
| การกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน และข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์ฎีกา
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นการกู้ยืมเงินโดยใช้สมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มของธนาคารเป็นประกัน และภายหลังจำเลยนำทรัพย์ดังกล่าวกลับคืนไปโดยอ้างว่าจะไปดำเนินการขอกู้เงินเพิ่มเติม ทั้งที่เป็นข้อความอันเป็นเท็จ โดยโจทก์เห็นว่าเป็นการฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 อย่างไรก็ดี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ซึ่งมีผลให้โจทก์ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าไม่อาจรับฎีกาโจทก์ไว้พิจารณาได้ และให้ยกฎีกาโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดี ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 140,000 บาท โดยตกลงดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี และเพื่อเป็นประกันการชำระดอกเบี้ย จำเลยมอบสมุดเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารกรุงไทย และบัตรถอนเงินอัตโนมัติ (เอทีเอ็ม) ให้โจทก์ถือไว้ โดยโจทก์ใช้บัตรดังกล่าวกดถอนเงินเป็นดอกเบี้ยต่อเนื่องทุกเดือนเป็นเวลา 10 เดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2533 จำเลยขอรับสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มคืน โดยอ้างว่าจะนำไปติดต่อธนาคารเพื่อขอกู้เงินเพิ่มในประเภท “สินเชื่อธนวัฒน์” และจะนำกลับมาคืนให้โจทก์ภายหลัง แต่ปรากฏว่าจำเลยไม่มีเจตนาจะไปติดต่อธนาคารจริง เมื่อถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยเดือนถัดไป โจทก์ไปทวงคืน แต่จำเลยปฏิเสธไม่คืน จึงฟ้องจำเลยฐานฉ้อโกงตาม ป.อ. มาตรา 341 ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาตรวจแล้วเห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยยกฟ้องจำเลย คดีนี้เป็น “คดีที่โจทก์ต้องห้ามฎีกา” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 ซึ่งกำหนดให้โจทก์ไม่อาจฎีกาในคดีที่ศาลล่างทั้งสองศาลยกฟ้อง ดังนั้น การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์จึงเป็นคำสั่งที่มิชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในเนื้อหาคดี และพิพากษายกฎีกาโจทก์ วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายสำคัญ 1 ประเด็นสิทธิของโจทก์ในการฎีกา กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 วางหลักว่า • หากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลย • โจทก์ (ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่เข้าฟ้องเอง) ต้องห้ามฎีกา • ยกเว้นกรณีที่อัยการเป็นโจทก์ ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้ฎีกาได้ หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ จำกัดการใช้กระบวนการในชั้นฎีกาของคู่ความเอกชนเพื่อป้องกันการฟ้องซ้ำซากและลดภาระศาล ในคดีนี้ โจทก์เป็น “เอกชนผู้ฟ้องคดีอาญาเอง” (private prosecution) จึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดดังกล่าวอย่างชัดเจน 2 ประเด็นการหลอกลวงและการส่งมอบทรัพย์ ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคำฟ้องสะท้อนการใช้ “สมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็ม” เป็นวัตถุในการสร้างความเชื่อถือระหว่างคู่กู้ยืม ซึ่งโดยหลักกฎหมายอาญา ถือเป็น “ทรัพย์” และสามารถใช้เป็นเครื่องประกอบพฤติการณ์หลอกลวงได้ อย่างไรก็ดี ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เห็นว่า พฤติการณ์ไม่เพียงพอที่จะเป็นการฉ้อโกง จึงยกฟ้อง เมื่อศาลตรวจรวบแล้วเห็นว่าเป็นคดีที่ถูกยกฟ้องทั้งสองชั้น ย่อมเข้าสู่เงื่อนไข “ต้องห้ามฎีกา” โดยผลทางกฎหมายในชั้นฎีกาไม่ขึ้นกับเนื้อหาคดี แต่ขึ้นกับสิทธิในการใช้กระบวนพิจารณา 3 หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลัก 3 ประการสำคัญ 1. ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยเนื้อหา หากคดีเป็นประเภทต้องห้ามฎีกา ชี้ให้เห็นว่าเนื้อหาถูก “ปิดทางพิจารณา” โดยกฎหมาย ไม่ใช่โดยดุลพินิจของศาล 2. ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจสั่งรับฎีกา หากผิดเงื่อนไขตามมาตรา 220 การรับฎีกาโจทก์โดยศาลชั้นต้นเป็นคำสั่งที่ศาลฎีกายืนยันว่า “มิชอบ” 3. คดีอาญาที่เอกชนฟ้องเอง ย่อมต้องเคร่งครัดต่อกฎหมายวิธีพิจารณา เพื่อความมั่นคงในกระบวนการยุติธรรมและการป้องกันการใช้สิทธิฟ้องโดยไม่สิ้นสุด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินและการหลอกลวงอาจมีประเด็นให้วินิจฉัย แต่หากคดีเข้าสู่ข่าย “ต้องห้ามฎีกา” ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแล้ว สิทธิในการพิจารณาคดีชั้นฎีกาย่อมถูกจำกัดโดยเด็ดขาด คู่ความต้องเข้าใจขอบเขตของสิทธิอุทธรณ์–ฎีกาในคดีอาญาให้ดี มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิและไม่อาจนำคดีเข้าสู่การตรวจสอบในชั้นสูงสุดได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าจำเลยมีเจตนาหลอกลวงเพื่อเอาทรัพย์ของโจทก์ จึงพิพากษายกฟ้องจำเลย 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตรวจสำนวนแล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่าหลักฐานยังไม่แสดงเจตนาฉ้อโกงของจำเลย จึงพิพากษายืนยกฟ้อง 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าเมื่อศาลล่างทั้งสองศาลยกฟ้อง คดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์โดยมิชอบ ศาลฎีกาจึงยกฎีกาโดยไม่วินิจฉัยในเนื้อหาแห่งคดี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 834/2535 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีโจทก์ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ จึงมิชอบ โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2532 จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไป 140,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี การกู้ยืมเงินนี้จำเลยมอบสมุดเงินฝากประเภทออมทรัพย์ของธนาคารกรุงไทย จำกัดสาขาสงขลา พร้อมบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันโจทก์ได้นำบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติไปกดถอนดอกเบี้ยแต่ละเดือนมีกำหนด 10 เดือน แล้วต่อมาวันที่ 30 มกราคม 2533 จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าจะนำสมุดเงินฝากประเภทออมทรัพย์พร้อมบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติดังกล่าวไปติดต่อธนาคารกรุงไทย จำกัด สาขาสงขลาเพื่อขอกู้ยืมเงินประเภทสินเชื่อธนวัฒน์ เมื่อติดต่อเสร็จแล้วจะมามอบให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกันเช่นเดิม อันเป็นข้อความเท็จความจริงแล้วจำเลยหาได้มีเจตนาไปติดต่อธนาคารเพื่อขอกู้เงินแต่อย่างใดไม่ เนื่องจากโจทก์หลงเชื่อจึงได้มอบสมุดเงินฝากและบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติดังกล่าวให้จำเลยไป ต่อมา เมื่อถึงกำหนดชำระดอกเบี้ยประจำเดือนมกราคม 2533 โจทก์ได้ไปติดต่อทวงถามขอสมุดเงินฝากธนาคารและบัตรฝากถอนเงินอัตโนมัติดังกล่าวคืนจากจำเลยเพื่อนำมากดถอนจำนวนดอกเบี้ยและยึดถือไว้เป็นประกันตามที่เคยปฏิบัติมาแต่จำเลยปฏิเสธ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์ คดีโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532มาตรา 13 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาโจทก์ จึงมิชอบ ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้" พิพากษา ยกฎีกาโจทก์ การกู้ยืมเงินโดยส่งมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน: มุมมองทางกฎหมายที่ควรรู้ การกู้ยืมเงินระหว่างเอกชนมักมีการตกลงเงื่อนไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่มีหลักทรัพย์อย่างเป็นทางการ เช่น โฉนดที่ดินหรือทรัพย์สินมีมูลค่าอื่น ๆ จึงเกิดวิธีการใช้ “สมุดเงินฝากธนาคาร” และ “บัตรเอทีเอ็ม” เป็นประกันการชำระหนี้ ซึ่งพบได้บ่อยในทางปฏิบัติ แต่กลับเป็นประเด็นที่มีความเสี่ยงสูงทั้งด้านกฎหมายและคดีอาญา เพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์สิน ข้อมูลการเงิน และเจตนาของคู่สัญญา ในทางกฎหมาย สมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มถือเป็น “ทรัพย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา แม้สมุดเงินฝากจะเป็นเพียงเอกสารแสดงยอดเงิน แต่ศาลฎีกายอมรับว่าเป็นวัตถุที่สามารถใช้ประกอบการหลอกลวงหรือสร้างความเชื่อถือได้ ส่วนบัตรเอทีเอ็มนั้นสามารถใช้ถอนเงินได้โดยตรง จึงมีมูลค่าเชิงใช้งาน (instrumental value) ที่สูงกว่าเอกสารทั่วไป การส่งมอบทั้งสองสิ่งให้แก่เจ้าหนี้ จึงมีความหมายว่าลูกหนี้ยินยอมให้เจ้าหนี้ถือกรรมสิทธิ์เชิงครอบครองเพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับเงินดอกเบี้ยหรือจะนำมาหักกลบลบหนี้เมื่อถึงกำหนดชำระ อย่างไรก็ดี การมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกันไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้กลายเป็นผู้มีสิทธิเต็มในการถอนเงินทั้งหมด เพราะยอดเงินในบัญชีเป็นสิทธิของเจ้าของบัญชีเท่านั้น เจ้าหนี้เพียงมีสิทธิใช้บัตรเอทีเอ็มตามที่ตกลง โดยเฉพาะการถอน “ดอกเบี้ย” หรือ “ยอดชำระหนี้ตามงวด” ที่ได้กำหนดกันไว้ หากเจ้าหนี้ถอนเงินเกินจากข้อตกลงก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกหรือฉ้อโกงได้ ในทางกลับกัน หากลูกหนี้รับสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มคืนไปโดยอ้างเหตุอันเป็นเท็จ เช่น อ้างว่าจะไปดำเนินการกับธนาคารเพื่อนำเงินมากู้เพิ่มแล้วคืนให้เจ้าหนี้ แต่แท้จริงไม่มีเจตนาจะคืน หรือมีเจตนาฉ้อฉลเพื่อให้เจ้าหนี้ส่งมอบทรัพย์คืนให้ก่อนกำหนด การกระทำดังกล่าวอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ได้เช่นกัน ทั้งนี้ต้องพิจารณาจาก “เจตนา” และ “พฤติการณ์หลอกลวงก่อนรับทรัพย์” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของความผิด คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 834/2535—ได้ยืนยันว่า การส่งมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นเหตุการณ์ที่สามารถก่อให้เกิดข้อพิพาททางอาญาได้ โดยเฉพาะเมื่อคู่สัญญาคนใดใช้วิธีการหลอกลวงเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนไปก่อนครบกำหนด หรือใช้บัตรถอนเงินในลักษณะที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง แม้สมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มจะเป็นเพียงวัตถุเล็ก ๆ แต่มีนัยสำคัญทางกฎหมายเพราะเกี่ยวข้องกับสิทธิการเบิกถอนเงินโดยตรง ในทางปฏิบัติ เจ้าหนี้และลูกหนี้ควรจัดทำหนังสือสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุวัตถุประสงค์ ขอบเขตการใช้บัตรเอทีเอ็ม จำนวนเงินที่อนุญาตให้ถอน และกำหนดวันคืนสมุดบัญชีอย่างชัดเจน เพื่อป้องกันข้อพิพาทและลดความเสี่ยงที่จะกลายเป็นคดีอาญา เพราะข้อพิพาทประเภทนี้มักเกี่ยวพันกับความเชื่อใจระหว่างคู่สัญญา หากมีการตีความเจตนาผิดพลาดก็อาจนำไปสู่ปัญหากฎหมายร้ายแรงที่ส่งผลต่อทั้งสองฝ่าย โดยสรุป การใช้สมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกันการกู้ยืมเงินเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยแต่มีความเสี่ยงสูง หากไม่มีการตกลงที่ชัดเจนหรือมีพฤติการณ์ไม่สุจริต การกระทำที่ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องการกู้ยืมทั่วไป อาจขยายตัวกลายเป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษร้ายแรงได้ การทำสัญญาอย่างรัดกุมและมีหลักฐานครบถ้วน จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการคุ้มครองสิทธิของทั้งคู่สัญญาและหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน คืออะไร? คำตอบ: การกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน คือ การที่ลูกหนี้ตกลงกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้แล้วส่งมอบสมุดเงินฝากธนาคารและบัตรเอทีเอ็ม (รวมถึงรหัสผ่าน) ให้เจ้าหนี้ถือไว้ เพื่อใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้หรือหักดอกเบี้ยเป็นงวด ๆ ตามข้อตกลง แม้สมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มจะไม่ใช่เงินสดโดยตรง แต่ถือเป็นทรัพย์และเป็นเอกสารที่ใช้ประกอบการใช้สิทธิถอนเงิน จึงมีนัยสำคัญทางกฎหมายและอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทได้หากคู่สัญญาใช้สิทธิหรือถือครองเกินกว่าขอบเขตที่ตกลงกันไว้ 