
| (ฎีกา 238/2568) คดีฉ้อโกง & การห้ามฎีกา,ป.อ. มาตรา 341 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฉ้อโกงและการวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิในการฎีกา โดยศาลชี้ว่าการยื่นฎีกาที่เป็นเพียงการคัดลอกอุทธรณ์โดยไม่ชี้ข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจนถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ อีกทั้งคดีนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งกฎหมายห้ามฎีกา ทำให้ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
ข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองข้อหาฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และเรียกเงินคืน 236,900 บาท • ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และให้ร่วมกันคืนเงิน 206,900 บาทแก่ผู้เสียหาย • จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน • จำเลยฎีกา โดยคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ โดยไม่อธิบายข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงใหม่
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. ฎีกาข้อกฎหมาย o ศาลเห็นว่าจำเลยเพียงคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ ไม่ได้ระบุเหตุผลว่าศาลอุทธรณ์ผิดพลาดอย่างไร o ถือเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193, 216, 225 2. ฎีกาข้อเท็จจริง o จำเลยฎีกาโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานและการกำหนดโทษ o กรณีนี้กฎหมายห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 o จำเลยไม่ยื่นคำร้องขอให้ศาลอนุญาตฎีกาในประเด็นสำคัญ o ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง และยืนโทษจำคุก 2 ปี
วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย • การห้ามฎีกาข้อกฎหมายที่ไม่ชัดแจ้ง ป.วิ.อ. มาตรา 193 กำหนดว่าฎีกาต้องแสดงเหตุผล ไม่ใช่เพียงคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ หากไม่ชัดเจน ศาลถือว่าไม่ชอบและไม่รับวินิจฉัย • การห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง คดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง เว้นแต่ศาลอนุญาต • สิทธิในการยื่นฎีกา มาตรา 221 กำหนดว่าจำเลยต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นหรืออุทธรณ์เพื่อให้พิจารณาว่าเป็นปัญหาสำคัญหรือไม่ หากไม่ยื่น ถือว่าขาดสิทธิ
IRAC Analysis Issue (ประเด็น): จำเลยทั้งสองมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงหรือไม่ และคำฎีกาที่คัดลอกอุทธรณ์โดยไม่อ้างอิงเหตุผลเป็นฎีกาที่ชอบหรือไม่ Rule (กฎ): • ป.วิ.อ. มาตรา 193, 216, 218, 221 • ป.อ. มาตรา 341, 83 Application (การประยุกต์): • ฎีกาที่เป็นเพียงการคัดลอกอุทธรณ์ ไม่ระบุเหตุผล ถือว่าไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย • การฎีกาข้อเท็จจริงในคดีที่โทษไม่เกิน 3 ปี ต้องห้ามฎีกา เว้นแต่ได้รับอนุญาต ซึ่งจำเลยไม่ได้ดำเนินการ Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกาพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง คงโทษจำคุกคนละ 2 ปี และให้คืนเงินผู้เสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
ข้อคิดทางกฎหมาย 1. การยื่นฎีกาต้องมีเหตุผลชัดเจน ไม่ใช่เพียงคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์ 2. คดีที่โทษไม่เกิน 3 ปี ศาลห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง เว้นแต่ศาลอนุญาต 3. การใช้สิทธิทางกฎหมายอย่างถูกต้องมีผลต่อความเป็นไปได้ในการได้รับความยุติธรรม
English Summary The Supreme Court Decision No. 238/2025 involves a fraud case where the defendants were sentenced to two years in prison. Their appeals merely copied previous arguments without legal reasoning, rendering the cassation invalid under Section 193 of the Criminal Procedure Code. The Court also ruled that factual issues could not be appealed in cases with sentences under three years unless permission was granted, which was not requested. The cassation was dismissed, and the lower court’s judgment upheld. สรุปคำแปลภาอังกฤษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568 เป็นคดีความผิดฐานฉ้อโกง ซึ่งศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 2 ปี การฎีกาของจำเลยเป็นเพียงการคัดลอกถ้อยคำจากอุทธรณ์เดิม โดยมิได้ยกเหตุผลทางกฎหมายขึ้นอ้าง อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 อีกทั้งศาลได้วินิจฉัยว่าปัญหาข้อเท็จจริงในคดีซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ย่อมต้องห้ามมิให้ฎีกา เว้นแต่ได้รับอนุญาต แต่จำเลยมิได้ยื่นคำร้องขอ ศาลฎีกาจึงมีคำพิพากษายกฎีกาและให้ยืนตามคำพิพากษาของศาลล่าง 15 คำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักกฎหมายที่น่าสนใจ 1. fraud – การฉ้อโกง 2. case – คดี 3. defendant(s) – จำเลย 4. sentence(d) – การพิพากษาลงโทษ (เช่น จำคุก) 5. prison – เรือนจำ / คุก 6. appeal(s) – การอุทธรณ์ / ฎีกา 7. argument(s) – ข้อโต้แย้ง / ข้ออ้าง 8. legal reasoning – เหตุผลทางกฎหมาย 9. cassation – การฎีกา / การยื่นฎีกาต่อศาลสูงสุด 10. invalid – ไม่ชอบด้วยกฎหมาย / ไม่มีผลใช้บังคับ 11. Section – มาตรา (ของกฎหมาย) 12. Criminal Procedure Code – ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 13. factual issue(s) – ปัญหาข้อเท็จจริง 14. judgment – คำพิพากษา 15. upheld – พิพากษายืน / คงคำพิพากษาศาลล่าง ตัวอย่างการใช้คำศัพท์ในประโยค 1. fraud – การฉ้อโกง The company director was arrested for fraud. He had tricked investors into giving him money for a fake project. • Literal: ผู้อำนวยการบริษัทถูกจับกุมในข้อหาฉ้อโกง เขาหลอกนักลงทุนให้มอบเงินเพื่อโครงการปลอม • Natural: ผอ.บริษัทโดนจับเพราะโกง หลอกนักลงทุนให้ทุ่มเงินในโครงการปลอม
2. case – คดี The court handled a complicated case last week. It involved many witnesses and hundreds of documents. • Literal: ศาลพิจารณาคดีที่ซับซ้อนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คดีนี้มีพยานจำนวนมากและเอกสารหลายร้อยฉบับ • Natural: ศาลเพิ่งว่าคดีใหญ่เมื่ออาทิตย์ก่อน มีพยานเยอะมาก เอกสารก็เป็นตั้ง
3. defendant(s) – จำเลย The defendants denied all charges against them. They insisted that the evidence was not strong enough. • Literal: จำเลยปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด พวกเขายืนยันว่าหลักฐานไม่เพียงพอ • Natural: จำเลยไม่ยอมรับข้อหาเลย บอกว่าหลักฐานมันไม่แน่นพอ
4. sentence(d) – การพิพากษาลงโทษ The judge sentenced the man to three years in prison. He said the crime was too serious for a lighter punishment. • Literal: ผู้พิพากษาพิพากษาลงโทษชายคนนั้นจำคุก 3 ปี โดยกล่าวว่าความผิดนี้ร้ายแรงเกินกว่าจะลงโทษเบา • Natural: ศาลสั่งจำคุก 3 ปี เพราะบอกว่าความผิดหนักเกินกว่าจะปรับแค่เล็กน้อย
5. prison – เรือนจำ / คุก The thief was sent to prison after the trial. He will not be released until he finishes his sentence. • Literal: ขโมยถูกส่งไปยังเรือนจำหลังการพิจารณาคดี เขาจะไม่ได้รับการปล่อยตัวจนกว่าจะพ้นโทษ • Natural: ขโมยถูกส่งเข้าคุกหลังขึ้นศาล ต้องอยู่จนกว่าจะครบโทษถึงจะออกได้
6. appeal(s) – การอุทธรณ์ / ฎีกา The lawyer filed an appeal to challenge the verdict. He believed the trial was unfair to his client. • Literal: ทนายยื่นอุทธรณ์เพื่อโต้แย้งคำพิพากษา เขาเชื่อว่าการพิจารณาคดีไม่เป็นธรรมต่อจำเลยของเขา • Natural: ทนายรีบอุทธรณ์ เพราะคิดว่าศาลตัดสินไม่แฟร์กับลูกความ
7. argument(s) – ข้อโต้แย้ง / ข้ออ้าง The defense lawyer presented strong arguments in court. He tried to convince the judge that his client was innocent. • Literal: ทนายฝ่ายจำเลยยกข้อโต้แย้งที่หนักแน่นในศาล เขาพยายามโน้มน้าวผู้พิพากษาว่าลูกความของเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ • Natural: ทนายจำเลยเถียงในศาลอย่างหนัก พยายามบอกศาลว่าลูกความตัวเองไม่ผิด
8. legal reasoning – เหตุผลทางกฎหมาย The judgment was based on clear legal reasoning. The court explained how the law applied to the facts. • Literal: คำพิพากษาอาศัยเหตุผลทางกฎหมายที่ชัดเจน ศาลอธิบายว่ากฎหมายใช้กับข้อเท็จจริงอย่างไร • Natural: ศาลตัดสินโดยให้เหตุผลตามกฎหมายแบบชัด ๆ อธิบายให้เข้าใจง่ายว่ากฎหมายใช้ยังไงกับเรื่องนี้
9. cassation – การฎีกา The defendants filed a cassation to the Supreme Court. They hoped the highest court would overturn the verdict. • Literal: จำเลยยื่นฎีกาต่อศาลฎีกา พวกเขาหวังว่าศาลสูงสุดจะกลับคำพิพากษา • Natural: จำเลยไปยื่นฎีกาที่ศาลฎีกา หวังว่าจะให้ศาลกลับคำตัดสิน
10. invalid – ไม่ชอบด้วยกฎหมาย / ไม่มีผลใช้บังคับ The appeal was declared invalid by the court. It lacked proper legal reasoning to be accepted. • Literal: ศาลวินิจฉัยว่าอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะขาดเหตุผลทางกฎหมายที่เหมาะสม • Natural: ศาลบอกว่าอุทธรณ์ใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีเหตุผลกฎหมายรองรับ
11. Section – มาตรา (ของกฎหมาย) The lawyer referred to Section 341 of the Penal Code. It clearly defines the crime of fraud. • Literal: ทนายอ้างถึงมาตรา 341 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งบัญญัติชัดเจนเกี่ยวกับความผิดฐานฉ้อโกง • Natural: ทนายอ้างมาตรา 341 ของกฎหมายอาญา ที่บอกชัด ๆ ว่าการฉ้อโกงถือว่าผิด
