ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




จดทะเบียนหย่าหลีกเลี่ยงบังคับคดี โมฆะกรรมเจ้าหนี้ไม่อาจฟ้อง (ฎีกา 1241/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 1241/2567, จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี, เจตนาลวงในการจดทะเบียนหย่า, โมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155, โมฆะกรรมตาม มาตรา 172, เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรม, สิทธิผู้มีส่วนได้เสียตาม นิติกรรมหลีกเลี่ยงบังคับคดี, การยึดทรัพย์ของลูกหนี้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274/296/297/298, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องการหลีกเลี่ยงบังคับคดี, บทวิเคราะห์กฎหมายครอบครัวและบังคับคดี, ผลทางกฎหมายของการจดทะเบียนหย่าไม่สุจริต

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีที่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาทั้งสองฟ้องว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองนั้น มิได้มีเจตนาหย่ากันจริง แต่เป็นการจดทะเบียนหย่าโดยสมรู้ล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นนิติกรรมที่เป็นโมฆะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และมาตรา 172 วรรคหนึ่ง โดยศาลจึงต้องวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ ปัญหานี้มีนัยสำคัญทางกฎหมายทั้งในมิติของโมฆะกรรม สิทธิผู้มีส่วนได้เสีย และการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่จำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยทั้งสอง (ภริยาและสามี) จดทะเบียนหย่ากันเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558

โจทก์ทั้งสองอ้างว่า การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาลวง โดยสมรู้ร่วมคิดระหว่างจำเลยทั้งสอง ไม่ได้มีเจตนาหย่ากันจริง แต่จดทะเบียนเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี

โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองนั้นตกเป็นโมฆะ และขอให้เพิกถอนทะเบียนการหย่า

จำเลยทั้งสองขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การหย่าดังกล่าวเป็นโมฆะ และให้จำเลยทั้งสองชำระค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ

ศาลอุทธรณ์ (คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว) พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาไปยัง ศาลฎีกา (แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณา คือ "โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่" และ "การจดทะเบียนหย่าดังกล่าวตกเป็นโมฆะหรือไม่" โดยอาศัยบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 155, มาตรา 172, มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และไม่จำเป็นต้องใช้อาศัยมาตรา 5  

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทั้งสอง ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะยังไม่ถือว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่สามารถยกโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ในกรณีนี้ 

ผลสุดท้าย ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาเป็นพับ 

ประเด็นสำคัญที่สุดของ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567 อยู่ที่การวินิจฉัยว่า

“เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา (โจทก์) มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นการจดทะเบียนหย่าหลอกลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ได้หรือไม่”

ซึ่งศาลฎีกาอธิบายโดยอาศัยบทกฎหมายหลักคือ

⚖️ มาตราสำคัญที่ศาลใช้วินิจฉัย

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง

→ กำหนดว่า “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ”

(ใช้วางหลักว่า การจดทะเบียนหย่าหลอกลวงถือเป็นโมฆะกรรม)

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง

→ “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้”

(ใช้พิจารณาว่า โจทก์มีสถานะเป็น ‘ผู้มีส่วนได้เสีย’ หรือไม่)

3. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง

→ เจ้าหนี้มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำเพื่อให้ตนเสียเปรียบได้

(ศาลอธิบายว่า หากโจทก์จะใช้สิทธินี้ ต้องฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรม ไม่ใช่เพียงเพิกถอนการหย่า)

4. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274, 296 – 298

→ วางขั้นตอนการบังคับคดี โดยให้เจ้าหนี้สามารถร้องขอยึดหรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ แม้มีชื่อบุคคลอื่นในทะเบียนได้

(ศาลชี้ว่า โจทก์ยังสามารถใช้ช่องทางนี้บังคับคดีได้ ไม่จำเป็นต้องฟ้องเพิกถอนการหย่า)

5. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142 วรรคหนึ่ง

→ ศาลห้ามพิพากษาให้สิ่งใดเกินกว่าหรือนอกจากที่ฟ้องร้อง

(ศาลจึงไม่สามารถสั่งเพิกถอนทะเบียนรถของจำเลยที่ 2 ได้ เพราะไม่อยู่ในคำขอฟ้อง)

🔑 5 ข้อความ Key Words สำคัญที่สุดของคดีนี้ (พร้อมขยายประเด็นสั้น ๆ)

1. “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน”

