
| ฎีกาที่ไม่แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์ & ฉ้อโกงลงทุน (ฎีกา 1154/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ ✅ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีฉ้อโกงลงทุน โดยผู้เสียหายถูกหลอกให้ร่วมลงทุนโครงการซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตและส่งออก พร้อมให้ผลตอบแทนร้อยละ 10 ต่อเดือน เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินหลายครั้ง อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าการกระทำเป็นเจตนาเดียวและเป็นการฉ้อโกงต่อเนื่องจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ขณะเดียวกัน ศาลไม่รับฎีกาของจำเลย เนื่องจากจำเลยเพียงคัดลอกอุทธรณ์มาโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ตามหลัก ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทำให้ฎีกาไม่ชอบ ไม่อาจรับวินิจฉัยได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการยื่นฎีกาที่ถูกต้อง และการตีความความผิดฉ้อโกงหลายครั้งเป็นกรรมเดียวต่อเนื่อง ✅ สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ถูกจำเลยหลอกให้ร่วมลงทุนในโครงการซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้าและส่งออกอ้างผลตอบแทนร้อยละ 10 ทุกเดือน โจทก์หลงเชื่อโอนเงินหลายครั้งรวมกว่า 1.44 ล้านบาท เมื่อไม่ได้รับผลตอบแทนตามสัญญาจึงแจ้งความดำเนินคดี ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 12 ปีโดยถือหลายกรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นว่าเป็นเจตนาต่อเนื่อง การหลอกครั้งแรกทำให้เกิดธุรกรรมต่อเนื่องหลายครั้ง จึงเป็นกรรมเดียว จำคุก 3 ปี จำเลยฎีกาแต่เพียงคัดลอกอุทธรณ์ ไม่โต้แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์ภาค 9 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาโจทก์ที่โต้ว่าเป็นหลายกรรมก็ฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาพิพากษายืน ✅ มาตรากฎหมายสำคัญที่สุดในคดีนี้ 1. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง เป็นหัวใจของคดีนี้ เพราะศาลฎีกาไม่รับฎีกาของจำเลย เนื่องจาก • ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 • คัดลอกข้อความจากอุทธรณ์มาเกือบทั้งหมด ทำให้ฎีกา “ไม่ชอบ” ศาลจึงไม่รับวินิจฉัย 2. ประกอบด้วย มาตรา 216, 221, 225 ป.วิ.อ. รองรับหลักเกณฑ์ว่าเมื่อฎีกาไม่ถูกต้องตามรูปแบบ → ศาลไม่รับไว้พิจารณา 3. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ความผิดฐานฉ้อโกง จากการหลอกให้ลงทุนร้อยละ 10 ต่อเดือน 4. มาตรา 83 ป.อ. ฐานร่วมกันกระทำผิด 5. มาตรา 91 ป.อ. หลักหลายกรรม vs กรรมเดียว ✅ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ตรงแก่นคดี 1) ฎีกาไม่ชอบเพราะไม่โต้แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์ จำเลยคัดลอกคำอุทธรณ์มาเกือบทั้งหมด ไม่ชี้ให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์ผิดตรงไหน → ผิดหลัก ป.วิ.อ. ม.193 → ศาลไม่รับฎีกา 2) คัดลอกอุทธรณ์ ไม่ใช่ฎีกา ฎีกาต้องมีประเด็นโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ไม่ใช่เพียง “แก้คำว่า ศาลอุทธรณ์ เป็น ศาลฎีกา” แล้วส่งกลับมา 3) หลอกลงทุนผลตอบแทนร้อยละ 10 ต่อเดือน แสดงเจตนาฉ้อโกงตั้งแต่ต้น หลอกให้เชื่อว่าจะได้กำไรสูงผิดปกติ 4) โอนเงินหลายครั้ง แต่เป็นเจตนาเดียวต่อเนื่อง แม้มีหลายการโอน แต่เกิดจากแผนหลอกลวงครั้งเดียว → ศาลถือว่าเป็นกรรมเดียวต่อเนื่อง ไม่ใช่หลายกรรม 5) พิพากษายืน — ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นด้วยว่าคดีนี้เป็น “กรรมเดียวในการฉ้อโกง” และฎีกาไม่ชอบ ศาลจึงไม่วินิจฉัยเนื้อหาใหม่ ✅ สรุปใจความสั้นที่สุด คดีนี้เป็น ตัวอย่างสำคัญของการยื่นฎีกาไม่ครบองค์ประกอบตามกฎหมาย และแสดงหลักว่า การฉ้อโกงที่เกิดจากแผนเดียวหลายครั้งเป็นกรรมเดียวต่อเนื่อง ✅ ประเด็น 1. ฎีกาของจำเลยที่คัดลอกคำอุทธรณ์โดยไม่แย้งศาลอุทธรณ์ชอบหรือไม่ 2. การหลอกให้โอนเงินหลายครั้งตามแผนลงทุนเป็นความผิดหลายกรรมหรือกรรมเดียวต่อเนื่อง ✅ ข้อกฎหมาย • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 (ฉ้อโกง) • มาตรา 83 (ร่วมกันกระทำผิด) • มาตรา 91 (ลงโทษหลายกรรม) • ป.วิ.อ. มาตรา 193, 216, 221, 225 ต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างชัดเจน มิใช่คัดลอกอุทธรณ์ ✅ การวินิจฉัย ประเด็นฎีกาไม่ชอบ จำเลยนำข้อความอุทธรณ์มาใช้โดยแทบไม่แก้ไข ไม่แสดงเหตุผลโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. ม.193 ศาลไม่รับพิจารณา ประเด็นความผิดกรรมเดียว แม้มีการโอนเงินหลายครั้ง แต่เกิดจากแผนหลอกลวงเดียวคือโครงการลงทุนผลตอบแทนร้อยละ 10 ต่อเดือน การโอนเงินหลายครั้งเป็นผลต่อเนื่องจากการหลอกครั้งแรก จึงเป็นกรรมเดียวต่อเนื่อง ✅ ข้อสรุป ศาลไม่รับฎีกาจำเลยเพราะไม่แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์อย่างถูกต้อง และวินิจฉัยให้การหลอกลวงหลายครั้งเป็นกรรมเดียวต่อเนื่อง พิพากษายืนจำคุก 3 ปี ✅ IRAC Issue จำเลยยื่นฎีกาโดยคัดลอกอุทธรณ์และไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ อีกทั้งมีประเด็นว่าการโอนเงินหลายครั้งเข้าข่ายหลายกรรมหรือกรรมเดียว Rule ป.วิ.อ. มาตรา 193, 216, 221 กำหนดว่าต้องโต้แย้งเหตุแห่งความไม่ชอบในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่เพียงคัดลอกข้อความมา ส่วนความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 เมื่อเป็นการหลอกครั้งเดียวให้เกิดธุรกรรมต่อเนื่องอาจเป็นกรรมเดียวต่อเนื่อง Application จำเลยไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าศาลอุทธรณ์ผิดอย่างไร จึงไม่เข้าเงื่อนไขการฎีกา ส่วนพฤติการณ์ฉ้อโกงมีการชักชวนแบบเดียวตลอด โอนเงินหลายครั้งเพราะความเชื่อหลอกลวงเดียว จึงถือเป็นเจตนาเดียวต่อเนื่อง Conclusion ฎีกาจำเลยไม่รับพิจารณา ศาลเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าเป็นความผิดกรรมเดียวต่อเนื่อง พิพากษายืน ✅ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • ยื่นฎีกาต้องโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยเฉพาะ มิใช่คัดลอกคำอุทธรณ์ • การฉ้อโกงหลายครั้งภายใต้แผนเดียวอาจเป็นกรรมเดียวต่อเนื่อง • ผู้ลงทุนต้องระวังโครงการที่สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
แนวคำถาม - ธงคำตอบ ✅ ประเด็นที่ 1 คำถาม จำเลยที่ 1 ในคดีอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกง ได้ยื่นฎีกาต่อศาลฎีกาโดยมิได้โต้แย้งเหตุแห่งความไม่ชอบในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 แต่เพียงคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์เดิมมาแทบทั้งหมด โดยแก้เฉพาะถ้อยคำบางส่วนให้เป็นการอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาเท่านั้น มิได้แสดงเหตุโต้แย้งหรือเหตุผลที่แสดงว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งไม่มีเหตุอื่นเพิ่มเติมเป็นสาระสำคัญ จำเลยเช่นนี้จะถือว่าเป็นการยื่นฎีกาที่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ และศาลฎีกาจะมีอำนาจรับพิจารณาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยหรือไม่ โดยให้วินิจฉัยตามข้อเท็จจริงและกฎหมายในคดีนี้ คำตอบ ในการยื่นฎีกาในคดีอาญานั้น คู่ความต้องแสดงเหตุแห่งการโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อย่างชัดแจ้งตามบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 โดยต้องอธิบายให้เห็นว่าเหตุใดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ถูกต้องในข้อเท็จจริง หากคู่ความเพียงคัดลอกจากอุทธรณ์เดิมมาใช้ในฎีกาโดยมิได้แสดงข้อโต้แย้งใหม่หรือชี้ให้เห็นข้อบกพร่องแห่งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ย่อมถือว่าฎีกานั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เข้าเกณฑ์แห่งบทบัญญัติดังกล่าว ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ได้เพียงคัดลอกข้อความจากอุทธรณ์มาโดยแก้ไขถ้อยคำเพียงเล็กน้อยให้เป็นฎีกา