ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ผู้เสียหายในคดีฉ้อโกงเรียกค่าขาดประโยชน์ในคดีอาญาได้หรือไม่ เมื่อไม่ได้ยื่นคำร้องค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ผู้เสียหายเรียกค่าขาดประโยชน์ในคดีอาญาได้หรือไม่, การเรียกราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการฉ้อโกง, การยื่นคำร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา, สิทธิของโจทก์ร่วมในการเรียกค่าเสียหาย, ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 หรือไม่, การเรียกค่าเสียหายจากจำเลยในคดีฉ้อโกง, ความแตกต่างระหว่างราคาใช้แทนทรัพย์กับค่าขาดประโยชน์, อำนาจศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทน, การเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญา, การใช้ราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิด, ค่าสินไหมทดแทนในศาลแขวง, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาในการเรียกร้องทรัพย์สินหรือค่าเสียหายอันเกิดจากการกระทำความผิดของจำเลย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้เสียหายประสงค์จะเรียกค่าขาดประโยชน์นอกเหนือจากราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญหายไปจากการกระทำความผิด ศาลต้องวินิจฉัยว่าผู้เสียหายซึ่งเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาแล้ว แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามที่กฎหมายกำหนด จะมีสิทธิได้รับค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวหรือไม่ อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมของการรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย ซึ่งศาลได้พิจารณาจากพฤติการณ์การชดใช้ค่าเสียหาย ประวัติส่วนตัวของจำเลย และโอกาสในการฟื้นฟูแก้ไขพฤติกรรมของผู้กระทำความผิด อันเป็นแนวทางสำคัญในการทำความเข้าใจสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาและหลักเกณฑ์การเยียวยาความเสียหายตามกฎหมายไทย 

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกง โดยขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และขอให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าพร้อมหมายเลขทะเบียนที่ระบุในฟ้อง หรือใช้ราคาแทนจำนวน 38,500 บาท แก่ผู้เสียหาย ต่อมาจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ระหว่างพิจารณาคดี บริษัทผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม และศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว หลังจากนั้นจำเลยได้นำเงินจำนวน 31,500 บาท มาวางต่อศาลเพื่อใช้ราคารถจักรยานยนต์แก่โจทก์ร่วมบางส่วน 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฉ้อโกง ลงโทษจำคุก 6 เดือน และลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ คงจำคุก 3 เดือน พร้อมกำหนดให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์หรือใช้ราคาแทนจำนวน 18,500 บาท แก่โจทก์ร่วม ต่อมาจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้โดยเพิ่มโทษปรับ และให้จำเลยใช้ราคารถจักรยานยนต์แทนเพียง 7,000 บาท แก่โจทก์ร่วม พร้อมทั้งรอการลงโทษจำคุกและกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติหลายประการ 

โจทก์ร่วมไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 จึงฎีกา โดยอ้างว่าจำเลยได้แถลงต่อศาลชั้นต้นว่ายินยอมชดใช้ค่าขาดประโยชน์เพิ่มเติมแก่โจทก์ร่วมอีก 11,500 บาท ทำให้ค่าเสียหายรวมเป็น 50,000 บาท เมื่อหักเงิน 31,500 บาท ที่จำเลยวางต่อศาลแล้ว จึงควรเหลือภาระชำระอีก 18,500 บาท ไม่ใช่เพียง 7,000 บาท ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนด อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าประเด็นสำคัญอยู่ที่ลักษณะของสิทธิเรียกร้องดังกล่าวว่ามีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ และผู้เสียหายได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ครบถ้วนแล้วหรือไม่ 

ศาลฎีกาพิจารณาว่า โจทก์มีอำนาจเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงได้โดยตรงตามกฎหมาย แต่หากโจทก์ร่วมประสงค์จะเรียกค่าขาดประโยชน์ซึ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนอย่างอื่นเพิ่มเติม จะต้องยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้โจทก์ร่วมเพียงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เท่านั้น โดยมิได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม จึงเกิดเป็นประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าศาลจะสามารถกำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวได้หรือไม่ 

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญประการแรกของคดีนี้คือ ผู้เสียหายหรือโจทก์ร่วมซึ่งเข้าร่วมเป็นคู่ความในคดีอาญาแล้ว จะมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์อันเกิดจากการไม่ได้ใช้ทรัพย์สินที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดของจำเลยได้หรือไม่ ในกรณีที่มิได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ แม้ว่าจำเลยจะยินยอมชดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวก็ตาม 

ประเด็นที่สองคือ ขอบเขตแห่งอำนาจของศาลในการกำหนดค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายในคดีอาญา โดยเฉพาะการแยกความแตกต่างระหว่างราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิด กับค่าขาดประโยชน์ซึ่งมีลักษณะเป็นค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมว่ามีหลักเกณฑ์ในการเรียกร้องและการพิจารณาแตกต่างกันเพียงใด 

ประเด็นที่สามคือ ความเหมาะสมในการรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย โดยพิจารณาจากพฤติการณ์หลังการกระทำความผิด การชดใช้เยียวยาความเสียหาย ประวัติส่วนตัวของจำเลย และโอกาสในการกลับตนเป็นพลเมืองดี ซึ่งเป็นประเด็นที่โจทก์ร่วมนำขึ้นฎีกาเช่นเดียวกัน 

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับสิทธิเรียกราคาใช้แทนทรัพย์และค่าขาดประโยชน์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในคดีนี้โจทก์มีอำนาจเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยได้ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดและอยู่ในขอบเขตของการเรียกคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาแทนทรัพย์ที่สูญเสียไป 

