ความสุจริตในการดำเนินคดี” เป็นเกณฑ์สำคัญ

แม้ผลสุดท้ายจะแพ้คดี ก็ไม่จำต้องรับผิดค่าธรรมเนียมเสมอไป

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   มีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เพิกถอนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้โจทก์ต้องรับผิดค่าธรรมเนียม

3. ศาลฎีกา

   พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม โดยเห็นว่าโจทก์ดำเนินคดีโดยสุจริต ไม่สมควรต้องรับผิด ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

ข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การตีความกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งต้องไม่ยึดถือตัวบทโดยเคร่งครัดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาเจตนารมณ์และความเป็นธรรมควบคู่กัน โดยเฉพาะในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียม ซึ่งมิใช่มาตรการลงโทษ แต่เป็นกลไกจัดสรรภาระค่าใช้จ่ายตามความเหมาะสม

ศาลฎีกายืนยันหลักว่า “ความสุจริตในการดำเนินคดี” เป็นเกณฑ์สำคัญเหนือบทบัญญัติทั่วไป หากคู่ความดำเนินการตามสิทธิที่เชื่อโดยสุจริต แม้ภายหลังจะปรากฏว่าไม่มีสิทธิ ก็ไม่ควรถูกลงโทษด้วยภาระค่าธรรมเนียม

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้คือการตีความความสัมพันธ์ระหว่าง ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ กับมาตรา 161

สาระสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ

1. “ความสุจริตในการดำเนินคดี”

   หมายถึง การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธิทางศาลโดยมีเหตุอันควรเชื่อว่าตนมีสิทธิ แม้ภายหลังจะถูกวินิจฉัยว่าไม่มีสิทธิ ก็ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิในทางที่ไม่ชอบ

2. “ดุลพินิจศาลในการกำหนดค่าธรรมเนียม”

   มาตรา 161 ให้อำนาจศาลพิจารณาเหตุสมควร ไม่จำต้องบังคับใช้บทบัญญัติเรื่องค่าธรรมเนียมโดยเคร่งครัดเสมอไป

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-หากเจ้าหนี้ยึดทรัพย์แล้วถูกเพิกถอนภายหลัง ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่จำเป็นต้องรับผิดเสมอไป แม้มาตรา 169/2 วรรคสี่จะกำหนดให้เจ้าหนี้เป็นผู้รับผิดในค่าธรรมเนียมกรณีถอนการบังคับคดี แต่ศาลต้องพิจารณาประกอบมาตรา 161 ซึ่งให้อำนาจศาลใช้ดุลพินิจโดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริต หากเจ้าหนี้ดำเนินการบังคับคดีโดยเชื่อโดยสุจริตว่ามีสิทธิ และมีพฤติการณ์แสดงว่าไม่ได้กระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ศาลอาจวินิจฉัยไม่ให้ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมดังกล่าวได้

2. คำถาม-การบังคับคดีโดยสุจริตมีผลอย่างไรต่อค่าธรรมเนียม

   คำตอบ

   ความสุจริตในการดำเนินคดีเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาในการกำหนดค่าธรรมเนียม หากคู่ความดำเนินการโดยอาศัยคำพิพากษาที่ถึงที่สุด หรือมีคำสั่งศาลรองรับ และไม่มีเจตนาเอาเปรียบหรือกลั่นแกล้งอีกฝ่าย แม้ผลสุดท้ายจะถูกเพิกถอนการบังคับคดี ก็ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิในทางที่ไม่ชอบ ศาลจึงอาจยกเว้นภาระค่าธรรมเนียมได้

3. คำถาม-คำพิพากษาตามยอมผูกพันบุคคลภายนอกหรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลัก คำพิพากษาตามยอมผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น บุคคลที่มิได้เป็นคู่ความย่อมไม่ถูกผูกพัน แม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อเท็จจริง เช่น เป็นกรรมการบริษัทหรือผู้มีส่วนได้เสีย หากไม่ได้เข้าเป็นคู่ความในคดี ย่อมสามารถโต้แย้งสิทธิได้ และอาจเป็นเหตุให้การบังคับคดีต้องถูกเพิกถอน

4. คำถาม-การยึดทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมสามารถทำได้หรือไม่