แต่ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าไม่ชอบอย่างไรหรือมีเหตุใดให้กลับคำพิพากษา อีกทั้งเนื้อหาในฎีกามิได้กล่าวถึงข้อบกพร่องในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เลย การกระทำเช่นนี้มิใช่การยื่นฎีกาที่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 216 วรรคหนึ่ง ดังนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาและรับฎีกาไว้แล้ว แต่เมื่อฎีกาดังกล่าวไม่ถูกต้องตามรูปแบบและบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับวินิจฉัยและให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 1 ✅ ประเด็นที่ 2 คำถาม ในการพิพากษาคดีฉ้อโกงซึ่งปรากฏว่าผู้เสียหายหลงเชื่อคำหลอกลวงของจำเลยและโอนเงินให้จำเลยหลายครั้งต่างวันต่างวาระ รวมทั้งมีการหลอกลวงในรูปแบบเดียวตลอดระยะเวลายาวต่อเนื่อง โดยมีข้อเท็จจริงว่าจำเลยอ้างโครงการลงทุนให้ผลตอบแทนร้อยละ 10 ต่อเดือนจนผู้เสียหายโอนเงินหลายครั้งรวมเป็นเงินจำนวนมาก ให้วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 หรือเป็นความผิดกรรมเดียวต่อเนื่อง และเหตุผลทางกฎหมายและพฤติการณ์ข้อเท็จจริงใดที่ศาลใช้ในการวินิจฉัย คำตอบ ประเด็นพิจารณาคือ การโอนเงินหลายครั้งตามวันเวลาต่างกันจะถือเป็นหลายกรรมต่างกัน หรือเป็นกรรมเดียวต่อเนื่องในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง ตามหลักพิจารณาในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 91 ต้องพิจารณาว่าเจตนาของจำเลยในการหลอกลวงนั้นมีลักษณะอย่างไร หากเป็นการหลอกลวงเพียงครั้งแรกแล้วการโอนเงินครั้งต่อ ๆ มาเป็นผลสืบเนื่องจากความเชื่อที่เกิดจากการหลอกครั้งแรก ถือว่าเป็นการกระทำต่อเนื่องด้วยเจตนาเดียว และเป็นความผิดกรรมเดียว ในคดีนี้ จำเลยหลอกผู้เสียหายว่าเป็นโครงการลงทุนในบริษัทซึ่งจะได้ผลตอบแทนร้อยละ 10 ต่อเดือน ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อและตกลงเข้าร่วมลงทุน การโอนเงินในแต่ละครั้งเป็นผลต่อเนื่องจากความเข้าใจและความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นโดยพฤติการณ์หลอกลวงครั้งแรก การแสดงข้อความอันเป็นเท็จจึงเป็นเจตนาเดียวเพื่อให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนและโอนเงินในหลายครั้ง โดยไม่มีการหลอกลวงใหม่ในแต่ละครั้งที่โอนเงินเพิ่มเติม ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดกรรมเดียวต่อเนื่อง มิใช่หลายกรรมต่างกัน การที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษหลายกรรมจึงไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยแก้เป็นกรรมเดียวและศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1154/2567 จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติมจากอุทธรณ์ไปบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไร หรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพราะเหตุใด ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ได้ โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองกับพวกว่า ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกับพวก กระทำความผิดต่อกฎหมายต่างกรรมต่างวาระโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ว่า บริษัท ส. มีโครงการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมลงทุนซื้อวัตถุดิบเข้าโรงงานเพื่อผลิตสินค้าและส่งออกต่างประเทศและบริษัทจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์หรือผู้ร่วมลงทุนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน ซึ่งหักภาษีแล้ว งวดแรกจะได้รับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ลงทุน และงวดต่อไปร้อยละ 10 ของเงินลงทุนทุกเดือนติดต่อกันไป หลังจากที่โจทก์ตกลงและเข้าร่วมลงทุนโครงการดังกล่าวผ่านจำเลยทั้งสองกับพวก จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์หลายครั้ง