
| จดทะเบียนหย่าหลีกเลี่ยงบังคับคดี โมฆะกรรมเจ้าหนี้ไม่อาจฟ้อง (ฎีกา 1241/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองฟ้องว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองนั้น มิได้มีเจตนาหย่ากันจริง แต่เป็นการจดทะเบียนหย่าโดยสมรู้ล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยศาลจึงต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ ปัญหานี้มีนัยสำคัญทางกฎหมายทั้งในมิติของโมฆะกรรม สิทธิผู้มีส่วนได้เสีย และการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา • จำเลยทั้งสอง (ภริยาและสามี) จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 • โจทก์ทั้งสองอ้างว่า การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวง โดยสมรู้ร่วมคิดระหว่างจำเลยทั้งสอง ไม่ได้มีเจตนาหย่ากันจริง แต่จดทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี • โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองนั้นตกเป็นโมฆะ และขอให้เพิกถอนทะเบียนการหย่า • จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง • ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การหย่าดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ • ศาลอุทธรณ์ (คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง • โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาไปยัง ศาลฎีกา (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณา คือ "โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่" และ "การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือไม่" โดยอาศัยบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 155, มาตรา 172, มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องใช้อาศัยมาตรา 5 • ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทั้งสอง ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะยังไม่ถือว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่สามารถยกโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ในกรณีนี้ • ผลสุดท้าย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ ประเด็นสำคัญที่สุดของ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567 อยู่ที่การวินิจฉัยว่า “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (โจทก์) มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นการจดทะเบียนหย่าหลอกลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ได้หรือไม่” ซึ่งศาลฎีกาอธิบายโดยอาศัยบทกฎหมายหลักคือ ⚖️ มาตราสำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัย 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง → กำหนดว่า “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ” (ใช้วางหลักว่า การจดทะเบียนหย่าหลอกลวงถือเป็นโมฆะกรรม) 2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง → “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” (ใช้พิจารณาว่า โจทก์มีสถานะเป็น ‘ผู้มีส่วนได้เสีย’ หรือไม่) 3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง → เจ้าหนี้มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำเพื่อให้ตนเสียเปรียบได้ (ศาลอธิบายว่า หากโจทก์จะใช้สิทธินี้ ต้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรม ไม่ใช่เพียงเพิกถอนการหย่า) 4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274, 296 – 298 → วางขั้นตอนการบังคับคดี โดยให้เจ้าหนี้สามารถร้องขอยึดหรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ แม้มีชื่อบุคคลอื่นในทะเบียนได้ (ศาลชี้ว่า โจทก์ยังสามารถใช้ช่องทางนี้บังคับคดีได้ ไม่จำเป็นต้องฟ้องเพิกถอนการหย่า) 5. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142 วรรคหนึ่ง → ศาลห้ามพิพากษาให้สิ่งใดเกินกว่าหรือนอกจากที่ฟ้องร้อง (ศาลจึงไม่สามารถสั่งเพิกถอนทะเบียนรถของจำเลยที่ 2 ได้ เพราะไม่อยู่ในคำขอฟ้อง) 🔑 5 ข้อความ Key Words สำคัญที่สุดของคดีนี้ (พร้อมขยายประเด็นสั้น ๆ) 1. “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน” หมายถึงการจดทะเบียนหย่าโดยมิได้มีเจตนาหย่าจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ศาลยืนยันว่าเป็นโมฆะกรรมตามมาตรา 155 แต่ไม่ใช่ใครก็อ้างได้ 2. “ผู้มีส่วนได้เสีย” โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากโมฆะกรรม จึงจะมีสิทธิฟ้อง ศาลเห็นว่าโจทก์ยังไม่ถึงขั้นนั้น 3. “โมฆะกรรม” แม้การหย่าหลอกลวงจะเป็นโมฆะ แต่ผลทางกฎหมายเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้มีส่วนได้เสียยกขึ้นอ้างเท่านั้น 4. “เพิกถอนนิติกรรมเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้” หากลูกหนี้ทำการใด ๆ เพื่อให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิตามมาตรา 237 ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ไม่ใช่เพียงขอเพิกถอนการหย่า 5. “การบังคับคดีตามขั้นตอนกฎหมาย” ศาลชี้ว่า เจ้าหนี้ยังมีสิทธิใช้วิธียึดหรืออายัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. 