ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สรุปคดีลงทุนบริษัท-แชร์ลูกโซ่ & ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎีกา 1220/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 1220/2567, คดีลงทุนบริษัท ม. อ้างผลตอบแทนสูง, ฉ้อโกงประชาชน ป.อ. มาตรา 343, ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2), อัตราดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา 2560, บริษัทแชร์ลูกโซ่, ผลตอบแทนจากกิจการไม่แท้จริง, เจตนาร่วมฉ้อโกง, อำนาจฟ้องคดีของผู้ลงทุน, วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกา, แนวคำพิพากษาฉ้อโกงประชาชน

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการชักชวนให้ประชาชนนำเงินไปลงทุนกับบริษัท ม. อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง แม้ว่าคำนวณแล้วอัตราผลตอบแทนอาจเกินร้อยละ 15 ต่อปี แต่ไม่ใช่การกู้ยืมเงินและเรียกดอกเบี้ยจึงไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 โดยศาลวินิจฉัยว่า ผู้ลงทุนซึ่งยังไม่ได้รับผลตอบแทนและบริษัทไม่มีการประกอบกิจการจริง ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และแม้ความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่ประชาชนที่ถูกหลอกลวงให้เสียทรัพย์ก็เป็น “ผู้เสียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2) จึงมีอำนาจฟ้องคดีเองได้ นอกจากนี้ ศาลได้พิเคราะห์เจตนาและการมีส่วนร่วมของจำเลยที่ 1 แล้วเห็นว่า แม้มีส่วนร่วมเป็นผู้ลงทุนร่วม แต่ยังไม่มีหลักฐานพอให้พิสูจน์เจตนาร่วมฉ้อโกงประชาชน จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 และ 3 ชักชวนให้ลงทุนกับบริษัท “ม.” อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง เช่น อัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน (คิดเป็นเงินเดือนละ 72,000 บาท ระยะเวลา 18 เดือน) โดยแพ็กเกจลงทุนจำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 1,140,000 บาท) ในวันที่ 18 พ.ค. 2558. 

จำเลยที่ 3 แนะนำให้โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยโจทก์มอบเงินสด 1,140,000 บาทให้จำเลยที่ 1 เพื่อชำระเงินลงทุนกับบริษัท ม. และจำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลอื่นจำนวน 1,080,000 บาท ในวันเดียวกัน. 

หลังจากนั้น โจทก์ไม่ได้รับเงินตอบแทนตามสัญญาเป็นรายเดือน จนเดือนมกราคม 2559 ได้รับแจ้งว่านำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และเงินลงทุนจะถูกเปลี่ยนเป็นหุ้นแทน พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมเปิดบัญชีในฮ่องกงอีก 20,000 บาท ต่อมาในระหว่างเดือนธันวาคม 2559 ถึงกรกฎาคม 2560 โจทก์ได้รับเงินตอบแทนรวม 5 ครั้ง (4 ครั้งละ 45,000 บาท และ 1 ครั้ง 40,500 บาท) แล้วได้รับแจ้งต่อมาว่าไม่สามารถคืนเงินลงทุนได้เพราะผู้บริหารเสียชีวิตและบริษัทไม่มีการประกอบกิจการจริง ใช้วิธีหมุนเงินของผู้ลงทุนรายใหม่จ่ายให้รายเก่า. 

โจทก์รวมตัวกับผู้เสียหายรายอื่นไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่. 

ประเด็นสำคัญที่สุดของ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2567 อยู่ที่การวินิจฉัย “สถานะผู้เสียหายโดยนิตินัย” และ “ลักษณะของการลงทุนเทียบกับการกู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา” ซึ่งศาลฎีกาได้อธิบายโดยอ้างหลักกฎหมายสำคัญ 2 มาตรา ได้แก่

⚖️ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้ในคดีนี้

1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343

– ว่าด้วยความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” ผู้ใดโฆษณาหรือกระทำการอันเป็นการลวงให้ประชาชนหลงเชื่อโดยหวังผลประโยชน์จากทรัพย์สิน ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน

→ เป็นหัวใจของคดี เพราะโจทก์กล่าวหาว่าถูกหลอกลงทุนในลักษณะ “แชร์ลูกโซ่”

2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2)

– กำหนดว่า “ผู้เสียหายโดยตรง” จากความผิดอาญา สามารถฟ้องคดีเองได้

→ ศาลใช้บทบัญญัตินี้วินิจฉัยว่า โจทก์เป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” แม้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ก็มีสิทธิฟ้องด้วยตนเอง

3. พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560

– ศาลนำมาเปรียบเทียบเพื่อแยกแยะว่า การได้ผลตอบแทนสูงของโจทก์ ไม่ใช่การเรียกดอกเบี้ย แต่เป็น “ผลกำไรจากการลงทุน”

→ จึงไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. นี้ แต่เข้าลักษณะ “ลงทุนในธุรกิจ” ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือฉ้อโกง

