
| ฟ้องคดีฉ้อโกงต้องร้องทุกข์ภายในกี่เดือน? ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิดแล้วแต่ฟ้องช้า จะขาดอายุความหรือไม่ และศาลจะยกฟ้องหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยอายุความร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงอันเป็นความผิดที่กฎหมายกำหนดให้เป็นความผิดอันยอมความได้ โดยพิจารณาถึงหน้าที่ของผู้เสียหายในการนำสืบให้ได้ความว่าการฟ้องคดีอาญานั้นกระทำภายในกำหนดอายุความสามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ศาลได้วินิจฉัยจากพฤติการณ์การทวงถาม การบ่ายเบี่ยง และการปฏิเสธการคืนเงินว่าผู้เสียหายย่อมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดก่อนวันฟ้องคดีเป็นเวลานานเกินกำหนด ผลคือคดีขาดอายุความและสิทธิฟ้องคดีอาญาย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังนี้ คำถามที่ 1 ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงจะถือว่ารู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำเมื่อใดตามกฎหมายอาญา คำถามที่ 2 ภาระการพิสูจน์ว่าการฟ้องอยู่ภายในอายุความร้องทุกข์สามเดือนเป็นของฝ่ายใดในคดีนี้ คำถามที่ 3 เมื่อผู้เสียหายฟ้องคดีฉ้อโกงเกินกำหนดอายุความตามมาตรา 96 ศาลยังมีอำนาจลงโทษจำเลยหรือไม่ สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 โดยกล่าวว่าได้หลอกลวงให้โจทก์โอนเงินจำนวน 1,000,000 บาทให้แก่จำเลยที่ 1 ผ่านบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าจะนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการประกันตัวบุคคลชื่อ ราเชล ต่อมาถึงกำหนดวันที่ 21 กันยายน 2563 ซึ่งเป็นวันที่ควรคืนเงิน จำเลยมิได้คืนเงินให้โจทก์ แม้โจทก์จะทวงถามหลายครั้งตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี เมื่อโจทก์ทวงถามโดยตรงกับราเชลในวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ราเชลแจ้งว่าบัญชีถูกระงับและไม่สามารถคืนเงินได้ โจทก์ไม่เคยได้รับหลักฐานการถูกระงับบัญชีแต่อย่างใด แม้ต่อมาในวันที่ 26 สิงหาคม 2565 โจทก์จะสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมแต่ไม่ได้รับคำตอบในเรื่องสำคัญ ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ทั้งหมดชี้ให้เห็นว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างช้าที่สุดตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 แล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2565 ซึ่งเกินสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่าโจทก์ในฐานะผู้เสียหายได้ฟ้องคดีฉ้อโกงภายในอายุความร้องทุกข์สามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 หรือไม่ โดยศาลฎีกาพิจารณาจากพฤติการณ์การทวงถาม การบ่ายเบี่ยง และการปฏิเสธการคืนเงินของฝ่ายจำเลยว่าทำให้โจทก์รู้อย่างชัดเจนถึงการกระทำความผิดก่อนวันฟ้องคดีเป็นเวลานาน ส่งผลให้สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้คือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ซึ่งกำหนดอายุความร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ และมาตรา 341 ว่าด้วยความผิดฐานฉ้อโกง รวมถึงผลของการฟ้องคดีเกินกำหนดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 อายุความร้องทุกข์สามเดือน ความผิดอันยอมความได้ต้องร้องทุกข์หรือฟ้องภายในสามเดือนนับแต่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากเกินกำหนดสิทธิร้องทุกข์ย่อมขาดอายุความทันที 2 รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ศาลตีความจากพฤติการณ์การทวงถามและคำปฏิเสธการคืนเงินว่าโจทก์รู้อย่างชัดเจนแล้วตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 จึงถือเป็นวันเริ่มนับอายุความตามมาตรา 96 3 ภาระการพิสูจน์ของผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนแต่เลือกฟ้องคดีเอง ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการฟ้องกระทำภายในกำหนดอายุความ ภาระนี้อยู่กับโจทก์โดยตรงในทุกชั้นพิจารณา 4 ความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 เป็นความผิดอันยอมความได้ โจทก์ต้องพิสูจน์การหลอกลวง ความเสียหาย และความสัมพันธ์เหตุผลของการโอนเงิน แต่หากคดีขาดอายุความก็ไม่สามารถลงโทษได้ไม่ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร 5 สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับตามมาตรา 39(6) เมื่อฟ้องคดีเกินอายุความ ผู้เสียหายหมดสิทธิฟ้องคดีอาญา ศาลต้องยกฟ้องโดยไม่วินิจฉัยเนื้อหาเชิงลึกเกี่ยวกับความผิดเพราะสิทธิฟ้องได้ระงับไปโดยผลของกฎหมาย คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีการะบุว่า ความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 เมื่อผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์ และเลือกนำคดีมาฟ้องเองย่อมมีภาระต้องนำสืบให้ได้ว่าการฟ้องกระทำภายในกำหนดอายุความ แม้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องก็มีภาระเช่นเดียวกัน จากพฤติการณ์การทวงถาม การบ่ายเบี่ยง และการปฏิเสธการคืนเงินโดยไม่มีหลักฐาน ศาลเห็นว่าผู้เสียหายย่อมรู้ถึงการไม่ประสงค์คืนเงินและย่อมรู้ตัวผู้กระทำความผิดตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 4 กันยายน 2565 คดีย่อมขาดอายุความตามมาตรา 96 และสิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลชั้นต้น วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1 ความผิดอันยอมความได้และอายุความร้องทุกข์ มาตรา 96 เป็นข้อยกเว้นสำคัญที่จำกัดการฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายในคดีที่มีลักษณะส่วนตัวหรือสามารถยอมความได้ กฎหมายต้องการให้คู่กรณีรีบดำเนินการทันที ไม่ปล่อยให้คดีค้างคานเป็นเวลานาน เพราะถือว่าความเสียหายและการพิสูจน์พยานหลักฐานต้องมีความสดใหม่ 2 ภาระการพิสูจน์ของผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน แต่เลือกฟ้องคดีเอง ผู้เสียหายต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการฟ้องเป็นการกระทำภายในกำหนดเวลา ศาลย้ำว่าภาระอยู๋กับโจทก์อย่างเต็มที่ในทุกชั้นของการพิจารณา 3 วันเริ่มนับอายุความ ศาลพิจารณาจากพฤติการณ์ว่าผู้เสียหายทราบแน่ชัดถึงการหลอกลวงเมื่อผู้ถูกกล่าวหาปฏิเสธการคืนเงินโดยไม่มีหลักฐานประกอบ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีการแจ้งหลักฐานหรือคำตอบโดยละเอียดเพิ่มเติมในภายหลัง 4 การทวงถามและการบ่ายเบี่ยงเป็นข้อบ่งชี้ถึงการรู้เรื่องความผิด ศาลถือว่าการทวงถามหลายครั้ง การบ่ายเบี่ยงโดยไม่มีหลักฐาน และการปฏิเสธการคืนเงินเป็นพฤติการณ์ที่สามารถนับเป็นวันแห่งการรู้เรื่องความผิดได้โดยไม่ต้องมีการยอมรับอย่างชัดเจนจากผู้กระทำ 5 ผลทางกฎหมายเมื่อฟ้องเกินอายุความ เมื่อครบกำหนดสามเดือน สิทธิฟ้องคดีอาญาของผู้เสียหายย่อมระงับ และศาลไม่อาจลงโทษจำเลยได้ แม้ข้อเท็จจริงอาจชี้ว่ามีการกระทำผิดจริงก็ตาม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ย้ำว่าการใช้สิทธิร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้นั้นต้องกระทำภายในกำหนดเวลา กฎหมายมุ่งหมายป้องกันมิให้ผู้เสียหายเพิกเฉยต่อสิทธิของตน การทวงถามบ่อยครั้งและการบ่ายเบี่ยงของจำเลยย่อมเป็นข้อบ่งชี้ถึงการรู้เรื่องความผิด ผู้เสียหายจึงต้องดำเนินการภายในสามเดือนเพื่อมิให้สิทธิฟ้องอาญาระงับโดยผลของกฎหมาย IRAC Analysis Issue คดีมีปัญหาว่าการฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงนั้นเป็นการฟ้องภายในกำหนดอายุความร้องทุกข์สามเดือนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 หรือไม่ Rule มาตรา 96 บัญญัติว่า ในความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากไม่ร้องทุกข์ภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิร้องทุกข์ย่อมขาดอายุความ และตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) สิทธิฟ้องคดีอาญาย่อมระงับ Application พฤติการณ์แห่งคดีปรากฏว่าโจทก์ทวงถามจำเลยที่ 