274 – 298 ได้ โดยไม่ต้องขอเพิกถอนการหย่า ดังนั้น คำฟ้องเพิกถอนการหย่าจึงฟังไม่ขึ้น ✅ สรุปสาระสั้น ๆ: คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเรื่อง “อำนาจฟ้องของเจ้าหนี้ในกรณีหย่าหลอกลวง” ศาลฎีกาวางหลักว่าแม้การจดทะเบียนหย่าโดยเจตนาลวงเป็นโมฆะ แต่เจ้าหนี้ไม่มีอำนาจฟ้องหากยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ และควรใช้ช่องทางบังคับคดีตามกฎหมายแพ่งวิธีพิจารณาแทนการฟ้องเพิกถอนการหย่า. คำวินิจฉัย 1. ศาลฎีกาวิเคราะห์ว่า แม้ว่าจะมีการจดทะเบียนหย่าโดยมีเจตนาลวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 มาตรา 172 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสอง ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ที่จะอ้างโมฆะกรรมดังกล่าวได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิหรือถูกล่วงละเมิดสิทธิโดยตรงในฐานะบุคคลที่มีส่วนได้เสีย 2. ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, มาตรา 296 (1)(2)(3), มาตรา 297 (1), มาตรา 298 แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แม้ชื่อบุคคลอื่นปรากฏทะเบียนเป็นเจ้าของ ก็ไม่หมายความว่าเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหรือโมฆะกรรมได้โดยอัตโนมัติ 3. แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่า การจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมใด ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการเพื่อให้โจทก์เสียเปรียบด้วยเจตนา 4. ศาลจึงวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็น “การขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเพียงอย่างเดียว” ซึ่งไม่ใช่ “การขอเพิกถอนนิติกรรม” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และในกรณีนี้ศาลไม่อาจพิพากษาให้เปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถทะเบียนของจำเลยที่ 2 ตามคำฟ้อง เพราะจะเป็นการให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ซึ่งห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรค 2 ขยายความประเด็นทางกฎหมาย (1) เจตนาลวง + โมฆะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 และ 172 บทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ” และ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” ซึ่งในกรณีนี้ โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยมีเจตนาลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี จึงตกบทบัญญัติโมฆะกรรมดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การอ้างโมฆะกรรมไม่ได้หมายความว่าใครก็ได้สามารถฟ้องได้ แต่ต้องเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามบทบัญญัติเดียวกัน และคู่กรณีต้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากการนำนิติกรรมที่เป็นโมฆะมาใช้ (2) สิทธิผู้มีส่วนได้เสีย ศาลฎีกาวิเคราะห์ว่า โจทก์ทั้งสอง แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและมีความเสียหายที่กล่าวอ้างได้ แต่ยังมิได้ปรากฏว่า “ถูกโต้แย้งสิทธิ” (i.e., มีการยับยั้งหรือห้ามใช้สิทธิของโจทก์โดยจำเลย) จึงยังไม่อยู่ในสถานะผู้มีส่วนได้เสียที่จะอ้างโมฆะกรรมตาม มาตรา 172 ได้ (3) การบังคับคดีของเจ้าหนี้และข้อจำกัด ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง (ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี), มาตรา 296, 297, 298 โจทก์มีสิทธิร้องขอบังคับคดีได้ แม้ชื่อบุคคลอื่นปรากฏเป็นเจ้าของทรัพย์สินในทะเบียน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าหนี้จะชนะโดยอัตโนมัติ ศาลยังต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดี และการได้มาโดยสุจริตของผู้ถือชื่อ (4) ข้อห้าม “ให้สิ่งใดเกินกว่าคำฟ้อง” และบทบัญญัติเกี่ยวกับคดีเยาวชนและครอบครัว ในคดีนี้ โจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่ไม่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และไม่ได้ขอให้เปลี่ยนชื่อเจ้าของรถในทะเบียน ดังนั้น ศาลไม่อาจพิพากษาให้เกินกว่าที่คำฟ้องร้องไว้ได้ โดยบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ห้ามการพิพากษาให้สิ่งใดเกินกว่าหรือนอกจากที่ฟ้องร้อง และในคดีครอบครัว ยังมีกฎหมายเฉพาะอย่าง พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 182/1 วรรค 2 ซึ่งให้ใช้บังคับด้วย (5) บทวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างได้ว่า การจดทะเบียนหย่าเป็นเจตนาลวง