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาแยกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ค่าขาดประโยชน์ที่โจทก์ร่วมอ้างว่าเกิดขึ้นจากการไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์ดังกล่าว มีลักษณะเป็นค่าสินไหมทดแทนอีกประเภทหนึ่ง มิใช่ราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรง จึงไม่อาจถือเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิเรียกร้องที่ติดตามมากับการเรียกคืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาแทนทรัพย์โดยอัตโนมัติได้ 

ศาลฎีกาอธิบายว่า หากโจทก์ร่วมประสงค์จะเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์ดังกล่าว จะต้องใช้สิทธิโดยยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้โดยเฉพาะ แต่ข้อเท็จจริงในคดีปรากฏเพียงว่าโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เท่านั้น มิได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมเข้ามาด้วย 

ด้วยเหตุนี้ แม้จำเลยจะเคยยอมชดใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวน 11,500 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาบังคับให้จำเลยชำระค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวได้ เพราะเป็นการขัดต่อหลักเกณฑ์และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เกี่ยวกับการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา 

ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่กำหนดให้จำเลยรับผิดเพียงราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ส่วนที่ยังคงเหลือจำนวน 7,000 บาท เท่านั้น และวินิจฉัยว่าการกำหนดจำนวนดังกล่าวเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของโจทก์ร่วมในประเด็นนี้จึงฟังไม่ขึ้น 

หลักกฎหมายที่ปรากฏจากคำพิพากษา

คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่า สิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายในคดีอาญาอาจแบ่งออกเป็นหลายลักษณะ โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิด เช่น ทรัพย์สินที่ถูกเอาไปหรือสูญเสียไป ย่อมอยู่ในขอบเขตที่สามารถเรียกคืนหรือเรียกใช้ราคาแทนทรัพย์ได้ตามกฎหมาย แต่ความเสียหายที่มีลักษณะเป็นผลกระทบต่อเนื่องหรือเป็นค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม จะต้องดำเนินการตามวิธีการที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด 

หลักกฎหมายดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายมิได้มุ่งเพียงให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาเท่านั้น แต่ยังมุ่งกำหนดกระบวนการที่ชัดเจนเพื่อให้คู่ความทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม และเพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาข้อเรียกร้องแต่ละประเภทได้อย่างถูกต้องภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย 

นอกจากนี้ คำพิพากษายังตอกย้ำว่า การที่จำเลยยินยอมชดใช้ค่าเสียหายบางประเภท มิได้ทำให้ศาลมีอำนาจพิพากษาในเรื่องนั้นได้โดยอัตโนมัติ หากข้อเรียกร้องดังกล่าวมิได้เข้าสู่กระบวนพิจารณาโดยถูกต้องตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้เสียก่อน 

วิเคราะห์เหตุผลของศาลฎีกาเกี่ยวกับการเรียกค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การแยกขอบเขตระหว่างสิทธิเรียกราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิด กับสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนประเภทอื่นที่เกิดขึ้นภายหลังหรือเป็นผลสืบเนื่องจากการสูญเสียทรัพย์สินนั้น โดยศาลฎีกาเห็นว่า รถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์ที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลย ดังนั้นสิทธิเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์จึงอยู่ในขอบเขตแห่งอำนาจที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการได้ในคดีอาญาโดยตรง แต่ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นความเสียหายอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งมีฐานะเป็นค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติม ไม่ใช่มูลค่าทรัพย์ที่สูญหายโดยตรง จึงต้องปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเป็นพิเศษก่อนที่ศาลจะมีอำนาจพิจารณาและพิพากษาได้ 

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับรูปแบบและขั้นตอนทางกฎหมายอย่างมาก โดยวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ร่วมเข้ามาเป็นคู่ความในคดีอาญา มิได้หมายความว่าข้อเรียกร้องทุกประเภทจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลโดยอัตโนมัติ การเรียกร้องแต่ละประเภทต้องมีฐานทางกฎหมายและกระบวนการที่ถูกต้องรองรับ โดยเฉพาะกรณีค่าสินไหมทดแทนซึ่งกฎหมายกำหนดให้ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับชดใช้โดยเฉพาะ หากไม่ดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว ศาลย่อมไม่มีอำนาจพิพากษาในส่วนของค่าสินไหมทดแทนนั้น แม้คู่กรณีฝ่ายจำเลยจะเคยแสดงเจตนายินยอมชดใช้ก็ตาม 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลักพื้นฐานของกระบวนพิจารณาว่า อำนาจของศาลมิได้เกิดจากความสมัครใจของคู่ความเพียงอย่างเดียว แต่ต้องตั้งอยู่บนฐานแห่งกฎหมายและกระบวนการที่ชอบด้วยกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมเข้ามาในคดี ศาลจึงไม่อาจนำค่าขาดประโยชน์จำนวน 11,500 บาท มารวมคำนวณเป็นจำนวนเงินที่จำเลยต้องรับผิดได้ 

วิเคราะห์ประเด็นการรอการลงโทษจำคุก

นอกจากประเด็นเรื่องค่าสินไหมทดแทนแล้ว คดีนี้ยังมีประเด็นเกี่ยวกับความเหมาะสมในการรอการลงโทษจำคุก ซึ่งโจทก์ร่วมเห็นว่าจำเลยไม่สมควรได้รับโอกาสดังกล่าว เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการชดใช้ค่าเสียหายค่อนข้างนานและมีการผิดนัดหลายครั้งระหว่างดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่พิจารณาเฉพาะข้อบกพร่องบางประการของจำเลยเท่านั้น 