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การส่งมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มให้เจ้าหนี้ ถือเป็นการจำนำเงินฝากหรือไม่? คำตอบ: โดยหลักกฎหมายแพ่ง การส่งมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มให้เจ้าหนี้ ไม่ถือเป็นการจำนำสิทธิเรียกร้องเงินฝากในบัญชีโดยตรง เนื่องจากเงินฝากในบัญชีธนาคารเป็นสิทธิเรียกร้อง (สิทธิในหนี้) ไม่ใช่สังหาริมทรัพย์ที่มีตัวตนตามแบบจำนำ เจ้าหนี้จึงไม่ได้เป็นผู้รับจำนำในความหมายตามกฎหมาย แต่เป็นเพียงผู้ครอบครองเอกสารทางการเงินโดยอาศัยข้อตกลงระหว่างคู่สัญญา มีสิทธิใช้บัตรหรือเอกสารภายในขอบเขตที่ลูกหนี้ยินยอมเท่านั้น หากถอนเงินเกินกว่าที่ตกลงไว้ อาจกลายเป็นการละเมิดหรือความผิดอาญาได้ 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หากลูกหนี้ขอคืนสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มโดยอ้างเหตุเท็จ จะเข้าข่ายความผิดอะไร? คำตอบ: หากลูกหนี้ขอคืนสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มจากเจ้าหนี้โดยใช้ข้อความอันเป็นเท็จ เช่น อ้างว่าจะนำไปติดต่อธนาคารเพื่อขอกู้เงินเพิ่มเติมและจะนำกลับมาคืน แต่แท้จริงไม่มีเจตนาจะคืน หรือมีเจตนานำไปใช้ถอนเงินโดยผิดข้อตกลง พฤติการณ์ดังกล่าวอาจเข้าองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ได้ เนื่องจากมีการหลอกลวงให้เจ้าหนี้หลงเชื่อและยินยอมส่งมอบทรัพย์คืนให้ ก่อนที่ลูกหนี้จะได้มาซึ่งเอกสารทางการเงินกลับไป 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หากเจ้าหนี้ใช้บัตรเอทีเอ็มถอนเงินเกินกว่าที่ตกลงกันไว้ จะมีผลทางกฎหมายอย่างไร? คำตอบ: หากเจ้าหนี้ใช้บัตรเอทีเอ็มและสมุดเงินฝากที่ลูกหนี้มอบให้ถอนเงินเกินกว่าขอบเขตหรือจำนวนที่ตกลงกันไว้ เช่น ถอนเกินกว่าดอกเบี้ยหรือยอดหนี้ที่กำหนด อาจเข้าข่ายความรับผิดทั้งทางแพ่งและอาญา ทางแพ่งอาจเป็นการละเมิดและผิดสัญญากู้ยืม ต้องรับผิดคืนเงินและชดใช้ค่าเสียหาย ทางอาญาอาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ หากศาลเห็นว่าตัวเจ้าหนี้ได้รับทรัพย์โดยชอบแต่ภายหลังเบียดบังเอาไปเป็นของตนโดยทุจริต การกำหนดขอบเขตการใช้บัตรเอทีเอ็มในสัญญาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับการมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน วางหลักอะไรสำคัญบ้าง? คำตอบ: แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับการมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน วางหลักสำคัญไว้หลายประการ ได้แก่ (1) สมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นทรัพย์และเอกสารที่ใช้เพื่อให้เข้าถึงเงินฝาก จึงอาจเป็นองค์ประกอบของการฉ้อโกงได้หากมีการใช้หลอกลวงเพื่อให้ได้มาหรือให้คืน (2) การส่งมอบสมุดเงินฝากโดยลำพังไม่ใช่การจำนำสิทธิเรียกร้อง แต่เป็นข้อตกลงการใช้สิทธิถอนเงินตามที่ลูกหนี้อนุญาต (3) การอ้างเหตุเท็จเพื่อขอคืนสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มจากเจ้าหนี้สามารถถูกตีความเป็นการฉ้อโกงได้เมื่อมีเจตนาทุจริตชัดเจน และ (4) ศาลจะพิจารณาอย่างเคร่งครัดจากเจตนาและพฤติการณ์โดยรวมของคู่สัญญาในขณะทำธุรกรรม 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: จากคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ ศาลวางแนวทางเรื่องสิทธิในการฎีกาของผู้เสียหายหรือโจทก์อย่างไร? คำตอบ: ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับกรณีการกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน ศาลได้ย้ำหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ว่า เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องจำเลยในคดีที่เอกชนเป็นโจทก์ฟ้องเอง คดีนั้นถือเป็นคดีที่โจทก์ต้องห้ามฎีกา ศาลฎีกาจะไม่รับวินิจฉัยในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเกี่ยวกับความผิดตามฟ้อง แต่จะพิพากษายกฎีกาโดยพิจารณาเฉพาะประเด็นว่าคดีอยู่ในบังคับต้องห้ามฎีกาหรือไม่เท่านั้น ซึ่งเป็นหลักสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตสิทธิการใช้กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลฎีกา |




