
| หลากกรรมต่างกัน หลอกลงทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล,คดีฉ้อโกง, มาตรา 341,(ฎีกา 3133/2568)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงลงทุนซื้อ–ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลของโจทก์กับจำเลย โดยจำเลยแสดงข้อความเท็จว่า สามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งได้ จูงใจให้โจทก์ลงทุนซ้ำหลายงวด แม้ทุกครั้งเป็นการหลอกลวงแยกกัน จำเลยสร้างความเชื่อถือด้วยการมอบกำไรบางส่วนให้ก่อน จากนั้นโจทก์จึงโอนเงินตามที่ถูกหลอกในแต่ละครั้ง ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม มาตรา 341 ประมวลกฎหมายอาญา และจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย ข้อเท็จจริง • จำเลยชักชวนโจทก์ลงทุนซื้อ–ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยอ้างว่าสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งแก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล และแบ่งกำไรให้กับโจทก์ • ในแต่ละงวด จำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่า “ได้สลากจำนวน x กล่อง ในราคาใบละ y บาท ถ้าขายต่อจะได้กำไร” และถามโจทก์ว่าต้องการลงทุนเท่าใด • หลังจากโจทก์โอนเงินลงทุนให้ จำเลยบางครั้งมอบกำไรและคืนเงินลงทุนบางส่วน เพื่อสร้างความไว้ใจ แล้วชักชวนลงทุนงวดถัดไปอีก • การหลอกลวงเกิดซ้ำหลายงวด แยกกันโดยแต่ละครั้งจำเลยแสดงข้อความเท็จจำนวนเงินต่างกัน จำนวนสลากต่างกัน และการโอนเงินลงทุนเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า • โจทก์ฟ้องจำเลยเรียกลงโทษอาญาตาม มาตรา 91 และ 341 ประมวลกฎหมายอาญา และเรียกค่าเสียหาย 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (5 ตุลาคม 2565) เป็นต้นไป • ศาลชั้นต้น: รับฟ้อง พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม มาตรา 341 (การหลอกลวง) เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน 29 กระทง ลงโทษแต่ละกระทงจำคุก 6 เดือน รวม 87 เดือน (ลดโทษครึ่งหนึ่งตาม มาตรา 78) และนับโทษต่อจากคดีอื่น และให้ชดใช้ค่าเสียหายตามที่โจทก์ขอ • ศาลอุทธรณ์ภาค 5: พิพากษาแก้ว่าเป็นความผิด กรรมเดียว จำคุก 6 เดือน (ลดแล้วเหลือ 3 เดือน) • โจทก์ฎีกา: ขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมหรือไม่ ⚖️ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ศาลฎีกาใช้กฎหมายหลัก ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และ มาตรา 91 เป็นแกนในการวินิจฉัย โดยมีการอ้างอิงมาตรา 78 (บรรเทาโทษ) และ มาตรา 7, 224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เรื่องดอกเบี้ยเพิ่มเติม 🔑 5 คำสำคัญ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1️⃣ มาตรา 341 ประมวลกฎหมายอาญา – ฐานฉ้อโกง จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ทำให้โจทก์หลงเชื่อและโอนเงินให้ ถือว่าเป็น “ความผิดฐานฉ้อโกง” สำเร็จทุกครั้งที่มีการหลอกลวงและโอนเงินเสร็จสิ้น ➡️ ประเด็นสำคัญ: แต่ละการหลอกลวงจบลงในตัวเอง ถือเป็น “กรรมแยกต่างหาก” 2️⃣ มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา – หลายกรรมต่างกัน เมื่อจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ➡️ ประเด็นสำคัญ: ศาลฎีกาย้ำว่าแต่ละครั้งจำเลยสามารถ “ยับยั้งได้เอง” ไม่ใช่การกระทำต่อเนื่อง จึงต้องลงโทษแยกเป็น 29 กระทง ไม่ใช่กรรมเดียว 3️⃣ มาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา – เหตุบรรเทาโทษจากการรับสารภาพ ศาลใช้เพื่อลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ ➡️ ประเด็นสำคัญ: แม้จำเลยรับสารภาพ แต่ยังต้องรับโทษทุกกรรมตามจำนวนที่ศาลชี้ว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน 4️⃣ มาตรา 7 และ 224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ – อัตราดอกเบี้ย ศาลฎีกาแก้ไขอัตราดอกเบี้ยให้เป็นไปตาม พระราชกฤษฎีกา ที่ กระทรวงการคลัง กำหนด บวก 2 % แต่ไม่เกิน 5 % ต่อปี ➡️ ประเด็นสำคัญ: ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความไม่ได้อ้าง เพราะเป็นเรื่อง “ความสงบเรียบร้อยของประชาชน” 5️⃣ แนววินิจฉัยเรื่อง “หลายกรรมต่างกัน” (หลักนิติวิธีการนับโทษ) การกระทำแต่ละครั้งที่หลอกลวงมีเจตนาและเหตุแยกจากกัน มีช่วงเวลาต่างกัน ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง ➡️ ประเด็นสำคัญ: หลักการสำคัญคือ ถ้าแต่ละการหลอกลวง “สำเร็จในตัว” เมื่อผู้เสียหายโอนเงินแล้ว ถือเป็นกรรมแยก ไม่รวมเป็นกรรมเดียว 📘 สรุปใจความสำคัญที่สุด ศาลฎีกาใช้ มาตรา 341 ประกอบ มาตรา 91 วินิจฉัยว่า การหลอกลวงลงทุนหลายครั้งในแต่ละงวดสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน เพราะแต่ละครั้งมีข้อความเท็จและจำนวนเงินต่างกัน การกระทำสำเร็จแยกจากกัน ไม่ใช่เจตนาเดียวหรือกรรมต่อเนื่อง คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • ศาลฎีกาพิจารณาว่า ตามคำฟ้องข้อ 5.1 ถึง 5.29 และคำเบิกความของโจทก์ ได้ปรากฏว่าจำเลยหลอกลวงโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ให้โจทก์ลงทุนซื้อ–ขายสลากกินแบ่งรัฐบาล และเกิดการโอนเงินตามที่หลอกลวงในแต่ละครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นการกระทำที่ “สำเร็จและเสร็จสิ้นลง” เมื่อโจทก์หลงเชื่อและโอนเงินให้จำเลยในแต่ละครั้ง • ในการกระทำแต่ละครั้งจำเลย “สามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง” (คือจำเลยมีอำนาจจะไม่ให้เกิดอีก) ไม่ได้เป็นการกระทำที่สืบเนื่องมาจากครั้งแรกโดยเจตนาเดียวกันจนรวมเป็นกรรมเดียว • ดังนั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำเป็น ความผิดหลายกรรมต่างกัน ตาม มาตรา 341 ประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่กรรมเดียวตามที่ศาลอุทธรณ์เห็น • ศาลฎีกาจึงให้ยกฎีกาของโจทก์ว่าเป็นหลายกรรมต่างกันได้ ฟังขึ้น และพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ • ศาลฎีกากำหนดว่า ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา และให้ดำเนินการบังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น • สำหรับดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ หาก กระทรวงการคลัง ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็น พระราชกฤษฎีกา เมื่อใดให้เปลี่ยนไปตามนั้น บวกอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ประเด็นทางกฎหมายและการขยายความ 1 ความผิด หลายกรรมต่างกัน (หลาย กระทง) vs กรรมเดียว • ตาม มาตรา 341 ประมวลกฎหมายอาญา: ผู้ใดโดยปริยายหลอกลวงผู้อื่นให้ได้ทรัพย์ หรือให้ได้ประโยชน์เข้าตนเอง หรือผู้อื่น ถือว่ากระทำความผิดฐาน ฉ้อโกง • ตาม มาตรา 91: ถ้าได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด • คำวินิจฉัยของศาลฎีกา: เมื่อแต่ละครั้งที่จำเลยหลอกลวง ส่งมอบข้อความอันเป็นเท็จ โจทก์หลงเชื่อ โอนเงินให้จำเลยแล้ว ถือว่าเป็น “การสำเร็จและเสร็จสิ้น” ของแต่ละกรรมแล้ว จึงแยกเป็นกรรมต่างกันได้ และจำเลยมีโอกาสยับยั้งการกระทำผิดในแต่ละงวดได้เอง (ไม่ใช่การกระทำต่อเนื่องจากครั้งแรกโดยเจตนาเดียว) • หากเห็นว่าเป็นกรรมเดียว