ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




พรีออเดอร์สินค้าไม่เป็นฉ้อโกง หากผู้ซื้อรู้ว่ายังไม่มีของ(ฎีกา 3664/2568)

คำพิพากษาศาลฎีกา 3664/2568, การพรีออเดอร์สินค้าเข้าข่ายฉ้อโกงหรือไม่, หลักกฎหมายฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, หลักฉ้อโกงประชาชน มาตรา 343, การโฆษณาขายสินค้าออนไลน์โดยยังไม่มีของ, ความแตกต่างระหว่างความผิดอาญากับผิดสัญญาทางแพ่ง, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับพรีออเดอร์, การนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ มาตรา 14, คดีซื้อขายออนไลน์ไม่ส่งสินค้า, คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา 46, การคืนเงินโดยไม่ต้องมีความผิดอาญา

       ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าในลักษณะพรีออเดอร์ผ่านสื่อออนไลน์ โดยวินิจฉัยประเด็นสำคัญว่าการที่ผู้ขายเปิดรับสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า ทั้งที่ยังไม่มีสินค้าอยู่ในครอบครอง จะถือเป็นการหลอกลวงหรือฉ้อโกงหรือไม่ หากปรากฏว่าผู้ซื้อทราบอยู่แล้วว่าสินค้ายังไม่พร้อมส่งมอบ ศาลฎีกาวางหลักว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงหรือการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ แต่เป็นเพียงการผิดสัญญาซื้อขาย ซึ่งต้องรับผิดในทางแพ่งโดยการคืนเงินแก่ผู้เสียหาย

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เกิดจากการซื้อขายสินค้าชุดนอนในลักษณะพรีออเดอร์ผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก จำเลยโพสต์ข้อความลักษณะ “เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่” พร้อมภาพถ่ายตนเองอยู่หน้ากองสินค้า โจทก์ร่วมติดต่อสั่งซื้อชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด และโอนเงินให้จำเลยครบถ้วนเป็นเงิน 135,000 บาท โดยมีกำหนดส่งมอบในภายหลัง แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้

โจทก์เห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์หลอกลวง จึงร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาฐานฉ้อโกงและความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พร้อมเรียกเงินคืนในคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญของคดีคือ การที่จำเลยเปิดรับพรีออเดอร์สินค้า ทั้งที่ยังไม่มีสินค้าอยู่ในครอบครอง และไม่สามารถส่งมอบได้ตามกำหนด จะถือว่าเป็นการหลอกลวงโดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ อันเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือไม่ รวมถึงจะเข้าข่ายการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จหรือไม่

แนวคำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิจารณาข้อความสนทนาระหว่างคู่ความทั้งหมดแล้วเห็นว่า จำเลยมิได้ยืนยันต่อโจทก์ร่วมว่าสินค้ามีอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบ อีกทั้งข้อความ “เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่” เป็นถ้อยคำที่มีความหมายโดยตัวมันเองว่าเป็นการเปิดรับสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า

ศาลเห็นว่าโจทก์ร่วมทราบอยู่แล้วว่าสินค้ายังไม่พร้อมส่งมอบทันที และการสนทนาทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงลักษณะการรอผลิตหรือรอส่งจากโรงงาน จึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริง การกระทำจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

ความรับผิดทางแพ่งแม้ไม่เป็นความผิดอาญา

แม้ศาลฎีกาจะยกฟ้องในคดีอาญา แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยรับเงินจากโจทก์ร่วมแล้วไม่สามารถส่งมอบสินค้าได้ตามสัญญา การกระทำดังกล่าวเป็นการผิดสัญญาซื้อขาย จำเลยจึงต้องรับผิดในทางแพ่ง โดยต้องคืนเงิน 135,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วม ตามหลักความรับผิดทางแพ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีคำพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดอาญาแต่อย่างใด