และอาจเป็นโมฆะกรรมตาม มาตรา 155/172 แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถยกโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ และคำฟ้องของโจทก์ไม่ตรงกับข้อเรียกร้องที่กฎหมายอนุญาต (เพิกถอนนิติกรรม) ศาลจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง บทสรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การจดทะเบียนหย่าโดยมีเจตนาลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีอาจตกเป็น โมฆะกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 และ 172 แต่ไม่ใช่ว่าเจ้าหนี้ หรือบุคคลอื่น ๆ จะอ้างโมฆะกรรมได้โดยอัตโนมัติ • สิทธิในการอ้างโมฆะกรรมขึ้นอยู่กับสถานะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ซึ่งต้องมีการถูกโต้แย้งสิทธิหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากนิติกรรม • เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังมีสิทธิใช้มาตรการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274/296/297/298 ได้ แม้ชื่อผู้ถือทรัพย์สินจะไม่ใช่ลูกหนี้โดยตรง • คำฟ้องที่ยื่นต่อศาลต้องตรงกับข้อเรียกร้องที่กฎหมายอนุญาต และห้ามให้ศาลพิพากษาเกินกว่าคำฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 • กรณีครอบครัว เช่น การหย่า ยังมีบทบัญญัติเฉพาะให้พิจารณา เช่น พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งอาจมีผลต่อการถือว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” และสิทธิต่าง ๆ IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ประเด็นปัญหา) โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องต่อศาลเพื่อให้พิพากษาว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะ และสามารถขอเพิกถอนนิติกรรม หรือเปลี่ยนแปลงทะเบียนทรัพย์สินเพื่อบังคับคดีของเจ้าหนี้ได้หรือไม่ Rule (กฎกฎหมายที่ใช้บังคับ) • ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง: “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ” • ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง: “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” • ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง: กรณีเพิกถอนนิติกรรมที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ • ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง: ห้ามศาลพิพากษาให้สิ่งใดเกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง • ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, มาตรา 296 (1)(2)(3), มาตรา 297 (1), มาตรา 298: กำกับสิทธิและขั้นตอนในการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา • พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 182/1 วรรค 2: เรื่องอำนาจศาลในคดีครอบครัวและขั้นตอน Application (การประยุกต์ใช้กับข้อเท็จจริง) • ข้อเท็จจริงแสดงว่า จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยอ้างว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี ซึ่งอาจเข้าข่ายเจตนาลวงตาม มาตรา 155/172 • อย่างไรก็ตาม โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ยังมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ หรือได้รับผลกระทบโดยตรงที่ทำให้ถือว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องอ้างโมฆะกรรม • โจทก์ไม่ฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมตาม มาตรา 237 และไม่ได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงทะเบียนทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นชื่อผู้ครอบครองรถกระบะ หลังจดทะเบียนหย่า • คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ตรงกับข้อเรียกร้องที่กฎหมายอนุญาต และศาลไม่อาจพิพากษาให้เกินกว่าคำฟ้องได้ตาม มาตรา 142 • แม้เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274/296/297/298 แต่การบังคับดังกล่าวยังอยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ได้แปลว่าเจ้าหนี้สามารถอ้างโมฆะกรรมแล้วเปลี่ยนทะเบียนทรัพย์สินได้โดยอัตโนมัติ Conclusion (ข้อสรุป) ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะ หรือขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือเปลี่ยนทะเบียนทรัพย์สินได้ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์จึงถูกต้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามนั้น แนวคำถาม - ธงคำตอบ ⚖️ ประเด็นที่ 1: เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าซึ่งลูกหนี้จงใจทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีได้หรือไม่ คำถาม โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรส ได้จดทะเบียนหย่ากันโดยไม่ได้มีเจตนาหย่ากันจริง