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยพยายามหาเงินมาชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมรวมแล้วถึง 31,500 บาท เหลือเพียง 7,000 บาท จากจำนวนที่ศาลเห็นว่าจำเลยยังต้องรับผิด อีกทั้งจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติปรากฏว่าจำเลยยังอยู่ในวิสัยที่สามารถฟื้นฟูแก้ไขพฤติกรรมให้กลับตนเป็นพลเมืองดีได้ 

นอกจากนี้ ศาลยังคำนึงถึงสภาพครอบครัวของจำเลยซึ่งมีบุคคลที่ต้องอุปการะดูแล และเห็นว่าโทษจำคุกระยะสั้นอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปรับปรุงพฤติกรรมของจำเลยเท่าที่ควร ในทางตรงกันข้าม การรอการลงโทษและกำหนดมาตรการคุมความประพฤติอาจส่งผลให้จำเลยมีโอกาสแก้ไขตนเอง ประกอบอาชีพโดยสุจริต และสามารถดูแลครอบครัวต่อไปได้ อันจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมมากกว่า 

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยเป็นมาตรการที่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการฟื้นฟูผู้กระทำความผิดมากกว่าการลงโทษจำคุกในระยะสั้น 

เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดี

จากข้อเท็จจริงและคำวินิจฉัยในคดีนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องมีเจตนารมณ์สำคัญในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายให้ได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดทางอาญา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องการให้การใช้สิทธิดังกล่าวดำเนินไปภายใต้กระบวนการที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย 

ในส่วนของการเรียกราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไป กฎหมายเปิดโอกาสให้มีการเรียกร้องได้โดยตรง เนื่องจากเป็นความเสียหายที่เชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอย่างชัดเจนและสามารถกำหนดมูลค่าได้โดยตรง แต่สำหรับความเสียหายประเภทอื่น เช่น ค่าขาดประโยชน์หรือความเสียหายทางแพ่งที่เกิดตามมา กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการยื่นคำร้องเฉพาะ เพื่อให้ศาลและคู่ความอีกฝ่ายได้รับทราบขอบเขตแห่งข้อเรียกร้องอย่างชัดเจน และสามารถต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม 

ขณะเดียวกัน หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรอการลงโทษก็สะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งเน้นการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำความผิดควบคู่ไปกับการลงโทษ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้กระทำความผิดยังมีโอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี มีพฤติการณ์แสดงความสำนึกผิด และมีแนวโน้มที่จะไม่กลับไปกระทำความผิดซ้ำอีกในอนาคต 

แนวทางที่ได้จากคำพิพากษาสำหรับผู้เสียหายในคดีอาญา

คำพิพากษานี้ให้แนวทางสำคัญแก่ผู้เสียหายหรือผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาว่า การเข้าร่วมเป็นโจทก์เพียงอย่างเดียวไม่ได้ทำให้ศาลมีอำนาจพิจารณาความเสียหายทุกประเภทที่ผู้เสียหายได้รับโดยอัตโนมัติ ผู้เสียหายต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่าความเสียหายที่ตนต้องการเรียกร้องมีลักษณะเป็นความเสียหายประเภทใด หากเป็นทรัพย์สินที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิด ก็สามารถดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์การเรียกคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนทรัพย์ได้ แต่หากเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นเพิ่มเติมจากผลแห่งการสูญเสียทรัพย์ เช่น ค่าขาดประโยชน์หรือความเสียหายประเภทอื่น ผู้เสียหายต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน มิฉะนั้นศาลจะไม่สามารถพิพากษาในส่วนดังกล่าวได้ แม้ว่าจะปรากฏข้อเท็จจริงว่าความเสียหายนั้นเกิดขึ้นจริงก็ตาม 

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าความถูกต้องของกระบวนการทางกฎหมายมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความมีอยู่ของสิทธิ เพราะแม้ผู้เสียหายอาจมีเหตุผลอันสมควรในการเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ แต่เมื่อไม่ได้ใช้สิทธิตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด ศาลก็ไม่อาจก้าวล่วงไปกำหนดสิทธิหรือภาระหน้าที่ให้คู่ความได้เกินกว่าที่กฎหมายให้อำนาจไว้ 

แนวทางที่ได้จากคำพิพากษาสำหรับจำเลยในคดีอาญา

ในมุมของจำเลย คำพิพากษานี้สะท้อนให้เห็นว่าพฤติการณ์ภายหลังการกระทำความผิดยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ศาลนำมาพิจารณาในการกำหนดโทษ แม้จำเลยจะได้กระทำความผิดสำเร็จแล้ว แต่หากมีความพยายามในการชดใช้เยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหาย แสดงความสำนึกผิด และมีพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นว่ายังสามารถแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมได้ ศาลอาจพิจารณาใช้มาตรการที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูมากกว่าการลงโทษอย่างเคร่งครัด 

ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าจำเลยได้นำเงินมาชดใช้แก่โจทก์ร่วมเป็นจำนวน 31,500 บาท แม้จะยังชำระไม่ครบตามจำนวนที่ศาลเห็นว่าควรรับผิด แต่ศาลฎีกาก็ยังเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นข้อบ่งชี้ถึงความพยายามในการแก้ไขความเสียหาย ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และมีภาระต้องดูแลบุคคลในครอบครัว จึงสมควรได้รับโอกาสในการกลับตนเป็นพลเมืองดีผ่านมาตรการรอการลงโทษและคุมความประพฤติแทนการรับโทษจำคุกในทันที 

หลักกฎหมายที่ได้รับการยืนยันจากคำพิพากษานี้

คำพิพากษานี้ยืนยันหลักกฎหมายสำคัญประการหนึ่งว่า ราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดกับค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ เป็นความเสียหายคนละประเภทและอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ผู้เสียหายจึงไม่อาจนำความเสียหายทั้งสองประเภทมารวมกันและเรียกร้องภายใต้สิทธิประเภทเดียวกันได้โดยอัตโนมัติ 

นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันหลักการสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจของศาลว่า ศาลต้องวินิจฉัยภายใต้กรอบแห่งคำขอและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แม้คู่ความฝ่ายหนึ่งจะยินยอมรับผิดหรือยินยอมชำระเงินในบางส่วนก็ตาม หากการเรียกร้องนั้นมิได้ดำเนินการตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด ศาลย่อมไม่มีอำนาจพิพากษาบังคับในเรื่องดังกล่าวได้ 

ในส่วนของการกำหนดโทษ คำพิพากษานี้ยืนยันหลักการว่าการรอการลงโทษมิใช่สิทธิของจำเลย แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม ทั้งลักษณะการกระทำความผิด ประวัติของจำเลย ความพยายามในการเยียวยาความเสียหาย และโอกาสในการฟื้นฟูแก้ไขพฤติกรรมในอนาคต เมื่อศาลเห็นว่าการรอการลงโทษจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งจำเลยและสังคมมากกว่าการจำคุก ศาลย่อมมีอำนาจใช้มาตรการดังกล่าวได้ตามความเหมาะสมแห่งคดี 

บทสรุปของคำพิพากษา

คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการกำหนดขอบเขตสิทธิเรียกร้องของผู้เสียหายในคดีอาญา โดยศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้เสียหายสามารถเรียกราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิดได้ แต่หากประสงค์จะเรียกค่าขาดประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทนประเภทอื่นเพิ่มเติม จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดโดยเฉพาะ การเข้าร่วมเป็นโจทก์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้ศาลมีอำนาจพิพากษาในส่วนของค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวได้ ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังสะท้อนแนวคิดด้านการฟื้นฟูผู้กระทำความผิด โดยศาลเห็นว่าการรอการลงโทษจำคุกพร้อมกำหนดมาตรการคุมความประพฤติเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี เนื่องจากจำเลยได้พยายามชดใช้ความเสียหาย ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และยังมีโอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไปในอนาคตได้ 

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ตามฟ้อง เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา จึงมีเหตุบรรเทาโทษตามกฎหมาย ลดโทษให้กึ่งหนึ่งจากจำคุก 6 เดือน คงจำคุก 3 เดือน นอกจากนี้ยังมีคำสั่งให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าซึ่งเป็นทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปจากการกระทำความผิด หรือใช้ราคาแทนจำนวน 18,500 บาท แก่โจทก์ร่วม โดยคำนึงถึงเงินจำนวน 31,500 บาท ที่จำเลยนำมาวางต่อศาลระหว่างพิจารณาคดีเพื่อชดใช้ค่าเสียหายบางส่วนแล้ว 

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนโทษ โดยกำหนดโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งเป็นเงิน 5,000 บาท และลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามเหตุบรรเทาโทษ คงปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท ทั้งยังเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี พร้อมกำหนดเงื่อนไขคุมความประพฤติ ให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 4 เดือน และให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 24 ชั่วโมง ส่วนค่าเสียหาย ศาลอุทธรณ์ภาค 3 เห็นว่าจำเลยยังต้องใช้ราคารถจักรยานยนต์แทนแก่โจทก์ร่วมเพียง 7,000 บาท เท่านั้น 

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 โดยเห็นว่าโจทก์ร่วมมีสิทธิเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงเท่านั้น ส่วนค่าขาดประโยชน์จำนวน 11,500 บาท ซึ่งเป็นค่าสินไหมทดแทนอีกประเภทหนึ่งนั้น โจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในส่วนดังกล่าวได้ แม้จำเลยจะเคยยินยอมชดใช้ก็ตาม สำหรับประเด็นการรอการลงโทษ ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยพยายามชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และยังมีโอกาสได้รับการฟื้นฟูแก้ไขพฤติกรรม จึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 3 ว่าการรอการลงโทษจำคุกเป็นมาตรการที่เหมาะสมแล้ว จึงพิพากษายืน 

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า สิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาแม้ได้รับการคุ้มครองโดยกฎหมาย แต่การใช้สิทธิดังกล่าวต้องดำเนินการภายใต้กรอบและวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดมิได้อยู่ในฐานะเดียวกันทั้งหมด โดยทรัพย์สินที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิดสามารถเรียกคืนหรือเรียกใช้ราคาแทนได้ตามอำนาจที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่ความเสียหายที่เป็นผลสืบเนื่องหรือความเสียหายทางแพ่งเพิ่มเติม เช่น ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์ จะต้องมีการยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนตามกระบวนการเฉพาะที่กฎหมายกำหนด

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินค่าเสียหาย แต่อยู่ที่หลักการเรื่องขอบเขตอำนาจของศาลและความถูกต้องของกระบวนการใช้สิทธิ ศาลไม่อาจพิพากษาเกินกว่าคำขอหรือเกินกว่ากรอบอำนาจที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าคู่ความจะมีเจตนายินยอมหรือไม่โต้แย้งก็ตาม หลักการดังกล่าวเป็นหลักประกันความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณาและเป็นการรักษาความแน่นอนของกฎหมาย