4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

– กล่าวถึง “การร่วมกันกระทำความผิด” ซึ่งศาลใช้พิจารณาว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับผู้หลอกลวงหรือไม่

→ ศาลเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานพอพิสูจน์เจตนาร่วม จึงยกฟ้อง

5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225

– ศาลอ้างเพื่อรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นในศาลล่าง

→ ช่วยให้ศาลฎีกาพิจารณาประเด็น “อำนาจฟ้องของผู้เสียหาย” ได้ครบถ้วน

🔑 ประเด็นสำคัญและแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. “ผู้เสียหายโดยนิตินัย”

→ ศาลชี้ว่า แม้ความผิด ฉ้อโกงประชาชน เป็นคดีอาญาแผ่นดิน แต่ผู้ถูกหลอกลงทุนจนเสียทรัพย์ ถือเป็นผู้เสียหายโดยตรง มีสิทธิฟ้องเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)

2. “ฉ้อโกงประชาชน” (มาตรา 343 ป.อ.)

→ ลักษณะสำคัญคือการโฆษณาชวนเชื่อให้ลงทุนโดยอ้างผลตอบแทนสูง เพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งเป็นภัยต่อสาธารณะ

3. “ผลตอบแทนจากการลงทุน ≠ ดอกเบี้ยเกินอัตรา”

→ ศาลแยกแยะชัดว่า เงินที่โจทก์ให้ไป ไม่ใช่เงินกู้ และผลตอบแทนที่อ้างไม่ใช่ดอกเบี้ย จึงไม่อยู่ในบังคับ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา 2560

4. “เจตนาร่วม” (ร่วมกันกระทำความผิด มาตรา 83 ป.อ.)

→ ศาลตรวจสอบแล้ว ไม่พบหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ร่วมวางแผนหลอกลวง แม้จะรับเงินและเข้าร่วมสัมมนา จึงไม่เป็นผู้ร่วมกระทำผิด

5. “อำนาจฟ้องคดีของผู้ลงทุน”

→ ยืนยันหลักว่าผู้ถูกหลอกให้ลงทุนจนเสียทรัพย์ มีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมอาญาฟ้องเองได้ ไม่ต้องรอรัฐดำเนินการแทน

สรุปสั้น ๆ:

คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญในเรื่อง “สิทธิของผู้ลงทุนที่ถูกหลอกให้ลงทุนในลักษณะ แชร์ลูกโซ่” ศาลฎีกายืนยันว่า ผู้ลงทุนดังกล่าวถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” มีสิทธิดำเนินคดีฐาน ฉ้อโกงประชาชน ได้ด้วยตนเอง แต่หากจำเลยเป็นเพียงผู้ร่วมลงทุน ไม่มีเจตนาหลอกลวง ก็ไม่เป็นความผิดร่วม.

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากโจทก์แล้วโอนต่อไปยังบัญชีบุคคลอื่น เฉพาะการชักชวนหรือเรียกรับเงินโดยจำเลยที่ 1 ยังไม่ปรากฏว่าเป็นผู้จัดหรือชักชวนเองอย่างมีเจตนา. 

ในส่วนปัญหาข้อกฎหมาย (1) ว่าโจทก์เป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” หรือไม่ และ (2) ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือไม่ ศาลเห็นว่า – แม้จะเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่บุคคลใดที่ถูกหลอกลวงจนเสียทรัพย์ก็ถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยตรง และมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2) ได้. 

ในส่วนข้อพิพาทว่าเป็นการ “ลงทุน” หรือ “กู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา” ศาลเห็นว่า กรณีนี้ไม่ใช่กู้ยืมเงินแล้วเรียกดอกเบี้ยที่เกินอัตราตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 เพราะผลตอบแทนที่โจทก์คาดว่าจะได้มาจากผลกำไรของกิจการ ไม่ใช่ดอกเบี้ย. 

ในส่วนการมีส่วนร่วมของจำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่า แม้จะร่วมลงทุนและเข้าร่วมประชุมสัมมนา แต่พยานหลักฐานยังไม่ชัดแจ้งพอที่จะรับได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับพวกหลอกลวง จึงไม่เป็นความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน. ดังนั้น ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1. 

ขยายความประเด็นทางกฎหมาย

1. ผู้เสียหายโดยนิตินัย 

ศาลได้วินิจฉัยว่า แม้ความผิดฐาน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 (“ฉ้อโกงประชาชน”) จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่บุคคลใดที่เมื่อถูกหลอกให้ลงทุนจนเสียทรัพย์ ถือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงเป็น “ผู้เสียหาย” ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ซึ่งให้สิทธิโจทก์ฟ้องคดีได้เอง. 