1 มาอย่างต่อเนื่อง และเมื่อทวงถามนางราเชลในวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ได้รับคำตอบว่าบัญชีถูกระงับแต่ไม่มีหลักฐานใดประกอบ ศาลเห็นว่าคำตอบนี้เป็นการปฏิเสธโดยพฤติเหตุและแสดงถึงการไม่ประสงค์คืนเงินให้โจทก์ อันเป็นเหตุชี้ว่าผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างช้าที่สุดตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 4 กันยายน 2565 ย่อมเกินสามเดือนตามที่กฎหมายกำหนด การฟ้องจึงขาดอายุความ ศาลไม่อาจรับฟ้องหรือลงโทษจำเลยได้ Conclusion คดีนี้ขาดอายุความ ผู้เสียหายฟ้องคดีเกินกำหนดสามเดือนตามมาตรา 96 สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนให้ยกฟ้องจำเลย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 485/2567 โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันฉ้อโกงโจทก์โดยการหลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้โจทก์โอนเงิน 1,000,000 บาทให้จำเลยที่ 1 โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 341 อันเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่ง ป.อ. มาตรา 96 บัญญัติว่า "…ในกรณีความผิดอันยอมความได้ ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เป็นอันขาดอายุความ" คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่าการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเองนี้เป็นการฟ้องภายในอายุความดังกล่าว แม้จะเป็นชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ก็มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น คดีนี้โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2565 หลังจากวันเกิดเหตุคือวันที่ 21 สิงหาคม 2563 นานกว่า 2 ปี โดยโจทก์อ้างว่าเพิ่งรู้เรื่องความผิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 แต่คดีกลับได้ความว่า หลังจากวันที่ 21 กันยายน 2563 อันเป็นวันครบกำหนดที่จะต้องชำระเงินที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจะนำไปใช้ประกันตัว ร. พวกของจำเลยทั้งสองคืน โจทก์ได้พูดคุยติดต่อทวงถามจำเลยที่ 1 มาโดยตลอด แต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงเรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 เมื่อโจทก์ทวงถามเงินจาก ร. โดยตรงผ่านแอปพลิเคชั่น WHATSAPP ร. แจ้งว่าไม่สามารถคืนเงินเพราะบัญชีถูกระงับ โดย ร. ไม่เคยนำหลักฐานเกี่ยวกับการถูกระงับบัญชีมาให้โจทก์ดู พฤติการณ์ถือว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างช้าที่สุดตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 แล้ว เพราะเป็นวันที่โจทก์ทราบแน่ชัดแล้วว่าฝ่ายผู้กระทำความผิดปฏิเสธไม่ประสงค์จะคืนเงินให้โจทก์ ส่วนวันที่ 26 สิงหาคม 2565 ที่โจทก์ส่งข้อความสอบถามถึงหลักฐานที่ ร. ถูกดำเนินคดี และหลักฐานการรับเงินแต่ ร. ไม่ตอบแต่กลับตอบคำถามเรื่องอื่นนั้นเป็นการประสงค์จะแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อใช้ยันจำเลยที่ 1 มากกว่าจะฟังว่าโจทก์เพิ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อนับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเกินกว่าสามเดือน ดังนั้น ไม่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจะเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้เพราะคดีขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (6) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานฉ้อโกง โดยกล่าวหาว่าจำเลยหลอกลวงให้โอนเงิน 1,000,000 บาท ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์และฎีกา โดยได้รับอนุญาตในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลฎีกายังคงยืนตามศาลชั้นต้น ประเด็นสำคัญคือ คดีขาดอายุความหรือไม่ เนื่องจากความผิดฐานฉ้อโกงเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่ผู้เสียหายรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เหตุเกิดเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2563 