
| สรุปคดีลงทุนบริษัท-แชร์ลูกโซ่ & ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎีกา 1220/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการชักชวนให้ประชาชนนำเงินไปลงทุนกับบริษัท ม. อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง แม้ว่าคำนวณแล้วอัตราผลตอบแทนอาจเกินร้อยละ 15 ต่อปี แต่ไม่ใช่การกู้ยืมเงินและเรียกดอกเบี้ยจึงไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 โดยศาลวินิจฉัยว่า ผู้ลงทุนซึ่งยังไม่ได้รับผลตอบแทนและบริษัทไม่มีการประกอบกิจการจริง ถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และแม้ความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่ประชาชนที่ถูกหลอกลวงให้เสียทรัพย์ก็เป็น “ผู้เสียหาย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2) จึงมีอำนาจฟ้องคดีเองได้ นอกจากนี้ ศาลได้พิเคราะห์เจตนาและการมีส่วนร่วมของจำเลยที่ 1 แล้วเห็นว่า แม้มีส่วนร่วมเป็นผู้ลงทุนร่วม แต่ยังไม่มีหลักฐานพอให้พิสูจน์เจตนาร่วมฉ้อโกงประชาชน จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้อง สรุปข้อเท็จจริง • โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 และ 3 ชักชวนให้ลงทุนกับบริษัท “ม.” อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง เช่น อัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน (คิดเป็นเงินเดือนละ 72,000 บาท ระยะเวลา 18 เดือน) โดยแพ็กเกจลงทุนจำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 1,140,000 บาท) ในวันที่ 18 พ.ค. 2558. • จำเลยที่ 3 แนะนำให้โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยโจทก์มอบเงินสด 1,140,000 บาทให้จำเลยที่ 1 เพื่อชำระเงินลงทุนกับบริษัท ม. และจำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลอื่นจำนวน 1,080,000 บาท ในวันเดียวกัน. • หลังจากนั้น โจทก์ไม่ได้รับเงินตอบแทนตามสัญญาเป็นรายเดือน จนเดือนมกราคม 2559 ได้รับแจ้งว่านำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และเงินลงทุนจะถูกเปลี่ยนเป็นหุ้นแทน พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมเปิดบัญชีในฮ่องกงอีก 20,000 บาท ต่อมาในระหว่างเดือนธันวาคม 2559 ถึงกรกฎาคม 2560 โจทก์ได้รับเงินตอบแทนรวม 5 ครั้ง (4 ครั้งละ 45,000 บาท และ 1 ครั้ง 40,500 บาท) แล้วได้รับแจ้งต่อมาว่าไม่สามารถคืนเงินลงทุนได้เพราะผู้บริหารเสียชีวิตและบริษัทไม่มีการประกอบกิจการจริง ใช้วิธีหมุนเงินของผู้ลงทุนรายใหม่จ่ายให้รายเก่า. • โจทก์รวมตัวกับผู้เสียหายรายอื่นไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่. ประเด็นสำคัญที่สุดของ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2567 อยู่ที่การวินิจฉัย “สถานะผู้เสียหายโดยนิตินัย” และ “ลักษณะของการลงทุนเทียบกับการกู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา” ซึ่งศาลฎีกาได้อธิบายโดยอ้างหลักกฎหมายสำคัญ 2 มาตรา ได้แก่ ⚖️ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้ในคดีนี้ 1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 – ว่าด้วยความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” ผู้ใดโฆษณาหรือกระทำการอันเป็นการลวงให้ประชาชนหลงเชื่อโดยหวังผลประโยชน์จากทรัพย์สิน ถือเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน → เป็นหัวใจของคดี เพราะโจทก์กล่าวหาว่าถูกหลอกลงทุนในลักษณะ “แชร์ลูกโซ่” 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) – กำหนดว่า “ผู้เสียหายโดยตรง” จากความผิดอาญา สามารถฟ้องคดีเองได้ → ศาลใช้บทบัญญัตินี้วินิจฉัยว่า โจทก์เป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” แม้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน ก็มีสิทธิฟ้องด้วยตนเอง 3. พระราชบัญญัติ ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 – ศาลนำมาเปรียบเทียบเพื่อแยกแยะว่า การได้ผลตอบแทนสูงของโจทก์ ไม่ใช่การเรียกดอกเบี้ย แต่เป็น “ผลกำไรจากการลงทุน” → จึงไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. นี้ แต่เข้าลักษณะ “ลงทุนในธุรกิจ” ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือฉ้อโกง 4. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 – กล่าวถึง “การร่วมกันกระทำความผิด” ซึ่งศาลใช้พิจารณาว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับผู้หลอกลวงหรือไม่ → ศาลเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานพอพิสูจน์เจตนาร่วม จึงยกฟ้อง 5. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 – ศาลอ้างเพื่อรับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นในศาลล่าง → ช่วยให้ศาลฎีกาพิจารณาประเด็น “อำนาจฟ้องของผู้เสียหาย” ได้ครบถ้วน 🔑 ประเด็นสำคัญและแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” → ศาลชี้ว่า แม้ความผิด ฉ้อโกงประชาชน เป็นคดีอาญาแผ่นดิน แต่ผู้ถูกหลอกลงทุนจนเสียทรัพย์ ถือเป็นผู้เสียหายโดยตรง มีสิทธิฟ้องเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) 2. “ฉ้อโกงประชาชน” (มาตรา 343 ป.อ.) → ลักษณะสำคัญคือการโฆษณาชวนเชื่อให้ลงทุนโดยอ้างผลตอบแทนสูง เพื่อหลอกลวงประชาชน ซึ่งเป็นภัยต่อสาธารณะ 3. “ผลตอบแทนจากการลงทุน ≠ ดอกเบี้ยเกินอัตรา” → ศาลแยกแยะชัดว่า เงินที่โจทก์ให้ไป ไม่ใช่เงินกู้ และผลตอบแทนที่อ้างไม่ใช่ดอกเบี้ย จึงไม่อยู่ในบังคับ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา 2560 4. “เจตนาร่วม” (ร่วมกันกระทำความผิด มาตรา 83 ป.อ.) → ศาลตรวจสอบแล้ว ไม่พบหลักฐานว่าจำเลยที่ 1 ร่วมวางแผนหลอกลวง แม้จะรับเงินและเข้าร่วมสัมมนา จึงไม่เป็นผู้ร่วมกระทำผิด 5. “อำนาจฟ้องคดีของผู้ลงทุน” → ยืนยันหลักว่าผู้ถูกหลอกให้ลงทุนจนเสียทรัพย์ มีสิทธิใช้กระบวนการยุติธรรมอาญาฟ้องเองได้ ไม่ต้องรอรัฐดำเนินการแทน สรุปสั้น ๆ: คดีนี้เป็นแนวคำพิพากษาสำคัญในเรื่อง “สิทธิของผู้ลงทุนที่ถูกหลอกให้ลงทุนในลักษณะ แชร์ลูกโซ่” ศาลฎีกายืนยันว่า ผู้ลงทุนดังกล่าวถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” มีสิทธิดำเนินคดีฐาน ฉ้อโกงประชาชน ได้ด้วยตนเอง แต่หากจำเลยเป็นเพียงผู้ร่วมลงทุน ไม่มีเจตนาหลอกลวง ก็ไม่เป็นความผิดร่วม. คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่สรรพากร และจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจากโจทก์แล้วโอนต่อไปยังบัญชีบุคคลอื่น เฉพาะการชักชวนหรือเรียกรับเงินโดยจำเลยที่ 1 ยังไม่ปรากฏว่าเป็นผู้จัดหรือชักชวนเองอย่างมีเจตนา. • ในส่วนปัญหาข้อกฎหมาย (1) ว่าโจทก์เป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” หรือไม่ และ (2) ว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีเองหรือไม่ ศาลเห็นว่า – แม้จะเป็นความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่บุคคลใดที่ถูกหลอกลวงจนเสียทรัพย์ก็ถือว่าเป็นผู้เสียหายโดยตรง และมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2) ได้. • ในส่วนข้อพิพาทว่าเป็นการ “ลงทุน” หรือ “กู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา” ศาลเห็นว่า กรณีนี้ไม่ใช่กู้ยืมเงินแล้วเรียกดอกเบี้ยที่เกินอัตราตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 เพราะผลตอบแทนที่โจทก์คาดว่าจะได้มาจากผลกำไรของกิจการ ไม่ใช่ดอกเบี้ย. • ในส่วนการมีส่วนร่วมของจำเลยที่ 1 ศาลเห็นว่า แม้จะร่วมลงทุนและเข้าร่วมประชุมสัมมนา แต่พยานหลักฐานยังไม่ชัดแจ้งพอที่จะรับได้ว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับพวกหลอกลวง จึงไม่เป็นความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน. ดังนั้น ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1. ขยายความประเด็นทางกฎหมาย 1. ผู้เสียหายโดยนิตินัย ศาลได้วินิจฉัยว่า แม้ความผิดฐาน ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 (“ฉ้อโกงประชาชน”) จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่บุคคลใดที่เมื่อถูกหลอกให้ลงทุนจนเสียทรัพย์ ถือเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จึงเป็น “ผู้เสียหาย” ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) ซึ่งให้สิทธิโจทก์ฟ้องคดีได้เอง. ประเด็นนี้มีความสำคัญทางปฏิบัติ เพราะผู้ลงทุนในลักษณะแชร์ลูกโซ่หรือระบบที่คิดผลตอบแทนสูง หากถูกหลอกเสียหาย ก็มีสิทธิยืนฟ้องเองได้ 2. กู้ยืมเงิน vs ลงทุน ในคดีนี้จำเลยอ้างว่าเป็นการชักชวนให้ลงทุน ไม่ใช่การกู้ยืมเงินเพื่อเรียกดอกเบี้ย จึงไม่อยู่ในข่าย พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ซึ่งกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุดร้อยละ 15 ต่อปี. ศาลวินิจฉัยว่า ผลตอบแทนที่โจทก์คาดหวังนั้น มาจากผลกำไรของกิจการ ไม่ใช่ดอกเบี้ย จึงไม่เข้าข่ายกฎหมายดังกล่าว. สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ผลตอบแทนจะสูงมาก แต่หากไม่ได้อยู่ในรูปของ “ดอกเบี้ย” และไม่ได้มีสัญญากู้ยืม เงินที่นำไปลงทุนจะถูกพิจารณาตามกรอบของการลงทุนและความผิดฐานอื่น (เช่น ฉ้อโกงประชาชน) ไม่จำเป็นต้องอาศัย พ.ร.