อีกประการหนึ่ง คดีนี้สะท้อนแนวคิดสมัยใหม่เกี่ยวกับการลงโทษทางอาญาที่มิได้มุ่งเน้นการลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงการฟื้นฟูผู้กระทำความผิดควบคู่กันไปด้วย เมื่อจำเลยมีพฤติการณ์ชดใช้เยียวยาความเสียหาย ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และยังมีโอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดีได้ การรอการลงโทษพร้อมกำหนดมาตรการคุมความประพฤติย่อมอาจก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งตัวจำเลย ครอบครัว และสังคมมากกว่าการจำคุกระยะสั้น อันเป็นการสะท้อนดุลยภาพระหว่างการลงโทษและการฟื้นฟูในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับขอบเขตสิทธิของผู้เสียหายในคดีอาญาในการเรียกค่าเสียหาย และเงื่อนไขการใช้สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิดได้ แต่หากประสงค์จะเรียกค่าขาดประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทนประเภทอื่นเพิ่มเติม จะต้องยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ มิฉะนั้นศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้ได้ แม้จำเลยจะยินยอมชดใช้ก็ตาม 

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิด

คดีนี้ศาลวินิจฉัยว่า รถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์ที่โจทก์ร่วมสูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลย ผู้เสียหายจึงมีสิทธิเรียกราคาใช้แทนทรัพย์ดังกล่าวได้ตามกฎหมาย เนื่องจากเป็นความเสียหายโดยตรงที่เกิดจากการกระทำความผิดและอยู่ในขอบเขตที่ศาลสามารถกำหนดให้ชดใช้ได้ในคดีอาญา 

2. การยื่นคำร้องค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมาย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้รถจักรยานยนต์เป็นค่าสินไหมทดแทนอีกประเภทหนึ่ง ไม่ใช่ราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรง ผู้เสียหายจึงต้องยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนเข้ามาในคดีตามบทบัญญัติที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ เมื่อโจทก์ร่วมเพียงยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทน ศาลจึงไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์ดังกล่าวได้ 

อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 มาตรา 44 และมาตรา 44/1

มาตรา 43 เป็นบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการกระทำความผิดในคดีอาญา โดยให้อำนาจศาลกำหนดให้คืนทรัพย์สินหรือใช้ราคาแทนทรัพย์ที่ผู้เสียหายสูญเสียไปอันเนื่องมาจากการกระทำความผิด หลักการสำคัญของมาตรานี้คือการฟื้นฟูฐานะของผู้เสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยไม่จำเป็นต้องไปฟ้องคดีแพ่งแยกต่างหากในส่วนของทรัพย์สินที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น

มาตรา 44 เป็นบทบัญญัติที่รองรับสิทธิของผู้เสียหายในการเข้ามามีบทบาทในคดีอาญา โดยผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ เมื่อศาลอนุญาตแล้ว ผู้เสียหายย่อมมีสถานะเป็นโจทก์ร่วมและสามารถใช้สิทธิต่าง ๆ ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมมิได้หมายความว่าศาลจะมีอำนาจพิจารณาความเสียหายทุกประเภทโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องพิจารณาว่าข้อเรียกร้องแต่ละประเภทอยู่ภายใต้บทบัญญัติใดและมีการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ครบถ้วนหรือไม่

มาตรา 44/1 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดกลไกในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา โดยเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสำหรับความเสียหายที่เกิดจากการกระทำความผิดได้ หลักสำคัญของมาตรานี้คือการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายให้ได้รับการเยียวยาความเสียหายภายในคดีอาญาเดียวกัน โดยไม่ต้องไปดำเนินคดีแพ่งแยกต่างหาก แต่ผู้เสียหายจะต้องใช้สิทธิโดยการยื่นคำร้องต่อศาลอย่างถูกต้องตามรูปแบบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการใช้และการไม่ใช้สิทธิตามบทบัญญัติดังกล่าว กล่าวคือ โจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิตามมาตรา 44 โดยยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ แต่ไม่ได้ใช้สิทธิตามมาตรา 44/1 โดยการยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดประโยชน์เพิ่มเติม ดังนั้น แม้จำเลยจะเคยแสดงเจตนายินยอมชดใช้ค่าขาดประโยชน์ดังกล่าว ศาลก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยรับผิดในส่วนนี้ได้ เพราะขาดกระบวนการที่กฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะ หลักการดังกล่าวสะท้อนว่าการใช้สิทธิในกระบวนพิจารณาคดีอาญาต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างเคร่งครัด และศาลจะใช้อำนาจได้เฉพาะภายในกรอบแห่งกฎหมายเท่านั้น 

ข้อ 2 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

มาตรา 4 ของพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีอาญาในศาลแขวงต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เว้นแต่จะมีบทบัญญัติพิเศษกำหนดไว้เป็นอย่างอื่น หลักการสำคัญของมาตรานี้คือการเชื่อมโยงกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาทั่วไปเข้ากับกระบวนพิจารณาในศาลแขวง เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันในการคุ้มครองสิทธิของคู่ความและการใช้อำนาจของศาล

ในคดีนี้ ศาลฎีกาได้นำมาตรา 4 มาใช้ประกอบการตีความร่วมกับมาตรา 43 มาตรา 44 และมาตรา 44/1 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยวางหลักว่า แม้คดีจะอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง แต่สิทธิในการเรียกราคาใช้แทนทรัพย์และสิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนยังคงต้องดำเนินการตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดไว้ทุกประการ

สาระสำคัญของมาตรา 4 จึงมิใช่เพียงการกำหนดเขตอำนาจหรือรูปแบบการดำเนินคดีเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่รับรองให้หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย การใช้สิทธิของโจทก์ร่วม และการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สามารถนำมาปรับใช้ในคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวงได้อย่างครบถ้วน