แต่โจทก์ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2565 โดยอ้างว่าเพิ่งรู้ความผิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่าหลังครบกำหนดคืนเงิน โจทก์ได้ทวงถามมาโดยตลอด และเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 จำเลยมีพฤติการณ์ปฏิเสธไม่คืนเงินโดยไม่มีหลักฐาน จึงถือว่าเป็นวันที่โจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำผิดอย่างชัดเจนแล้ว เมื่อคำนวณระยะเวลาจากวันดังกล่าวถึงวันฟ้องคดี เกินกว่า 3 เดือน จึงถือว่าคดีขาดอายุความ แม้การกระทำจะเป็นความผิดจริง ศาลก็ไม่อาจลงโทษจำเลยได้ สิทธิในการฟ้องคดีอาญาย่อมระงับ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนยกฟ้อง ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันฉ้อโกงโจทก์โดยการหลอกลวงแสดงข้อความอันเป็นเท็จให้โจทก์โอนเงิน 1,000,000 บาทให้จำเลยที่ 1 โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อันเป็นความผิดอันยอมความได้ ซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติว่า …ในกรณีความผิดอันยอมความได้ถ้าผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ภายในสามเดือน นับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเป็นอันขาดอายุความ คดีนี้โจทก์ในฐานะผู้เสียหายมิได้ร้องทุกข์ โจทก์จึงมีหน้าที่ต้องนำสืบให้ได้ความว่าการที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเองนี้เป็นการฟ้องภายในอายุความดังกล่าว แม้จะเป็นชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ก็มีหน้าที่นำสืบให้ได้ความเช่นนั้น คดีนี้โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2565 หลังจากวันเกิดเหตุคือวันที่ 21 สิงหาคม 2563 นานกว่า 2 ปี โดยโจทก์อ้างว่าเพิ่งรู้เรื่องความผิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 แต่คดีกลับได้ความว่า หลังจากวันที่ 21 กันยายน 2563 อันเป็นวันครบกำหนดที่จะต้องชำระเงินที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าจะนำไปใช้ประกันตัวนางราเชล พวกของจำเลยทั้งสองคืน โจทก์ได้พูดคุยติดต่อทวงถามจำเลยที่ 1 มาโดยตลอด แต่จำเลยที่ 1 บ่ายเบี่ยงเรื่อยมาจนกระทั่งวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 เมื่อโจทก์ทวงถามเงินจากนางราเชลโดยตรงผ่านแอปพลิเคชั่น WHATSAPP นางราเชลจึงแจ้งว่าไม่สามารถคืนเงินเพราะบัญชีถูกระงับโดยโจทก์เบิกความว่านางราเชลไม่เคยนำหลักฐานเกี่ยวกับการถูกระงับบัญชีมาให้โจทก์ดู ดังนี้ เมื่อพิจารณาพฤติการณ์ที่ฝ่ายผู้กระทำความผิดอ้างต่อโจทก์โดยปราศจากหลักฐานมาแสดงพฤติการณ์น่าเชื่อว่าโจทก์รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดอย่างช้าที่สุดตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 แล้ว เพราะเป็นวันที่โจทก์ทราบแน่ชัดแล้วว่าฝ่ายผู้กระทำความผิดปฏิเสธไม่ประสงค์จะคืนเงินให้โจทก์ ส่วนวันที่ 26 สิงหาคม 2565 ที่โจทก์ส่งข้อความสอบถามถึงหลักฐานที่นางราเชลถูกดำเนินคดี และหลักฐานการรับเงินแต่นางราเชลไม่ตอบแต่กลับตอบคำถามเรื่องอื่นนั้นก็น่าจะเป็นเพราะโจทก์รู้จักสนิทสนมและเชื่อถือจำเลยที่ 1 จึงประสงค์จะแสวงหาพยานหลักฐานเพื่อใช้ยันจำเลยที่ 1 มากกว่าจะฟังว่าโจทก์เพิ่งรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด เมื่อนับแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเกินกว่าสามเดือน ดังนั้น ไม่ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองกับพวกจะเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ ก็ไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้เพราะคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องมานั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม คดีนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นอายุความร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงอันยอมความได้ โดยศาลทั้งสามสถาบันวินิจฉัยไปในทิศทางเดียวกันว่าคดีขาดอายุความและไม่อาจลงโทษจำเลยได้ 1 ศาลชั้นต้นพิเคราะห์ว่าโจทก์ฟ้องคดีช้ากว่าสามเดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำในวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 จึงพิพากษายกฟ้อง 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องว่าพฤติการณ์การทวงถามและการบ่ายเบี่ยงของจำเลยทำให้โจทก์รู้อย่างเพียงพอแล้ว และเมื่อฟ้องวันที่ 4 กันยายน 2565 ย่อมเกินกำหนดสามเดือน จึงพิพากษายืน 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนยันว่าคดีขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 สิทธิฟ้องคดีอาญาระงับตามมาตรา 39(6) จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในคดีนี้ โจทก์อ้างว่าถูกจำเลยทั้งสองกับพวกหลอกลวงให้โอนเงินจำนวน 1,000,000 บาท โดยเชื่อคำอ้างว่าจะนำเงินไปใช้ประกันตัวบุคคลชื่อราเชล ต่อมาเมื่อครบกำหนดวันคืนเงินคือวันที่ 21 กันยายน 2563 จำเลยบ่ายเบี่ยงและไม่คืนเงิน แม้โจทก์ทวงถามเรื่อยมาเป็นเวลานานกว่า 2 ปี จนกระทั่งวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 เมื่อติดต่อราเชลโดยตรงแล้วได้รับคำตอบว่าบัญชีถูกระงับแต่ไม่แสดงหลักฐานใด ๆ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้หรือไม่ว่าโจทก์ย่อมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 แล้ว และเมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันที่ 4 กันยายน 2565 ควรวินิจฉัยว่าเป็นการฟ้องเกินอายุความหรือไม่ ธงคำตอบ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 96 บัญญัติชัดว่าในความผิดอันยอมความได้ ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายในสามเดือนนับแต่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด หากไม่ร้องทุกข์ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด สิทธิร้องทุกข์ย่อมขาดอายุความและฟ้องคดีอาญาไม่ได้ ในคดีนี้แม้โจทก์อ้างว่าทราบความผิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2565 แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าโจทก์ทวงถามจำเลยเรื่อยมานับแต่วันที่ครบกำหนดคืนเงิน และเมื่อได้รับคำตอบจากราเชลในวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ว่าบัญชีถูกระงับโดยไม่มีหลักฐานอ้างอิง ศาลถือว่าพฤติการณ์นี้เป็นการปฏิเสธการคืนเงินอย่างมีนัยสำคัญและโจทก์ย่อมรู้ว่าถูกฉ้อโกงตั้งแต่วันดังกล่าว เมื่อนับสามเดือนจากวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 การที่โจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 4 กันยายน 2565 ย่อมเกินกำหนดอายุความตามมาตรา 96 คดีจึงขาดอายุความและไม่อาจฟ้องคดีอาญาได้ ข้อ 2 โจทก์มิได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนแต่เลือกฟ้องคดีด้วยตนเองในความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ จึงเกิดประเด็นสำคัญว่าภาระการพิสูจน์เพื่อแสดงว่าการฟ้องอยู่ภายในอายุความร้องทุกข์เป็นหน้าที่ของโจทก์หรือศาลต้องพิจารณาเองโดยไม่ต้องมีพยานหลักฐานจากฝ่ายโจทก์ และในชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ต้องพิสูจน์ในประเด็นนี้ด้วยหรือไม่ ธงคำตอบ หลักกฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาวางหลักว่า เมื่อผู้เสียหายไม่ร้องทุกข์แต่เลือกนำคดีอาญาอันยอมความได้มาฟ้องเอง ภาระการพิสูจน์ว่าได้ฟ้องภายในสามเดือนตามมาตรา 96 เป็นภาระโดยตรงของโจทก์ เพราะหากไม่พิสูจน์ให้ได้ สิทธินำคดีอาญาฟ้องจะระงับ ศาลไม่อาจลงโทษจำเลยได้ ในคดีนี้โจทก์ต้องนำพยานหลักฐานยืนยันวันรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด แม้เป็นชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ก็มีภาระต้องพิสูจน์เช่นเดียวกัน เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์กลับแสดงถึงการรู้เรื่องความผิดตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 และโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ว่ารู้ภายหลังได้ ศาลจึงต้องวินิจฉัยว่าคดีฟ้องเกินอายุความและยกฟ้องจำเลย ข้อ 3 ข้อเท็จจริงสำคัญประการหนึ่งคือโจทก์ยังคงติดต่อทวงถามจำเลยตลอดช่วงเวลากว่า 2 ปี และในวันที่ 26 สิงหาคม 2565 ได้มีการส่งข้อความสอบถามเพิ่มเติมถึงหลักฐานเกี่ยวกับบัญชีที่ถูกระงับ แต่ไม่ได้รับคำตอบในประเด็นสำคัญ จึงเกิดข้อสงสัยว่า การสืบหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมหรือการรอข้อมูลจากจำเลยในภายหลังสามารถนับเป็นวันที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดตามมาตรา 96 ได้หรือไม่ หรือศาลต้องนับวันที่พฤติการณ์โดยรวมทำให้ผู้เสียหายควรรู้อย่างชัดเจนแล้วว่าถูกกระทำความผิด ธงคำตอบ การกำหนดวันเริ่มนับอายุความตามมาตรา 96 ไม่ได้ขึ้นกับวันที่ผู้เสียหายได้รับคำตอบครบถ้วนจากผู้กระทำหรือวันที่ตนรวบรวมพยานหลักฐานครบสมบูรณ์ แต่ขึ้นกับวันที่ผู้เสียหาย “รู้หรือควรรู้” ว่ามีการกระทำความผิดและรู้ตัวผู้กระทำ ในคดีนี้ศาลวินิจฉัยว่าการปฏิเสธคืนเงินและอ้างว่าบัญชีถูกระงับโดยไม่มีหลักฐานตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 เป็นข้อบ่งชี้สำคัญเพียงพอว่าผู้เสียหายควรรู้แล้วว่าถูกฉ้อโกง การสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในวันที่ 26 สิงหาคม 2565 เป็นเพียงความพยายามแสวงหาหลักฐานเพื่อยืนยันการฟ้องคดี ไม่ใช่วันเริ่มรู้ความผิด จึงไม่นับเป็นวันเริ่มต้นอายุความ และการฟ้องคดีในวันที่ 4 กันยายน 2565 จึงเป็นการฟ้องเกินกำหนด ข้อ 4 ในคดีนี้จำเลยที่ 1 และราเชลมีความสนิทสนมกับโจทก์และอาศัยความเชื่อถือจนโจทก์ยอมโอนเงินจำนวนมาก ภายหลังเมื่อรอคืนเงินเป็นเวลานานและจำเลยบ่ายเบี่ยง แม้โจทก์ยังคงรักษาความเชื่อถืออยู่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงเกิดปัญหาว่าความไว้เนื้อเชื่อใจส่วนบุคคลสามารถขยายหรือเลื่อนวันเริ่มนับอายุความร้องทุกข์ได้หรือไม่ในกรณีที่ผู้เสียหายยังไม่ต้องการเชื่อว่าถูกฉ้อโกง ธงคำตอบ กฎหมายอาญาโดยเฉพาะมาตรา 96 ใช้มาตรฐานวัตถุประสงค์คือ เมื่อพฤติการณ์แห่งคดีทำให้บุคคลทั่วไปซึ่งอยู่ในสถานะเดียวกันย่อมรู้หรือควรรู้ว่ามีการฉ้อโกง วันดังกล่าวย่อมเป็นวันเริ่มนับอายุความ แม้ผู้เสียหายยังคงมีความเชื่อใจจำเลยเพราะความสนิทสนมส่วนตัวก็ไม่อาจทำให้กำหนดอายุความเลื่อนออกไปได้ ในคดีนี้เมื่อราเชลอ้างว่าบัญชีถูกระงับและไม่แสดงหลักฐานใดเลย เป็นพฤติการณ์ที่บุคคลทั่วไปย่อมรู้ว่ามีความผิดเกิดขึ้น การที่โจทก์ยังไม่ยอมตัดสินใจฟ้องคดีเพราะความไว้ใจจำเลยไม่อาจทำให้วันเริ่มนับอายุความเลื่อนออกไป กำหนดอายุความจึงเริ่มในวันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ข้อ 5 คดีนี้ศาลทั้งสามวินิจฉัยตรงกันว่าความผิดฐานฉ้อโกงตามมาตรา 341 แม้ข้อเท็จจริงอาจมีน้ำหนักว่าจำเลยกระทำความผิดจริง แต่เมื่อฟ้องคดีเกินกำหนดอายุความตามมาตรา 96 ศาลไม่มีอำนาจลงโทษจำเลย จึงเกิดประเด็นสำคัญทางกระบวนวิธีว่าเหตุใดศาลต้องยกฟ้องโดยไม่พิจารณาในเนื้อหาความผิดเพิ่มเติม ทั้งที่คดีอาจมีประโยชน์ต่อการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของสังคมและผู้เสียหาย ธงคำตอบ อายุความร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้เป็นหลักกฎหมายที่มีลักษณะเด็ดขาด เมื่อครบกำหนดแล้วสิทธิฟ้องคดีอาญาระงับโดยผลของกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6) ศาลจึงไม่มีอำนาจพิจารณาประเด็นอื่นต่อไป แม้ข้อเท็จจริงจะมีน้ำหนักในทางความผิดก็ตาม หลักนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ถูกกล่าวหาให้ไม่ต้องเผชิญกับการฟ้องคดีอาญาหลังเวลาผ่านไปนานเกินควร และส่งเสริมให้ผู้เสียหายใช้สิทธิของตนทันทีโดยไม่ปล่อยให้คดีล่าช้าจนพยานหลักฐานเสื่อมค่า ในคดีนี้เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเกินกำหนดสามเดือน ศาลจึงต้องยกฟ้องโดยไม่อาจวินิจฉัยเนื้อหาความผิดเพิ่มเติม |




