
| คำพิพากษาศาลฎีกา 367/2568: บ้านบนที่ดินรกร้าง ยึดขายชำระหนี้ได้หรือไม่?
🔰 บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบังคับคดียึดบ้านพักอาศัยที่ปลูกสร้างอยู่บนที่ดินรกร้างของรัฐ โดยมีประเด็นสำคัญคือ บ้านซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินที่ไม่มีกรรมสิทธิ์และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามกฎหมาย จะสามารถถูกยึดออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ได้หรือไม่. ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ถือว่าบ้านดังกล่าวสามารถยึดได้ แม้จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ตาม หากมีลักษณะการครอบครองเสมือนเจ้าของ.
สรุปฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ที่ดินที่ปลูกบ้านพิพาทจะเป็นที่ดินรกร้างของรัฐซึ่งไม่สามารถยึดเพื่อบังคับคดีได้ตามกฎหมาย แต่เมื่อจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบ้านและมีสิทธิครอบครองใช้สอยบ้านนั้น ย่อมทำให้บ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่สามารถยึดออกขายทอดตลาดได้ แม้จะไม่สามารถอ้างสิทธิครอบครองบ้านต่อรัฐได้ก็ตาม จึงไม่มีเหตุเพิกถอนการยึดบ้านพิพาทตามคำร้อง ข้ออ้างใหม่ของจำเลยที่ว่าเจ้าของบ้านคือนางอัมพร ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเพราะไม่เคยยกขึ้นมาก่อนในศาลล่าง พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์
⚖️ สรุปข้อเท็จจริงของคดี •จำเลยถูกพิพากษาให้ชำระหนี้จำนวน 443,896.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามคำพิพากษาแก่โจทก์ •โจทก์ดำเนินการบังคับคดีโดยยึดที่ดิน ภ.บ.ท.5 และบ้านพักอาศัยของจำเลย •จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึด โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินรกร้างของรัฐ ไม่สามารถบังคับคดีได้ •ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยึดเฉพาะบ้านพักเท่านั้น ส่วนที่ดินเป็นทรัพย์ของรัฐ ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี •จำเลยฎีกา ขอเพิกถอนการยึดบ้านเช่นกัน
⚖️ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า... •ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ไม่มีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ถือเป็นทรัพย์ของรัฐ ไม่อาจถูกยึดเพื่อชำระหนี้ได้ (ป.พ.พ. มาตรา 1304 และ ป.วิ.พ. มาตรา 301) •แต่ตัวบ้านพิพาทซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวนั้น จำเลยเป็นผู้ปลูกสร้างและยอมรับว่าเป็นเจ้าของ •แม้ไม่สามารถอ้างสิทธิครอบครองบ้านต่อสู้กับรัฐได้ แต่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวยันราษฎรอื่นหรือคู่ความในคดีได้ •การที่จำเลยครอบครองบ้านพิพาทในลักษณะเจ้าของ ทำให้บ้านกลายเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีได้ •ศาลเห็นว่าบ้านพิพาทสามารถยึดขายทอดตลาดได้ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ นอกจากนี้ ข้ออ้างในชั้นฎีกาที่ว่า บ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลอื่น (นางอัมพร) ไม่ใช่ของจำเลย ไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาก่อนในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ จึงไม่อาจนำขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
📚 ขยายความประเด็นทางกฎหมาย 1. ทรัพย์ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) ที่ดินของรัฐที่ยังไม่ได้ออกโฉนดหรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ เช่น ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ถือเป็น “ทรัพย์ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี” เพราะมิใช่ทรัพย์ที่บุคคลมีกรรมสิทธิ์ในทางแพ่ง 2. สิทธิในการครอบครองบ้านที่ปลูกบนที่ดินรัฐ แม้การครอบครองที่ดินของรัฐจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ผู้ปลูกบ้านที่ยอมรับเป็นเจ้าของบ้าน ย่อมมีสิทธิในบ้านโดยชอบ ครอบครองเสมือนเจ้าของในทรัพย์สินที่ปลูกสร้างขึ้นเอง แม้จะไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ตาม 3. การบังคับคดีเฉพาะสิ่งปลูกสร้าง หากสิ่งปลูกสร้างตั้งอยู่บนที่ดินที่ยึดไม่ได้ตามกฎหมาย แต่ตัวอาคารเป็นทรัพย์สินแยกต่างหาก มีการใช้สอยหรือครอบครองในลักษณะเจ้าของได้ การบังคับคดีสามารถกระทำต่อสิ่งปลูกสร้างได้ โดยไม่รวมถึงที่ดิน 4. ประเด็นใหม่ที่ยกขึ้นในชั้นฎีกา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 กำหนดว่า ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างโดยชอบ จะไม่สามารถยกขึ้นในชั้นฎีกาได้ เว้นแต่ศาลอนุญาตโดยเฉพาะ
🧠 ข้อคิดทางกฎหมาย 1.ทรัพย์ที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ไม่ได้แปลว่าไม่มีสิทธิในสิ่งปลูกสร้าง – การยึดทรัพย์เพื่อบังคับคดีสามารถทำได้ต่อสิ่งปลูกสร้าง หากเจ้าหนี้พิสูจน์ได้ว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของลูกหนี้ แม้จะตั้งอยู่บนที่ดินของรัฐก็ตาม 2.การอ้างสิทธิ์ในชั้นฎีกาต้องสอดคล้องกับข้อที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลล่าง – มิฉะนั้นศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัย 3.ผู้ครอบครองในลักษณะเจ้าของย่อมมีสิทธิบางประการตามกฎหมาย แม้ไม่ใช่เจ้าของโดยนิติกรรม – โดยเฉพาะในการใช้ยันผู้อื่นที่มิใช่เจ้าของโดยตรง เช่น เจ้าหนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 367/2568 แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตาม ป.พ.พ. 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองอยู่ไม่มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 301 (5) และจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินอันเป็นทรัพย์สินที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้เท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จำเลยจึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวามมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้น ดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทได้
