
| สินส่วนตัว vs สินสมรส & บังคับคดี, ยึดทรัพย์, การปล่อยทรัพย์, (ฎีกา 372/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิสูจน์ทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาในคดีบังคับคดี โดยโจทก์อ้างว่าสามีเป็นลูกหนี้และที่ดินพิพาทที่อยู่ชื่อภริยาเป็นสินสมรส จึงขอยึดออกขายทอดตลาด แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพยานหลักฐานว่าที่ดินส่วนใหญ่เป็นสินส่วนตัวที่ได้รับโดยเสน่หา และส่วนที่เคยเป็นสินสมรสได้โอนออกไปก่อนการยึด จึงไม่อยู่ในสันนิษฐานสินสมรส พร้อมพิจารณาการครอบครองเป็นส่วนสัดชัดเจน ทำให้ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ศาลจึงสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด ไม่ให้บังคับขายทอดตลาด สรุปข้อเท็จจริง • จำเลยกู้เงินกับโจทก์ร่วมกับภริยา (ผู้ร้อง) • ไม่ชำระหนี้ โจทก์ดำเนินการบังคับคดี ยึดที่ดินโฉนด 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งอยู่ในชื่อภริยา • โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรส ต้องยึดขายเพื่อหักส่วนของสามี • ผู้ร้องโต้แย้งว่า • ที่ดิน 2,000 ส่วน ได้รับจากมารดาโดยเสน่หา → สินส่วนตัว • ที่ดิน 492 ส่วน ซื้อระหว่างสมรส แต่โอนให้พี่สาวก่อนยึด → ไม่ใช่ทรัพย์ตน • มีการแบ่งครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดมานาน ศาลชั้นต้น + ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาให้ปล่อยทรัพย์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัย “สถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส” โดยอาศัยหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (สินส่วนตัว) และมาตรา 1474 (สินสมรส) เป็นแกนหลักในการตีความ กฎหมายที่ใช้: มาตรา 1471 ป.พ.พ. – กำหนดว่าทรัพย์สินที่ได้มาโดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัว มาตรา 1474 ป.พ.พ. – สันนิษฐานทรัพย์สินที่ได้ในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส เว้นแต่พิสูจน์เป็นอย่างอื่น หลักกรรมสิทธิ์รวม + การแบ่งกรรมสิทธิ์และครอบครองเป็นส่วนสัดในที่ดินกรรมสิทธิ์รวม หลักการโอนทรัพย์ก่อนการบังคับคดีและสถานะความเป็นเจ้าของ ณ เวลายึดทรัพย์ ประเด็นที่เป็นแก่นของคดี 1. สินส่วนตัวจากการยกให้โดยเสน่หา หมายถึงทรัพย์ที่ภริยาได้รับจากมารดาเป็นของขวัญ เป็นสินส่วนตัวตาม ม.1471 ไม่ต้องแบ่งกับคู่สมรส และไม่สามารถนำไปยึดชำระหนี้ของสามีได้ 2. ข้อสันนิษฐานสินสมรสและการหักล้าง แม้ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสจะถูกสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรสตาม ม.1474 แต่ผู้ร้องนำพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์บางส่วนได้โอนออกไปก่อนดำเนินคดียึดทรัพย์แล้ว ทำให้สันนิษฐานสินสมรสใช้ไม่ได้ 3. โอนทรัพย์ก่อนถูกยึด ที่ดินส่วนที่เคยเป็นสินสมรสได้ถูกโอนให้ญาติก่อนการยึดตามกฎหมาย จึงไม่ใช่ทรัพย์ของลูกหนี้ ณ เวลาถูกยึด ทำให้เจ้าหนี้บังคับกับทรัพย์ส่วนนั้นไม่ได้ 4. กรรมสิทธิ์รวมและการครอบครองแบ่งแยกส่วนสัด มีพยานและเอกสารชัดเจนว่าที่ดินแบ่งครอบครองเป็นส่วน ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นทรัพย์ร่วมใช้ร่วมกัน จึงช่วยสนับสนุนว่าเป็นทรัพย์ส่วนตัวจริง 5. ปล่อยทรัพย์ เนื่องจากทรัพย์พิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ศาลจึงสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึด คืนให้แก่เจ้าของ ไม่ให้นำออกขายทอดตลาด ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 1. ทรัพย์สินที่ได้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวหรือไม่ (ป.พ.