หมายถึงการจดทะเบียนหย่าโดยมิได้มีเจตนาหย่าจริง เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ศาลยืนยันว่าเป็นโมฆะกรรมตามมาตรา 155 แต่ไม่ใช่ใครก็อ้างได้

2. “ผู้มีส่วนได้เสีย” 

โจทก์ต้องพิสูจน์ว่าตนถูกโต้แย้งสิทธิหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากโมฆะกรรม จึงจะมีสิทธิฟ้อง ศาลเห็นว่าโจทก์ยังไม่ถึงขั้นนั้น

3. “โมฆะกรรม” 

แม้การหย่าหลอกลวงจะเป็นโมฆะ แต่ผลทางกฎหมายเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้มีส่วนได้เสียยกขึ้นอ้างเท่านั้น

4. “เพิกถอนนิติกรรมเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้”

หากลูกหนี้ทำการใด ๆ เพื่อให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิตามมาตรา 237 ฟ้องเพิกถอนนิติกรรม ไม่ใช่เพียงขอเพิกถอนการหย่า

5. “การบังคับคดีตามขั้นตอนกฎหมาย”

ศาลชี้ว่า เจ้าหนี้ยังมีสิทธิใช้วิธียึดหรืออายัดทรัพย์ตาม ป.วิ.พ. 274 – 298 ได้ โดยไม่ต้องขอเพิกถอนการหย่า ดังนั้น คำฟ้องเพิกถอนการหย่าจึงฟังไม่ขึ้น

✅ สรุปสาระสั้น ๆ:

คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญเรื่อง “อำนาจฟ้องของเจ้าหนี้ในกรณีหย่าหลอกลวง” ศาลฎีกาวางหลักว่าแม้การจดทะเบียนหย่าโดยเจตนาลวงเป็นโมฆะ แต่เจ้าหนี้ไม่มีอำนาจฟ้องหากยังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ และควรใช้ช่องทางบังคับคดีตามกฎหมายแพ่งวิธีพิจารณาแทนการฟ้องเพิกถอนการหย่า.

คำวินิจฉัย

1. ศาลฎีกาวิเคราะห์ว่า แม้ว่าจะมีการจดทะเบียนหย่าโดยมีเจตนาลวงตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 มาตรา 172 ก็ตาม แต่โจทก์ทั้งสอง ไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย ที่จะอ้างโมฆะกรรมดังกล่าวได้ เพราะยังไม่มีข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิหรือถูกล่วงละเมิดสิทธิโดยตรงในฐานะบุคคลที่มีส่วนได้เสีย 

2. ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ป.วิ.พ.) มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, มาตรา 296 (1)(2)(3), มาตรา 297 (1), มาตรา 298 แม้เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีสิทธิร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แม้ชื่อบุคคลอื่นปรากฏทะเบียนเป็นเจ้าของ ก็ไม่หมายความว่าเจ้าหนี้จะมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมหรือโมฆะกรรมได้โดยอัตโนมัติ 

3. แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่า การจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะแล้ว แต่โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมใด ๆ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และไม่ได้อ้างว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำการเพื่อให้โจทก์เสียเปรียบด้วยเจตนา 

4. ศาลจึงวินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองเป็น “การขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเพียงอย่างเดียว” ซึ่งไม่ใช่ “การขอเพิกถอนนิติกรรม” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และในกรณีนี้ศาลไม่อาจพิพากษาให้เปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของรถทะเบียนของจำเลยที่ 2 ตามคำฟ้อง เพราะจะเป็นการให้สิ่งใด ๆ เกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ซึ่งห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง และ พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรค 2 

ขยายความประเด็นทางกฎหมาย

(1) เจตนาลวง + โมฆะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 และ 172

บทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ” และ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” ซึ่งในกรณีนี้ โจทก์อ้างว่า จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยมีเจตนาลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี จึงตกบทบัญญัติโมฆะกรรมดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม การอ้างโมฆะกรรมไม่ได้หมายความว่าใครก็ได้สามารถฟ้องได้ แต่ต้องเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามบทบัญญัติเดียวกัน และคู่กรณีต้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากการนำนิติกรรมที่เป็นโมฆะมาใช้

(2) สิทธิผู้มีส่วนได้เสีย 

ศาลฎีกาวิเคราะห์ว่า โจทก์ทั้งสอง แม้จะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาและมีความเสียหายที่กล่าวอ้างได้ แต่ยังมิได้ปรากฏว่า “ถูกโต้แย้งสิทธิ” (i.e., มีการยับยั้งหรือห้ามใช้สิทธิของโจทก์โดยจำเลย) จึงยังไม่อยู่ในสถานะผู้มีส่วนได้เสียที่จะอ้างโมฆะกรรมตาม มาตรา 172 ได้ 