จะต้องเป็นกรณีที่การกระทำอยู่ภายใต้เจตนาเดียวกัน ไม่มีการแยกเป็นงวดต่างๆ หรือการโอนเงินแยกกันอย่างชัดเจน 2 นับโทษต่อจากโทษของคดีอื่น • ศาลชั้นต้น: ให้จำเลยนับโทษต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำ อ 933/2565 คดีหมายเลขแดง อ 321/2566 • ตามหลัก นิติวิธี: เมื่อถูกพิพากษาแล้ว และต้องการนับโทษต่อ ต้องอาศัยบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะ มาตรา 91) • ศาลฎีกาให้ยึดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยการนับโทษต่อได้รับการยืนยัน 3 ดอกเบี้ยตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ • โจทก์เรียกค่าเสียหาย 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับได้ตาม พระราชกฤษฎีกา อัตราดอกเบี้ย ที่ กระทรวงการคลังตราไว้ โดยหากปรับแล้วให้เปลี่ยนตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี • อ้าง มาตรา 7 และ มาตรา 224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และ มาตรา 142(5), 246, 252 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และ มาตรา 40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเปิดช่องให้ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน 4 การสร้างความไว้ใจ (bait-and-switch) ในคดีฉ้อโกง • จำเลยไม่ได้เพียงแสดงข้อความเท็จเพียงครั้งเดียว แต่มีพฤติการณ์จูงใจหลายครั้ง: มาพูดคุยที่ร้านโจทก์ ลงทุนแล้วได้รับกำไรบางส่วนจริงเพื่อให้โจทก์คล้อยตาม แล้วเชิญให้ลงทุนอีกงวด • พฤติการณ์นี้ถือได้ว่าเป็นการใช้วิธี “หลอกล่อให้ลงทุน” ซึ่งเป็นโครงสร้างของการฉ้อโกง • สิ่งสำคัญคือ เมื่อโจทก์โอนเงินตามที่ถูกหลอกลวง ถือว่าเหตุการณ์สำเร็จ จึงเป็นกระทงความผิดตามที่ศาลวินิจฉัย IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ประเด็น): การกระทำของจำเลยที่หลอกลวงโจทก์ลงทุนซื้อ–ขายสลากกินแบ่งรัฐบาลหลายงวดนั้น เป็นความผิด หลายกรรมต่างกัน หรือเป็น กรรมเดียว ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และควรนับโทษตาม มาตรา 91 หรือไม่ Rule (กฎกฎหมาย): • มาตรา 341 ประมวลกฎหมายอาญา: ถ้าใช้ช่องหลอกลวงให้ได้ทรัพย์ถือว่า ฉ้อโกง • มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา: ถ้าทำความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด • มาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา: ข้อบรรเทาโทษ (เช่น รับสารภาพ) • มาตรา 7, 224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์: อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายแพ่ง • มาตรา 142(5), 246, 252 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และมาตรา 40 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา: ศาลสามารถวินิจฉัยอัตราดอกเบี้ยเป็นกรณีพิเศษ Application (การใช้กฎในกรณีนี้): • ในคดีนี้ จำเลยได้หลอกลวงหลายครั้ง โดยในแต่ละครั้งแสดงข้อความอันเป็นเท็จว่าได้สลาก x กล่อง ราคา y บาท แล้วถามโจทก์ว่าจะลงทุนเท่าใด โจทก์โอนเงินให้ตามนั้น ซึ่งถือว่า “สำเร็จและเสร็จสิ้น” เมื่อโอนเงินในแต่ละครั้ง • เห็นได้ว่าแต่ละครั้งเป็นอิสระจากกัน มีจำนวนสลาก จำนวนเงินลงทุน ต่างกัน และจำเลยสามารถยับยั้งการทำผิดได้เองในแต่ละครั้ง (ไม่ใช่การกระทำต่อเนื่องจากครั้งแรกโดยเจตนาเดียว) • จึงเข้าลักษณะของ “หลายกรรมต่างกัน” ไม่ใช่ “กรรมเดียว” • ตามนั้น จึงใช้มาตรา 91 ในการนับโทษต่อจากโทษอื่นได้ และศาลชั้นต้นนั้นให้จำเลยนับโทษต่อ • ในด้านค่าเสียหาย จำเลยต้องชดใช้ 