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้

คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่แยกให้เห็นอย่างชัดเจนระหว่าง “เจตนาหลอกลวง” กับ “การผิดสัญญา” การขายสินค้าแบบพรีออเดอร์ไม่ใช่การกระทำที่ผิดกฎหมายโดยตัวของมันเอง หากผู้ซื้อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานะของสินค้าแล้ว ความรับผิดจะเป็นเพียงทางแพ่ง ไม่อาจนำมาลงโทษทางอาญาได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การดำเนินคดีอาญาฐานฉ้อโกงต้องพิสูจน์ให้ได้ถึงเจตนาหลอกลวงตั้งแต่ต้น หากเป็นเพียงการผิดสัญญาในการซื้อขาย ศาลจะคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในทางแพ่งด้วยการคืนเงิน แต่จะไม่ขยายความรับผิดไปถึงโทษทางอาญาโดยไม่มีหลักฐานชัดแจ้ง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสามในคดีนี้มีดังนี้

1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงหรือความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

2. ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ ลงโทษจำคุกและให้คืนเงินแก่โจทก์ร่วม

3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ยกฟ้องคดีอาญา เห็นว่าจำเลยไม่มีเจตนาหลอกลวง แต่ให้จำเลยคืนเงิน 135,000 บาท ในคดีส่วนแพ่งเนื่องจากเป็นการผิดสัญญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3664/2568  

จากข้อความที่โจทก์ร่วมสนทนากับจำเลย จำเลยมิได้ยืนยันข้อเท็จจริงต่อโจทก์ร่วมว่าในขณะที่โจทก์ร่วมสั่งซื้อสินค้าชุดนอน 5,000 ชุด นั้น จำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว โจทก์ร่วมก็ทราบว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าในครอบครองพร้อมจะส่งมอบให้แก่โจทก์ร่วม ประกอบกับในเฟซบุ๊กของจำเลยมีข้อความเป็นตัวอักษรขนาดใหญ่ว่า "เปิดพรีออเดอร์ล๊อตใหม่" ซึ่งหมายถึงเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า แม้จะมีภาพถ่ายใบหน้าจำเลยอยู่ด้านหน้ากองสินค้าก็ตาม แต่ก็ไม่มีข้อความใดยืนยันว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบดังที่โจทก์กล่าวอ้างในฟ้อง อีกทั้งข้อความที่โจทก์ร่วมและจำเลยสนทนากัน เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่โจทก์ร่วมในขณะนั้นแล้วว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าชุดนอนจำนวน 5,000 ชุด อยู่ในครอบครอง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงโจทก์ร่วมด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงว่าจำเลยมีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยและให้คืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม แม้เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา ซึ่ง ป.วิ.อ. มาตรา 46 บัญญัติว่าศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาก็ตาม แต่เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ร่วมสั่งซื้อชุดนอน 5,000 ชุด และโอนเงิน 135,000 บาท ให้จำเลยครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ส่งมอบภายในเวลาที่ตกลงกัน จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา การพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามกฎหมายแพ่งว่าด้วยความรับผิด โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยกระทำผิดอาญาหรือไม่ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องคืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 341, 343 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 พร้อมให้คืนเงิน 135,000 บาท จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต และศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนัก จำคุก 3 ปี และให้คืนเงิน 135,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยโพสต์เฟซบุ๊กข้อความ “เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่” พร้อมภาพถ่าย แล้วโจทก์ร่วมติดต่อสั่งซื้อชุดนอน 5,000 ชุด ราคา 27 บาท โอนเงิน 135,000 บาท กำหนดส่งมอบวันที่ 22 กันยายน 2563 แต่จำเลยไม่ส่งมอบ ปัญหาคือจำเลยกระทำผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า จากข้อความสนทนาระหว่างคู่ความ จำเลยมิได้ยืนยันว่ามีสินค้าอยู่ในครอบครองแล้ว และโจทก์ร่วมทราบชัดว่าจำเลยยังไม่มีสินค้าพร้อมส่งมอบ อีกทั้งคำว่า “พรีออเดอร์” หมายถึงการสั่งซื้อล่วงหน้า แม้มีภาพกองสินค้าแต่ไม่มีข้อความยืนยันว่าสินค้ามีอยู่พร้อมส่ง จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยหลอกลวงด้วยข้อความเท็จหรือปกปิดความจริง การกระทำไม่เป็นความผิดฐานฉ้อโกง และไม่เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ ฎีกาจำเลยฟังขึ้น