คำพิพากษานี้จึงเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายจริง และแม้จำเลยจะมีเจตนายอมรับผิดในบางส่วน แต่หากผู้เสียหายมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ศาลก็ไม่อาจใช้อำนาจพิพากษาให้ได้รับประโยชน์เกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายรับรองได้ หลักดังกล่าวเป็นหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาที่มุ่งสร้างความแน่นอนทางกฎหมาย ความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย และการใช้อำนาจศาลภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม ผู้เสียหายที่เข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาแล้วสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์สินได้โดยอัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ ผู้เสียหายที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาไม่ได้มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทนทุกประเภทโดยอัตโนมัติ แม้จะเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดเดียวกันก็ตาม เพราะกฎหมายแยกความแตกต่างระหว่างการเรียกราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิด กับการเรียกค่าสินไหมทดแทนประเภทอื่นซึ่งเป็นความเสียหายสืบเนื่องจากการกระทำความผิด หากเป็นทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรง ผู้เสียหายสามารถเรียกคืนทรัพย์หรือเรียกใช้ราคาแทนทรัพย์ได้ตามกฎหมาย แต่หากเป็นค่าขาดประโยชน์จากการไม่ได้ใช้ทรัพย์หรือความเสียหายประเภทอื่น ผู้เสียหายต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดโดยเฉพาะ การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมจึงเป็นเพียงการได้รับสถานะเป็นคู่ความในคดีอาญาเท่านั้น มิได้เป็นการทำให้สิทธิเรียกร้องทุกประเภทเข้าสู่การพิจารณาของศาลโดยอัตโนมัติ ศาลยังคงต้องตรวจสอบว่าผู้เสียหายได้ใช้สิทธิตามรูปแบบและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วนแล้วหรือไม่ก่อนจะมีอำนาจพิพากษาในเรื่องดังกล่าวได้

2. คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวน 11500 บาท แม้จำเลยจะยินยอมชดใช้

คำตอบ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่การที่จำเลยยินยอมหรือไม่ยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย แต่อยู่ที่ว่าศาลมีอำนาจตามกฎหมายที่จะพิพากษาในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ คดีนี้ศาลเห็นว่าโจทก์ร่วมมิได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนสำหรับค่าขาดประโยชน์เข้ามาในคดีตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แม้จำเลยจะเคยแสดงเจตนายอมรับหรือยินยอมชดใช้ค่าขาดประโยชน์จำนวนดังกล่าวก็ตาม ศาลก็ไม่อาจพิพากษาบังคับให้ชำระได้ เพราะอำนาจของศาลต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย มิใช่เกิดขึ้นจากความยินยอมของคู่ความเพียงอย่างเดียว หลักการนี้มีความสำคัญต่อระบบกระบวนพิจารณา เนื่องจากช่วยป้องกันไม่ให้ศาลใช้อำนาจเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และช่วยให้การพิจารณาคดีเป็นไปอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเป็นธรรมต่อคู่ความทุกฝ่ายตามหลักนิติธรรม

3. คำถาม ราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปกับค่าขาดประโยชน์แตกต่างกันอย่างไร

คำตอบ ราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปหมายถึงมูลค่าของทรัพย์สินที่ผู้เสียหายสูญเสียไปโดยตรงจากการกระทำความผิด เช่น รถจักรยานยนต์ที่ถูกฉ้อโกงไปในคดีนี้ ส่วนค่าขาดประโยชน์เป็นความเสียหายอีกประเภทหนึ่งที่เกิดจากการที่ผู้เสียหายไม่สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ความเสียหายทั้งสองประเภทจึงมีลักษณะทางกฎหมายแตกต่างกัน แม้จะมีสาเหตุมาจากการกระทำความผิดเดียวกันก็ตาม กฎหมายกำหนดให้การเรียกราคาใช้แทนทรัพย์ที่สูญเสียไปสามารถดำเนินการได้ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่เสียหายโดยตรง แต่การเรียกค่าขาดประโยชน์ต้องอาศัยกระบวนการเรียกค่าสินไหมทดแทนตามขั้นตอนที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ผู้เสียหายจึงควรแยกประเภทความเสียหายให้ชัดเจนตั้งแต่เริ่มดำเนินคดีเพื่อป้องกันปัญหาการเสียสิทธิในภายหลัง

4. คำถาม การยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมเพียงอย่างเดียวเพียงพอสำหรับการเรียกค่าเสียหายทุกประเภทหรือไม่

คำตอบ การยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมมีผลเพียงทำให้ผู้เสียหายมีสถานะเป็นคู่ความในคดีอาญาและสามารถใช้สิทธิต่าง ๆ ภายในขอบเขตที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น แต่ไม่ได้มีผลเป็นการนำข้อเรียกร้องเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนทุกประเภทเข้าสู่การพิจารณาของศาลโดยอัตโนมัติ หากผู้เสียหายประสงค์จะเรียกค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทนทรัพย์ จะต้องยื่นคำร้องตามช่องทางที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจน หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ศาลทราบขอบเขตข้อพิพาทอย่างแน่นอน และเปิดโอกาสให้จำเลยสามารถรับทราบและต่อสู้คดีได้อย่างเป็นธรรม ดังนั้น ผู้เสียหายที่ประสงค์จะเรียกค่าเสียหายหลายประเภทควรดำเนินการให้ครบถ้วนตามขั้นตอนตั้งแต่ต้น มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหาที่ศาลไม่สามารถพิพากษาให้ได้รับความเสียหายบางส่วนได้

5. คำถาม ศาลพิจารณาเหตุใดจึงเห็นสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย

คำตอบ การรอการลงโทษจำคุกเป็นดุลพินิจของศาลที่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวม มิได้พิจารณาเฉพาะการกระทำความผิดเพียงอย่างเดียว ในคดีนี้ศาลเห็นว่าจำเลยให้การรับสารภาพ พยายามขวนขวายหาเงินมาชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วมเป็นจำนวน 31500 บาท เหลือจำนวนที่ต้องรับผิดอีกเพียง 7000 บาท อีกทั้งจำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติแสดงให้เห็นว่ายังมีโอกาสแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรมได้ นอกจากนี้จำเลยยังมีภาระต้องดูแลบุคคลในครอบครัว ศาลจึงเห็นว่าการจำคุกระยะสั้นอาจไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อการแก้ไขพฤติกรรมของจำเลยเท่ากับการให้โอกาสกลับตัวพร้อมกำหนดมาตรการคุมความประพฤติ การรอการลงโทษจึงเป็นแนวทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อจำเลย ครอบครัว และสังคมโดยรวมมากกว่า

6. คำถาม ผู้เสียหายควรดำเนินการอย่างไรหากต้องการเรียกค่าขาดประโยชน์ในคดีอาญา

คำตอบ หากผู้เสียหายได้รับความเสียหายประเภทค่าขาดประโยชน์หรือค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากมูลค่าทรัพย์ที่สูญเสียไปโดยตรง ผู้เสียหายควรศึกษาขั้นตอนการใช้สิทธิตามกฎหมายและยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนต่อศาลให้ถูกต้องตั้งแต่ระหว่างการพิจารณาคดี การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการเรียกค่าเสียหายดังกล่าว เพราะกฎหมายกำหนดช่องทางเฉพาะสำหรับการเรียกค่าสินไหมทดแทนแต่ละประเภท การดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องจะทำให้ศาลมีอำนาจนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาและวินิจฉัยได้อย่างครบถ้วน ในทางกลับกัน หากผู้เสียหายละเลยขั้นตอนดังกล่าว แม้จะมีพยานหลักฐานยืนยันถึงความเสียหายจริง ศาลก็อาจไม่สามารถพิพากษาให้ได้รับชดใช้ในส่วนนั้นได้ เนื่องจากขาดเงื่อนไขทางกฎหมายที่จำเป็นต่อการใช้อำนาจของศาล

7. คำถาม คำพิพากษานี้ให้หลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับอำนาจของศาลอย่างไร

คำตอบ คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักกฎหมายสำคัญว่า ศาลสามารถใช้อำนาจได้เฉพาะภายในขอบเขตที่กฎหมายให้อำนาจไว้เท่านั้น แม้คู่ความจะเห็นพ้องกันหรือไม่มีข้อโต้แย้งในประเด็นใด ศาลก็ไม่อาจพิพากษาในเรื่องนั้นได้หากกฎหมายมิได้ให้อำนาจไว้โดยชัดแจ้ง หลักการดังกล่าวเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมและหลักนิติรัฐ ซึ่งกำหนดให้การใช้อำนาจขององค์กรตุลาการต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของคู่ความหรือความเหมาะสมตามความเห็นส่วนบุคคลของศาล คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่าการที่จำเลยยอมชดใช้ค่าขาดประโยชน์มิได้ทำให้ศาลมีอำนาจพิพากษาในเรื่องดังกล่าว หากผู้เสียหายมิได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ หลักการนี้ช่วยสร้างความแน่นอนทางกฎหมายและความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่ายในกระบวนพิจารณา

8. คำถาม บทเรียนสำคัญที่สุดที่ผู้เสียหายและนักกฎหมายควรได้รับจากคดีนี้คืออะไร

คำตอบ บทเรียนสำคัญที่สุดจากคดีนี้คือ การมีสิทธิทางกฎหมายเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอที่จะได้รับความคุ้มครองหรือได้รับประโยชน์ตามสิทธินั้น ผู้มีสิทธิต้องใช้สิทธิตามรูปแบบ ขั้นตอน และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วนด้วย คดีนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายอาจมีเหตุผลอันสมควรในการเรียกค่าขาดประโยชน์ และอาจมีข้อเท็จจริงรองรับว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อไม่ได้ยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงไม่สามารถพิพากษาให้ได้รับชดใช้ได้ หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้เสียหาย ทนายความ และผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย เพราะสะท้อนว่าความสำเร็จของคดีมิได้ขึ้นอยู่เฉพาะเนื้อหาของสิทธิที่มีอยู่เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับการดำเนินกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ด้วย

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1037/2568 

คดีนี้โจทก์มีอำนาจเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์แทน ซึ่งโจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยโดยตรงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 และมาตรา 44 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เท่านั้น หากโจทก์ร่วมจะเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอย่างอื่นนอกจากการใช้ราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์ร่วมจะต้องใช้สิทธิโดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ โดยไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีนี้ด้วย แม้จำเลยยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วม 11,500 บาท ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วมได้ เนื่องจากเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 43, 44, 44/1 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 1 กช xxxx หรือใช้ราคา 38,500 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา บริษัท อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ระหว่างพิจารณา จำเลยนำเงินมาวางต่อศาล 31,500 บาท เพื่อใช้ราคารถจักรยานยนต์แก่โจทก์ร่วมบางส่วน

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 เดือน ให้จำเลยคืนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน 1 กช xxxx หรือใช้ราคาแทน 18,500 บาท แก่โจทก์ร่วม