บ. ดอกเบี้ยเกินอัตรา. 3. เจตนาและส่วนร่วมของจำเลย ศาลเน้นว่า การละเมิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนจำเป็นต้องมีเจตนาและการร่วมดำเนินการหลอกลวงประชาชนโดยรวม (“ร่วมกัน”) ซึ่งในกรณีของจำเลยที่ 1 แม้จะมีพฤติการณ์รับเงินจากโจทก์และเข้าร่วมสัมมนาของบริษัท ม. แต่พยานหลักฐานยังไม่ชัดว่าจำเลยที่ 1 มีบทบาทชักชวนหรือจัดกิจกรรมหลอกลวง จึงยังไม่เป็นความผิดฐานนี้ นั่นคือ ผู้ร่วมลงทุนที่ถูกชักชวนหรือติดต่อการลงทุนด้วยเอง หากไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้จัดการชักชวนหรือมีเจตนาร่วมหลอกลวง อาจมีสถานะต่างจาก “ผู้จัดฉ้อโกง” และย่อมได้รับการวินิจฉัยแตกต่างกัน. 4. อำนาจฟ้องของโจทก์ ตามมาตรา 28(2) ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ผู้เสียหายโดยตรงจากความผิดอาญาแผ่นดินสามารถฟ้องคดีเองได้ ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจยื่นฟ้องจำเลยฐาน ฉ้อโกงประชาชน. ประเด็นนี้ช่วยยืนยันแนวทางที่จะใช้สิทธิบังคับในคดีประเภทฉ้อโกงประชาชนที่มีผู้เสียหายเป็นรายบุคคล. IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ปัญหาข้อกฎหมาย) 1. โจทก์เป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” จากการที่ลงทุนกับบริษัท ม. หรือไม่ และมีอำนาจฟ้องคดีเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2) หรือไม่? 2. จำเลยที่ 1 มีความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ร่วมกับจำเลยคนอื่นหรือไม่ โดยมีเจตนาร่วมหลอกลวงประชาชน? Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 – ความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน. • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28(2) – ผู้เสียหายโดยตรงมีอำนาจฟ้องคดีเอง. • พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 – กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยสูงสุด (แต่ใช้ในกรณีกู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ย) • หลักการว่า “ผู้ลงทุน” หรือ “ผู้เสียหาย” ต้องมีความเสียหายจริงและถูกหลอกลวงโดยเจตนาของผู้กระทำ. Application (การวิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามกฎหมาย) • ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์ลงทุนกับบริษัท ม. ผ่านการชักชวนของจำเลยที่ 2 และ 3 โดยจำเลยที่ 1 รับเงินลงทุนจากโจทก์และโอนต่อให้บุคคลอื่น. • โจทก์ไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ตกลง บริษัท ม. ไม่มีการประกอบกิจการจริง ใช้วิธีหมุนเงินผู้ลงทุนใหม่จ่ายให้ผู้ลงทุนเดิม → แสดงว่ามีการหลอกลวงและผู้ลงทุนเสียทรัพย์จริง. • แม้ผลตอบแทนสูงแต่ไม่ใช่การกู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ย จึงไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ดอกเบี้ย 2560. • โจทก์ถือเป็นผู้เสียหายโดยตรงตามมาตรา 28(2) จึงมีอำนาจฟ้อง. • สำหรับจำเลยที่ 1 แม้มีพฤติการณ์รับเงินและลงทุนร่วม แต่ไม่มีพยานหลักฐานชี้ว่าจำเลยที่ 1 มีบทบาทชักชวนหรือมีเจตนาร่วมหลอกลวง จึงยังไม่เข้าข่ายฐาน ฉ้อโกงประชาชน. Conclusion (บทสรุป) ศาลฎีกาพิพากษาว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและมีอำนาจฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2) แต่สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีหลักฐานเพียงพอว่ากระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 ด้วยเจตนาร่วม ดังนั้น จึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 1. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • ผู้ลงทุนที่ถูกชักชวนให้ลงทุนในโครงการผลตอบแทนสูงและเสียหายจริง ถือว่าเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” และมีอำนาจฟ้องคดีฐาน ฉ้อโกงประชาชน ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28(2). • แม้ผลตอบแทนสูงมาก แต่หากเป็นการลงทุนและไม่ได้อยู่ในรูปของการกู้ยืมเงินเรียกดอกเบี้ย จะไม่อยู่ภายใต้ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 จึงต้องตรวจสอบรูปแบบทางธุรกิจให้ชัดเจน. • การพิสูจน์ฐาน ฉ้อโกงประชาชนจำเป็นต้องมีเจตนาร่วมหลอกลวงและพยานหลักฐานว่า ผู้กระทำมีบทบาทชักชวนหรือจัดการโครงการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการลงทุนร่วมเท่านั้น. • สำหรับผู้ประกอบธุรกิจหรือผู้ลงทุน คดีนี้เป็นเตือนให้ระวังโครงการที่อ้างผลตอบแทนสูงเกินปกติและตรวจสอบความน่าเชื่อถือของกิจการอย่างรอบด้าน. แนวคำถาม - ธงคำตอบ 🧭 ประเด็นคำถามที่ 1 โจทก์ในคดีฉ้อโกงประชาชน จะถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ได้หรือไม่ เมื่อความผิดดังกล่าวเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน? คำตอบ โดยหลักทั่วไป “ความผิดอาญาแผ่นดิน” เช่น ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 ถือเป็นความผิดที่กระทบต่อสังคมโดยรวม รัฐเป็นผู้มีอำนาจดำเนินคดีเป็นหลัก การฟ้องคดีโดยเอกชนมักต้องเป็น “ผู้เสียหายโดยตรง” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) ซึ่งหมายถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายแก่กาย