พ. ม.1471) 2. ทรัพย์ที่ได้ในระหว่างสมรสต้องถือเป็นสินสมรสหรือไม่ (ม.1474) 3. กรณีโอนทรัพย์ก่อนการยึด ลูกหนี้ยังถือว่าเป็นเจ้าของหรือไม่ 4. การแบ่งกรรมสิทธิ์รวม + การครอบครองเป็นส่วนสัด แสดงสิทธิอย่างไร คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ที่ดิน 2,000 ส่วนที่รับโอนจากมารดา เป็นสินส่วนตัว • ที่ดิน 492 ส่วนที่เคยซื้อระหว่างสมรส แม้เป็นสินสมรส แต่ โอนให้พี่สาวก่อนถูกยึด • การครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดชัดเจน พยานสนับสนุน • ไม่เข้าข้อยกเว้นสันนิษฐานสินสมรส ผล: ทรัพย์พิพาทเป็นสินส่วนตัว ไม่ใช่สินสมรส → สั่งปล่อยทรัพย์ วิเคราะห์หลักกฎหมาย 1) สินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1471 ทรัพย์สินที่ได้มาโดยเสน่หา เช่น มารดายกให้ ถือเป็นสินส่วนตัวภายใต้กฎหมายไทย 2) ข้อสันนิษฐานสินสมรส (ม.1474) แม้ทรัพย์ที่ได้ระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรส แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของตนตอนถูกยึด ย่อมไม่อยู่ในขอบเขตการบังคับคดี 3) การโอนทรัพย์ก่อนถูกบังคับคดี ถ้าเป็นการโอนจริง มีเจตนาซื้อขายหรือยกให้โดยชอบ ไม่ใช่ฉ้อฉลต่อเจ้าหนี้ → เจ้าหนี้ยึดไม่ได้ 4) หลักกรรมสิทธิ์รวมและการแบ่งครอบครอง มีเอกสาร รังวัด แผนที่ และพยานชัดเจน → ศาลรับฟังได้ ข้อคิดทางกฎหมาย • การได้ทรัพย์โดยเสน่หาก่อน/ระหว่างสมรส สามารถพิสูจน์ว่าเป็น สินส่วนตัว • ต้องมีเอกสารและพยานรองรับการโอนและการครอบครอง • ในคดีบังคับคดี ทรัพย์คู่สมรสไม่ได้เป็นสินสมรสเสมอไป • การบริหารทรัพย์สินครอบครัวต้องวางแผนและมีหลักฐานชัดเจน IRAC Issue (ประเด็น) ที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 ซึ่งอยู่ในชื่อภริยา เป็นสินสมรสที่เจ้าหนี้สามารถยึดขายทอดตลาดได้หรือไม่ Rule (กฎหมาย) • ป.พ.พ. มาตรา 1471: สินส่วนตัว รวมถึงทรัพย์ที่ได้รับโดยเสน่หา • ป.พ.พ. มาตรา 1474: ทรัพย์ที่ได้ในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส เว้นแต่พิสูจน์เป็นอย่างอื่นได้ • หลักกรรมสิทธิ์รวมและผลของการแบ่งกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษา Application (การวินิจฉัยข้อเท็จจริง) • ที่ดิน 2,000 ส่วน ได้จากแม่ → สินส่วนตัว • อีก 492 ส่วน แม้เข้าข่ายสินสมรส แต่โอนให้พี่สาวก่อนการยึด • พยานและเอกสารชัดเจนว่าครอบครองแยกส่วน • ไม่เข้าเกณฑ์สันนิษฐานสินสมรส Conclusion (สรุป) ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวทั้งหมด ไม่ใช่สินสมรส เจ้าหนี้ยึดไม่ได้ ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ บทสรุป คดีนี้ย้ำหลักกฎหมายว่า การได้ทรัพย์โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัว และแม้เป็นสินสมรส หากพิสูจน์ว่าโอนก่อนการยึดโดยชอบ ย่อมไม่สามารถบังคับคดีได้ แนวคำถาม - ธงคำตอบ คำถามที่ 1 ในคดีที่ผู้ร้องเป็นภริยาจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 และโจทก์ผู้ให้กู้เงินอ้างว่าที่ดินพิพาทซึ่งอยู่ในชื่อผู้ร้องเป็นสินสมรส จึงขอให้บังคับคดียึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินครึ่งหนึ่งในฐานะส่วนของจำเลยที่ 2 ไปชำระหนี้ตามคำพิพากษา โดยอ้างหลักสันนิษฐานสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 ทว่า ผู้ร้องอ้างว่าที่ดินส่วนใหญ่ได้รับจากมารดาโดยเสน่หา และส่วนที่ได้มาในระหว่างสมรสได้โอนให้ญาติก่อนถูกยึด ศาลฎีกาจะวินิจฉัยอย่างไร และผู้ร้องจะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ ประเด็นสำคัญของกรณีนี้อยู่ที่การพิสูจน์สถานะทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 และมาตรา 1474 กล่าวคือ แม้ทรัพย์ที่ได้ในระหว่างสมรสจะสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส แต่สามารถหักล้างได้หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัวหรือมิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของคู่สมรส ณ เวลาถูกยึด ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินจำนวน 2,000 ส่วนที่ผู้ร้องได้รับจากมารดาโดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1471 ส่วนที่ดินอีก 492 ส่วนซึ่งเข้าข่ายเป็นสินสมรสแต่ผู้ร้องได้โอนให้พี่สาวก่อนการดำเนินคดียึดทรัพย์แล้ว โดยมีพยานและเอกสารรับรองชัดเจนว่ามีการครอบครองแบ่งแยกส่วนสัดและมีการโอนจริง ดังนั้น ณ เวลายึดทรัพย์ ผู้ร้องมิได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในส่วนที่เป็นสินสมรสนั้นแล้ว การตีความตามมาตรา 1474 จึงไม่อาจนำมาบังคับได้ ศาลจึงสั่งปล่อยทรัพย์พิพาทคืนให้ผู้ร้อง ถือเป็นการยืนยันหลักกฎหมายว่าการสันนิษฐานสินสมรสอาจหักล้างได้ด้วยพยานหลักฐานที่ชัดเจน คำถามที่ 2 กรณีที่ผู้ร้องและเจ้าของรวมรายอื่นร่วมถือกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิม และภายหลังมีการพิพากษาให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมออกเป็นแปลงเฉพาะส่วนของผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องนำพยานบุคคลและหลักฐานอื่นแสดงให้เห็นว่ามีการครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นส่วนสัดมาโดยตลอด การแบ่งแยกกรรมสิทธิ์และการครอบครองเป็นส่วนสัดดังกล่าวมีผลอย่างไรในทางกฎหมายต่อการพิสูจน์ว่าที่ดินเป็นสินส่วนตัวไม่ใช่สินสมรสในชั้นบังคับคดี คำตอบ การที่เจ้าของรวมสามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการครอบครองและถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นส่วนสัดอย่างชัดเจน รวมทั้งเคยมีคำพิพากษาให้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมแล้ว ย่อมมีผลทางกฎหมายอย่างสำคัญต่อการพิสูจน์สถานะทรัพย์สินในคดีบังคับคดี ในกรณีนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานบุคคลและพยานเอกสารของผู้ร้อง รวมถึงคำให้การของอดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านและผู้รับมอบอำนาจที่ยืนยันว่าครอบครัวผู้ร้องครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัด ปลูกโรงสีและใช้ประโยชน์มาต่อเนื่องตั้งแต่บิดาถึงผู้ร้อง จึงเห็นได้ว่าที่ดินส่วนดังกล่าวมีการครอบครองโดยเอกเทศและมีอัตลักษณ์ชัดเจนว่าเป็นทรัพย์ของผู้ร้องโดยชอบ การแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ถึงที่สุดแล้วทำให้เกิดแปลงใหม่ (โฉนดเลขที่ 20948) จึงยืนยันได้ว่าเป็นทรัพย์เฉพาะตัวของผู้ร้อง การพิสูจน์ในลักษณะนี้ช่วยหักล้างข้อสันนิษฐานสินสมรส และเป็นเหตุให้ศาลมีคำสั่งปล่อยทรัพย์ในที่สุด คำถามที่ 3 ในกรณีการโอนทรัพย์สินซึ่งเคยเป็นสินสมรสให้แก่ญาติของคู่สมรสก่อนที่เจ้าหนี้จะยื่นคำร้องยึดทรัพย์ หากเจ้าหนี้อ้างว่าเป็นการโอนเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี แต่ผู้ร้องสามารถนำพยานหลักฐานยืนยันว่ามีการโอนจริงและไม่ได้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ศาลจะวินิจฉัยการโอนดังกล่าวอย่างไร และเจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์ดังกล่าวได้หรือไม่ คำตอบ การโอนทรัพย์สินของคู่สมรสในระหว่างสมรสให้ญาติหรือบุคคลอื่นอาจถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการโอนเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี แต่หากคู่สมรสที่ถือกรรมสิทธิ์สามารถพิสูจน์ได้ว่าการโอนเกิดขึ้นก่อนการดำเนินการบังคับคดี มีเจตนาซื้อขายหรือให้โดยสุจริต และผู้รับโอนมีการครอบครองแยกส่วนจริง