(3) การบังคับคดีของเจ้าหนี้และข้อจำกัด

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง (ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดี), มาตรา 296, 297, 298 โจทก์มีสิทธิร้องขอบังคับคดีได้ แม้ชื่อบุคคลอื่นปรากฏเป็นเจ้าของทรัพย์สินในทะเบียน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเจ้าหนี้จะชนะโดยอัตโนมัติ ศาลยังต้องพิจารณาโดยคำนึงถึงการใช้ดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดี และการได้มาโดยสุจริตของผู้ถือชื่อ 

(4) ข้อห้าม “ให้สิ่งใดเกินกว่าคำฟ้อง” และบทบัญญัติเกี่ยวกับคดีเยาวชนและครอบครัว

ในคดีนี้ โจทก์ขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่ไม่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 และไม่ได้ขอให้เปลี่ยนชื่อเจ้าของรถในทะเบียน ดังนั้น ศาลไม่อาจพิพากษาให้เกินกว่าที่คำฟ้องร้องไว้ได้ โดยบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ห้ามการพิพากษาให้สิ่งใดเกินกว่าหรือนอกจากที่ฟ้องร้อง และในคดีครอบครัว ยังมีกฎหมายเฉพาะอย่าง พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 182/1 วรรค 2 ซึ่งให้ใช้บังคับด้วย 

(5) บทวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างได้ว่า การจดทะเบียนหย่าเป็นเจตนาลวง และอาจเป็นโมฆะกรรมตาม มาตรา 155/172 แต่โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่สามารถยกโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างได้ และคำฟ้องของโจทก์ไม่ตรงกับข้อเรียกร้องที่กฎหมายอนุญาต (เพิกถอนนิติกรรม) ศาลจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้อง 

บทสรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การจดทะเบียนหย่าโดยมีเจตนาลวงเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีอาจตกเป็น โมฆะกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 และ 172 แต่ไม่ใช่ว่าเจ้าหนี้ หรือบุคคลอื่น ๆ จะอ้างโมฆะกรรมได้โดยอัตโนมัติ

สิทธิในการอ้างโมฆะกรรมขึ้นอยู่กับสถานะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ซึ่งต้องมีการถูกโต้แย้งสิทธิหรือได้รับผลกระทบโดยตรงจากนิติกรรม

เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังมีสิทธิใช้มาตรการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274/296/297/298 ได้ แม้ชื่อผู้ถือทรัพย์สินจะไม่ใช่ลูกหนี้โดยตรง

คำฟ้องที่ยื่นต่อศาลต้องตรงกับข้อเรียกร้องที่กฎหมายอนุญาต และห้ามให้ศาลพิพากษาเกินกว่าคำฟ้องตาม ป.พ.พ. มาตรา 142

กรณีครอบครัว เช่น การหย่า ยังมีบทบัญญัติเฉพาะให้พิจารณา เช่น พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ซึ่งอาจมีผลต่อการถือว่า “ผู้มีส่วนได้เสีย” และสิทธิต่าง ๆ

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

Issue (ประเด็นปัญหา)

โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องต่อศาลเพื่อให้พิพากษาว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะ และสามารถขอเพิกถอนนิติกรรม หรือเปลี่ยนแปลงทะเบียนทรัพย์สินเพื่อบังคับคดีของเจ้าหนี้ได้หรือไม่

Rule (กฎกฎหมายที่ใช้บังคับ)

ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง: “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ”

ป.พ.พ. มาตรา 172 วรรคหนึ่ง: “โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้”

ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง: กรณีเพิกถอนนิติกรรมที่มีเจตนาหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้

ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง: ห้ามศาลพิพากษาให้สิ่งใดเกินกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง

ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, มาตรา 296 (1)(2)(3), มาตรา 297 (1), มาตรา 298: กำกับสิทธิและขั้นตอนในการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา

พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 182/1 วรรค 2: เรื่องอำนาจศาลในคดีครอบครัวและขั้นตอน

Application (การประยุกต์ใช้กับข้อเท็จจริง)

ข้อเท็จจริงแสดงว่า จำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยอ้างว่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี ซึ่งอาจเข้าข่ายเจตนาลวงตาม มาตรา 155/172