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลยเป็นเงิน 5,000 บาท อีกสถานหนึ่ง ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 2,500 บาท เมื่อรวมกับโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วเป็นจำคุก 3 เดือน และปรับ 2,500 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี และให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ให้จำเลยฟัง โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 เดือนต่อครั้ง และให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กับให้จำเลยใช้ราคารถจักรยานยนต์แทน 7,000 บาท แก่โจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ร่วมฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมเป็นประการแรกว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดราคารถจักรยานยนต์ที่จำเลยต้องใช้แทน 7,000 บาท แก่โจทก์ร่วม เป็นการชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่าคดีนี้โจทก์เรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ 38,500 บาท และจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่ายอมชำระเงินเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วมอีก 11,500 บาท รวมเป็นเงินค่าเสียหาย 50,000 บาท เมื่อจำเลยวางเงินต่อศาลเพื่อชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมแล้วจำนวน 31,500 บาท จำเลยจึงต้องชำระราคาใช้แทนแก่โจทก์ร่วม 18,500 บาท เห็นว่า คดีนี้โจทก์มีอำนาจเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์แทน ซึ่งโจทก์ร่วมสูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงของจำเลยโดยตรงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 และมาตรา 44 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 เท่านั้น หากโจทก์ร่วมจะเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าขาดประโยชน์อันเป็นค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอย่างอื่นนอกจากการใช้ราคาทรัพย์ที่สูญเสียไปเนื่องจากการกระทำความผิดของจำเลย โจทก์ร่วมจะต้องใช้สิทธิโดยยื่นคำร้องเข้ามาในคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่เมื่อโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์เท่านั้น โดยโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมเข้ามาในคดีนี้ด้วย แม้จำเลยยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วม 11,500 บาท ศาลย่อมไม่อาจพิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดประโยชน์แก่โจทก์ร่วมได้ เนื่องจากเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43, 44, 44/1 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 กำหนดราคารถจักรยานยนต์ที่จำเลยต้องใช้แทน 7,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมายแล้ว ส่วนคำพิพากษาของศาลฎีกาที่โจทก์ร่วมอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามาดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมประการต่อไปว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ตลอดระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นได้ให้โอกาสจำเลยในการหาเงินมาผ่อนชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมจะเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างนานและจำเลยผิดนัดหลายครั้งตามที่โจทก์ร่วมอ้างมาในฎีกาก็ตาม แต่จำเลยก็พยายามขวนขวายหาเงินมาชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ร่วมรวมเป็นจำนวนเงิน 31,500 บาท คงขาดราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ตามที่โจทก์ขอมาอีกเพียง 7,000 บาท เท่านั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าโทษจำคุกที่ศาลชั้นต้นลงแก่จำเลยเป็นโทษจำคุกระยะสั้น นอกจากจะไม่เกิดผลในการฟื้นฟูแก้ไขความประพฤติของจำเลยแล้วยังทำให้จำเลยมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษก็ยากที่จะกลับตนเป็นพลเมืองดีประกอบสัมมาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวโดยสุจริตต่อไปได้ และตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติปรากฏว่าจำเลยไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน กรณีจึงยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขฟื้นฟูให้กลับตนเป็นพลเมืองดี ประกอบกับจำเลยมีบุคคลในครอบครัวที่ต้องอุปการะดูแล การรอการลงโทษจำคุกไว้น่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมโดยรวมมากกว่า จึงรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น นับว่าชอบด้วยเหตุผลและเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

เคยเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาแล้วคิดว่าจะเรียกค่าเสียหายทุกอย่างได้เลยหรือไม่ คำตอบอาจไม่เป็นอย่างที่หลายคนเข้าใจ  คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีสิทธิเรียกราคาใช้แทนรถจักรยานยนต์ที่สูญเสียไปจากการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงได้ แต่หากต้องการเรียกค่าขาดประโยชน์เพิ่มเติม จะต้องยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด




การฉ้อโกงตามกฎหมายอาญา

หลอกทำใบสั่งซื้อเท็จถือเป็นฉ้อโกงหรือไม่ ไม่ใช่ลักทรัพย์ และต้องร้องทุกข์ภายในกำหนดหรือไม่จึงไม่ขาดอายุความ
คดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านอีเมลปลอมกับความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกรรมเดียวหลายบท
การกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน และข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์–ฎีกา
พรีออเดอร์สินค้าไม่เป็นฉ้อโกง หากผู้ซื้อรู้ว่ายังไม่มีของ(ฎีกา 3664/2568)
ฟ้องคดีฉ้อโกงต้องร้องทุกข์ภายในกี่เดือน? ถ้ารู้ตัวผู้กระทำผิดแล้วแต่ฟ้องช้า จะขาดอายุความหรือไม่ และศาลจะยกฟ้องหรือไม่
คดีซื้อขายรถไม่โอนกรรมสิทธิ์ ไม่เป็นฉ้อโกง (ฎีกา 1028/2567)
ฎีกาที่ไม่แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์ & ฉ้อโกงลงทุน (ฎีกา 1154/2567)
สรุปคดีลงทุนบริษัท-แชร์ลูกโซ่ & ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎีกา 1220/2567)
สรุปคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “อั้งยี่–ซ่องโจร” และฉ้อโกงประชาชน (ฎีกา 2614/2568)
หลากกรรมต่างกัน หลอกลงทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล,คดีฉ้อโกง, มาตรา 341,(ฎีกา 3133/2568)
คดีฉ้อโกงประชาชน & พยานหลักฐานเท็จ, ป.อ. มาตรา 341, (ฎีกา 725/2567)
นิติกรรมฉ้อฉลจากการโอนทรัพย์, การโอนทรัพย์หนีหนี้เพิกถอนได้(ฎีกา 1383/2568)
(ฎีกา 238/2568) คดีฉ้อโกง & การห้ามฎีกา,ป.อ. มาตรา 341
คำพิพากษาศาลฎีกา 2659/2567 – สรุปคดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก & ข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567: รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้คนร้าย ใช้โอนเงินจากการฉ้อโกงประชาชน
คดีฉ้อโกงออนไลน์กับความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาหรือไม่
คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 | คดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านกลอุบายลงทุน แชร์ออนไลน์