ทรัพย์ หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่งโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ถูกจำเลยที่ 2 และ 3 ชักชวนให้นำเงินจำนวน 1,140,000 บาทมาลงทุนกับบริษัท ม. โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง และมีการแนะนำให้รู้จักจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นข้าราชการกรมสรรพากร โจทก์หลงเชื่อในความน่าเชื่อถือจึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 รับไปลงทุน แต่ภายหลังบริษัท ม. ไม่มีการประกอบกิจการจริง ใช้วิธีหมุนเงินของผู้ลงทุนรายใหม่มาจ่ายให้รายเก่า จนโจทก์ไม่ได้รับเงินคืน ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนจะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่บุคคลใดที่ถูกหลอกจนเสียทรัพย์สิน ถือว่าได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำดังกล่าว และจึงเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) มีอำนาจฟ้องคดีได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอให้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ดังนั้น โจทก์ในคดีนี้แม้เป็นเพียงประชาชนผู้ถูกหลอกลงทุน ก็มีสิทธิฟ้องคดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นผู้เสียหายโดยตรงจากการกระทำผิด ไม่ต้องถือว่าเป็นเพียงผู้เสียหายโดยปริยายในคดีอาญาแผ่นดิน หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง: • ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) • ป.อ. มาตรา 343 (ฉ้อโกงประชาชน) • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2567 ⚖️ ประเด็นคำถามที่ 2 การชักชวนให้ผู้อื่นลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนสูงเกินร้อยละ 15 ต่อปี จะเข้าข่ายเป็นการให้กู้ยืมเงินเกินอัตราดอกเบี้ยตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 หรือเป็นเพียงการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเท่านั้น? คำตอบ ประเด็นนี้เป็นจุดสำคัญที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นฎีกา โดยอ้างว่าโจทก์ให้เงินแก่บริษัท ม. ในลักษณะ “กู้ยืมเงิน” เพื่อเรียกผลตอบแทนทำนองเดียวกับ “ดอกเบี้ย” ซึ่งคำนวณแล้วเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นการกระทำต้องห้ามตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยพิเคราะห์ลักษณะความสัมพันธ์ของคู่กรณีว่า โจทก์มิได้ให้เงินในฐานะ “ผู้ให้กู้” แต่เป็น “ผู้ร่วมลงทุน” ตามที่ถูกจำเลยที่ 2 และ 3 ชักชวน โดยผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับมาจากผลกำไรของการดำเนินธุรกิจของบริษัท ม. เช่น การลงทุนในหุ้น เหมืองทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ซึ่งในชั้นข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าธุรกิจดังกล่าวเป็นการประกอบกิจการที่ผิดกฎหมาย ศาลจึงเห็นว่า การที่โจทก์คาดหมายว่าจะได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก เป็นเพียงผลจาก “ผลกำไรของกิจการ” มิใช่ “ดอกเบี้ย” จากการให้กู้ยืมเงิน จึงไม่อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อภายหลังปรากฏว่าบริษัท ม. ไม่มีการประกอบกิจการจริง และใช้เงินของผู้ลงทุนรายใหม่หมุนจ่ายให้รายเก่า ลักษณะการดำเนินการดังกล่าวกลับเข้าข่าย “การหลอกลวงประชาชนให้ร่วมลงทุน” ซึ่งเป็นองค์ประกอบของความผิดฐาน “ฉ้อโกงประชาชน” ตาม ป.อ. มาตรา 343 มากกว่า สรุป: การตกลงในคดีนี้ไม่ใช่ “การกู้ยืมเงินที่มีดอกเบี้ยเกินอัตรา” แต่เป็น “การลงทุนโดยอ้างผลตอบแทนสูง” ซึ่งต่อมาปรากฏว่าเป็นการลงทุนลวง ศาลจึงวินิจฉัยให้แยกความแตกต่างระหว่าง “ผลกำไรของกิจการ” กับ “ดอกเบี้ยจากการกู้ยืมเงิน” อย่างชัดเจน หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง: • พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 • ป.อ. มาตรา 343 • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2567
สรุป คำพิพากษานี้ชี้ให้เห็นหลักสำคัญว่า 1. ผู้ถูกหลอกให้ลงทุนย่อมเป็น “ผู้เสียหายโดยตรง” มีสิทธิฟ้องคดีได้เอง (แม้เป็นคดีอาญาแผ่นดิน) 2. การลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงไม่ถือว่าเป็น “กู้ยืมเงินเกินอัตราดอกเบี้ย” หากผลตอบแทนที่อ้างมาจากผลกำไรของกิจการ 3. แต่หากธุรกิจนั้นไม่มีอยู่จริง การชักชวนย่อมเข้าข่าย “ฉ้อโกงประชาชน” ตาม ป.อ. มาตรา 343