แต่ทำไปโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทรัพย์สินของตนถูกยึดบังคับคดี ภายหลังจากการหย่า จำเลยที่ 2 นำชื่อของตนไปเป็นเจ้าของรถกระบะในทะเบียนรถคันพิพาท ทำให้โจทก์ไม่สามารถยึดรถคันนั้นได้ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนหย่าดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็น “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 และ มาตรา 172 เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี โจทก์จะมีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี แม้จะเข้าลักษณะของ “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ซึ่งทำให้การหย่าเป็นโมฆะ แต่การจะยกความเป็นโมฆะขึ้นอ้างได้ต้องเป็นบุคคลที่มี “ส่วนได้เสีย” ในโมฆะกรรมนั้น ตาม มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” โจทก์ในคดีนี้แม้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ยังไม่ปรากฏว่าได้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือได้รับผลกระทบโดยตรงในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งยังเปิดช่องให้เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิบังคับคดีได้ โดยยื่นคำขอต่อพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการยึด หรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ ตามมาตรา 296 ถึง มาตรา 298 แม้ทรัพย์นั้นจะมีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนก็ตาม ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังสามารถใช้ช่องทางบังคับคดีตามกฎหมายได้อยู่ ย่อมถือว่ายังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ และไม่อยู่ในฐานะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่จะฟ้องให้ศาลเพิกถอนการหย่าได้ คำฟ้องของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง ธงคำตอบ: “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการหย่าที่ทำโดยเจตนาลวง เพราะยังไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม มาตรา 172 และยังมีสิทธิบังคับคดีตามขั้นตอน มาตรา 274 มาตรา 296 มาตรา 297 และ มาตรา 298 ได้อยู่ จึงไม่เข้าเงื่อนไขผู้มีอำนาจฟ้อง” ⚖️ ประเด็นที่ 2: การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนหย่า และให้สิทธิเจ้าหนี้ยึดทรัพย์ในชื่อคู่หย่าอีกฝ่ายได้ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คำถาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนทะเบียนการหย่าดังกล่าว โดยที่โจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอื่น หรือขอให้เปลี่ยนชื่อเจ้าของรถในทะเบียนเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาวินิจฉัยกลับให้ยกฟ้อง เพราะเห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอ ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาเช่นนั้นหรือไม่ และกฎหมายใดใช้ควบคุมเรื่องนี้ คำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนหย่า ทั้งที่โจทก์มิได้ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง หรือมิได้ขอให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถในทะเบียนของจำเลยที่ 2 เป็นการวินิจฉัย “เกินกว่าที่คู่ความร้องขอไว้ในคำฟ้อง” ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ศาลจะพิพากษาหรือสั่งให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องรับผิดในประการใดอันเป็นเกินกว่าหรือนอกจากที่จะได้กล่าวอ้างหรือขอไว้ในคำฟ้องมิได้” นอกจากนี้ ในคดีครอบครัว ยังต้องถือหลักตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ซึ่งตอกย้ำว่า ศาลจะต้องไม่พิพากษาเกินขอบเขตคำขอในคดีครอบครัวเช่นเดียวกัน เมื่อคำขอของโจทก์มีเพียงให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า มิได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมใด หรือให้ยกเลิกกรรมสิทธิ์ในรถของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจพิพากษาให้เกินคำขอได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเช่นนั้นเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 142 และ มาตรา 182/1 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง ธงคำตอบ: “ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาเกินคำขอ เพราะ มาตรา 142 และ มาตรา 182/1 วรรคสอง ห้ามมิให้ศาลพิพากษาในประการใดอันเกินหรือพ้นคำฟ้อง คำพิพากษาที่สั่งเพิกถอนทะเบียนหย่าและกรรมสิทธิ์ในรถ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนยกฟ้องโจทก์” 🔍 สรุปภาพรวมสำหรับผู้ศึกษากฎหมาย คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญใน 2 มิติหลัก 1. เรื่องอำนาจฟ้องของเจ้าหนี้ต่อโมฆะกรรมจากการหย่าลวง ยึดหลัก “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตาม มาตรา 172 และแนวการใช้สิทธิบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. 