   คำตอบ

   สามารถทำได้ในกรณีที่เป็นทรัพย์ที่ลูกหนี้มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย แต่การบังคับคดีต้องไม่กระทบสิทธิของเจ้าของร่วมที่มิใช่ลูกหนี้ หากมีบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นคู่ความเข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลต้องพิจารณาว่าการบังคับคดีนั้นมีผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลดังกล่าวหรือไม่ และอาจเป็นเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีได้

5. คำถาม-เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจเรียกค่าธรรมเนียมหรือไม่

   คำตอบ

   เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจเรียกเก็บค่าธรรมเนียมตามที่กฎหมายกำหนด แต่การเรียกเก็บดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของศาล หากคู่ความเห็นว่าการเรียกเก็บไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวได้ และศาลจะเป็นผู้วินิจฉัยขั้นสุดท้าย

6. คำถาม-มาตรา 161 มีความสำคัญอย่างไรในเรื่องค่าธรรมเนียม

   คำตอบ

   มาตรา 161 เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ศาลใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าธรรมเนียม โดยไม่จำกัดเฉพาะผลแพ้ชนะของคดี แต่ให้พิจารณาถึงความสุจริต เหตุสมควร และพฤติการณ์โดยรวมของคู่ความ เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาคดี

7. คำถาม-หากเจ้าหนี้ดำเนินคดีโดยประมาท ต้องรับผิดหรือไม่

   คำตอบ

   หากปรากฏว่าการดำเนินคดีเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือเป็นการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต เช่น ยึดทรัพย์โดยไม่มีเหตุอันควรเชื่อว่ามีสิทธิ หรือมุ่งหมายกลั่นแกล้งอีกฝ่าย ศาลอาจกำหนดให้เจ้าหนี้ต้องรับผิดในค่าธรรมเนียมทั้งหมดตามหลักของกฎหมาย

8. คำถาม-แนวคำพิพากษานี้มีผลต่อคดีในอนาคตอย่างไร

   คำตอบ

   คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่เน้นว่าการพิจารณาค่าธรรมเนียมต้องคำนึงถึงความสุจริตและความเป็นธรรม ไม่ใช่เพียงยึดตัวบทกฎหมายโดยเคร่งครัด ส่งผลให้ในคดีลักษณะเดียวกัน ศาลอาจใช้ดุลพินิจยกเว้นค่าธรรมเนียมให้แก่คู่ความที่ดำเนินคดีโดยสุจริต แม้ผลสุดท้ายจะไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8991/2563

แม้ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีสำหรับกรณีถอนการบังคับคดี ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" ก็ตาม แต่ ป.วิ.พ. มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" คดีนี้เมื่อภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง วันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาท รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามข้อตกลงในข้อ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีดังกล่าวถึงที่สุด ทั้งเมื่อผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดีโดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพัน ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ทั้งสองย่อมเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมได้ การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่จำเป็น หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสอง หรือต้องดำเนินการไปเพราะความผิดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย

ฎีกาย่อ

คดีนี้สืบเนื่องจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เลิกบริษัทจำกัด และต่อมาได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลย โดยผู้ร้องทั้งสามลงชื่อทั้งในฐานะกรรมการจำเลยและในฐานะส่วนตัว ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาผู้ร้องทั้งสามผิดนัดไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง โจทก์ทั้งสองจึงขอให้บังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน 3 แปลง ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสาม รวมราคาประเมิน 25,295,400 บาท แต่ระหว่างดำเนินการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี โดยเห็นว่าผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่ผูกพัน ทำให้เจ้าพนักงานบังคับคดีถอนการยึดและเรียกเก็บค่าธรรมเนียมถอนการยึดจากโจทก์ทั้งสอง โจทก์ยื่นคำร้องคัดค้านแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ยกคำร้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ ป.วิ.พ. มาตรา 169/2 วรรคสี่ จะกำหนดให้เจ้าหนี้ผู้ขอยึดทรัพย์ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมถอนการบังคับคดี แต่เมื่อพิจารณาประกอบมาตรา 161 แล้ว เห็นว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีโดยสุจริต ตามคำพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุด และมีเหตุอันควรเชื่อว่าบังคับคดีได้ จึงไม่มีเหตุสมควรให้ต้องรับผิดค่าธรรมเนียมดังกล่าว ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดี และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ทั้งสองและจำเลยโดยผู้ร้องทั้งสามในฐานะกรรมการจำเลย และในฐานะส่วนตัว ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้น ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอม โจทก์ทั้งสองขอให้ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม และวันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง มีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 25,295,400 บาท แต่ในระหว่างดำเนินการขายทอดตลาด ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 28 กันยายน 2561 แจ้งการถอนการยึดที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว และให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับการต้องเสียค่าธรรมเนียม และขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีคืนเงินที่โจทก์ที่ 1 วางไว้ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีขณะทำการซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดในคดีนี้ทั้งหมดแก่โจทก์ที่ 1