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1220/2567 ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งชักชวนโจทก์ให้นำเงินมาลงทุนในบริษัท ม. ว่าจะได้ผลตอบแทนสูง แม้เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วจะเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปีก็ตาม แต่กรณีมิใช่เรื่องที่โจทก์ให้บริษัท ม. กู้ยืมเงินแล้วเรียกผลตอบแทนทำนองเดียวกับดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันจะอยู่ในบังคับของ พ.ร.บ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 หากแต่ผลตอบแทนที่โจทก์จะได้รับนั้นเกิดจากผลกำไรจากการประกอบกิจการของบริษัทนั้นเองซึ่งจากการอวดอ้างชักชวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่แสดงออกแก่โจทก์ไม่ปรากฏว่าบริษัท ม. มีการประกอบกิจการอย่างใดอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการคาดหมายว่าจะได้รับผลตอบแทนจำนวนสูงของโจทก์มีมูลมาจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย สำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 แม้จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน แต่ประชาชนคนหนึ่งคนใดที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปจากการถูกหลอกลวงต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานนี้ด้วยและย่อมเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีได้ด้วยตนเองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 28 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดี โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนเงิน 1,220,000 บาท แก่โจทก์ ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ศาลชั้นต้นอนุญาตและจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ และไม่ได้ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุก 5 ปี จำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 1,160,000 บาท แก่โจทก์ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก (เดิม) ประกอบมาตรา 83 กับให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 939,500 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมคดีส่วนแพ่งทั้งสองศาลให้เป็นพับ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 1 รับราชการตำแหน่งนักวิชาการสรรพากรชำนาญการ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาแม่ริม สำนักงานสรรพากรพื้นที่เชียงใหม่ 2 และลาออกจากราชการเนื่องจากสาเหตุทางสุขภาพเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2560 ประมาณกลางเดือนพฤษภาคม 2558 ขณะที่โจทก์ไปร่วมงานแต่งงานน้องชายจำเลยที่ 3 ที่จังหวัดลำพูน จำเลยที่ 3 ชักชวนให้โจทก์ลงทุนกับบริษัท ม. อ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง จำเลยที่ 3 แนะนำโจทก์ให้รู้จักกับจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงทุนในบริษัท ม. จำเลยที่ 2 อธิบายแผนธุรกิจการลงทุนในหุ้น เหมืองแร่ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และการซื้อขายเงินตราต่างประเทศของบริษัท ม. ให้ฟังจนโจทก์หลงเชื่อตกลงร่วมลงทุนในบริษัทดังกล่าวเป็นแพ็กเกจ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 1,140,000 บาท ซึ่งจะได้รับผลตอบแทนในอัตราร้อยละ 8 ต่อเดือน คิดเป็นเงินไทยเดือนละ 72,000 บาท เป็นระยะเวลา 18 เดือน วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 โจทก์พบกับจำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. จำเลยที่ 3 แนะนำให้โจทก์รู้จักจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 รับราชการเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรอยู่ที่อำเภอแม่ริม โจทก์มอบเงินสด 1,140,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 เพื่อชำระเงินลงทุนกับบริษัท ม. แล้วจำเลยที่ 1 ทำธุรกรรมโอนเงินที่ธนาคารดังกล่าวในวันนั้น หลังจากนั้นจำเลยที่ 3 ส่งสัญญา และเอกสารข้อมูลบริษัทมาให้แก่โจทก์ ภายหลังจากทำสัญญาโจทก์ไม่ได้รับเงินตอบแทนเป็นรายเดือนตามข้อตกลง จนกระทั่งเดือนมกราคม 2559 โจทก์ได้รับแจ้งว่าจะมีการนำบริษัท ม. เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์และจะเปลี่ยนเงินลงทุนของผู้ลงทุนพร้อมค่าตอบแทนที่ค้างชำระไปเป็นหุ้นมอบให้แก่ผู้ลงทุนแทน ซึ่งเมื่อมีการขายหุ้นแล้วจะได้กำไรมาก ทั้งนี้ โจทก์ยังชำระเงินไปอีก 20,000 บาท เป็นค่าธรรมเนียมเปิดบัญชีธนาคารที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ในการรับเงินจากการขายหุ้นข้างต้น หลังจากนั้นในระหว่างเดือนธันวาคม 2559 ถึงเดือนกรกฎาคม 2560 โจทก์ได้รับเงินตอบแทนรวม 5 ครั้ง ครั้งที่ 1 ถึงครั้งที่ 4 ครั้งละ 45,000 บาท และครั้งที่ 5 จำนวน 40,500 บาท ต่อมาโจทก์ได้รับแจ้งว่าผู้บริหารของบริษัท ม. เสียชีวิตไม่อาจคืนเงินลงทุนให้ได้ บริษัท ม. ไม่ได้มีการประกอบการใด ๆ อันจะมีผลกำไรนำมาเป็นค่าตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนเป็นรายเดือน