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลฎีกาวินิจฉัย คือ หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยโดยกระทรวงการคลัง ให้ปรับตามนั้น บวก 2 % ต่อปี แต่ไม่เกิน 5 % Conclusion (บทสรุป): ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตาม มาตรา 341 ประมวลกฎหมายอาญา และจึงต้องนับโทษตามมาตรา 91 รวมทุก กระทง ความผิด โดยพิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษทุกกรรมและชดใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยตามที่กำหนด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • ถ้ามีการหลอกลวงให้ผู้อื่นลงทุนหลายครั้ง ที่แต่ละครั้งมีข้อความเท็จต่างกัน โอนเงินลงทุนต่างกัน และแต่ละครั้ง “สำเร็จ” เมื่อโอนเงินแล้ว — ศาลมีแนวโน้มวินิจฉัยว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ไม่ใช่กรรมเดียว • การนับโทษต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น สามารถใช้ มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา เมื่อเป็นหลายกรรมต่างกัน • ในการเรียกค่าเสียหายและดอกเบี้ย ศาลอาจใช้อัตราดอกเบี้ยที่ กระทรวงการคลัง ประกาศ ผนวก 2 % ต่อปี แต่ไม่เกิน 5 % ตามที่ศาลพบว่าเหมาะสม • พฤติการณ์ที่จำเลยให้ผลตอบแทนเบื้องต้นเพื่อสร้างความเชื่อใจ และกระทำซ้ำหลายงวด ถือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับพิสูจน์เจตนา “หลอกลวง” ตามกฎหมาย 🔹 ประเด็นคำถามที่ 1 คำถาม: ในกรณีที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ให้ร่วมลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยจำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จหลายครั้งต่างวันกัน และแต่ละครั้งโจทก์โอนเงินให้ตามความเชื่อที่เกิดจากคำหลอกลวงนั้น การกระทำของจำเลยจะถือเป็น “ความผิดกรรมเดียวต่อเนื่องกัน” หรือ “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมาตรา 341 และหลักเกณฑ์ในการพิจารณาว่าเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมควรพิจารณาจากอะไรบ้าง? คำตอบ: ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า พฤติการณ์ของจำเลยที่หลอกลวงโจทก์ให้ร่วมลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยจำเลยอธิบายขั้นตอนการซื้อและการขาย แสดงข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับจำนวนสลากและราคาขายในแต่ละงวด รวมทั้งแวะเวียนมาหลอกลวงโจทก์ที่ร้านเป็นประจำ ถือได้ว่าการหลอกลวงแต่ละครั้งมีเจตนาแยกจากกัน มิได้เป็นผลต่อเนื่องมาจากครั้งแรก ศาลเห็นว่า การที่โจทก์หลงเชื่อและโอนเงินให้จำเลยในแต่ละครั้ง เป็นผลจากการแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้ง ซึ่งเสร็จสิ้นความผิดเมื่อมีการโอนเงินเกิดขึ้น และจำเลยสามารถยับยั้งไม่ให้เกิดการกระทำในครั้งถัดไปได้เอง การกระทำของจำเลยจึงเป็น “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง เพราะแต่ละการหลอกลวงต่างมีวันเวลา เนื้อหา และจำนวนเงินไม่เท่ากัน หลักการที่ศาลยึดถือคือ หากการกระทำแต่ละครั้งมี “เจตนาใหม่” แยกจากกัน ไม่ได้เกิดจากเจตนาเดียวที่ต่อเนื่องตั้งแต่แรกเพื่อให้ได้ทรัพย์สินทั้งหมดในคราวเดียว ก็ต้องถือว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ทั้งนี้ศาลฎีกาได้ยืนยันว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่วินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวไม่ถูกต้อง จึงพิพากษาแก้ให้กลับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 🔹 ประเด็นคำถามที่ 