ศาลย่อมรับฟังว่าเป็นการโอนโดยสุจริต ไม่ใช่เพียงการโอนฉ้อฉลเพื่อหลบหนีหนี้ ในคดีนี้ผู้ร้องพิสูจน์ได้ว่าที่ดิน 492 ส่วนซึ่งถือเป็นสินสมรสได้ถูกโอนให้พี่สาวตั้งแต่ปี 2532 ขณะที่เจ้าหนี้ยึดทรัพย์ในปี 2560 และมีพยานบุคคลยืนยันว่าที่ดินที่โอนตั้งอยู่อีกด้านของถนนและมีการครอบครองแยกส่วนสัดอย่างแท้จริง ทำให้ศาลรับฟังว่าผู้ร้องไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ดังกล่าว ณ เวลาถูกยึด เจ้าหนี้จึงไม่สามารถยึดทรัพย์ส่วนนั้นได้ สอดคล้องกับหลักว่าการบังคับคดีทำได้เฉพาะทรัพย์ที่เป็นของลูกหนี้เท่านั้น
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 372/2567 แม้ที่ดินพิพาทโฉนดที่ดินเลขที่ 20948 จะเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันกับที่ดินกรรมสิทธิ์รวมโฉนดเลขที่ 2996 โดยที่ดินพิพาท 2,000 ส่วน ผู้ร้องรับโอนมาจาก จ. มารดาจากการยกให้โดยเสน่หาจึงเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง ส่วนที่ดินอีก 492 ส่วน ที่ผู้ร้องซื้อมาจาก น. ระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรส แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ก่อนที่โจทก์จะนำยึดที่ดินพิพาท ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่ ว. น้องสาวของผู้ร้องไปแล้ว ผู้ร้องจึงไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 492 ส่วนนั้นแล้ว คงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วนเท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินแปลงพิพาทอันจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรส ทั้งพยานหลักฐานที่ผู้ร้องนำสืบมาสนับสนุนให้เห็นว่าผู้ร้องและเจ้าของรวมอื่นได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่สินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์จะยึดนำออกขายทอดตลาดได้ จึงต้องปล่อยทรัพย์พิพาทนั้น คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้เงินกู้ตามสัญญากู้ยืมเงินและสัญญาค้ำประกัน ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 6,730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์จึงดำเนินการบังคับคดีนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ประเมินราคา 14,667,125 บาท ซึ่งมีชื่อผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เพื่อบังคับขายทอดตลาดนำเงินครึ่งหนึ่งซึ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ 2 มาชำระหนี้ตามคำพิพากษา ผู้ร้องยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอขอให้ศาลสั่งปล่อยทรัพย์ที่ยึดคืนแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ปล่อยที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เนื้อที่ 5 ไร่ พร้อมสิ่งปลูกสร้างคืนแก่ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างผู้ร้องกับโจทก์ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนผู้ร้อง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า ผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2525 เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 เนื้อที่ 44 ไร่ 8 ตารางวา มีนายน้อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม 11,292 ส่วนจากทั้งหมด 17,692 ส่วน เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2515 นายน้อมจดทะเบียนยกกรรมสิทธิ์รวมให้แก่นายสวงค์ 8,000 ส่วน นายธนิส บิดาผู้ร้อง 2,000 ส่วน นายเล็ก 400 ส่วน และนางมาลัย 400 ส่วน คงเหลือส่วนของนายน้อม 492 ส่วน หลังจากนายธนิสถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2524 ผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายธนิสได้จดทะเบียนโอนขายที่ดินทรัพย์มรดกในส่วนที่นายธนิสมีกรรมสิทธิ์รวม 2,000 ส่วน ให้แก่นางจำเรือง มารดาผู้ร้อง วันที่ 8 กันยายน 2525 นางจำเรืองได้จดทะเบียนโอนที่ดิน 2,000 ส่วน เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่ผู้ร้องโดยเสน่หา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2526 นายน้อมได้ขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในส่วนที่ตนมีกรรมสิทธิ์รวม 492 ส่วนที่เหลือให้แก่ผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนางมาลัย กับพวกรวม 5 คน เป็นจำเลยขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินกรรมสิทธิ์รวม 5 ไร่ ต่อศาลชั้นต้น วันที่ 12 เมษายน 2532 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้แบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 2996 เนื้อที่ 5 ไร่ ให้แก่ผู้ร้อง และเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532 ผู้ร้องได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายน้อม 492 ส่วน ให้แก่นางวันเพ็ญ น้องสาวผู้ร้อง ต่อมาผู้ร้องได้แบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมที่ดิน 5 ไร่ ที่ศาลมีคำพิพากษา เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างออกขายทอดตลาด คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์นำยึดออกขายทอดตลาดได้หรือไม่ เห็นว่า แม้เดิมทรัพย์พิพาทที่ดิน 2,000 ส่วน ที่ผู้ร้องรับโอนมาจากนางจำเรืองมารดาจากการยกให้โดยเสน่หา อันถือว่าเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง กับที่ดิน 492 ส่วน ที่ผู้ร้องซื้อมาจากนายน้อมระหว่างสมรสอันถือว่าเป็นสินสมรส จะเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน มีกรรมสิทธิ์รวมกันอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2532 อันเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะนำยึดทรัพย์พิพาทในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ผู้ร้องได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน 492 ส่วน ให้แก่นางวันเพ็ญน้องสาวของผู้ร้องไปแล้ว ดังนั้นเมื่อในขณะยึดทรัพย์พิพาท ผู้ร้องไม่ได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 492 ส่วนนั้นแล้ว โดยผู้ร้องคงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เฉพาะในที่ดิน 2,000 ส่วน เท่านั้น กรณีจึงไม่มีสินสมรสระคนปนอยู่ในที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 2996 อันจะเข้าข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าเป็นสินสมรสดังโจทก์อ้างในฎีกา นอกจากนี้ทรัพย์สินเป็นที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์รวม เจ้าของรวมอาจมีข้อตกลงแบ่งแยกการครอบครองได้ ซึ่งตามสำเนาสารบัญจดทะเบียนที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 ระบุชัดเจนว่า เจ้าของรวมแต่ละคนเป็นเจ้าของที่ดินในอัตราส่วนคนละเท่าใด เมื่อผู้ร้องนำสืบถึงการได้มาซึ่งที่ดินพิพาท ตลอดจนการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดด้วยแล้ว โดยมีตัวผู้ร้อง ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรของผู้ร้องกับจำเลยที่ 2 และนางอำนวย อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ เป็นพยานเบิกความยืนยันตรงกันว่า หลังจากบิดาผู้ร้องรับโอนที่ดินมาจากนายน้อมเจ้าของเดิม ก็ได้เข้ายึดถือครอบครองที่ดินโดยปลูกโรงสีข้าวประกอบกิจการค้าขายเรื่อยมาจนถึงแก่กรรมในปี 2524 และเมื่อผู้ร้องรับโอนที่ดินดังกล่าวมาจากมารดาซึ่งรับโอนมาโดยผู้ร้องในฐานะผู้จัดการมรดกของนายธนิสโอนขายให้ ผู้ร้องก็ได้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินโดยประกอบกิจการโรงสีต่อจากบิดา มีการครอบครองเป็นส่วนสัดและอาณาเขตชัดเจน ส่วนเจ้าของรวมอื่นก็มีการแบ่งแยกการครอบครองเป็นส่วนสัดเช่นเดียวกัน สำหรับที่ดินที่ผู้ร้องโอนให้แก่นางวันเพ็ญอยู่คนละส่วนกับที่ดินพิพาทโดยอยู่ทางด้านทิศใต้ของถนนสายคอวัง – หนองผักชี ส่วนที่ดินพิพาทอยู่ทางด้านทิศเหนือของถนนสายดังกล่าว อีกทั้งได้ความจากทางนำสืบของผู้ร้องต่อไปอีกว่า ภายหลังจากผู้ร้องเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าของรวมอื่นขอแบ่งแยกกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เจ้าของรวมอื่นนั้นแบ่งแยกที่ดินเฉพาะส่วนของผู้ร้องเนื้อที่ 5 ไร่ หรือ 2,000 ส่วน ออกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 2996 ผู้ร้องได้ดำเนินการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินตามคำพิพากษาเป็นที่ดินแปลงพิพาทโฉนดเลขที่ 20948 โดยเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมอื่นก็ไม่ได้คัดค้านการรังวัดแต่อย่างใด ย่อมเป็นการสนับสนุนว่าผู้ร้องและเจ้าของรวมอื่นได้แบ่งแยกการครอบครองที่ดินเป็นส่วนสัดแล้ว กรณีจึงไม่เป็นที่สงสัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินรสหรือไม่ เมื่อที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง สิ่งปลูกสร้างที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน ผู้ร้องจึงมีกรรมสิทธิ์ในสิ่งปลูกสร้างในฐานะที่เป็นสินส่วนตัว ทรัพย์พิพาทที่ดินโฉนดเลขที่ 20948 พร้อมสิ่งปลูกสร้างจึงมิใช่สินสมรสของจำเลยที่ 2 กับผู้ร้อง ซึ่งโจทก์จะนำยึดออกขายทอดตลาดได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ปล่อยทรัพย์พิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของโจทก์อีกเนื่องจากไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6286/2562 – “แอบโอนสินสมรสโดยไม่รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่าย ผลทางกฎหมายและสิทธิในการเพิกถอน” Quick Summary: ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ “การจัดการสินสมรส” ตามกรอบ มาตรา 1476 ป.พ.พ. ซึ่งกำหนดว่านิติกรรมบางประเภทเกี่ยวกับสินสมรสต้องอาศัยความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง การโอนจำหน่ายจ่ายทรัพย์ที่เป็นสินสมรสโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดลำพังย่อมสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นนิติกรรมที่คู่สมรสอีกฝ่ายร้องขอเพิกถอนได้ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นสินสมรสจริงและไม่ได้รับความยินยอม ศาลฎีกาวางน้ำหนักไว้ที่ “สถานะของทรัพย์” และ “การได้รับความยินยอม” ว่าครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ แม้ผู้รับโอนจะเป็นบุคคลภายนอก แต่หากเป็นการโอนโดยฝ่าฝืนกฎหมายเรื่องการจัดการสินสมรส คู่สมรสผู้เสียหายย่อมมีช่องทางฟ้องคดีเพื่อเพิกถอนหรือให้ตกเป็นโมฆียะได้ ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับคดี 372/2567 ในแง่ที่ว่า ก่อนจะไปถึงขั้นบังคับคดียึดทรัพย์หรือปล่อยทรัพย์ จำเป็นต้อง “จำแนกฐานะทรัพย์” ให้ชัดว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส รวมถึงตรวจสอบขั้นตอนการโอนว่าชอบด้วยข้อกำหนดการจัดการสินสมรสหรือไม่ หากเป็นการโอนสินสมรสโดยปราศจากความยินยอม การบังคับคดีของเจ้าหนี้หรือการถือกรรมสิทธิ์ของผู้รับโอนอาจสั่นคลอน ในทางกลับกัน หากเป็นสินส่วนตัวหรือมีหลักฐานรับฟังเด็ดขาดว่าการโอนชอบด้วยกฎหมายและเกิดก่อนเหตุยึดทรัพย์ เจ้าหนี้ก็ไม่อาจบังคับยึดจากส่วนของคู่สมรสได้โดยพลการ คดีนี้จึงเป็น “กระจกอีกบาน” ที่ช่วยให้ผู้อ่านเห็นชั้นตอนการพิสูจน์ฐานะทรัพย์และผลของการฝ่าฝืนระเบียบการจัดการสินสมรส ซึ่งเป็นแกนกลางของข้อพิพาทกลุ่มนี้ โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งกระทำการโอนทรัพย์ก่อนหรือระหว่างกระบวนพิจารณาคดี/บังคับคดี 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 566/2556 – “ข้อตกลงแบ่งสินสมรสภายหลังหย่า พิสูจน์ได้ด้วยพฤติการณ์และพยานบุคคล ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือต่อนายทะเบียน” Quick Summary: แก่นคดีนี้อยู่ที่ “ภาระพิสูจน์สถานะทรัพย์” และ “การมีข้อตกลงแบ่งสินสมรส” หลังเลิกสมรส โดยศาลฎีกาชี้ว่า กฎหมายมิได้กำหนดเงื่อนไขตายตัวว่าการแบ่งสินสมรสต้องทำเป็นหนังสือหรือทำต่อหน้านายทะเบียนเสมอไป แต่สามารถพิสูจน์ด้วยพฤติการณ์ภายหลังได้ เช่น การที่คู่สมรสเดิมต่างถือครองทรัพย์คนละรายการ แยกการผ่อนหนี้และรับภาระในทรัพย์ที่ตนถือครองต่อเนื่องยาวนาน สอดคล้องกับข้อเท็จจริงอื่นจน “ฟังได้ว่ามีการตกลงแบ่งสินสมรสด้วยวาจา” ความสำคัญของคดีนี้ต่อคดี 372/2567 คือ “ศาลเน้นพยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์” เพื่อระบุสถานะทรัพย์ให้ชัดก่อนจะคุ้มครองสิทธิของคู่ความ เช่นเดียวกับในคดี 372/2567 ที่ศาลให้ความสำคัญกับประวัติการได้มาของที่ดิน (ได้โดยเสน่หา 2,000 ส่วนเป็นสินส่วนตัว, ส่วนที่ซื้อระหว่างสมรส 492 ส่วนโอนออกก่อนยึด) และการครอบครองแบ่งแยกเป็นส่วนสัดมาโดยตลอด จนศาลมั่นใจว่า “ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัว” ไม่ใช่สินสมรสที่จะนำยึดออกขายทอดตลาดได้ คดี 566/2556 จึงเป็นฐานความคิดสำคัญในเชิงวิธีพิจารณาและภาระพิสูจน์ว่า แม้เอกสารจะไม่ครบถ้วนรูปแบบ แต่หากพยานข้อเท็จจริงแน่นและสอดรับกัน ก็เพียงพอให้ศาลลงน้ำหนักวินิจฉัยสถานะทรัพย์ได้ ซึ่งสอดคล้องกับการหักล้างสันนิษฐานตาม มาตรา 1474 วรรคสอง ด้วยพยานหลักฐานเชิงพฤติการณ์ 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14005/2558 – “ทรัพย์ที่ได้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวของผู้รับ ไม่ใช่สินสมรส” Quick Summary: แกนของคดีนี้สะท้อนหลักตามมาตรา 1471 อย่างชัดเจนว่า “ทรัพย์ที่ได้มาโดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวของผู้ได้รับ” ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงเชิงการเงินและเจตนาของผู้ให้ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏพยานหลักฐานชัดว่าผู้ให้มีเจตนายกให้ “แก่ฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ” มิได้ประสงค์ยกให้รวมถึงคู่สมรสอีกฝ่าย เงินหรือทรัพย์ที่รับโดยเสน่หาดังกล่าวจึงตกเป็นสินส่วนตัวของผู้รับในทันที ผลทางปฏิบัติคือ คู่สมรสอีกฝ่ายไม่มีสิทธิอ้างส่วนในฐานะสินสมรส และเจ้าหนี้ของคู่สมรสอีกฝ่ายก็ไม่อาจยึดบังคับได้โดยอาศัยฐานะเป็นทรัพย์ร่วม หลักนี้ประสานกับคดี 372/2567 อย่างยิ่ง เพราะที่ดินพิพาท 2,000 ส่วนในคดีนั้น “ได้มาจากมารดาโดยเสน่หา” ทำให้ศาลถือเป็นสินส่วนตัวของผู้ร้อง และเมื่อประกอบกับข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ส่วนที่เคยเป็นสินสมรส (492 ส่วน) ถูกโอนให้ญาติก่อนการยึดมาเนิ่นนาน บวกกับพยานเรื่องการครอบครองเป็นส่วนสัดที่ชัดเจน จึงทำให้ข้อสันนิษฐานตาม มาตรา 1474 วรรคสอง ถูกหักล้างลงโดยปริยาย คดี 14005/2558 ยังช่วยตอกย้ำแนวคิดเชิงเจตนาของผู้ให้และหลักฐานทางการเงินที่ใช้พิสูจน์ “เส้นแบ่งระหว่างสินส่วนตัวกับสินสมรส” ซึ่งเป็นหัวใจในการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสผู้รับทรัพย์และเป็นเกราะป้องกันต่อการยึดทรัพย์ของเจ้าหนี้ฝ่ายคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง
|