หากแต่ใช้วิธีการนำเงินลงทุนของผู้ลงทุนรายใหม่มาจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้ผู้ลงทุนรายก่อนหน้าหมุนเวียนกันไป โจทก์จึงรวมตัวกับผู้เสียหายคนอื่นไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรแม่ปิง จังหวัดเชียงใหม่ คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้เองหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 1 จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาก่อนในศาลล่างทั้งสอง จำเลยที่ 1 ก็ชอบที่จะหยิบยกขึ้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งชักชวนโจทก์ให้นำเงินมาลงทุนในบริษัท ม. ว่าจะได้ผลตอบแทนสูง แม้เมื่อคำนวณเป็นดอกเบี้ยแล้วจะเกินกว่าอัตราร้อยละ 15 ต่อปีก็ตาม แต่กรณีก็มิใช่เรื่องที่โจทก์ให้บริษัท ม. กู้ยืมเงินแล้วเรียกผลตอบแทนทำนองเดียวกับดอกเบี้ยในอัตราสูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอันจะอยู่ในบังคับของพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 ตามที่จำเลยที่ 1 ฎีกา หากแต่ผลตอบแทนที่โจทก์จะได้รับนั้นเกิดจากผลกำไรจากการประกอบกิจการของบริษัทนั้นเองซึ่งจากการอวดอ้างชักชวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่แสดงออกแก่โจทก์ก็ไม่ปรากฏว่าบริษัท ม. มีการประกอบกิจการอย่างใดอันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงถือไม่ได้ว่าการคาดหมายว่าจะได้รับผลตอบแทนจำนวนสูงของโจทก์มีมูลมาจากการกระทำอันมิชอบด้วยกฎหมาย โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย และสำหรับความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 แม้จะเป็นความผิดอาญาแผ่นดินดังข้อฎีกาของจำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่ประชาชนคนหนึ่งคนใดที่ต้องสูญเสียทรัพย์สินไปจากการถูกหลอกลวงก็ต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานนี้ด้วยและย่อมเป็นผู้เสียหายที่จะฟ้องคดีได้ด้วยตนเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 28 (2) โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ต่อไปว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ ได้ความจากทางนำสืบของโจทก์ว่า หลังจากโจทก์ตัดสินใจที่จะลงทุนกับบริษัท ม. ตามคำชักชวนของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้ว วันที่ 18 พฤษภาคม 2558 โจทก์เบิกเงินสด 1,200,000 บาท จากธนาคาร ท. บัญชีของนางสาวศรีลา ภริยาโจทก์ จากนั้นโจทก์และนางสาวศรีลาไปพบกับจำเลยที่ 3 พร้อมครอบครัวของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 แนะนำให้โจทก์รู้จักกับจำเลยที่ 1 โดยบอกว่าจำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพรับราชการเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรอยู่ที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นแม่ทีมที่จะรับผิดชอบในการดูแลรับฝากเงินลงทุนของโจทก์ โจทก์เห็นว่าจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและดูมีความน่าเชื่อถือจึงส่งมอบเงินสด 1,140,000 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ธนาคาร ก. โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ร่วมชักชวน เชิญชวน พูดจาหว่านล้อม หรือกล่าวถึงผลประโยชน์ตอบแทนอันเป็นการหลอกลวงโจทก์และประชาชนทั่วไปแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงคงปรากฏเพียงว่าจำเลยที่ 1 ช่วยรับเงินจากโจทก์ และในวันเดียวกันทันทีที่รับเงินมาจำเลยที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายริคาโดหรือนายนีโอ 2 บัญชี และบัญชีธนาคารของนางสาวภิญญา 1 บัญชี บัญชีละ 360,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,080,000 บาท แม้จำนวนเงินที่โอนจะขาดไป 60,000 บาท แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่โอน และจำเลยที่ 1 ก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านยืนยันว่า มอบเงินส่วนที่เหลืออยู่จำนวนดังกล่าวให้นายริคาโดในภายหลังแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่ได้โอนเงินของโจทก์เข้าบัญชีของตนหรือเก็บไว้ที่ตัวเองแต่อย่างใดทั้งที่มีโอกาสที่จะกระทำได้ ซึ่งต่อมาโจทก์ก็ได้รับสัญญาการลงทุนระบุจำนวนเงิน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ครบถ้วนตามจำนวนเงินที่โจทก์มอบให้แก่จำเลยที่ 1 จากจำเลยที่ 3 นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 และโจทก์ได้ถอนฟ้องแล้วมาเบิกความเป็นพยานโจทก์ ดังนั้น พยานโจทก์ปากนี้จึงน่าจะต้องทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับตัวจำเลยที่ 1 เป็นอย่างดี ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของจำเลยที่ 3 ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ร่วมสมคบหรือรู้เห็นในการฉ้อโกงของบริษัท ม. และนายริคาโดแต่อย่างใด ส่วนข้อเท็จจริงที่ได้จากทางนำสืบของโจทก์ว่า มีการประชุม การสัมมนาและจัดงานเลี้ยงของบริษัท ม. หลายแห่งหลายครั้งเพื่อเชิญชวนแนะนำลูกค้าให้ร่วมลงทุนซึ่งจำเลยที่ 1 ก็เข้าร่วมประชุมสัมมนาและเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย และจำเลยที่ 1 นำสืบยอมรับว่า เข้าร่วมประชุมสัมมนาและร่วมงานเลี้ยงจริง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมในการจัดงานต่าง ๆ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดงานแต่ละครั้ง หรือแสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์เกินกว่าการเป็นผู้ลงทุนคนหนึ่งในบริษัทดังกล่าว ในทางตรงกันข้ามกลับได้ความว่า จำเลยที่ 1 เข้าร่วมงานและรับฟังข้อมูลในฐานะผู้ร่วมลงทุนของบริษัท ม. เท่านั้น ส่วนที่บริษัท ม. หรือนายริคาโดเรียกเก็บเงินเป็นค่าธรรมเนียมเปิดบัญชีธนาคารที่เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อใช้ในการรับเงินจากการขายหุ้นและรักษาบัญชีจากผู้ลงทุนคนละ 500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 20,000 บาท ต่อหนึ่งพอร์ตการลงทุน โดยนัดหมายชำระเงินที่โรงแรม ว. เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2559 นั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความจำเลยที่ 1 ว่า ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 เองก็ได้จ่ายเงินสดเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมตามที่นายริคาโดแจ้ง จำนวน 3 พอร์ต พอร์ตละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 60,000 บาท ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีความสัมพันธ์กับบริษัท ม. แล้ว ทางบริษัทก็น่าจะมอบหมายให้จำเลยที่ 1 มารับเงินจากผู้ลงทุนแล้วโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของนายริคาโดหรือบัญชีธนาคารของบริษัทได้ แต่กลับได้ความว่าจำเลยที่ 1 ไปร่วมงานและมอบเงินค่ารักษาบัญชีให้แก่นายริคาโดโดยทางบริษัทได้มอบหมายให้นายกันนา ซึ่งนายริคาโดอ้างว่าเป็นตัวแทนบริษัท ล. มาตรวจและรับเอกสารเพื่อรับเป็นสมาชิกของบริษัท ล. ทั้งยังปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนที่จะมีการชำระเงินดังกล่าว เมื่อวันที่ 28 ถึง 30 มกราคม 2559 บริษัท ม. จัดประชุมที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย จำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าร่วมประชุมด้วย ก่อนการประชุมนายริคาโดแจ้งว่าเมื่อกลับไปเชียงใหม่แล้วให้ผู้ลงทุนกับบริษัททุกคนเตรียมเงินเพื่อเป็นค่าสมัครสมาชิกบริษัท ล. ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธาณรัฐประชาชนจีน เพื่อทำหน้าที่ดูแลหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ อ. จำนวนเงิน 20,000 บาท ต่อหนึ่งพอร์ตการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังปรากฏข้อเท็จจริงจากทางนำสืบของจำเลยที่ 1 ว่า ในเว็บไซต์ของบริษัท ล. มีบัญชีหุ้น อ. ของจำเลยที่ 1 สามีจำเลยที่ 1 และบุตรสาวจำเลยที่ 1 และมีไฟล์แนบหนังสือรับรองเป็นสมาชิกและผู้รับผลประโยชน์ของบริษัทหลักทรัพย์ อ. เป็นหลักฐาน ซึ่งเป็นการยืนยันว่าจำเลยที่ 1 ก็เป็นผู้ถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนกับบริษัท ม. เช่นกัน นอกจากนี้ยังได้ความจากคำเบิกความของนายเอกรัฐ จำเลยที่ 2 ในคดีนี้และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3303/2561 ของศาลชั้นต้น ที่เบิกความตอบทนายโจทก์ถามติงว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนในบริษัท ม. และคอยช่วยเหลือผู้ลงทุนรายอื่นในการนำเงินไปลงทุนในบริษัทดังกล่าว สาเหตุที่จำเลยที่ 1 ต้องคอยช่วยเหลือเกี่ยวกับการนำเงินไปลงทุนเนื่องจากนายเอกรัฐและผู้ลงทุนรายอื่นเห็นว่าจำเลยที่ 1 เคยลงทุนแล้วได้รับผลประโยชน์ตอบแทนมาก่อน และเมื่อทางบริษัท ม. จ่ายเงินร้อยละ 5 คืนให้แก่ผู้ลงทุน ก็ปรากฏรายชื่อของจำเลยที่ 1 ได้รับเงินลงทุนคืนจากบริษัทด้วย ดังนี้ เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานทั้งหมดประกอบกันข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ร่วมลงทุนในบริษัท ม. เท่านั้น พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมายังไม่ชัดแจ้งพอที่จะให้รับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 มีเจตนาร่วมกับพวกหลอกลวงเอาเงินจากโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้น และเมื่อจำเลยที่ 1 ไม่มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน จำเลยที่ 1 จึงไม่จำต้องคืนเงินแก่โจทก์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกา 596/2561 Quick Summary: ในคดีนี้ จำเลยทั้งสองถูกฟ้องในข้อกล่าวหาว่า ร่วมกับพวก ประกอบการชักชวนบุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปให้กู้ยืมเงินโดยอ้างผลตอบแทนสูง และมีการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไป ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า “การชักชวนให้บุคคลทั่วไปหรืออย่างน้อยตั้งแต่สิบคนขึ้นไปมาทำการกู้ยืมเงินกัน โดยการโฆษณาหรือประกาศให้ปรากฏต่อประชาชน” ถือเป็น “การกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่วไป” ตามแนวของความผิด ฐาน ฉ้อโกงประชาชน (มาตรา 343) และ ฐาน กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ฯ พ.