ประเด็นนี้มีความสำคัญทางปฏิบัติ เพราะผู้ลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่หรือระบบที่คิดผลตอบแทนสูง หากถูกหลอกเสียหาย ก็มีสิทธิยืนฟ้องเองได้ 

2. กู้ยืมเงิน vs ลงทุน 

ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าเป็นการชักชวนให้ลงทุน ไม่ใช่การกู้ยืมเงินเพื่อเรียกดอกเบี้ย จึงไม่อยู่ในข่าย พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละ 15 ต่อปี. ศาลวินิจฉัยว่า ผลตอบแทนที่โจทก์คาดหวังนั้น มาจากผลกำไรของกิจการ ไม่ใช่ดอกเบี้ย จึงไม่เข้าข่ายกฎหมายดังกล่าว. 

สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ผลตอบแทนจะสูงมาก แต่หากไม่ได้อยู่ในรูปของ “ดอกเบี้ย” และไม่ได้มีสัญญากู้ยืม เงินที่นำไปลงทุนจะถูกพิจารณาตามกรอบของการลงทุนและความผิดฐานอื่น (เช่น ฉ้อโกงประชาชน) ไม่จำเป็นต้องอาศัย พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเกินอัตรา.

3. เจตนาและส่วนร่วมของจำเลย 

ศาลเน้นว่า การละเมิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนจำเป็นต้องมีเจตนาและการร่วมดำเนินการหลอกลวงประชาชนโดยรวม (“ร่วมกัน”) ซึ่งในกรณีของจำเลยที่ 1 แม้จะมีพฤติการณ์รับเงินจากโจทก์และเข้าร่วมสัมมนาของบริษัท ม. แต่พยานหลักฐานยังไม่ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีบทบาทชักชวนหรือจัดกิจกรรมหลอกลวง จึงยังไม่เป็นความผิดฐานนี้

นั่นคือ ผู้ร่วมลงทุนที่ถูกชักชวนหรือติดต่อการลงทุนด้วยเอง หากไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้จัดการชักชวนหรือมีเจตนาร่วมหลอกลวง อาจมีสถานะต่างจาก “ผู้จัดฉ้อโกง” และย่อมได้รับการวินิจฉัยแตกต่างกัน.

4. อำนาจฟ้องของโจทก์ 

ตามมาตรา 28(2) ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้เสียหายโดยตรงจากความผิดอาญาแผ่นดินสามารถฟ้องคดีเองได้ ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยฐาน ฉ้อโกงประชาชน. 

ประเด็นนี้ช่วยยืนยันแนวทางที่จะใช้สิทธิบังคับในคดีประเภทฉ้อโกงประชาชนที่มีผู้เสียหายเป็นรายบุคคล.

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

Issue (ปัญหาข้อกฎหมาย)

1. โจทก์เป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” จากการที่ลงทุนกับบริษัท ม. หรือไม่ และมีอำนาจฟ้องคดีเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2) หรือไม่?

2. จำเลยที่ 1 มีความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ร่วมกับจำเลยคนอื่นหรือไม่ โดยมีเจตนาร่วมหลอกลวงประชาชน?

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 – ความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน.

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2) – ผู้เสียหายโดยตรงมีอำนาจฟ้องคดีเอง.

พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 – กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุด (แต่ใช้ในกรณีกู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ย)

หลักการว่า “ผู้ลงทุน” หรือ “ผู้เสียหาย” ต้องมีความเสียหายจริงและถูกหลอกลวงโดยเจตนาของผู้กระทำ.

Application (การวิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย)

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ลงทุนกับบริษัท ม. ผ่านการชักชวนของจำเลยที่ 2 และ 3 โดยจำเลยที่ 1 รับเงินลงทุนจากโจทก์และโอนต่อให้บุคคลอื่น.

โจทก์ไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลง บริษัท ม. ไม่มีการประกอบกิจการจริง ใช้วิธีหมุนเงินผู้ลงทุนใหม่จ่ายให้ผู้ลงทุนเดิม → แสดงว่ามีการหลอกลวงและผู้ลงทุนเสียทรัพย์จริง.

แม้ผลตอบแทนสูงแต่ไม่ใช่การกู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ย จึงไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ดอกเบี้ย 2560.

โจทก์ถือเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามมาตรา 28(2) จึงมีอำนาจฟ้อง.

สำหรับจำเลยที่ 1 แม้มีพฤติการณ์รับเงินและลงทุนร่วม แต่ไม่มีพยานหลักฐานชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีบทบาทชักชวนหรือมีเจตนาร่วมหลอกลวง จึงยังไม่เข้าข่ายฐาน ฉ้อโกงประชาชน.

Conclusion (บทสรุป)

ศาลฎีกาพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2) แต่สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่ากระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ด้วยเจตนาร่วม ดังนั้น จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1.

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

ผู้ลงทุนที่ถูกชักชวนให้ลงทุนในโครงการผลตอบแทนสูงและเสียหายจริง ถือว่าเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” และมีอำนาจฟ้องคดีฐาน ฉ้อโกงประชาชน ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2).