ซึ่งการหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อว่าจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้องในแต่ละข้อนั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่าโจทก์หลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าว การที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกในแต่ละครั้งหลังจากโจทก์รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนและตกลงลงทุนตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงแล้ว จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อและร่วมลงทุนกับบริษัท ส. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 4 กระทง รวมเป็นจำคุก 12 ปี ข้อหาอื่นให้ยก (ที่ถูก ไม่ต้องระบุ) ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดกรรมเดียว จำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยคัดลอกข้อความมาจากอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น คงมีการแก้ไขเฉพาะคำว่าศาลอุทธรณ์ภาค 9 เป็นศาลฎีกา และมีส่วนเพิ่มเติมจากอุทธรณ์ไปบ้างเล็กน้อยในรายละเอียด ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการโต้แย้งเฉพาะคำพิพากษาศาลชั้นต้น มิได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าพิพากษาไม่ชอบอย่างไรหรือไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 เพราะเหตุใด ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงเป็นฎีกาที่มิได้คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 216 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จึงไม่อาจใช้ดุลพินิจอนุญาตให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ได้ แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 1 มา ก็เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ โดยโจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำผิดของจำเลยทั้งสองและนาง ฝ. ว่า ระหว่างวันที่ 23 สิงหาคม 2562 ถึงวันที่ 22 เมษายน 2563 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งสองกับนาง ฝ. จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1302/2563 ของศาลชั้นต้น กระทำความผิดต่อกฎหมายต่างกรรมต่างวาระโดยทุจริตร่วมกันหลอกลวงโจทก์ด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งแก่โจทก์ว่า บริษัท ส. มีโครงการเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมลงทุนซื้อวัตถุดิบเข้าโรงงานเพื่อผลิตสินค้าและส่งออกต่างประเทศและบริษัทจะให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์หรือผู้ร่วมลงทุนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน ซึ่งหักภาษีแล้ว งวดแรกจะได้รับเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลา 3 เดือน นับแต่วันที่ลงทุนและงวดต่อไปร้อยละ 10 ของเงินลงทุนทุกเดือนติดต่อกันไป หลังจากที่โจทก์ตกลงและเข้าร่วมลงทุนโครงการดังกล่าวผ่านจำเลยทั้งสองกับพวก อันเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสองกับพวกได้ไปซึ่งทรัพย์สินของโจทก์ดังต่อไปนี้ วันที่ 23 สิงหาคม 2562 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 จำนวน 240,000 บาท วันที่ 18 ตุลาคม 2562 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 จำนวน 240,000 บาท วันที่ 7 มกราคม 2563 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 จำนวน 360,000 บาท วันที่ 10, 17 และ 25 มกราคม 2563 โจทก์โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 จำนวน 120,000 บาท 360,000 บาท และ 120,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,440,000 บาท ซึ่งการหลอกลวงโจทก์ให้หลงเชื่อว่าจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 10 ของเงินลงทุน เป็นเหตุให้โจทก์หลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกหลายครั้งตามวันเวลาที่โจทก์แยกบรรยายฟ้องในแต่ละข้อนั้นมีข้อความทำนองเดียวกันว่าโจทก์หลงเชื่อจากการหลอกลวงของจำเลยที่ 