ศ. 2527 ม.4 วรรคหนึ่ง โดยไม่จำเป็นที่จำเลยจะต้องชักชวนผู้เสียหายแต่ละคนด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทุกครั้ง เพียงแต่มีการแสดงข้อความหลอกลวงให้ปรากฏแก่ผู้เสียหายบางคนแล้วเป็นผลให้ประชาชนหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุนก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว. ศาลอุทธรณ์ใช้อัตราโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวมหลายกระทง ตามมาตรา 91 (2) ก่อนลดโทษ เพราะอัตราโทษรวมสูงเกินไป. ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: ทั้งสองคดีเกี่ยวกับการชักชวนลงทุน/กู้ยืมเงินโดยอ้างผลตอบแทนสูง เกินอัตราปกติ และมีการแสดงข้อมูลต่อ “บุคคลทั่วไป/ประชาชน” จึงเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับนำมาเปรียบเทียบ 2. คำพิพากษาศาลฎีกา 79/2564 Quick Summary: คดีนี้มีปัญหาว่า จำเลยกระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน โดย “แสดงตนเป็นบุคคลอื่น” ตาม มาตรา 343 วรรคสอง ซึ่งเป็นลักษณะที่กฎหมายบัญญัติให้โทษหนักขึ้น ศาลวินิจฉัยว่า “ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น … เป็นการลำดับการลงโทษเป็นชั้น ๆ ไปตามลักษณะฉกรรจ์ของความผิดที่กระทำ มิใช่กระทำความผิดหลายบทตามมาตรา 90” ในแง่ข้อเท็จจริง เป็นการหลอกลวงประชาชนทั่วไปด้วยวิธีโพสต์/โฆษณาแสดงตนเป็นบุคคลอื่น อ้างผลตอบแทนต่าง ๆ ในแบบเดียวกับคดีลงทุน/แชร์ลูกโซ่ ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: แม้คดี 1220/2567 จะไม่อยู่ในกรณี “แสดงตนเป็นบุคคลอื่น” แต่ลักษณะการหลอกลวงผ่านการอวดอ้างผลตอบแทนสูงต่อประชาชนทั่วไปแบบเดียวกัน และการประเมินว่าเป็นผู้เสียหายหรือไม่ ก็เป็นตัวอย่างสำคัญเช่นกัน 3. คำพิพากษาศาลฎีกา 1173/2566 Quick Summary: ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ซึ่งรู้ว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน และ กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ให้ประชาชนโอนเงินไปยังบัญชีของจำเลยที่ 1 และยินยอมให้ใช้บัญชีของตนรับโอนเงินจากผู้เสียหายถึง 13 ราย เป็นจำนวนเงินหลายล้านบาท ศาลจึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 มีความผิดฐาน “ผู้สนับสนุน” ตาม มาตรา 86 ของประมวลกฎหมายอาญา และมีส่วนร่วมรับผิดทั้งในทางอาญาและแพ่งร่วมกับจำเลยที่ 1 ด้วย. ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: เรื่องของ “ผู้รู้หรือควรรู้” ว่ามีการหลอกลวงแล้วช่วยให้กระทำ หรือยินยอมให้บัญชีใช้รับโอนเงิน เป็นประเด็นที่สำคัญมากในคดีของ 1220/2567 เช่นกัน (ประเด็นจำเลยที่ 1 มีส่วนร่วมหรือไม่) 4. คำพิพากษาศาลฎีกา 831/2559 Quick Summary: คดีนี้เกี่ยวกับความผิดฐาน ฉ้อโกงประชาชน ตาม มาตรา 343 ศาลได้วินิจฉัยว่า ความผิดฐานนี้ “มิใช่ความผิดต่อส่วนตัว” ของผู้เสียหายคนใดคนหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นความผิดอาญาแผ่นดินซึ่งประชาชนทั่วไปอาจได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่า เมื่อโจทก์เป็นผู้เสียหาย คนหนึ่งจากการหลอกลวง ก็มีสิทธิฟ้องคดีได้ตามมาตรา 28(2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: แนวคำวินิจฉัยเรื่อง “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” และว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องเอง เป็นแก่นของคดี 1220/2567 ด้วย 5. คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 Quick Summary: คดีนี้เป็นอีกตัวอย่างของคดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านการชักชวนลงทุนแบบแชร์ลูกโซ่ผ่านแอปพลิเคชัน LINE – โจทก์ถูกชักชวน โอนเงินตามคำเชิญชวน ซึ่งเป็นผลจากกลอุบายและการปกปิดความจริง ศาลวินิจฉัยว่าเป็น ฐาน ฉ้อโกงประชาชน. ข้อที่เชื่อมโยงกับคดี 1220/2567: แบบแผนเดียวกันคือ การอ้างว่าจะให้ผลตอบแทนสูงจากกิจการ/ลงทุนจริงแล้วไม่เป็นจริง และผู้ถูกชักชวน/ลงทุนถือเป็นผู้เสียหาย — ซึ่งตรงกับข้อเท็จจริงของ 1220/2567
|