อย่างไรก็ตาม โจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ยังมิได้ถูกโต้แย้งสิทธิ หรือได้รับผลกระทบโดยตรงที่ทำให้ถือว่าเป็น “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตามกฎหมาย จึงไม่มีอำนาจฟ้องอ้างโมฆะกรรม

โจทก์ไม่ฟ้องให้เพิกถอนนิติกรรมตาม มาตรา 237 และไม่ได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงทะเบียนทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นชื่อผู้ครอบครองรถกระบะ หลังจดทะเบียนหย่า

คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ตรงกับข้อเรียกร้องที่กฎหมายอนุญาต และศาลไม่อาจพิพากษาให้เกินกว่าคำฟ้องได้ตาม มาตรา 142

แม้เจ้าหนี้มีสิทธิร้องขอบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274/296/297/298 แต่การบังคับดังกล่าวยังอยู่ในดุลพินิจของเจ้าพนักงานบังคับคดี ไม่ได้แปลว่าเจ้าหนี้สามารถอ้างโมฆะกรรมแล้วเปลี่ยนทะเบียนทรัพย์สินได้โดยอัตโนมัติ

Conclusion (ข้อสรุป)

ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้องให้ศาลพิพากษาว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะ หรือขอให้เพิกถอนนิติกรรมหรือเปลี่ยนทะเบียนทรัพย์สินได้ ดังนั้น คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่ยกฟ้องโจทก์จึงถูกต้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามนั้น

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

⚖️ ประเด็นที่ 1: เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าซึ่งลูกหนี้จงใจทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีได้หรือไม่

คำถาม

โจทก์ทั้งสองเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งมีสิทธิยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ต่อมาจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรส ได้จดทะเบียนหย่ากันโดยไม่ได้มีเจตนาหย่ากันจริง แต่ทำไปโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทรัพย์สินของตนถูกยึดบังคับคดี ภายหลังจากการหย่า จำเลยที่ 2 นำชื่อของตนไปเป็นเจ้าของรถกระบะในทะเบียนรถคันพิพาท ทำให้โจทก์ไม่สามารถยึดรถคันนั้นได้ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนหย่าดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็น “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 และ มาตรา 172 เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี โจทก์จะมีอำนาจฟ้องได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

คำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองโดยสมรู้กันเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี แม้จะเข้าลักษณะของ “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ซึ่งทำให้การหย่าเป็นโมฆะ แต่การจะยกความเป็นโมฆะขึ้นอ้างได้ต้องเป็นบุคคลที่มี “ส่วนได้เสีย” ในโมฆะกรรมนั้น ตาม มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้”

โจทก์ในคดีนี้แม้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา แต่ยังไม่ปรากฏว่าได้ถูกโต้แย้งสิทธิหรือได้รับผลกระทบโดยตรงในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งยังเปิดช่องให้เจ้าหนี้สามารถใช้สิทธิบังคับคดีได้ โดยยื่นคำขอต่อพนักงานบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการยึด หรืออายัดทรัพย์ของลูกหนี้ ตามมาตรา 296 ถึง มาตรา 298 แม้ทรัพย์นั้นจะมีชื่อบุคคลอื่นอยู่ในทะเบียนก็ตาม

ดังนั้น เมื่อโจทก์ยังสามารถใช้ช่องทางบังคับคดีตามกฎหมายได้อยู่ ย่อมถือว่ายังไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ และไม่อยู่ในฐานะ “ผู้มีส่วนได้เสีย” ที่จะฟ้องให้ศาลเพิกถอนการหย่าได้ คำฟ้องของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง และพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง

ธงคำตอบ:

“เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการหย่าที่ทำโดยเจตนาลวง เพราะยังไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม มาตรา 172 และยังมีสิทธิบังคับคดีตามขั้นตอน มาตรา 274 มาตรา 296 มาตรา 297 และ มาตรา 298 ได้อยู่ จึงไม่เข้าเงื่อนไขผู้มีอำนาจฟ้อง”

⚖️ ประเด็นที่ 2: การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนหย่า และให้สิทธิเจ้าหนี้ยึดทรัพย์ในชื่อคู่หย่าอีกฝ่ายได้ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำถาม

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนทะเบียนการหย่าดังกล่าว โดยที่โจทก์ไม่ได้ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมอื่น หรือขอให้เปลี่ยนชื่อเจ้าของรถในทะเบียนเป็นของจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาวินิจฉัยกลับให้ยกฟ้อง เพราะเห็นว่าศาลชั้นต้นพิพากษาเกินคำขอ ให้วินิจฉัยว่า ศาลชั้นต้นมีอำนาจพิพากษาเช่นนั้นหรือไม่ และกฎหมายใดใช้ควบคุมเรื่องนี้

คำตอบ

ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนทะเบียนหย่า ทั้งที่โจทก์มิได้ขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง หรือมิได้ขอให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถในทะเบียนของจำเลยที่ 2 เป็นการวินิจฉัย “เกินกว่าที่คู่ความร้องขอไว้ในคำฟ้อง” ซึ่งต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ศาลจะพิพากษาหรือสั่งให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องรับผิดในประการใดอันเป็นเกินกว่าหรือนอกจากที่จะได้กล่าวอ้างหรือขอไว้ในคำฟ้องมิได้”

นอกจากนี้ ในคดีครอบครัว ยังต้องถือหลักตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ซึ่งตอกย้ำว่า ศาลจะต้องไม่พิพากษาเกินขอบเขตคำขอในคดีครอบครัวเช่นเดียวกัน

เมื่อคำขอของโจทก์มีเพียงให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า มิได้ขอให้เพิกถอนนิติกรรมใด หรือให้ยกเลิกกรรมสิทธิ์ในรถของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นจึงไม่อาจพิพากษาให้เกินคำขอได้ การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาเช่นนั้นเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 142 และ มาตรา 182/1 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้อง

ธงคำตอบ:

“ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจพิพากษาเกินคำขอ เพราะ มาตรา 142 และ มาตรา 182/1 วรรคสอง ห้ามมิให้ศาลพิพากษาในประการใดอันเกินหรือพ้นคำฟ้อง คำพิพากษาที่สั่งเพิกถอนทะเบียนหย่าและกรรมสิทธิ์ในรถ จึงเป็นคำพิพากษาที่ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนยกฟ้องโจทก์”

🔍 สรุปภาพรวมสำหรับผู้ศึกษากฎหมาย

คดีนี้เป็นแนววินิจฉัยสำคัญใน 2 มิติหลัก

1. เรื่องอำนาจฟ้องของเจ้าหนี้ต่อโมฆะกรรมจากการหย่าลวง ยึดหลัก “ผู้มีส่วนได้เสีย” ตาม มาตรา 172 และแนวการใช้สิทธิบังคับคดีตาม ป.วิ.พ.

2. เรื่องขอบเขตคำขอในคดีแพ่งและคดีครอบครัว ยึดหลักห้ามศาลพิพากษาเกินคำฟ้องตาม มาตรา 142 และ มาตรา 182/1 วรรคสอง

ทั้งสองประเด็นนี้สะท้อนหลักการสำคัญของกฎหมายเอกชนและกระบวนวิธีพิจารณาแพ่งว่าศาลจะต้องเคารพขอบเขตคำขอของคู่ความ และเจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น ไม่อาจขยายสิทธิเกินกว่าที่ตัวบทอนุญาต.

1.	ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง เป็นโมฆะ” 2.	ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง “โมฆะกรรมนั้น ไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใด จะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้” 3.	ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง “ถ้าลูกหนี้ได้กระทำการใดอันเป็นนิติกรรมโดยรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบไซร้ ท่านว่าเจ้าหนี้จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียก็ได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกได้หาฉ้อฉลไม่” 4.	ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง “เมื่อคู่ความฝ่ายใดได้คำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งให้บังคับได้แล้ว คู่ความฝ่ายนั้นชอบที่จะยื่นคำขอต่อพนักงานบังคับคดีให้ดำเนินการบังคับคดีได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล” 5.	ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 142 วรรคหนึ่ง “คู่ความจะเปลี่ยนแปลง เพิ่ม เติม หรือแก้ไขคำฟ้องหรือคำให้การอย่างใด ๆ ก็ดี ท่านว่าจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล ทั้งนี้ ศาลจะอนุญาตก็แต่ในกรณีที่เห็นว่าเป็นการยุติธรรม และมิให้เสียความยุติธรรมแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง ศาลจะพิพากษาหรือสั่งให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องรับผิดในประการใดอันเป็นเกินกว่าหรือนอกจากที่จะได้กล่าวอ้างหรือขอไว้ในคำฟ้องหรือคำให้การของคู่ความฝ่ายนั้น มิได้”


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ..." และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้

การจดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีนี้นั้น กฎหมายบัญญัติทางแก้ไว้หลายกรณีด้วยกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมสงบสุข แม้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการที่จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ด้วยการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีการบังคับคดี โดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับโดยวิธีอื่นแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ แม้ว่ามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, 296 (1) (2) (3), 297 (1) และมาตรา 298 ส่วนขั้นตอนในการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความและป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าทำให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความคุ้มครองหาได้ไม่ กรณียังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ หากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยเจตนาลวงอันมีผลให้การหย่าเป็นโมฆะ และมีการทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมนั้นตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ แต่ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำนิติกรรมใดลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ รวมทั้งไม่ได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ คงฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะภายหลังการจดทะเบียนหย่าทำให้โจทก์ทั้งสองยึดรถคันดังกล่าวไม่ได้ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถของจำเลยที่ 2 ในทะเบียนรถ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ดังนั้น แม้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะและให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถเช่นเดิม ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้สิทธิของโจทก์ทั้งสองยังมีเท่ากับการไม่ได้ฟ้อง ซึ่งแสดงได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 ตกเป็นโมฆะ และเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้การหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตามทะเบียนการหย่า ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 เป็นโมฆะ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ..." และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ในปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ จึงต้องพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้หรือไม่ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาในข้อนี้ว่า การจดทะเบียนหย่าของจำเลยทั้งสอง ทำให้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง กล่าวคือ รถกระบะที่จำเลยที่ 2 ได้มาภายหลังการจดทะเบียนหย่า ไม่ใช่สินสมรสของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ทั้งสองจะยึดเพื่อบังคับคดีได้ แม้โจทก์ทั้งสองยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถคันนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิใช้ดุลพินิจไม่ยึดให้ก็ได้ เพราะมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของในทะเบียนรถและหากยอมให้ลูกหนี้ทำเช่นนี้ได้สังคมก็ไม่สงบสุขนั้น เห็นว่า กรณีการจดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีนี้นั้น กฎหมายบัญญัติทางแก้ไว้หลายกรณีด้วยกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมสงบสุข สำหรับคดีนี้ แม้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการที่จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ด้วยการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีการบังคับคดี โดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับโดยวิธีอื่นแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ แม้ว่ามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, 296 (1) (2) (3), 297 (1) และมาตรา 298ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยในรายละเอียดไว้ชัดแจ้งโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่ต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนขั้นตอนในการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความและป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าทำให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความคุ้มครองหาได้ไม่ กรณียังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ นอกจากนั้นหากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยเจตนาลวงอันมีผลให้การหย่าเป็นโมฆะ และมีการทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ แต่ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำนิติกรรมใดลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ รวมทั้งไม่ได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ คงฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะภายหลังการจดทะเบียนหย่าทำให้โจทก์ทั้งสองยึดรถคันดังกล่าวไม่ได้ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเท่านั้นคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถของจำเลยที่ 2 ในทะเบียนรถ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ดังนั้น แม้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะและให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถเช่นเดิม ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้สิทธิของโจทก์ทั้งสองยังมีเท่ากับการไม่ได้ฟ้อง ซึ่งแสดงได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่างที่ 1 : คำพิพากษาศาลฎีกา 9033/2542

Quick Summary:

ในคดีนี้ ผู้ร้องกับจำเลยเป็นสามี–ภริยากัน และร่วมดำเนินกิจการค้าขายด้วยกัน ต่อมาจดทะเบียนหย่ากันแล้ว แต่ยังคงอยู่กินร่วมกันในลักษณะสามี-ภริยาและประกอบกิจการค้าร่วมกัน หลังการหย่า ผู้ร้องได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและตึกแถวพิพาทซึ่งก่อนหน้านั้นร่วมกันทำธุรกิจ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของจำเลยไม่ชำระหนี้ จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่พิพาทไว้ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยการยึดทรัพย์อ้างว่าเป็นของผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว เนื่องจากได้จดทะเบียนหย่าดังกล่าวไว้แล้ว แต่โจทก์อ้างว่า การจดทะเบียนหย่าเป็นเจตนาลวงเพื่อไม่ให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้ และที่ดิน‐อาคารพิพาทนั้น แม้จะได้มาในระหว่างหรือหลังหย่า ก็ยังถือว่าเป็น “กรรมสิทธิ์รวม” ของผู้ร้องกับจำเลย ทั้งนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “แม้ทรัพย์สินพิพาทจะได้มาหลังหย่าแล้วก็ตาม ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์รวมของผู้ร้องกับจำเลย ผู้ร้องไม่มีสิทธิขอให้ปล่อยการยึดทรัพย์” และพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้อง (แหล่ง: บทความ “หย่าแล้วก็ยังอาจถูกยึดทรัพย์ หากทรัพย์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองคน – คำพิพากษาฎีกาที่ 9033/2542”) 