2. เรื่องขอบเขตคำขอในคดีแพ่งและคดีครอบครัว ยึดหลักห้ามศาลพิพากษาเกินคำฟ้องตาม มาตรา 142 และ มาตรา 182/1 วรรคสอง ทั้งสองประเด็นนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายเอกชนและกระบวนวิธีพิจารณาแพ่งว่าศาลจะต้องเคารพขอบเขตคำขอของคู่ความ และเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่อาจขยายสิทธิเกินกว่าที่ตัวบทอนุญาต.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567 การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ..." และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้ การจดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีนี้นั้น กฎหมายบัญญัติทางแก้ไว้หลายกรณีด้วยกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมสงบสุข แม้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการที่จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ด้วยการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีการบังคับคดี โดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับโดยวิธีอื่นแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ แม้ว่ามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, 296 (1) (2) (3), 297 (1) และมาตรา 298 ส่วนขั้นตอนในการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความและป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าทำให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความคุ้มครองหาได้ไม่ กรณียังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ หากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยเจตนาลวงอันมีผลให้การหย่าเป็นโมฆะ และมีการทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ แต่ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำนิติกรรมใดลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ รวมทั้งไม่ได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ คงฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะภายหลังการจดทะเบียนหย่าทำให้โจทก์ทั้งสองยึดรถคันดังกล่าวไม่ได้ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถของจำเลยที่ 2 ในทะเบียนรถ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ดังนั้น แม้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะและให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถเช่นเดิม ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้สิทธิของโจทก์ทั้งสองยังมีเท่ากับการไม่ได้ฟ้อง ซึ่งแสดงได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 ตกเป็นโมฆะ และเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้การหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตามทะเบียนการหย่า ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 เป็นโมฆะ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ..." และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ในปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้หรือไม่ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาในข้อนี้ว่า การจดทะเบียนหย่าของจำเลยทั้งสอง ทำให้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง กล่าวคือ รถกระบะที่จำเลยที่ 2 ได้มาภายหลังการจดทะเบียนหย่า ไม่ใช่สินสมรสของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ทั้งสองจะยึดเพื่อบังคับคดีได้ แม้โจทก์ทั้งสองยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถคันนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิใช้ดุลพินิจไม่ยึดให้ก็ได้ เพราะมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของในทะเบียนรถและหากยอมให้ลูกหนี้ทำเช่นนี้ได้สังคมก็ไม่สงบสุขนั้น เห็นว่า กรณีการจดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีนี้นั้น กฎหมายบัญญัติทางแก้ไว้หลายกรณีด้วยกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมสงบสุข สำหรับคดีนี้ แม้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการที่จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ด้วยการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีการบังคับคดี โดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับโดยวิธีอื่นแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ แม้ว่ามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, 296 (1) (2) (3), 297 (1) และมาตรา 298ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยในรายละเอียดไว้ชัดแจ้งโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่ต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนขั้นตอนในการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความและป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าทำให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความคุ้มครองหาได้ไม่ กรณียังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ นอกจากนั้นหากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยเจตนาลวงอันมีผลให้การหย่าเป็นโมฆะ และมีการทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ แต่ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำนิติกรรมใดลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ รวมทั้งไม่ได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ คงฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะภายหลังการจดทะเบียนหย่าทำให้โจทก์ทั้งสองยึดรถคันดังกล่าวไม่ได้ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเท่านั้นคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถของจำเลยที่ 2 ในทะเบียนรถ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ดังนั้น แม้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะและให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถเช่นเดิม ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้สิทธิของโจทก์ทั้งสองยังมีเท่ากับการไม่ได้ฟ้อง ซึ่งแสดงได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างที่ 1 : คำพิพากษาศาลฎีกา 9033/2542 Quick Summary: ในคดีนี้ ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามี–ภริยากัน และร่วมดำเนินกิจการค้าขายด้วยกัน ต่อมาจดทะเบียนหย่ากันแล้ว แต่ยังคงอยู่กินร่วมกันในลักษณะสามี-ภริยาและประกอบกิจการค้าร่วมกัน หลังการหย่า ผู้ร้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งก่อนหน้านั้นร่วมกันทำธุรกิจ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยไม่ชำระหนี้ จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่พิพาทไว้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยการยึดทรัพย์อ้างว่าเป็นของผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากได้จดทะเบียนหย่าดังกล่าวไว้แล้ว แต่โจทก์อ้างว่า การจดทะเบียนหย่าเป็นเจตนาลวงเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ และที่ดิน‐อาคารพิพาทนั้น แม้จะได้มาในระหว่างหรือหลังหย่า ก็ยังถือว่าเป็น “กรรมสิทธิ์รวม” ของผู้ร้องกับจำเลย ทั้งนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “แม้ทรัพย์สินพิพาทจะได้มาหลังหย่าแล้วก็ตาม ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยการยึดทรัพย์” และพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้อง (แหล่ง: บทความ “หย่าแล้วก็ยังอาจถูกยึดทรัพย์ หากทรัพย์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองคน – คำพิพากษาฎีกาที่ 9033/2542”) ความเชื่อมโยงกับ 1241/2567: – ทั้งสองคดีมีลักษณะคือ “จดทะเบียนหย่าแล้วมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี/เจ้าหนี้” – ในทั้งสองคดีมีการวินิจฉัยเรื่อง “กรรมสิทธิ์รวม” หรือว่า แม้จะจดทะเบียนหย่าแต่ทรัพย์สินที่ได้มาอยู่ในส่วนที่กินร่วมกัน → เจ้าหนี้สามารถยึดได้ – เป็นกรณีตัวอย่างที่สนับสนุนแนวว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังสามารถบังคับทรัพย์สินได้แม้มีการหย่าแล้ว ตัวอย่างที่ 2 : คำพิพากษาศาลฎีกา 648/2513 Quick Summary: คดีนี้จำเลยทั้งสองฝ่าย (คู่สมรส) สมยอมกันทำสัญญากู้และสมยอมกันทำยอมความในศาล ซึ่งทำให้เกิดการโอนทรัพย์สินของจำเลยคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เพื่อพ้นจากการถูกบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์อ้างว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็น “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน” จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และที่สำคัญ โจทก์ไม่ต้องฟ้องให้เพิกถอนตาม มาตรา 237 เพราะเป็นโมฆะกรรมตั้งแต่ต้น โดยศาลฎีกาพิจารณาว่า “การสมยอมกันนิติกรรมระหว่างคู่สมรสที่ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี เป็นเจตนาลวง นิติกรรมจึงเป็นโมฆะ” (แหล่ง: บทความ “การแสดงเจตนาลวงเป็นโมฆะ … คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2513”) ความเชื่อมโยงกับ 1241/2567: – เป็นแนวกรณีต้นแบบของ “เจตนาลวง” + “โมฆะกรรม” ที่ศาลพิจารณา โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้/การบังคับคดี – ให้แนวว่า เมื่อเจตนาออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ การนิติกรรมจะตกเป็นโมฆะ ซึ่งสอดคล้องกับกรณีหย่าใน 1241/2567 – ช่วยเสริมว่าในคดี 1241/2567 ศาลเลือกใช้บท ม.155 และ ม.172 เป็นหลักในการวินิจฉัย |