แม้ผลตอบแทนสูงมาก แต่หากเป็นการลงทุนและไม่ได้อยู่ในรูปของการกู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ย จะไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 จึงต้องตรวจสอบรูปแบบทางธุรกิจให้ชัดเจน.

การพิสูจน์ฐาน ฉ้อโกงประชาชนจำเป็นต้องมีเจตนาร่วมหลอกลวงและพยานหลักฐานว่า ผู้กระทำมีบทบาทชักชวนหรือจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการลงทุนร่วมเท่านั้น.

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ลงทุน คดีนี้เป็นเตือนให้ระวังโครงการที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินปกติและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างรอบด้าน.

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

🧭 ประเด็นคำถามที่ 1

โจทก์ในคดีฉ้อโกงประชาชน จะถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ได้หรือไม่ เมื่อความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน?

คำตอบ

โดยหลักทั่วไป “ความผิดอาญาแผ่นดิน” เช่น ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ถือเป็นความผิดที่กระทบต่อสังคมโดยรวม รัฐเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีเป็นหลัก การฟ้องคดีโดยเอกชนมักต้องเป็น “ผู้เสียหายโดยตรง” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ซึ่งหมายถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายแก่กาย ทรัพย์ หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น

ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 และ 3 ชักชวนให้นำเงินจำนวน 1,140,000 บาทมาลงทุนกับบริษัท ม. โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง และมีการแนะนำให้รู้จักจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการกรมสรรพากร โจทก์หลงเชื่อในความน่าเชื่อถือจึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 รับไปลงทุน แต่ภายหลังบริษัท ม. ไม่มีการประกอบกิจการจริง ใช้วิธีหมุนเงินของผู้ลงทุนรายใหม่มาจ่ายให้รายเก่า จนโจทก์ไม่ได้รับเงินคืน

ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนจะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่บุคคลใดที่ถูกหลอกจนเสียทรัพย์สิน ถือว่าได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำดังกล่าว และจึงเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) มีอำนาจฟ้องคดีได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอให้พนักงานอัยการเป็นโจทก์

ดังนั้น โจทก์ในคดีนี้แม้เป็นเพียงประชาชนผู้ถูกหลอกลงทุน ก็มีสิทธิฟ้องคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำผิด ไม่ต้องถือว่าเป็นเพียงผู้เสียหายโดยปริยายในคดีอาญาแผ่นดิน

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2)

ป.อ. มาตรา 343 (ฉ้อโกงประชาชน)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2567

⚖️ ประเด็นคำถามที่ 2

การชักชวนให้ผู้อื่นลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนสูงเกินร้อยละ 15 ต่อปี จะเข้าข่ายเป็นการให้กู้ยืมเงินเกินอัตราดอกเบี้ยตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 หรือเป็นเพียงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น?

คำตอบ

ประเด็นนี้เป็นจุดสำคัญที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกา โดยอ้างว่าโจทก์ให้เงินแก่บริษัท ม. ในลักษณะ “กู้ยืมเงิน” เพื่อเรียกผลตอบแทนทำนองเดียวกับ “ดอกเบี้ย” ซึ่งคำนวณแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการกระทำต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยพิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์ของคู่กรณีว่า โจทก์มิได้ให้เงินในฐานะ “ผู้ให้กู้” แต่เป็น “ผู้ร่วมลงทุน” ตามที่ถูกจำเลยที่ 2 และ 3 ชักชวน โดยผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับมาจากผลกำไรของการดำเนินธุรกิจของบริษัท ม. เช่น การลงทุนในหุ้น เหมืองทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในชั้นข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นการประกอบกิจการที่ผิดกฎหมาย

ศาลจึงเห็นว่า การที่โจทก์คาดหมายว่าจะได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก เป็นเพียงผลจาก “ผลกำไรของกิจการ” มิใช่ “ดอกเบี้ย” จากการให้กู้ยืมเงิน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ

อย่างไรก็ตาม เมื่อภายหลังปรากฏว่าบริษัท ม. ไม่มีการประกอบกิจการจริง และใช้เงินของผู้ลงทุนรายใหม่หมุนจ่ายให้รายเก่า ลักษณะการดำเนินการดังกล่าวกลับเข้าข่าย “การหลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” ตาม ป.อ. มาตรา 343 มากกว่า

สรุป:

การตกลงในคดีนี้ไม่ใช่ “การกู้ยืมเงินที่มีดอกเบี้ยเกินอัตรา” แต่เป็น “การลงทุนโดยอ้างผลตอบแทนสูง” ซึ่งต่อมาปรากฏว่าเป็นการลงทุนลวง ศาลจึงวินิจฉัยให้แยกความแตกต่างระหว่าง “ผลกำไรของกิจการ” กับ “ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงิน” อย่างชัดเจน

หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560

ป.อ. มาตรา 343

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2567


สรุป

คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นหลักสำคัญว่า

1. ผู้ถูกหลอกให้ลงทุนย่อมเป็น “ผู้เสียหายโดยตรง” มีสิทธิฟ้องคดีได้เอง (แม้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน)

2. การลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงไม่ถือว่าเป็น “กู้ยืมเงินเกินอัตราดอกเบี้ย” หากผลตอบแทนที่อ้างมาจากผลกำไรของกิจการ

3. แต่หากธุรกิจนั้นไม่มีอยู่จริง การชักชวนย่อมเข้าข่าย “ฉ้อโกงประชาชน” ตาม ป.อ. มาตรา 343

1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ผู้กระทำความผิดด้วยกัน) “ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้นโดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ผู้ที่ได้ร่วมกระทำความผิดด้วยกันนั้นเป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น”  2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 (ฉ้อโกงประชาชน) “ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 341 ได้กระทำด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน หรือด้วยการปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งแก่ประชาชน ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ต้องด้วยลักษณะดังกล่าวในมาตรา 342 อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใด ด้วย ผู้กระทำ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท” 3) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) (ผู้มีอำนาจฟ้องคดีอาญา) “มาตรา ๒๘ บุคคลเหล่านี้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล (๑) พนักงานอัยการ (๒) ผู้เสียหาย”  4) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง และมาตรา 225 มาตรา 195 “ข้อกฎหมายทั้งปวงอันคู่ความอุทธรณ์ร้องอ้างอิงให้แสดงไว้โดยชัดเจนในฟ้องอุทธรณ์ แต่ต้องเป็นข้อที่ได้ยกขึ้นมาว่ากันมาแล้วแต่ในศาลชั้นต้น ข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย หรือที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้อันว่าด้วยอุทธรณ์ เหล่านี้ผู้อุทธรณ์หรือศาลยกขึ้นอ้างได้ แม้ว่าจะไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นก็ตาม”  มาตรา 225 “ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการพิจารณา และว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่งชั้นอุทธรณ์มาบังคับในชั้นฎีกาโดยอนุโลม เว้นแต่ห้ามมิให้ทำความเห็นแย้ง”



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2567

ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งชักชวนโจทก์ให้นำเงินมาลงทุนในบริษัท ม. ว่าจะได้ผลตอบแทนสูง แม้เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วจะเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปีก็ตาม แต่กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ให้บริษัท ม. กู้ยืมเงินแล้วเรียกผลตอบแทนทำนองเดียวกับดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันจะอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 หากแต่ผลตอบแทนที่โจทก์จะได้รับนั้นเกิดจากผลกำไรจากการประกอบกิจการของบริษัทนั้นเองซึ่งจากการอวดอ้างชักชวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่แสดงออกแก่โจทก์ไม่ปรากฏว่าบริษัท ม. มีการประกอบกิจการอย่างใดอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการคาดหมายว่าจะได้รับผลตอบแทนจำนวนสูงของโจทก์มีมูลมาจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 แม้จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่ประชาชนคนหนึ่งคนใดที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปจากการถูกหลอกลวงต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานนี้ด้วยและย่อมเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีได้ด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดี

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,220,000 บาท แก่โจทก์

ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ และไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 1,160,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 939,500 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รับราชการตำแหน่งนักวิชาการสรรพากรชำนาญการ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแม่ริม สำนักงานสรรพากรพื้นที่เชียงใหม่ 2 และลาออกจากราชการเนื่องจากสาเหตุทางสุขภาพเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2558 ขณะที่โจทก์ไปร่วมงานแต่งงานน้องชายจำเลยที่ 3 ที่จังหวัดลำพูน จำเลยที่ 3 ชักชวนให้โจทก์ลงทุนกับบริษัท ม. อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง จำเลยที่ 3 แนะนำโจทก์ให้รู้จักกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนในบริษัท ม. จำเลยที่ 2 อธิบายแผนธุรกิจการลงทุนในหุ้น เหมืองแร่ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศของบริษัท ม. ให้ฟังจนโจทก์หลงเชื่อตกลงร่วมลงทุนในบริษัทดังกล่าวเป็นแพ็กเกจ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 1,140,000 บาท ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน คิดเป็นเงินไทยเดือนละ 72,000 บาท เป็นระยะเวลา 18 เดือน วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 โจทก์พบกับจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. จำเลยที่ 3 แนะนำให้โจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรอยู่ที่อำเภอแม่ริม โจทก์มอบเงินสด 1,140,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระเงินลงทุนกับบริษัท ม. แล้วจำเลยที่ 1 ทำธุรกรรมโอนเงินที่ธนาคารดังกล่าวในวันนั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ส่งสัญญา และเอกสารข้อมูลบริษัทมาให้แก่โจทก์ ภายหลังจากทำสัญญาโจทก์ไม่ได้รับเงินตอบแทนเป็นรายเดือนตามข้อตกลง จนกระทั่งเดือนมกราคม 2559 โจทก์ได้รับแจ้งว่าจะมีการนำบริษัท ม. เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และจะเปลี่ยนเงินลงทุนของผู้ลงทุนพร้อมค่าตอบแทนที่ค้างชำระไปเป็นหุ้นมอบให้แก่ผู้ลงทุนแทน ซึ่งเมื่อมีการขายหุ้นแล้วจะได้กำไรมาก ทั้งนี้ โจทก์ยังชำระเงินไปอีก 20,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมเปิดบัญชีธนาคารที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ในการรับเงินจากการขายหุ้นข้างต้น หลังจากนั้นในระหว่างเดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนกรกฎาคม 2560 โจทก์ได้รับเงินตอบแทนรวม 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 4 ครั้งละ 45,000 บาท และครั้งที่ 5 จำนวน 40,500 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งว่าผู้บริหารของบริษัท ม. เสียชีวิตไม่อาจคืนเงินลงทุนให้ได้ บริษัท ม. ไม่ได้มีการประกอบการใด ๆ อันจะมีผลกำไรนำมาเป็นค่าตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนเป็นรายเดือน หากแต่ใช้วิธีการนำเงินลงทุนของผู้ลงทุนรายใหม่มาจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้ผู้ลงทุนรายก่อนหน้าหมุนเวียนกันไป โจทก์จึงรวมตัวกับผู้เสียหายคนอื่นไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้เองหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาก่อนในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะหยิบยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งชักชวนโจทก์ให้นำเงินมาลงทุนในบริษัท ม. ว่าจะได้ผลตอบแทนสูง แม้เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วจะเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปีก็ตาม แต่กรณีก็มิใช่เรื่องที่โจทก์ให้บริษัท ม. กู้ยืมเงินแล้วเรียกผลตอบแทนทำนองเดียวกับดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันจะอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา หากแต่ผลตอบแทนที่โจทก์จะได้รับนั้นเกิดจากผลกำไรจากการประกอบกิจการของบริษัทนั้นเองซึ่งจากการอวดอ้างชักชวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่แสดงออกแก่โจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัท ม. มีการประกอบกิจการอย่างใดอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการคาดหมายว่าจะได้รับผลตอบแทนจำนวนสูงของโจทก์มีมูลมาจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แม้จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินดังข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ประชาชนคนหนึ่งคนใดที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปจากการถูกหลอกลวงก็ต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานนี้ด้วยและย่อมเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีได้ด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากโจทก์ตัดสินใจที่จะลงทุนกับบริษัท ม. ตามคำชักชวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 โจทก์เบิกเงินสด 1,200,000 บาท จากธนาคาร ท. บัญชีของนางสาวศรีลา ภริยาโจทก์ จากนั้นโจทก์และนางสาวศรีลาไปพบกับจำเลยที่ 3 พร้อมครอบครัวของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 แนะนำให้โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 1 โดยบอกว่าจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นแม่ทีมที่จะรับผิดชอบในการดูแลรับฝากเงินลงทุนของโจทก์ โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและดูมีความน่าเชื่อถือจึงส่งมอบเงินสด 1,140,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ร่วมชักชวน เชิญชวน พูดจาหว่านล้อม