ความเชื่อมโยงกับ 1241/2567:

– ทั้งสองคดีมีลักษณะคือ “จดทะเบียนหย่าแล้วมีเจตนาเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี/เจ้าหนี้”

– ในทั้งสองคดีมีการวินิจฉัยเรื่อง “กรรมสิทธิ์รวม” หรือว่า แม้จะจดทะเบียนหย่าแต่ทรัพย์สินที่ได้มาอยู่ในส่วนที่กินร่วมกัน → เจ้าหนี้สามารถยึดได้

– เป็นกรณีตัวอย่างที่สนับสนุนแนวว่า เจ้าหนี้ตามคำพิพากษายังสามารถบังคับทรัพย์สินได้แม้มีการหย่าแล้ว

ตัวอย่างที่ 2 : คำพิพากษาศาลฎีกา 648/2513

Quick Summary:

คดีนี้จำเลยทั้งสองฝ่าย (คู่สมรส) สมยอมกันทำสัญญากู้และสมยอมกันทำยอมความในศาล ซึ่งทำให้เกิดการโอนทรัพย์สินของจำเลยคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง เพื่อพ้นจากการถูกบังคับชำระหนี้แก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา โจทก์อ้างว่า นิติกรรมดังกล่าวเป็น “การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กัน” จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง และที่สำคัญ โจทก์ไม่ต้องฟ้องให้เพิกถอนตาม มาตรา 237 เพราะเป็นโมฆะกรรมตั้งแต่ต้น โดยศาลฎีกาพิจารณาว่า “การสมยอมกันนิติกรรมระหว่างคู่สมรสที่ทำขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี เป็นเจตนาลวง นิติกรรมจึงเป็นโมฆะ” (แหล่ง: บทความ “การแสดงเจตนาลวงเป็นโมฆะ … คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 648/2513”) 

ความเชื่อมโยงกับ 1241/2567:

– เป็นแนวกรณีต้นแบบของ “เจตนาลวง” + “โมฆะกรรม” ที่ศาลพิจารณา โดยเฉพาะการหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้/การบังคับคดี

– ให้แนวว่า เมื่อเจตนาออกแบบเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ การนิติกรรมจะตกเป็นโมฆะ ซึ่งสอดคล้องกับกรณีหย่าใน 1241/2567

– ช่วยเสริมว่าในคดี 1241/2567 ศาลเลือกใช้บท ม.155 และ ม.172 เป็นหลักในการวินิจฉัย