12. Criminal Procedure Code – ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา The Criminal Procedure Code sets rules for trials. It explains how evidence and appeals should be handled. • Literal: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดกติกาสำหรับการพิจารณาคดี อธิบายว่าหลักฐานและการอุทธรณ์ต้องดำเนินการอย่างไร • Natural: กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกฎหลักของการขึ้นศาล บอกวิธีใช้หลักฐานและการอุทธรณ์
13. factual issue(s) – ปัญหาข้อเท็จจริง The appeal raised only factual issues, not legal ones. The court said these could not be reviewed without permission. • Literal: การอุทธรณ์หยิบยกเพียงปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมาย ศาลระบุว่าปัญหานี้ไม่สามารถตรวจสอบได้หากไม่ได้รับอนุญาต • Natural: อุทธรณ์พูดถึงแต่เรื่องข้อเท็จจริง ศาลบอกว่าแบบนี้ตรวจสอบไม่ได้ถ้าไม่ได้ขออนุญาตก่อน
14. judgment – คำพิพากษา The final judgment was announced in the courtroom. Everyone listened carefully as the judge read it aloud. • Literal: คำพิพากษาสุดท้ายถูกอ่านในห้องพิจารณาคดี ทุกคนตั้งใจฟังในขณะที่ผู้พิพากษาอ่านออกเสียง • Natural: ศาลอ่านคำตัดสิน ทุกคนในห้องเงียบกริบตั้งใจฟัง
15. upheld – พิพากษายืน / คงคำพิพากษาศาลล่าง The Supreme Court upheld the lower court’s decision. The defendants had no further right to appeal. • Literal: ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลล่าง จำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์ต่อไปอีก • Natural: ศาลฎีกาคงคำตัดสินของศาลล่าง จำเลยหมดสิทธิยื่นต่อแล้ว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2568 คำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองโดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ภาค 4 ควรวินิจฉัยอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง มีผลเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้มา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีและดุลพินิจในการกำหนดโทษ เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้จำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี คดีย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยทั้งสองมิได้ขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341 และให้จำเลยทั้งสองคืนเงิน 236,900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 2 ปี และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 206,900 บาท ให้แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในชั้นนี้ว่า เมื่อเดือนกันยายน 2557 ผู้เสียหายว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ไปเสนอขอประนอมหนี้ของผู้เสียหาย กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. หลังจากนั้นศาลล้มละลายกลางได้มีคำสั่งยกเลิกการล้มละลายของผู้เสียหาย ต่อมาผู้เสียหายแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองข้อหาฉ้อโกง จำเลยทั้งสองไม่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองเป็นประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยทั้งสองบรรยายคำฟ้องฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวนี้ล้วนเป็นการคัดลอกข้อความในอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมาทั้งสิ้น โดยมิได้ระบุข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิงให้เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ถูกต้อง คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร และที่ถูกต้องศาลอุทธรณ์ภาค 4 ควรวินิจฉัยอย่างไร ฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยทั้งสองจึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง มีผลเท่ากับว่าจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 แม้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้มา ย่อมเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 หรือไม่ และสมควรลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษให้หรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในคดีและดุลพินิจในการกำหนดโทษ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ซึ่งคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยทั้งสองมีกำหนดคนละ 2 ปี คดีย่อมต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 จำเลยทั้งสองมิได้ยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษา ซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิจารณาว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาหรือไม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง
|




.jpg)