หรือกล่าวถึงผลประโยชน์ตอบแทนอันเป็นการหลอกลวงโจทก์และประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคงปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ 1 ช่วยรับเงินจากโจทก์ และในวันเดียวกันทันทีที่รับเงินมาจำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายริคาโดหรือนายนีโอ 2 บัญชี และบัญชีธนาคารของนางสาวภิญญา 1 บัญชี บัญชีละ 360,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,080,000 บาท แม้จำนวนเงินที่โอนจะขาดไป 60,000 บาท แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่โอน และจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยืนยันว่า มอบเงินส่วนที่เหลืออยู่จำนวนดังกล่าวให้นายริคาโดในภายหลังแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้โอนเงินของโจทก์เข้าบัญชีของตนหรือเก็บไว้ที่ตัวเองแต่อย่างใดทั้งที่มีโอกาสที่จะกระทำได้ ซึ่งต่อมาโจทก์ก็ได้รับสัญญาการลงทุนระบุจำนวนเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ครบถ้วนตามจำนวนเงินที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 3 นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ถอนฟ้องแล้วมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ ดังนั้น พยานโจทก์ปากนี้จึงน่าจะต้องทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 เป็นอย่างดี ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ร่วมสมคบหรือรู้เห็นในการฉ้อโกงของบริษัท ม. และนายริคาโดแต่อย่างใด ส่วนข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์ว่า มีการประชุม การสัมมนาและจัดงานเลี้ยงของบริษัท ม. หลายแห่งหลายครั้งเพื่อเชิญชวนแนะนำลูกค้าให้ร่วมลงทุนซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เข้าร่วมประชุมสัมมนาและเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย และจำเลยที่ 1 นำสืบยอมรับว่า เข้าร่วมประชุมสัมมนาและร่วมงานเลี้ยงจริง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการจัดงานต่าง ๆ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดงานแต่ละครั้ง หรือแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์เกินกว่าการเป็นผู้ลงทุนคนหนึ่งในบริษัทดังกล่าว ในทางตรงกันข้ามกลับได้ความว่า จำเลยที่ 1 เข้าร่วมงานและรับฟังข้อมูลในฐานะผู้ร่วมลงทุนของบริษัท ม. เท่านั้น ส่วนที่บริษัท ม. หรือนายริคาโดเรียกเก็บเงินเป็นค่าธรรมเนียมเปิดบัญชีธนาคารที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ในการรับเงินจากการขายหุ้นและรักษาบัญชีจากผู้ลงทุนคนละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,000 บาท ต่อหนึ่งพอร์ตการลงทุน โดยนัดหมายชำระเงินที่โรงแรม ว. เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความจำเลยที่ 1 ว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เองก็ได้จ่ายเงินสดเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมตามที่นายริคาโดแจ้ง จำนวน 3 พอร์ต พอร์ตละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับบริษัท ม. แล้ว ทางบริษัทก็น่าจะมอบหมายให้จำเลยที่ 1 มารับเงินจากผู้ลงทุนแล้วโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายริคาโดหรือบัญชีธนาคารของบริษัทได้ แต่กลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไปร่วมงานและมอบเงินค่ารักษาบัญชีให้แก่นายริคาโดโดยทางบริษัทได้มอบหมายให้นายกันนา ซึ่งนายริคาโดอ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัท ล. มาตรวจและรับเอกสารเพื่อรับเป็นสมาชิกของบริษัท ล. ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนที่จะมีการชำระเงินดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ถึง 30 มกราคม 2559 บริษัท ม. จัดประชุมที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมประชุมด้วย ก่อนการประชุมนายริคาโดแจ้งว่าเมื่อกลับไปเชียงใหม่แล้วให้ผู้ลงทุนกับบริษัททุกคนเตรียมเงินเพื่อเป็นค่าสมัครสมาชิกบริษัท ล. ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธาณรัฐประชาชนจีน เพื่อทำหน้าที่ดูแลหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ อ. จำนวนเงิน 20,000 บาท ต่อหนึ่งพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า ในเว็บไซต์ของบริษัท ล. มีบัญชีหุ้น อ. ของจำเลยที่ 1 สามีจำเลยที่ 1 และบุตรสาวจำเลยที่ 1 และมีไฟล์แนบหนังสือรับรองเป็นสมาชิกและผู้รับผลประโยชน์ของบริษัทหลักทรัพย์ อ. เป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนกับบริษัท ม. เช่นกัน นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายเอกรัฐ จำเลยที่ 2 ในคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3303/2561 ของศาลชั้นต้น ที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนในบริษัท ม. และคอยช่วยเหลือผู้ลงทุนรายอื่นในการนำเงินไปลงทุนในบริษัทดังกล่าว สาเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องคอยช่วยเหลือเกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุนเนื่องจากนายเอกรัฐและผู้ลงทุนรายอื่นเห็นว่าจำเลยที่ 1 เคยลงทุนแล้วได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมาก่อน และเมื่อทางบริษัท ม. จ่ายเงินร้อยละ 5 คืนให้แก่ผู้ลงทุน ก็ปรากฏรายชื่อของจำเลยที่ 1 ได้รับเงินลงทุนคืนจากบริษัทด้วย ดังนี้ เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกันข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ร่วมลงทุนในบริษัท ม. เท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่ชัดแจ้งพอที่จะให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับพวกหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องคืนเงินแก่โจทก์

