
| บังคับจำนองหลังพ้น 10 ปี และผลการวางทรัพย์แทนชำระหนี้
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทว่าผู้รับจำนองยังมีสิทธิเรียกรับชำระหนี้และต้องถอนจำนองให้ลูกหนี้หรือไม่ ภายหลังปล่อยให้พ้นกำหนดสิบปีในการยื่นคำขอบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สิทธิในการบังคับคดีดังกล่าวระงับลง ศาลยังพิจารณาประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลของการที่ลูกหนี้นำเงินต้นและดอกเบี้ยตามกฎหมายไปวางแทนการชำระหนี้เมื่อผู้รับจำนองไม่ยอมรับชำระหนี้ อันนำไปสู่การวินิจฉัยหน้าที่ของผู้รับจำนองในการถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดินให้แก่ลูกหนี้ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 90524 และได้จำนองที่ดินดังกล่าวไว้แก่จำเลยเพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน ต่อมาจำเลยฟ้องโจทก์เรียกชำระเงินกู้และบังคับจำนองต่อศาลแพ่ง ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชนะคดีตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 13360/2525 และคำพิพากษาถึงที่สุดตั้งแต่ปี 2525 อย่างไรก็ตาม จำเลยมิได้ยื่นคำขอบังคับคดีแต่อย่างใดภายใน 10 ปีหลังคำพิพากษาถึงที่สุด ทำให้เกิดปัญหาว่าจำเลยยังมีสิทธิบังคับคดีอยู่หรือไม่ และยังมีสิทธิเรียกรับชำระหนี้จำนองจากโจทก์ในฐานะลูกหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ โจทก์จึงนำเงินค่าต้นเงินและดอกเบี้ยบางส่วนไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง เพื่อชำระหนี้จำนองแทนการชำระแก่จำเลย และฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนอง พร้อมส่งมอบโฉนดคืน จำเลยให้การปฏิเสธ และอ้างว่ายังมีสิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิม คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นสำคัญดังนี้ 1 สิทธิของจำเลยในการยื่นคำขอบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมสิ้นสุดลง ศาลวินิจฉัยว่า – คำพิพากษาของศาลแพ่งชนะคดีเมื่อปี 2525 ถึงที่สุดแล้ว – แต่จำเลยไม่ยื่นคำขอบังคับคดีภายใน 10 ปี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 – เมื่อพ้น 10 ปี สิทธิยื่นคำขอบังคับคดี “ย่อมระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาด” ดังนั้นจำเลยไม่อาจบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมได้อีกต่อไป 2 แต่สิทธิในฐานะ “ผู้รับจำนอง” ยังไม่สิ้นสุด แม้จำเลยสิ้นสิทธิยื่นคำขอบังคับคดี แต่ศาลชี้ชัดว่า – การจำนองมิได้ระงับลง – สิทธิของผู้รับจำนองในการได้รับชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. ยังมีอยู่ โดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้รับจำนองจะบังคับจำนองแม้เมื่อหนี้ที่ประกันนั้นขาดอายุความแล้วก็ได้ แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินห้าปีไม่ได้” ทำให้จำเลยยังมีสิทธิเรียกรับชำระ – เงินต้นจำนวน 245,000 บาท – ดอกเบี้ยเพียง 5 ปีย้อนหลังเท่านั้น 3 การวางทรัพย์ของโจทก์ถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อโจทก์เสนอชำระหนี้ตามจำนวนที่กฎหมายให้เรียกได้ แต่จำเลยไม่ยอมรับชำระ โจทก์จึงนำเงินจำนวน 392,000 บาท ไปวางที่สำนักงานวางทรัพย์กลาง ศาลเห็นว่า – ถือเป็นการปฏิบัติตามกฎหมายโดยครบถ้วน – หลุดพ้นจากการเป็นลูกหนี้ – เป็นเหตุให้เกิดหน้าที่ของผู้รับจำนองต้องถอนจำนองให้ผู้จำนอง 4 ผลทางกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า – จำเลยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนถอนจำนอง – ต้องส่งมอบโฉนดคืนแก่โจทก์ – ต้องรับเงินที่วางทรัพย์แทนการชำระ – คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ถูกต้องแล้ว ประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจและหลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ ความแตกต่างระหว่าง “สิทธิยื่นขอบังคับคดี” และ “สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง” ศาลย้ำว่ามีความแตกต่างอย่างสำคัญ ดังนี้ 1. สิทธิยื่นขอบังคับคดี → เป็นสิทธิในทางพิจารณาคดี ต้องทำภายใน 10 ปี 2. สิทธิในฐานะผู้รับจำนอง → เป็นสิทธิในทางแพ่ง ไม่ขาดอายุความง่าย และยังสามารถเรียกต้นเงินและดอกเบี้ย 5 ปีได้ สิทธิวางทรัพย์เมื่อเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระหนี้ กฎหมายเปิดช่องให้ลูกหนี้วางทรัพย์แทนการชำระหนี้ในกรณีเจ้าหนี้ปฏิเสธ ในคดีนี้ ศาลรับรองว่าการวางทรัพย์ – ก่อผลเสมือนชำระหนี้แล้ว – ทำให้ลูกหนี้มีสิทธิเรียกให้ถอนจำนอง การคุ้มครองลูกหนี้ที่เจตนาชำระ แต่เจ้าหนี้ไม่ปฏิบัติหน้าที่ ศาลถือหลัก “สุจริตของลูกหนี้” ดังนั้นหากลูกหนี้ยื่นชำระตามจำนวนที่ถูกต้อง แต่เจ้าหนี้ไม่ดำเนินการ ศาลจะให้ประโยชน์แก่ลูกหนี้โดยชอบ การตีความ ป.