1 กับพวกดังกล่าว การที่โจทก์โอนเงินให้จำเลยที่ 1 กับพวกในแต่ละครั้งหลังจากโจทก์รับทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนและตกลงลงทุนตามที่จำเลยที่ 1 กับพวกหลอกลวงแล้ว จึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกหลอกลวงให้โจทก์หลงเชื่อและร่วมลงทุนกับบริษัท ส. อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกัน เช่นเดียวกับนาง ฝ. จำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1302/2563 ของศาลชั้นต้น หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ✅ ฎีกาที่ 3174/2562 — ฉ้อโกงลงทุนแชร์ลูกโซ่ โอนเงินหลายครั้ง แต่เป็นกรรมเดียว Quick Summary ในคดีนี้ ผู้เสียหายถูกรับชวนให้ร่วมลงทุนในโครงการแชร์ลูกโซ่ โดยจำเลยอ้างว่าจะนำเงินไปหมุนในธุรกิจออนไลน์และธุรกิจต่างประเทศ และจะจ่ายผลตอบแทนรายเดือนในอัตราที่สูงผิดปกติ ผู้เสียหายหลงเชื่อและทยอยโอนเงินให้จำเลยหลายครั้งตามคำชักชวนและตามรอบการลงทุน ซึ่งระบุผลตอบแทนชัดเจน จำเลยนำเงินไปใช้ส่วนตัว ไม่ได้นำไปลงทุนตามที่กล่าวอ้าง ศาลพิเคราะห์ว่าการแสดงข้อความอันเป็นเท็จเกิดขึ้นเพียงครั้งแรก โดยรูปแบบสัญญาและสัญญาลวงเป็นแบบเดียวกันตลอด ผู้เสียหายโอนเงินหลายครั้งเพราะความเชื่อแรกเริ่มที่จำเลยเป็นผู้สร้างขึ้น ไม่ได้เกิดจากการหลอกลวงใหม่ในแต่ละครั้ง จึงถือว่าเป็น การกระทำกรรมเดียวต่อเนื่องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ไม่ใช่หลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงตามอัตราโทษสูงสุดของกรรมเดียว ศาลยืนยันหลักการว่าการโอนเงินหลายครั้งที่เป็นผลสืบเนื่องจากแผนฉ้อโกงเดียว จะต้องตีความอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เป็นการเพิ่มโทษเกินส่วน ✅ ฎีกาที่ 2604/2545 — ฉ้อโกงธุรกิจส่งออกสินค้า โกงเช็คและการโอนเงินหลายครั้ง Quick Summary คดีนี้จำเลยอ้างตนเป็นผู้ประกอบธุรกิจส่งออกสินค้าและชำระหนี้ด้วยเช็คที่ไม่มีเงินในบัญชี พร้อมหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินให้สำรองการส่งออก และอ้างว่าจะคืนพร้อมผลตอบแทนในภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจากข้อมูลธุรกิจปลอมที่จำเลยจัดทำขึ้น และทยอยโอนเงินหลายครั้งตามคำอ้างจำเลยที่ระบุว่าจะนำเงินไปหมุนสินค้าส่งออก ศาลวินิจฉัยว่าการโอนเงินที่เกิดขึ้นหลายครั้งเกิดจากความเชื่อในตัวจำเลยที่ปลูกฝังตั้งแต่ต้น การสร้างภาพความน่าเชื่อถือและข้อมูลเท็จเกิดขึ้นครั้งแรกครั้งเดียว มิใช่การหลอกซ้ำในแต่ละงวดการโอนเงิน ดังนั้นแม้จะเกิดการโอนเงินหลายครั้ง แต่ก็ถือเป็น กรรมเดียวต่อเนื่อง เพราะความเสียหายเป็นผลสืบเนื่องจากการหลอกลวงครั้งต้น ศาลชี้ว่าการกระทำเช่นนี้เข้าข่ายการฉ้อโกงตามมาตรา 341 และลงโทษจำเลยตามมาตรา 83 และพิจารณาโทษตามกรอบกรรมเดียว ผู้เสียหายยังมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินที่โอนไปจากการหลอกลวงด้วย ✅ ฎีกาที่ 4715/2553 — หลอกลงทุนธุรกิจน้ำมัน กรรมเดียวเพราะแผนหลอกครั้งแรก Quick Summary จำเลยแสดงตนว่าเป็นตัวแทนธุรกิจนำเข้าน้ำมันและอ้างว่ามีกำไรสูง มีโบรกเกอร์ต่างชาติรองรับ ผู้เสียหายหลงเชื่อเพราะจำเลยแสดงหลักฐานปลอมและเอกสารปลอมเกี่ยวกับธุรกิจน้ำมัน จำเลยชักชวนให้ผู้เสียหายทยอยลงทุนตามรอบ “งบลงทุน” โดยอ้างว่าจะปันผลทุกเดือน ศาลตรวจสอบพบว่าเอกสารและข้อมูลเป็นเท็จตั้งแต่ต้น จำเลยมีเจตนาหลอกลวงมาตั้งแต่ก่อนทำธุรกรรมครั้งแรก การโอนเงินหลายครั้งของผู้เสียหายเป็นผลสืบเนื่องจากการหลอกลวงเริ่มแรก มิใช่การหลอกใหม่ในแต่ละครั้ง ผู้เสียหายจึงตกเป็นเหยื่อแผนฉ้อโกงอย่างต่อเนื่อง คดีนี้ศาลวินิจฉัยให้เป็น กรรมเดียวต่อเนื่อง ตามแนวฎีกาเรื่องเจตนาเดียวและแผนการหลอกลวงเพียงครั้งแรกที่ก่อให้เกิดความเสียหายหลายทอด และพิพากษาลงโทษจำเลยตามฐานฉ้อโกง และวางหลักสำคัญเรื่องการพิจารณา “ลักษณะการหลอกครั้งแรก” เป็นเกณฑ์สำคัญในการจำแนกว่าเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม |