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความมิได้อุทธรณ์โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า วันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 โจทก์ทั้งสองฟ้องจำเลยขอให้ศาลสั่งเลิกบริษัทจำกัด วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์ทั้งสองกับจำเลยโดยผู้ร้องทั้งสามลงชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะกรรมการจำเลย และในฐานะส่วนตัว ความว่า ข้อ 1 โจทก์ทั้งสองตกลงขายหุ้นของโจทก์ทั้งสองที่ถืออยู่ในบริษัทจำเลยให้แก่ผู้ร้องทั้งสามซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของจำเลย คนละ 20,000,000 บาท โดยผู้ร้องทั้งสามชำระเงินให้แก่โจทก์ทั้งสองในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความคนละ 2,000,000 บาท ส่วนที่เหลือจะชำระโดยนำที่ดินโฉนดที่มีชื่อของโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสาม เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมไปขาย โดยราคาขายให้ใช้เสียงข้างมากและราคากลาง ซึ่งราคาดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าราคากลางของท้องตลาดในขณะซื้อขาย และให้นำเงินราคาขายหักส่วนของโจทก์ทั้งสองออกก่อนและนำส่วนของผู้ร้องทั้งสามนำมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละ 18,000,000 บาท ภายในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2559 ข้อ 2 โจทก์ทั้งสองตกลงจะส่งมอบรถยนต์ตู้ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จำนวน 20 คัน ภายในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และโจทก์ทั้งสองตกลงว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบริหารการจัดการเกี่ยวกับกิจการของจำเลย และบริษัทนครสงขลาขนส่ง จำกัด บริษัท... อีกต่อไป โดยเมื่อผู้ร้องทั้งสามชำระเงินครบถ้วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้ โจทก์ทั้งสองจะโอนหุ้นในสัดส่วนที่ตนเองถือทั้งหมดในบริษัทจำเลยและบริษัทดังกล่าวข้างต้นทันทีให้แก่ผู้ร้องทั้งสามในสัดส่วนเท่า ๆ กัน... ข้อ 3 หากผู้ร้องทั้งสามผิดนัด ตามข้อ 1 และข้อ 2 ยินยอมให้โจทก์ทั้งสองสามารถยึดทรัพย์บังคับคดีเอากับที่ดินที่โจทก์ทั้งสองถือกรรมสิทธิ์ร่วมกับผู้ร้องทั้งสาม มาเพื่อบังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันที โดยโจทก์ทั้งสองจะไม่ยึดทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ร้องทั้งสาม ข้อ 4 หากโจทก์ทั้งสองผิดนัดไม่ปฏิบัติตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ถือเอาสัญญาประนีประนอมยอมความนี้เป็นการแสดงเจตนา ข้อ 5 จำเลยตกลงไปถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับจำเลยกับโจทก์ทั้งสองต่อพนักงานสอบสวนภายใน 7 วันนับแต่วันนี้ และไม่ติดใจดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาใด ๆ ในส่วนเกี่ยวกับบริษัทจำเลย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับคดีพิพาทเรื่องพินัยกรรม ข้อ 6 ในวันนี้โจทก์ทั้งสองได้ทำสัญญาขายหุ้นในบริษัทจำเลยและบริษัทดังกล่าวข้างต้นตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้มอบให้แก่จำเลยทั้งสองแล้ว ข้อ 7 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ต่อมาศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง และวันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาเป็นเงินรวม 25,295,400 บาท ผู้ร้องทั้งสามจึงยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องทั้งสามอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการบังคับคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โดยไม่มีคู่ความฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงมีหนังสือลงวันที่ 28 กันยายน 2561 แจ้งการถอนการยึดที่ดินทั้ง 3 แปลงดังกล่าว และให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึด

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองมีว่า โจทก์ทั้งสองต้องชำระค่าธรรมเนียมกรณียึดแล้วไม่มีการขายหรือไม่ เห็นว่า แม้ในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีสำหรับกรณีถอนการบังคับคดี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 169/2 วรรคสี่ บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีการถอนการบังคับคดีนอกจากกรณีตามมาตรา 292 (1) และ (5) ให้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาผู้ขอยึดหรืออายัดทรัพย์สินเป็นผู้รับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดี" ก็ตาม แต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 บัญญัติว่า "ภายใต้บังคับบทบัญญัติห้ามาตราต่อไปนี้ ให้คู่ความฝ่ายที่แพ้คดีเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง แต่ไม่ว่าคู่ความฝ่ายใดจะชนะคดีเต็มตามข้อหาหรือแต่บางส่วน ศาลมีอำนาจที่จะพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่ชนะคดีนั้นรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือให้คู่ความแต่ละฝ่ายรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมส่วนของตนหรือตามส่วนแห่งค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งคู่ความทุกฝ่ายได้เสียไปก่อนได้ตามที่ศาลจะใช้ดุลพินิจ โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี" ดังนั้น สำหรับคดีนี้เมื่อภายหลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว ฝ่ายจำเลยและผู้ร้องทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 28 ธันวาคม 2559 ตามคำขอของโจทก์ทั้งสอง วันที่ 27 มกราคม 2560 โจทก์ทั้งสองจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน น.ส. 3 ข. เลขที่ 464 และที่ดินโฉนดเลขที่ 58821 และ 45462 รวม 3 แปลง ซึ่งมีชื่อโจทก์ทั้งสองและผู้ร้องทั้งสามเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ตามข้อตกลงในข้อ 1 โดยโจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมและคดีดังกล่าวถึงที่สุด ทั้งเมื่อผู้ร้องทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายบังคับคดีหรือการบังคับคดีโดยอ้างว่าคำพิพากษาตามยอมไม่ผูกพันผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความในคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องทั้งสาม โจทก์ทั้งสองย่อมเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองดำเนินการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาตามยอมได้ การบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวจึงมิได้ดำเนินการไปโดยไม่จำเป็น หรือเป็นไปด้วยความไม่สุจริตของโจทก์ทั้งสอง หรือต้องดำเนินการไปเพราะความผิดหรือเกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ทั้งสอง แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่าโจทก์ทั้งสองไม่มีสิทธิบังคับคดีแก่ผู้ร้องทั้งสามเนื่องจากผู้ร้องทั้งสามมิได้เป็นคู่ความ คำพิพากษาตามยอมจึงไม่มีผลผูกพันผู้ร้องทั้งสามและมีคำพิพากษาให้เพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว กรณีก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะให้โจทก์ทั้งสองต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องของโจทก์ทั้งสอง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ให้โจทก์ทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดกรณียึดแล้วไม่มีการขาย ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ




การบังคับคดีตามคำพิพากษา

การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม เมื่อผู้มีสิทธิรับโอนทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความขอให้ศาลสั่งโอนที่ดินแทนการแสดงเจตนา
สิทธิกันส่วนของผู้รับจำนอง เมื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาพ้นกำหนด 10 ปี
สิทธิผู้รับจำนองหลังพ้นกำหนดสิบปี และขอบเขตการกันเงินขายทอดตลาด(ฎีกาที่ 7397/2561)
บังคับจำนองหลังพ้น 10 ปี และผลการวางทรัพย์แทนชำระหนี้
การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและอำนาจศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดิน(ฎีกาที่ 4713/2566
เจ้าหนี้ไม่หยุดขายทอดตลาดทั้งที่ตกลงผ่อนหนี้ ต้องรับผิดหรือไม่? วิเคราะห์กฎหมายละเมิดและสิทธิของลูกหนี้
คดีซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 และการบังคับคดี (ฎีกา 1279/2568)
เพิกถอนขายทอดตลาด & ไม่รับฎีกา, วางเงินประกัน, (ฎีกา ครพ.1072/2567)
สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิไม่อยู่ในบังคับคดี ม.301(5) ป.วิ.พ. (ฎีกา 900/2568)
คดีเพิกถอนการขายทอดตลาด & สิทธิครอบครอง, สิทธิในที่ดินพิพาท (ฎีกา 2564/2567)
สิทธิของเจ้าหนี้ & การขัดกันของคำพิพากษา, บังคับคดี, ทรัพยสิทธิ, (ฎีกา 674/2566)
บุคคลภายนอกอ้างไม่ใช่บริวารจำเลยได้หรือไม่ หากเข้าครอบครองทรัพย์ระหว่างคดี ศาลจะพิจารณาสิทธิอย่างไรในการงดบังคับคดี
ขายทอดตลาดไม่เป็นธรรม เพิกถอนได้หรือไม่ เจ้าหนี้จำนองไม่วางเงินประกันเข้าประมูลผิดหรือเปล่า และสิทธิหักส่วนได้ใช้แทนตามกฎหมายคืออะไร
บทบาทและอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี และกระบวนการบังคับคดีตามกฎหมายไทย
คำพิพากษาศาลฎีกา 367/2568: บ้านบนที่ดินรกร้าง ยึดขายชำระหนี้ได้หรือไม่?
สินส่วนตัว vs สินสมรส & บังคับคดี, ยึดทรัพย์, การปล่อยทรัพย์, (ฎีกา 372/2567)
จดทะเบียนหย่าหลีกเลี่ยงบังคับคดี โมฆะกรรมเจ้าหนี้ไม่อาจฟ้อง (ฎีกา 1241/2567)
จำเลยมีสิทธิรับมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, โจทก์มีสิทธิยึดชำระหนี้ได้แม้ยังเป็นชื่อผู้จัดการมรดก, การยึดทรัพย์มรดก, การบังคับคดี
การขายทอดตลาดที่ดิน, การประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด, ความไม่สุจริตในการประมูลซื้อที่ดิน, การขับไล่ผู้คัดค้านออกจากที่ดิน,
เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดิน, อำนาจฟ้อง, การฟ้องร้องละเมิดเจ้าพนักงานบังคับคดี, คดีการขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าปกติ
ลำดับการนับโทษคดีอาญา, การนับโทษจำคุกต่อเนื่อง, การแก้ไขหมายจำคุก,
คำร้องงดการบังคับคดี, การเพิกถอนการบังคับคดี, การขายทอดตลาดทรัพย์สิน
ทรัพย์สินของแผ่นดิน, เงินอุดหนุนจากรัฐและการยกเว้นการอายัด, หน่วยงานของรัฐกับการบังคับคดี
ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ประธานขาดอายุความแล้วแต่ต้องบังคับคดีภายในสิบปี
ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย, ค่าธรรมเนียมการยึดหรือการบังคับคดี, อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคาร
คำขอไต่สวนทรัพย์สินของลูกหนี้, บังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษา, การยึดทรัพย์สินลูกหนี้
ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี, ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
โจทก์ขอบังคับคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในจำนวนที่มากกว่าเงินเหลือจากหักค่าใช้จ่าย
ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ออกหมายบังคับคดีได้
ขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง
สิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินที่โจทก์นำยึด(ร้องขัดทรัพย์)
ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด | ฟ้องขับไล่
เขตอำนาจศาลเรื่องคำร้องขัดทรัพย์
สิทธิขอกันส่วนที่ดินก่อนขายทอดตลาด เจ้าของรวม ขอให้ปล่อยทรัพย์
หากผู้กู้นำทรัพย์สินมาตีใช้หนี้แก่ผู้ให้กู้ในราคาท้องตลาดหนี้ระงับ
ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ระงับการมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามี
การบังคับคดีอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ
เงินเดือนข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรืออายัดไม่ได้จริงหรือไม่?
ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อายัดเงินที่บุคคลภายนอกจะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้มีอำนาจขอให้บังคับคดีคือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
อายัดเงินฝากในบัญชีของจำเลย