พ.พ. มาตรา 745 ที่เคร่งครัด ในคดีนี้ ศาลตีความว่า – ผู้รับจำนองไม่อาจเรียกดอกเบี้ยย้อนหลังเกิน 5 ปี – เป็นการคุ้มครองลูกหนี้ไม่ให้แบกรับดอกเบี้ยที่ล่วงเลยมานานผิดวิสัย ข้อคิดทางกฎหมาย 1. ผู้รับจำนองต้องระวัง กำหนด 10 ปี ในการยื่นคำขอบังคับคดี มิฉะนั้นสิทธิส่วนนี้ระงับโดยเด็ดขาด 2. แม้สิทธิยื่นขอบังคับคดีจะหมดไป แต่ สิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองยังคงอยู่ 3. ลูกหนี้สามารถใช้วิธี วางทรัพย์แทนการชำระหนี้ เมื่อเจ้าหนี้ไม่ยอมรับชำระ 4. เมื่อวางทรัพย์ครบถ้วน → เจ้าหนี้มีหน้าที่ต้องถอนจำนอง 5. มาตรา 745 เป็นบทกฎหมายสำคัญที่จำกัดสิทธิเรียกดอกเบี้ยของผู้รับจำนองให้ไม่เกิน 5 ปีย้อนหลัง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้จำเลยถอนจำนอง 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยถอนจำนองและส่งมอบโฉนดแก่โจทก์ โดยรับเงินที่โจทก์วางทรัพย์ไว้ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าจำเลยสิ้นสิทธิยื่นคำขอบังคับคดีหลังพ้น 10 ปี แต่ยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้ตามมาตรา 745 และเมื่อโจทก์วางทรัพย์ถูกต้องแล้ว จำเลยต้องถอนจำนอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3442/2547 การที่จำเลยมิได้ร้องขอให้บังคับคดีตามคำพิพากษาจนล่วงพ้นระยะเวลา 10 ปี ย่อมสิ้นสิทธิที่จะบังคับคดีเอาแก่หนี้ตามคำพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 271 แต่จำเลยยังคงมีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้จำนองตามกฎหมาย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าการจำนองที่ดินพิพาทได้ระงับสิ้นไป จำเลยยังคงมีสิทธิจะบังคับจำนอง แม้หนี้ที่ประกันนั้นจะขาดอายุความแล้วก็ตาม แต่จะบังคับเอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระในการจำนองเกินกว่า 5 ปี ไม่ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 745 เมื่อโจทก์เสนอขอชำระหนี้จำนองพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 5 ปี แต่จำเลยไม่ยอมรับชำระหนี้ การที่โจทก์นำเงินจำนวนดังกล่าวไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลางเพื่อชำระหนี้จำนองแก่จำเลยจึงเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบแล้ว จำเลยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนถอนจำเลยที่ดินพิพาทและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์
คดีก่อนจำเลยฟ้องให้โจทก์ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนอง ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องให้ถอนจำนองหลังครบกำหนดยื่นคำขอบังคับคดี 10 ปี จึงไม่ใช่ฟ้องซ้ำตาม ม.148 โจทก์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 90524 ให้จำเลยเป็นประกันเงินกู้ 245,000 บาท ต่อมาจำเลยฟ้องบังคับคดีและชนะคดีตามหมายเลขแดงที่ 13360/2525 แต่ไม่ยื่นคำขอบังคับคดีภายในสิบปี โจทก์ขอชำระต้นเงินและดอกเบี้ย 5 ปี รวม 392,000 บาท แต่จำเลยไม่รับชำระ จึงนำเงินไปวางสำนักงานวางทรัพย์กลาง และขอให้ศาลสั่งถอนจำนองและคืนโฉนด จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยถอนจำนองและรับเงินวางทรัพย์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยชนะคดีเดิมจริงแต่ไม่ใช่สิทธิยื่นขอบังคับคดีภายในสิบปี ทำให้สิทธิบังคับคดีตามคำพิพากษาสิ้นสุด แต่การจำนองยังไม่ระงับ จำเลยยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองตาม ม.745 เฉพาะต้นเงินและดอกเบี้ย 5 ปี เมื่อโจทก์เสนอชำระครบถ้วนแต่จำเลยไม่รับ การวางทรัพย์ถือว่าชำระหนี้โดยชอบ จำเลยจึงต้องถอนจำนองและคืนโฉนด ข้ออ้างว่าฟ้องซ้ำฟังไม่ขึ้น