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 443,896.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 405,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 11 ตุลาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท ต่อมาโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน ภ.บ.ท. 5 หมู่ที่ 8 เนื้อที่ประมาณ 2 งาน พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 ที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยึดเฉพาะสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดิน ภ.บ.ท. 5 หมู่ที่ 8 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยตึก 1 ชั้น เลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ของจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้ยึดเฉพาะสิ่งปลูกสร้างบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ออกขายทอดตลาด โจทก์ไม่อุทธรณ์ คดีในส่วนของที่ดิน ภ.บ.ท. 5 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่า เป็นที่ดินของรัฐประเภทที่ดินรกร้างว่างปล่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) จำเลยไม่ใช่เจ้าของและเป็นทรัพย์สินอย่างใดที่โอนกันไม่ได้ตามกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดี
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธินำยึดบ้านพักอาศัยเลขทะเบียนที่ 224 หมู่ที่ 8 ตามคำร้องออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้โจทก์หรือไม่ เห็นว่า แม้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งบ้านพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ซึ่งราษฎรที่เข้ายึดถือครอบครองหรืออยู่อาศัยไม่ได้สิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นทรัพย์สินที่โอนกันไม่ได้ตามมาตรา 1305 และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) และจำเลยปลูกสร้างบ้านพิพาทอยู่บนที่ดินอันเป็นทรัพย์ที่ไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีก็ตาม แต่จำเลยเบิกความว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีได้ทำการยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยไว้ เท่ากับจำเลยยอมรับว่าเป็นเจ้าของบ้านพิพาท จำเลยจึงย่อมมีสิทธิยึดถือและใช้สอยบ้านพิพาท สามารถยกการครอบครองใช้ยันราษฎรด้วยกันได้ กับมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับบ้านพิพาทโดยมิชอบ รวมทั้งมีสิทธิจำหน่ายบ้านพิพาทในสถานะเดียวกับเจ้าของ เพียงแต่ไม่สามารถยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นอ้างต่อสู้รัฐเท่านั้นดังนั้น บ้านพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ไม่มีเหตุที่จะถอนการยึดบ้านพิพาทตามคำร้องได้ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยว่าบ้านพิพาทเป็นส่วนควบกับที่ดินหรือไม่ ตามที่จำเลยอ้างมาในฎีกาเพราะรัฐซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินมิได้เข้ามาโต้แย้งสิทธิของตนกับโจทก์จำเลยในคดีด้วย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าบ้านพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของนางอัมพร มิใช่เป็นของจำเลยนั้น เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยเพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา ไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 จึงไม่รับวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
✅ ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย โจทก์มีสิทธินำยึดบ้านพักอาศัยที่ปลูกอยู่บนที่ดินรกร้างของรัฐ ออกขายทอดตลาดเพื่อบังคับคดีหรือไม่ แม้ที่ดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งตามกฎหมายไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี แต่หากบ้านปลูกอยู่บนที่ดินนั้นโดยจำเลยซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา จะสามารถยึดเฉพาะตัวบ้านออกขายได้หรือไม่
📜 บทกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1.ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) – ที่ดินรกร้างว่างเปล่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่สามารถครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย 2.มาตรา 1305 – ทรัพย์สินบางประเภทเป็นทรัพย์ที่โอนกันไม่ได้ 3.ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 301 (5) – ทรัพย์สินบางประเภทไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี 4.มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 – ข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นในศาลล่างจะไม่สามารถยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ เว้นแต่ได้ยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบแล้ว
⚖️ การวินิจฉัยข้อเท็จจริงตามกฎหมาย •ที่ดินที่ปลูกบ้านพิพาทไม่มีกรรมสิทธิ์ เป็นของรัฐ และไม่อาจยึดเพื่อบังคับคดีได้ •อย่างไรก็ตาม จำเลยได้ยอมรับในกระบวนพิจารณาว่าเป็นเจ้าของบ้านพิพาท •จำเลยมีสิทธิในการยึดถือ ใช้สอย ขัดขวางการเข้าครอบครองโดยผู้อื่น และสามารถจำหน่ายบ้านได้ในลักษณะเจ้าของ แม้จะไม่สามารถอ้างสิทธิครอบครองบ้านนั้นต่อสู้กับรัฐได้ •การมีลักษณะของเจ้าของทำให้บ้านพิพาทเป็น “ทรัพย์สินที่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี” •ข้ออ้างใหม่ในชั้นฎีกาที่ว่า บ้านพิพาทเป็นของนางอัมพร ไม่ใช่จำเลย ไม่สามารถรับฟังได้ เนื่องจากไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาโดยชอบในศาลล่าง
🧾 ข้อสรุป ศาลฎีกาพิพากษายืนว่า โจทก์มีสิทธินำยึดบ้านพิพาทออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ได้ แม้บ้านจะปลูกอยู่บนที่ดินของรัฐที่ไม่สามารถบังคับคดีได้ก็ตาม เพราะจำเลยมีลักษณะการครอบครองเสมือนเจ้าของบ้าน และไม่มีเหตุเพิกถอนการบังคับคดี |