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1. คำพิพากษาศาลฎีกา 596/2561

Quick Summary:

ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อกล่าวหาว่า ร่วมกับพวก ประกอบการชักชวนบุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้กู้ยืมเงินโดยอ้างผลตอบแทนสูง และมีการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า “การชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปมาทำการกู้ยืมเงินกัน โดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน” ถือเป็น “การกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไป” ตามแนวของความผิด ฐาน ฉ้อโกงประชาชน (มาตรา 343) และ ฐาน กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ฯ พ.ศ. 2527 ม.4 วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องชักชวนผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้ง เพียงแต่มีการแสดงข้อความหลอกลวงให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุนก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว. 

ศาลอุทธรณ์ใช้อัตราโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมหลายกระทง ตามมาตรา 91 (2) ก่อนลดโทษ เพราะอัตราโทษรวมสูงเกินไป. 

ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: ทั้งสองคดีเกี่ยวกับการชักชวนลงทุน/กู้ยืมเงินโดยอ้างผลตอบแทนสูง เกินอัตราปกติ และมีการแสดงข้อมูลต่อ “บุคคลทั่วไป/ประชาชน” จึงเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนำมาเปรียบเทียบ

2. คำพิพากษาศาลฎีกา 79/2564

Quick Summary:

คดีนี้มีปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน โดย “แสดงตนเป็นบุคคลอื่น” ตาม มาตรา 343 วรรคสอง ซึ่งเป็นลักษณะที่กฎหมายบัญญัติให้โทษหนักขึ้น ศาลวินิจฉัยว่า “ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น … เป็นการลำดับการลงโทษเป็นชั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ของความผิดที่กระทำ มิใช่กระทำความผิดหลายบทตามมาตรา 90” 

ในแง่ข้อเท็จจริง เป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยวิธีโพสต์/โฆษณาแสดงตนเป็นบุคคลอื่น อ้างผลตอบแทนต่าง ๆ ในแบบเดียวกับคดีลงทุน/แชร์ลูกโซ่

ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: แม้คดี 1220/2567 จะไม่อยู่ในกรณี “แสดงตนเป็นบุคคลอื่น” แต่ลักษณะการหลอกลวงผ่านการอวดอ้างผลตอบแทนสูงต่อประชาชนทั่วไปแบบเดียวกัน และการประเมินว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ก็เป็นตัวอย่างสำคัญเช่นกัน

3. คำพิพากษาศาลฎีกา 1173/2566

Quick Summary:

ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งรู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน และ กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ให้ประชาชนโอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 และยินยอมให้ใช้บัญชีของตนรับโอนเงินจากผู้เสียหายถึง 13 ราย เป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 มีความผิดฐาน “ผู้สนับสนุน” ตาม มาตรา 86 ของประมวลกฎหมายอาญา และมีส่วนร่วมรับผิดทั้งในทางอาญาและแพ่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย. 

ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: เรื่องของ “ผู้รู้หรือควรรู้” ว่ามีการหลอกลวงแล้วช่วยให้กระทำ หรือยินยอมให้บัญชีใช้รับโอนเงิน เป็นประเด็นที่สำคัญมากในคดีของ 1220/2567 เช่นกัน (ประเด็นจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมหรือไม่)

4. คำพิพากษาศาลฎีกา 831/2559

Quick Summary:

คดีนี้เกี่ยวกับความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน ตาม มาตรา 343 ศาลได้วินิจฉัยว่า ความผิดฐานนี้ “มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว” ของผู้เสียหายคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความผิดอาญาแผ่นดินซึ่งประชาชนทั่วไปอาจได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียหาย คนหนึ่งจากการหลอกลวง ก็มีสิทธิฟ้องคดีได้ตามมาตรา 28(2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: แนวคำวินิจฉัยเรื่อง “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” และว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเอง เป็นแก่นของคดี 1220/2567 ด้วย

5. คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568

Quick Summary:

คดีนี้เป็นอีกตัวอย่างของคดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านการชักชวนลงทุนแบบแชร์ลูกโซ่ผ่านแอปพลิเคชัน LINE – โจทก์ถูกชักชวน โอนเงินตามคำเชิญชวน ซึ่งเป็นผลจากกลอุบายและการปกปิดความจริง ศาลวินิจฉัยว่าเป็น ฐาน ฉ้อโกงประชาชน. 

ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: แบบแผนเดียวกันคือ การอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงจากกิจการ/ลงทุนจริงแล้วไม่เป็นจริง และผู้ถูกชักชวน/ลงทุนถือเป็นผู้เสียหาย — ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงของ 1220/2567


 




การฉ้อโกงตามกฎหมายอาญา

คดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านอีเมลปลอมกับความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกรรมเดียวหลายบท
การกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน และข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์–ฎีกา
พรีออเดอร์สินค้าไม่เป็นฉ้อโกง หากผู้ซื้อรู้ว่ายังไม่มีของ(ฎีกา 3664/2568)
อายุความร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกงและภาระการพิสูจน์ของผู้เสียหาย(ฎีกาที่ 485/2567)
คดีซื้อขายรถไม่โอนกรรมสิทธิ์ ไม่เป็นฉ้อโกง (ฎีกา 1028/2567)
ฎีกาที่ไม่แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์ & ฉ้อโกงลงทุน (ฎีกา 1154/2567)
สรุปคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “อั้งยี่–ซ่องโจร” และฉ้อโกงประชาชน (ฎีกา 2614/2568)
หลากกรรมต่างกัน หลอกลงทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล,คดีฉ้อโกง, มาตรา 341,(ฎีกา 3133/2568)
คดีฉ้อโกงประชาชน & พยานหลักฐานเท็จ, ป.อ. มาตรา 341, (ฎีกา 725/2567)
นิติกรรมฉ้อฉลจากการโอนทรัพย์, การโอนทรัพย์หนีหนี้เพิกถอนได้(ฎีกา 1383/2568)
(ฎีกา 238/2568) คดีฉ้อโกง & การห้ามฎีกา,ป.อ. มาตรา 341
คำพิพากษาศาลฎีกา 2659/2567 – สรุปคดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก & ข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567: รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้คนร้าย ใช้โอนเงินจากการฉ้อโกงประชาชน
คดีฉ้อโกงออนไลน์กับความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 | คดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านกลอุบายลงทุน แชร์ออนไลน์