2 คำถาม: ในส่วนของคดีแพ่งที่โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ย ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างไรเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลังอาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา และการที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุเรื่องดังกล่าวถือเป็นความไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่? คำตอบ: ศาลฎีกาได้พิจารณาเพิ่มเติมในส่วนของอัตราดอกเบี้ยว่า การที่ศาลชั้นต้นมิได้ระบุว่า หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาให้ให้นำมาใช้ตามที่แก้ไขนั้น ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย เพราะตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 กำหนดให้อัตราดอกเบี้ยตามกฎหมายสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยพระราชกฤษฎีกา และต้องถือว่าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ศาลฎีกาจึงใช้อำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5), มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบกับ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 เพื่อแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้อง โดยกำหนดเพิ่มเติมว่า “สำหรับดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ให้เปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี” การวินิจฉัยเช่นนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า แม้คู่ความมิได้ยกประเด็นดังกล่าวขึ้นอุทธรณ์หรือฎีกา ศาลยังคงสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปตามกฎหมายโดยสมบูรณ์และชอบด้วยหลักเกณฑ์ทางแพ่งและพาณิชย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3133/2568 จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อธิบายขั้นตอนในการซื้อการจองสลากกินแบ่งรัฐบาล แนะนำวิธีการขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินลงทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์หลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลงเมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 341 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 933/2565 คดีหมายเลขแดงที่ อ 321/2566 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยชำระค่าเสียหาย 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระแก่โจทก์เสร็จสิ้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ แต่ไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 29 กระทง จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 87 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 321/2566 ของศาลชั้นต้น และให้จำเลยชดใช้เงิน 523,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จากเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 5 ตุลาคม 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 6 เดือน ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า การกระทำของจำเลยต่างวันเวลากัน ไม่ใช่ความผิดต่อเนื่อง เพราะเมื่อจำเลยหลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเพื่อให้ได้เงินลงทุนของโจทก์ในแต่ละครั้ง ย่อมเป็นความผิดสำเร็จนับตั้งแต่โจทก์หลงเชื่อส่งมอบเงินลงทุนตามที่จำเลยได้หลอกลวงโจทก์โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จดังกล่าว จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 