เพราะคดีเดิมเป็นคดีบังคับจำนอง ส่วนคดีนี้เป็นคดีถอนจำนองหลังสิทธิยื่นบังคับคดีหมดอายุ ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คดีตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องใดเป็นหลัก คำตอบ: คดีนี้เกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นผู้จำนองในฐานะโจทก์ กับผู้รับจำนองในฐานะจำเลย โดยเดิมจำเลยเคยฟ้องเรียกหนี้เงินกู้และบังคับจำนองจนมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่จำเลยไม่ยื่นคำขอบังคับคดีภายในสิบปี ต่อมาโจทก์ประสงค์จะชำระหนี้ตามสัญญาจำนองโดยนำเงินต้นและดอกเบี้ยจำนวนหนึ่งไปวางทรัพย์ และฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนองและคืนโฉนดที่ดิน จึงเป็นประเด็นว่าจำเลยยังมีสิทธิเรียกรับชำระหนี้และต้องถอนจำนองให้โจทก์หรือไม่ 2. เมื่อผู้รับจำนองไม่ยื่นคำขอบังคับคดีภายในสิบปีตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มีผลอย่างไร คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อเจ้าหนี้ผู้รับจำนองมิได้ยื่นคำขอบังคับคดีภายในกำหนดสิบปีนับแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 สิทธิที่จะยื่นคำขอบังคับคดีตามคำพิพากษาย่อมระงับสิ้นไปโดยเด็ดขาด แต่การระงับสิทธิดังกล่าวเป็นเพียงการสิ้นสุดสิทธิในทางพิจารณาคดี ไม่ทำให้สิทธิในฐานะผู้รับจำนองหรือสิทธิเรียกรับชำระหนี้ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระงับไปด้วย 3. ผู้รับจำนองยังมีสิทธิเรียกรับชำระหนี้อย่างไรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 คำตอบ: ศาลฎีกาอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 745 วินิจฉัยว่า ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองได้แม้หนี้ที่ประกันนั้นจะขาดอายุความแล้ว แต่ไม่อาจเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระเกินห้าปีได้ ในคดีนี้จึงถือว่าผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จำนองจากจำนวนต้นเงินตามสัญญา พร้อมดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้เพียงห้าปีก่อนการชำระหนี้เท่านั้น 4. การวางทรัพย์ของโจทก์ในคดีนี้มีผลทางกฎหมายอย่างไรต่อการปลดภาระจำนอง คำตอบ: เมื่อโจทก์เสนอจะชำระหนี้ตามสัญญาจำนองโดยชำระต้นเงินและดอกเบี้ยห้าปีตามที่กฎหมายให้เรียกได้ แต่จำเลยปฏิเสธไม่ยอมรับชำระหนี้ โจทก์จึงนำเงินดังกล่าวไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์กลาง ศาลฎีกาถือว่าการวางทรัพย์ดังกล่าวเป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้จำนองโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้โจทก์หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้จำนอง และทำให้จำเลยมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนแก่โจทก์โดยรับเงินที่วางทรัพย์ไว้แทนการชำระหนี้ 5. เหตุใดการฟ้องคดีเพื่อให้ถอนจำนองจึงไม่ถือเป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 คำตอบ: ศาลฎีกาเห็นว่า คดีก่อนเป็นคดีที่จำเลยฟ้องโจทก์เพื่อให้ชำระหนี้กู้ยืมและบังคับจำนอง ส่วนคดีปัจจุบันเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนถอนจำนองหลังจากสิทธิยื่นคำขอบังคับคดีตามคำพิพากษาเดิมได้ล่วงพ้นไปแล้ว จึงเป็นการใช้สิทธิฟ้องในฐานะและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ไม่ใช่การรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยไปแล้วโดยอาศัยเหตุเดียวกัน ฟ้องของโจทก์จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง 6. ศาลฎีกาวางหลักเกี่ยวกับสิทธิของลูกหนี้ในการขอถอนจำนองจากผู้รับจำนองไว้อย่างไร คำตอบ: ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อลูกหนี้ในฐานะผู้จำนองได้เสนอชำระหนี้ตามจำนวนที่ผู้รับจำนองมีสิทธิเรียกรับได้จริง และได้ใช้วิธีวางทรัพย์เพื่อชำระหนี้ตามกฎหมายแล้ว ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้รับจำนองจดทะเบียนถอนจำนองและส่งมอบโฉนดที่ดินคืนให้ การที่ผู้รับจำนองเพิกเฉยไม่ดำเนินการย่อมขัดต่อหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และศาลมีอำนาจพิพากษาให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของผู้รับจำนองในการจดทะเบียนถอนจำนองได้ |



.jpg)