ส่วนคดีแพ่ง แม้ยกฟ้องอาญา แต่เมื่อรับฟังได้ว่าจำเลยรับเงินแล้วไม่ส่งมอบตามสัญญา จำเลยต้องคืนเงิน 135,000 บาท ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 47 วรรคหนึ่ง และเนื่องจากโจทก์ร่วมมิได้ขอดอกเบี้ยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ศาลจึงไม่กำหนดดอกเบี้ย พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องคดีอาญา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คำถามที่พบบ่อย

1. คำถาม: การขายสินค้าแบบ “พรีออเดอร์” แล้วภายหลังไม่ส่งของ ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกงเสมอหรือไม่

คำตอบ: ไม่เสมอไป เพราะความผิดฐานฉ้อโกงต้องมี “การหลอกลวง” โดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงสำคัญ จนทำให้ผู้ซื้อหลงเชื่อและยอมมอบเงิน หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ซื้อทราบอยู่แล้วว่าสินค้ายังไม่อยู่ในครอบครองของผู้ขายและเป็นการสั่งซื้อแบบพรีออเดอร์ การไม่ส่งมอบตามกำหนดจึงอาจเป็นเพียงการผิดสัญญาในทางแพ่ง ไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฉ้อโกง

2. คำถาม: ศาลพิจารณาอย่างไรว่า “ผู้ซื้อรู้แล้วว่ายังไม่มีของ” จนไม่ถือว่าเป็นการถูกหลอกลวง

คำตอบ: ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมด โดยเฉพาะข้อความสนทนาระหว่างคู่กรณี เช่น การพูดคุยเรื่องระยะเวลารอสินค้า รอบการผลิต การกำหนดวันรับของในอนาคต รวมถึงถ้อยคำที่แสดงว่า “ต้องรอ” หรือ “ยังไม่พร้อมส่ง” หากข้อความโดยรวมทำให้เห็นว่าผู้ซื้อรับรู้ชัดว่าสินค้ายังไม่พร้อมส่งมอบทันที ย่อมฟังไม่ได้ว่าผู้ซื้อหลงเชื่อเพราะถูกหลอกลวง

3. คำถาม: คำว่า “เปิดพรีออเดอร์ล็อตใหม่” มีผลต่อการวินิจฉัยคดีอย่างไร

คำตอบ: คำว่า “พรีออเดอร์” โดยสภาพความหมายคือการเปิดให้สั่งจองหรือสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า จึงสื่อว่าผู้ขายอาจยังไม่มีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบทันที เมื่อตรวจสอบประกอบกับการสนทนาแล้วไม่ปรากฏว่าผู้ขายยืนยันว่า “มีของพร้อมส่ง” ข้อความดังกล่าวจึงไม่เป็นการรับรองข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จที่ทำให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่ามีสินค้าอยู่แล้ว

4. คำถาม: แม้ผู้ขายมีภาพถ่ายยืนหน้ากองสินค้า การกระทำยังอาจไม่เป็นฉ้อโกงได้หรือไม่

คำตอบ: ได้ หากภาพถ่ายและข้อความประกอบไม่ได้ยืนยันชัดว่าผู้ขายมีสินค้าอยู่ในครอบครองพร้อมส่งมอบ และข้อเท็จจริงจากการสนทนาชี้ว่าผู้ซื้อทราบอยู่แล้วว่ายังต้องรอสินค้า ภาพถ่ายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอจะถือว่าเป็นการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือการหลอกลวงจนเข้าองค์ประกอบความผิดฉ้อโกง

5. คำถาม: คดีลักษณะนี้จะเข้าความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์เรื่อง “นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ” ได้เมื่อใด

คำตอบ: จะเข้าข่ายได้เมื่อมีการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จที่มีสาระสำคัญในลักษณะหลอกลวง เช่น โฆษณาหรือยืนยันว่า “มีของพร้อมส่ง” ทั้งที่ไม่เป็นจริง และการนำเข้าข้อมูลนั้นทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อจนเกิดความเสียหาย หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นการพรีออเดอร์และผู้ซื้อรับรู้ว่าไม่มีของอยู่แล้ว ย่อมไม่ถือว่าเป็นการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จตามความหมายดังกล่าว