29 ครั้ง นั้น เห็นว่า คดีนี้ตามคำฟ้องข้อ 5.1 ถึงข้อ 5.29 และได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า จำเลยหลอกลวงโจทก์โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยอธิบายขั้นตอนในการซื้อและการจองสลากกินแบ่งรัฐบาล ทั้งแนะนำวิธีการขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลรายอื่น จนกระทั่งโจทก์หลงเชื่อว่าจำเลยสามารถจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลมาขายส่งให้แก่ผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาลและได้กำไร จึงเริ่มลงทุนกับจำเลย โดยการหลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งจำเลยมักจะแวะเวียนมาพูดคุยหลอกลวงชักชวนที่ร้านค้าของโจทก์เป็นประจำ ในแต่ละงวดเมื่อจำเลยจัดหาสลากกินแบ่งรัฐบาลได้แล้ว จะแจ้งโจทก์ทางโทรศัพท์หรือผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์ว่าได้สลากกินแบ่งรัฐบาลมาจำนวนกี่กล่อง ในราคาใบละกี่บาท หากนำไปขายต่อจะได้กำไรมาแบ่งกัน และถามโจทก์ว่าสนใจจะร่วมลงทุนเท่าใด บางครั้งเมื่อโจทก์ลงทุนไปแล้วจำเลยจะหลอกลวงโดยนำกำไรที่ได้จากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลและเงินลงทุนของโจทก์บางส่วนมามอบให้แก่โจทก์เพื่อสร้างความไว้ใจ และหลอกลวงให้โจทก์ลงทุนซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลในงวดถัดไปต่ออีก แสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์มอบเงินให้แก่จำเลยในแต่ละครั้งนั้น เกิดจากการหลอกลวงของจำเลยในแต่ละครั้งแยกจากกัน โดยจำเลยจะแสดงข้อความอันเป็นเท็จในแต่ละครั้งว่ามีสลากกินแบ่งรัฐบาลจำนวนกี่กล่อง ตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยว่าประสงค์ที่จะหลอกลวงโจทก์ในแต่ละครั้งแยกต่างหากจากกัน โดยแต่ละครั้งจะแสดงข้อความหลอกลวงอันเป็นเท็จและจำนวนเงินที่แตกต่างกันไป การกระทำของจำเลยจึงสำเร็จและเสร็จสิ้นลงเมื่อโจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้แก่จำเลยตามที่ถูกหลอกลวงในแต่ละครั้ง และในการกระทำแต่ละครั้งจำเลยสามารถยับยั้งการกระทำผิดได้เอง กรณีหาใช่เรื่องที่สืบเนื่องมาจากการกระทำของจำเลยในครั้งแรกโดยมีเจตนาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเงินจากโจทก์ไม่ ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นไม่ได้ระบุเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยที่กระทรวงการคลัง อาจปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ไม่ได้แก้ไขนั้น ไม่ถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 และมาตรา 224 ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สำหรับดอกเบี้ยที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้เปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1930/2531 ข้อเท็จจริงโดยย่อ ในคดีนี้ จำเลยหลอกลวงผู้เสียหาย 7 คนในคราวเดียวกัน โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จและปกปิดความจริง เพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนทรัพย์สิน (เงิน) ให้แก่จำเลย แม้ผู้เสียหายแต่ละคนจะโอนเงินให้แก่จำเลย “คนละงวด/คนละคราว” ก็ตาม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน (7 กระทง) ตามข้อกล่าวหา แต่ศาลอุทธรณ์แก้ให้เป็นความผิดกระทงเดียว ด้วยเหตุว่าเห็นว่า ข้อความหลอกลวงนั้นเกิดขึ้นคราวเดียวกันต่อผู้เสียหายหลายคนในครั้งเดียว และมีเจตนาเดียวในการหลอกลวงผู้เสียหายหลายรายพร้อมกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะมีผู้เสียหายหลายคนและมีวันเวลาที่โอนเงินต่างกัน แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้คือ จำเลยหลอกลวงผู้เสียหายทั้ง 7 คน “พร้อมกันในคราวเดียว” โดยมีข้อความหลอกลวงอันเดียว มีเจตนาทุจริตเพียงเจตนาเดียวเพื่อให้ได้เงิน จึงถือว่าเป็นความผิด “กรรมเดียว” (ไม่ใช่หลายกรรม) ตามมาตรา 341 และมาตรา 343 แห่ง ประมวลกฎหมายอาญา และตามมาตรา 91 ว่า “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ไม่ใช่นี้ยกมาใช้ได้ เพราะเจตนาและการกระทำร่วมกันเป็นครั้งเดียวเท่านั้น เรียกว่า > “แม้ผู้เสียหายแต่ละคนจะมอบเงินให้แก่จำเลยแต่ละคราวกัน ก็เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายบทเดียว ไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน” ประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญ – ศาลเน้นหลักว่าในคดี มาตรา 341/343 จะสำเร็จความผิดเมื่อผู้ถูกหลอกเชื่อและส่งมอบทรัพย์สินให้แก่ผู้หลอกลวง หรือทำให้เกิดผลตามนั้น – การพิจารณาว่าเป็น “กรรมเดียว” หรือ “หลายกรรมต่างกัน” ต้องพิจารณ เจตนา ของผู้กระทำ (ว่ามุ่งประสงค์ครั้งเดียวหรือหลายครั้ง) และ เหตุการณ์ภายนอก ว่าการหลอกลวงนั้นปรากฏเป็นครั้งเดียวหรือหลายครั้งต่างวาระ – ศาลกล่าวว่า “การหลอกลวงผู้เสียหายทั้ง 7 คนพร้อมกัน” ถือหนึ่งเจตนา จึงเป็นกรรมเดียว – หลักตาม มาตรา 91 หากเป็นหลายกรรมต่างกัน จะต้องลงโทษทุกกรรมเป็นกระทง แต่หากเป็นกรรมเดียว ก็ไม่ต้องใช้หลายกระทง การเปรียบเทียบกับคดี 3133/2568 ในคดีของ 3133/2568 จำเลยมีพฤติการณ์หลอกลวงโจทก์หลายครั้งต่างวัน เวลากัน มีข้อความหลอกต่างกัน จึงศาลฎีกาตีว่าเป็น “หลายกรรมต่างกัน” แตกต่างจาก 1930/2531 ที่ศาลถือว่าเป็น “ครั้งเดียว” มีเจตนาเดียว แม้มีหลายผู้ถูกหลอก จึงเป็นประเด็นที่เปรียบเทียบได้ตรงเรื่อง “กรรมเดียวหรือหลายกรรม” 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 431/2559 ข้อเท็จจริงโดยย่อ ในคดีนี้ เป็นคดีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 ที่จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนทั่วไป โดยมีการโฆษณาหรือประกาศเปิดกว้างให้บุคคลทั่วไปหลงเชื่อในการลงทุน หลอกให้โอนเงินหลายครั้งตามวันเวลาต่าง ๆ ศาลชั้นต้น/อุทธรณ์มีปัญหาว่าการโอนเงินหลายครั้งนั้นจะเป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่ ประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญ – ศาลวินิจฉัยว่า ถึงแม้จะมีการโอนเงินหลายครั้ง แต่หาก “ข้อความหลอกลวง” เป็นข้อความเดียว เจตนาหลอกลวงมุ่งไปที่ผู้ถูกหลอกหลายคนพร้อมกัน หรือเป็นลักษณะการชักชวนกว้างขวางแก่ประชาชน ก็อาจถือว่าเป็นกรรมเดียวได้ เช่น คำว่า “แสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน” ตามมาตรา 343 – ในบทความ “ฎีกาที่น่าสนใจ (4/2563)” มีสรุปว่า “การแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชน … ให้ถือเอาเจตนาแสดงข้อความอันเป็นเท็จต่อประชาชนเป็นสำคัญ” การเปรียบเทียบกับคดี 3133/2568 ในคดี 3133/2568 แม้จำเลยแสดงข้อความอันเป็นเท็จแก่โจทก์โดยเฉพาะ ไม่ใช่หลอกประชาชนทั่วไป และมีหลายครั้งต่างวันและเนื้อหาหลอกลวงต่างกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ไม่ใช่ลักษณะการหลอกลวงต่อประชาชนด้วยข้อความเดียว ดังนั้น คดี 431/2559 ถือเป็นตัวอย่างตรงกันข้ามที่ “หลอกประชาชนทั่วไปด้วยข้อความเดียว” จึงอาจเป็นกรรมเดียว 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7744/2552 ข้อเท็จจริงโดยย่อ ในคดีนี้ จำเลยกระทำความผิดหลายกระทง (เช่น ข่มขืน + กระทำชำเรา) หลายกรรมหลายฐานต่างกัน ซึ่งศาลสูงได้วินิจฉัยว่าเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 เพราะเจตนาและฐานความผิดต่างกันอย่างชัดเจน ประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญ – หลักว่าเมื่อผู้กระทำมีเจตนาต่างกันหรือมีการกระทำหลายครั้งที่ไม่เชื่อมโยงเจตนาเดียว ก็ถือว่า “หลายกรรมต่างกัน” – เป็นตัวอย่างที่ใช้บทมาตรา 91 ชัดเจน ว่า “เมื่อปรากฏว่าผู้ใดได้กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ศาลลงโทษผู้นั้นทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป” การเปรียบเทียบกับคดี 3133/2568 ในคดี 3133/2568 เห็นว่า จำเลยกระทำหลายครั้ง แสดงข้อความหลอกลวงต่างวัน ต่างเนื้อหา ต่างจำนวนเงินแก่โจทก์ และมีเจตนาหลอกลวงแยกจากกัน จึงส่งผลให้ศาลเห็นว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน คล้ายหลักใน 7744/2552 ที่เจตนาและฐานต่างกัน 4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 47/2566 ข้อเท็จจริงโดยย่อ นี้เป็นคดีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน (มาตรา 343) โดยจำเลยและพวกชักชวนบุคคลทั่วไปผ่านแอปพลิเคชัน Facebook ให้โอนเงินหลายครั้งในวันเวลาที่ต่างกัน โดยมีข้อความหลอกลวงซ้ำ ๆ ว่า จะได้รับผลตอบแทนสูงจากการลงทุน แม้จะมีหลายครั้ง แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเป็นเจตนาเดียวเพื่อหลอกลวง จึงให้ถือเป็น “กรรมเดียว” ประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญ – ถึงแม้จะมีหลายเหตุการณ์ (หลายครั้งโอนเงิน) หากองค์ประกอบคือ “ข้อความหลอกลวงเดียว” และเจตนามุ่งให้ได้เงินหลายครั้งในลักษณะต่อเนื่อง ก็อาจเป็นกรรมเดียวได้ – ศาลเน้นว่า “หากไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กล่าวข้อความหลอกลวงใด ๆ ขึ้นใหม่” ก็ถือว่าเป็นผลสืบเนื่องของการหลอกครั้งแรก ไม่ใช่เริ่มตั้งแต่ใหม่ เป็นเหตุให้ถือเป็นกรรมเดียว การเปรียบเทียบกับคดี 3133/2568 คดี 3133/2568 แตกต่างจาก 47/2566 ตรงที่ จำเลยในคดี 3133/2568 มีการแสดงข้อความเท็จแยกแต่ละครั้ง (จำนวนกล่องสลาก เลขราคา ฯลฯ) และแต่ละครั้งเป็นอิสระ ไม่ได้เป็นแค่ผลสืบเนื่องจากข้อความหลอกครั้งแรก ศาลจึงเห็นว่าเป็นหลายกรรม ต่างจาก 47/2566 ที่เป็นหลายครั้งแต่ “เริ่มจากข้อความเดียว เจตนาเดียว” 5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 102/2485 ข้อเท็จจริงโดยย่อ ในเก่ากว่านี้ (ปี 2485) จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อจักรและในวันเดียวกันจำนำทรัพย์สินนั้นเสียเอง ศาลวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐาน “ฉ้อโกง” (มาตรา 341) เพราะมีการแสดงข้อความอันเป็นเท็จตั้งแต่ต้น และมีเจตนาทุจริตมาแต่แรก ภายในวันเดียว นับเป็น “การกระทำครั้งเดียว” – จึงเป็นกรรมเดียว แม้มีการโอน/ส่งมอบหลายขั้นตอนแต่ยังอยู่ในเจตนาและกระทำเดียวกัน (ไม่มีวันเวลาหลายวัน) ประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญ – หลักว่า ถ้าการหลอกลวงเกิดขึ้นในคราวเดียว มีเจตนาทุจริตมาตั้งแต่ต้น และส่งผลทันที ถือเป็นกรรมเดียว – ต่างจากกรณีที่มีหลายครั้ง ต่างเจตนา หรือต่างเหตุการณ์ภายนอก จึงอาจเป็นหลายกรรมได้ การเปรียบเทียบกับคดี 3133/2568 คดี 3133/2568 ไม่ใช่ลักษณะ “วันเดียว” หรือ “ข้อความเดียวแล้วเสร็จ” แต่มีหลายครั้งต่างวัน ต่างจำนวนเงินต่างเนื้อหา ดังนั้น หลักจาก 102/2485 ช่วยชี้ให้เห็นว่าเหตุใดศาลในคดี 3133/2568 จึงตัดสินว่าเป็นหลายกรรมต่างกัน
|





.jpg)