การบังคับคดีตามคำพิพากษา

ค่าธรรมเนียมบังคับคดีต้องชำระหรือไม่ เมื่อศาลเพิกถอนการยึดทรัพย์ภายหลัง?
การบังคับคดีตามคำพิพากษาตามยอม เมื่อผู้มีสิทธิรับโอนทรัพย์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความขอให้ศาลสั่งโอนที่ดินแทนการแสดงเจตนา
สิทธิกันส่วนของผู้รับจำนอง เมื่อการบังคับคดีตามคำพิพากษาพ้นกำหนด 10 ปี
สิทธิผู้รับจำนองหลังพ้นกำหนดสิบปี และขอบเขตการกันเงินขายทอดตลาด(ฎีกาที่ 7397/2561)
บังคับจำนองหลังพ้น 10 ปี และผลการวางทรัพย์แทนชำระหนี้
การใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและอำนาจศาลสั่งเจ้าพนักงานที่ดิน(ฎีกาที่ 4713/2566
ความรับผิดละเมิด เจ้าหนี้ละเลยไม่แจ้งงดการบังคับคดีตามข้อตกลงปรับโครงสร้างหนี้(ฎีกา 742/2567)
คดีซื้อขายที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 และการบังคับคดี (ฎีกา 1279/2568)
เพิกถอนขายทอดตลาด & ไม่รับฎีกา, วางเงินประกัน, (ฎีกา ครพ.1072/2567)
สิทธิครอบครองที่ดินมือเปล่าไม่มีเอกสารสิทธิไม่อยู่ในบังคับคดี ม.301(5) ป.วิ.พ. (ฎีกา 900/2568)
คดีเพิกถอนการขายทอดตลาด & สิทธิครอบครอง, สิทธิในที่ดินพิพาท (ฎีกา 2564/2567)
สิทธิของเจ้าหนี้ & การขัดกันของคำพิพากษา, บังคับคดี, ทรัพยสิทธิ, (ฎีกา 674/2566)
บุคคลภายนอกอ้างไม่ใช่บริวารจำเลยได้หรือไม่ หากเข้าครอบครองทรัพย์ระหว่างคดี ศาลจะพิจารณาสิทธิอย่างไรในการงดบังคับคดี article
ขายทอดตลาดไม่เป็นธรรม เพิกถอนได้หรือไม่ เจ้าหนี้จำนองไม่วางเงินประกันเข้าประมูลผิดหรือเปล่า และสิทธิหักส่วนได้ใช้แทนตามกฎหมายคืออะไร article
บทบาทและอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานบังคับคดี และกระบวนการบังคับคดีตามกฎหมายไทย
คำพิพากษาศาลฎีกา 367/2568: บ้านบนที่ดินรกร้าง ยึดขายชำระหนี้ได้หรือไม่?
สินส่วนตัว vs สินสมรส & บังคับคดี, ยึดทรัพย์, การปล่อยทรัพย์, (ฎีกา 372/2567)
จำเลยมีสิทธิรับมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง, โจทก์มีสิทธิยึดชำระหนี้ได้แม้ยังเป็นชื่อผู้จัดการมรดก, การยึดทรัพย์มรดก, การบังคับคดี
การขายทอดตลาดที่ดิน, การประมูลซื้อที่ดินจากการขายทอดตลาด, ความไม่สุจริตในการประมูลซื้อที่ดิน, การขับไล่ผู้คัดค้านออกจากที่ดิน,
เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดิน, อำนาจฟ้อง, การฟ้องร้องละเมิดเจ้าพนักงานบังคับคดี, คดีการขายทอดตลาดในราคาต่ำกว่าปกติ
ลำดับการนับโทษคดีอาญา, การนับโทษจำคุกต่อเนื่อง, การแก้ไขหมายจำคุก,
คำร้องงดการบังคับคดี, การเพิกถอนการบังคับคดี, การขายทอดตลาดทรัพย์สิน
ทรัพย์สินของแผ่นดิน, เงินอุดหนุนจากรัฐและการยกเว้นการอายัด, หน่วยงานของรัฐกับการบังคับคดี
ผู้รับจำนองมีสิทธิบังคับจำนองแม้หนี้ประธานขาดอายุความแล้วแต่ต้องบังคับคดีภายในสิบปี
ยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย, ค่าธรรมเนียมการยึดหรือการบังคับคดี, อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้รื้อถอนอาคาร
คำขอไต่สวนทรัพย์สินของลูกหนี้, บังคับคดีลูกหนี้ตามคำพิพากษา, การยึดทรัพย์สินลูกหนี้
ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี, ชำระหนี้ตามคำพิพากษาครบถ้วนแล้ว
โจทก์ขอบังคับคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในจำนวนที่มากกว่าเงินเหลือจากหักค่าใช้จ่าย
ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความโจทก์ออกหมายบังคับคดีได้
ขายทอดตลาดทรัพย์สินซึ่งจำนอง
สิทธิร้องขอให้ปล่อยที่ดินที่โจทก์นำยึด(ร้องขัดทรัพย์)
ขอขยายระยะเวลาวางเงินค่าซื้อทรัพย์ต่อเจ้าพนักงานบังคับคดี
ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาด | ฟ้องขับไล่
เขตอำนาจศาลเรื่องคำร้องขัดทรัพย์
สิทธิขอกันส่วนที่ดินก่อนขายทอดตลาด เจ้าของรวม ขอให้ปล่อยทรัพย์
หากผู้กู้นำทรัพย์สินมาตีใช้หนี้แก่ผู้ให้กู้ในราคาท้องตลาดหนี้ระงับ
ขอให้ศาลบังคับจำเลยให้ระงับการมีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับสามี
การบังคับคดีอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ
เงินเดือนข้าราชการไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีหรืออายัดไม่ได้จริงหรือไม่?
ขอให้เพิกถอนการฉ้อฉล ขอออกใบแทนหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อายัดเงินที่บุคคลภายนอกจะต้องชำระให้แก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษา
ผู้มีอำนาจขอให้บังคับคดีคือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา
อายัดเงินฝากในบัญชีของจำเลย