6. คำถาม: เมื่อศาลยกฟ้องคดีอาญา ผู้เสียหายยังเรียกเงินคืนได้หรือไม่

คำตอบ: ได้ แม้ศาลยกฟ้องในคดีอาญา แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้เสียหายชำระเงินแล้วผู้ขายไม่ส่งมอบสินค้าตามที่ตกลง ผู้ขายย่อมเป็นฝ่ายผิดสัญญาและต้องรับผิดคืนเงินในทางแพ่ง การเยียวยาทางแพ่งจึงยังคงทำได้แม้ไม่มีความผิดอาญา

7. คำถาม: คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลพิจารณาอย่างไรเมื่อคดีอาญาถูกยกฟ้อง

คำตอบ: ศาลพิจารณาคดีส่วนแพ่งตามหลักความรับผิดในทางแพ่งโดยยึดข้อเท็จจริงที่รับฟังได้จากสำนวนและการไต่สวน ไม่จำเป็นต้องผูกพันว่าจำเลยต้องมีความผิดอาญาเสียก่อน หากปรากฏว่ามีการรับเงินแล้วไม่ส่งมอบสินค้าตามสัญญา ศาลอาจพิพากษาให้คืนเงินในคดีส่วนแพ่งได้ แม้คดีอาญาจะไม่ต้องรับโทษ

8. คำถาม: หากผู้เสียหายไม่ได้ขอดอกเบี้ย ศาลจะสั่งดอกเบี้ยให้ได้หรือไม่

คำตอบ: โดยหลัก ศาลจะกำหนดดอกเบี้ยให้ได้เมื่อมีคำขอในคดีส่วนแพ่งตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หากผู้เสียหายมิได้ยื่นคำขอดอกเบี้ยไว้ ศาลอาจไม่กำหนดให้ชดใช้ดอกเบี้ย และพิพากษาเพียงให้คืนเงินต้นตามที่ร้องขอและรับฟังได้จากข้อเท็จจริง

9. คำถาม: ข้อควรระวังทางกฎหมายสำหรับผู้ซื้อเมื่อสั่งสินค้าแบบพรีออเดอร์คืออะไร

คำตอบ: ผู้ซื้อควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเป็นสินค้าพร้อมส่งหรือพรีออเดอร์ ระยะเวลาส่งมอบที่แน่นอน เก็บหลักฐานการสนทนาและหลักฐานการโอนเงิน รวมถึงข้อมูลตัวตนผู้ขาย หากทราบว่าเป็นพรีออเดอร์อยู่แล้วแต่ภายหลังไม่ได้รับสินค้า แนวทางที่เหมาะสมมักเป็นการเรียกเงินคืนตามสัญญาในทางแพ่ง เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการหลอกลวงด้วยข้อความเท็จตั้งแต่ต้น




การฉ้อโกงตามกฎหมายอาญา

การกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน และข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์–ฎีกา
อายุความร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกงและภาระการพิสูจน์ของผู้เสียหาย(ฎีกาที่ 485/2567)
คดีซื้อขายรถไม่โอนกรรมสิทธิ์ ไม่เป็นฉ้อโกง (ฎีกา 1028/2567)
ฎีกาที่ไม่แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์ & ฉ้อโกงลงทุน (ฎีกา 1154/2567)
สรุปคดีลงทุนบริษัท-แชร์ลูกโซ่ & ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎีกา 1220/2567)
สรุปคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “อั้งยี่–ซ่องโจร” และฉ้อโกงประชาชน (ฎีกา 2614/2568)
หลากกรรมต่างกัน หลอกลงทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล,คดีฉ้อโกง, มาตรา 341,(ฎีกา 3133/2568)
คดีฉ้อโกงประชาชน & พยานหลักฐานเท็จ, ป.อ. มาตรา 341, (ฎีกา 725/2567)
นิติกรรมฉ้อฉลจากการโอนทรัพย์, การโอนทรัพย์หนีหนี้เพิกถอนได้(ฎีกา 1383/2568)
(ฎีกา 238/2568) คดีฉ้อโกง & การห้ามฎีกา,ป.อ. มาตรา 341
คำพิพากษาศาลฎีกา 2659/2567 – สรุปคดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก & ข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567: รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้คนร้าย ใช้โอนเงินจากการฉ้อโกงประชาชน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5793/2567: คดีฉ้อโกงและความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กับประเด็นอำนาจศาลแขวง
คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 | คดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านกลอุบายลงทุน แชร์ออนไลน์
ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์, การหลอกลวงผ่านอีเมล