
| คดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านอีเมลปลอมกับความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกรรมเดียวหลายบท
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์ผ่านระบบอีเมลและการใช้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ในทางทุจริต โดยจำเลยเข้าถึงอีเมลของผู้เสียหายโดยมิชอบ สร้างอีเมลเลียนแบบ แก้ไขเอกสาร เปลี่ยนแปลงบัญชีธนาคารผู้รับโอน และหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีที่ตนควบคุม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 หรือ “การกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ตลอดจนขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการพิจารณาประเด็นเรื่องการลงโทษสถานหนักที่โจทก์มิได้ยกเป็นข้ออุทธรณ์ในชั้นศาลอุทธรณ์ ซึ่งศาลฎีกาวางหลักชัดว่าเป็นข้อที่ไม่อาจยกขึ้นว่ากล่าวใหม่ในชั้นฎีกาได้ ข้อเท็จจริงโดยสรุป บริษัทผู้เสียหายที่ 1 ทำธุรกรรมซื้อขายผ้ากับผู้เสียหายที่ 3 ในต่างประเทศ โดยใช้การติดต่อและยืนยันเงื่อนไขผ่านอีเมลเป็นหลัก จำเลยกับพวกได้เข้าถึงบัญชีอีเมลของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งมีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ โดยมิได้รับอนุญาต ทำให้ทราบรายละเอียดการซื้อขายและกำหนดการชำระราคา จากนั้น จำเลยกับพวกสร้างบัญชีอีเมลเลียนแบบให้มีชื่อคล้ายกับอีเมลของผู้เสียหายที่ 1 โดยแตกต่างเพียงตัวอักษรบางตำแหน่ง แล้วส่งอีเมลดังกล่าวไปยังผู้เสียหายที่ 3 โดยแอบอ้างว่าเป็นตัวแทนของผู้เสียหายที่ 1 ในการแจ้งเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการชำระเงิน ให้โอนค่าสินค้าครึ่งหนึ่งของราคาสินค้าไปยังบัญชีธนาคารของบริษัทที่จำเลยเป็นกรรมการและมีอำนาจเบิกถอนแทน เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อ จำเลยกับพวกได้แก้ไขข้อมูลในไฟล์เอกสารของผู้เสียหายที่ 1 โดยเปลี่ยนชื่อบัญชีธนาคารผู้รับโอนเงินให้เป็นบัญชีของบริษัทจำเลย แล้วส่งเอกสารดังกล่าวไปยังผู้เสียหายที่ 3 โดยใช้เป็นหลักฐานประกอบการโอนเงิน ผู้เสียหายที่ 3 จึงหลงเชื่อและโอนเงินจำนวน 3,179,930 บาท เข้าบัญชีธนาคาร ก. ของบริษัทจำเลย เงินจำนวนดังกล่าวโอนเข้าบัญชีและอยู่ในความควบคุมของจำเลยกับพวก ต่อมาไม่สามารถชำระคืนได้ทั้งหมด โจทก์จึงฟ้องจำเลยในความผิดหลายฐาน ทั้งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 264, 268, 342 (1) รวมถึงพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 7, 9, 14 (1) วรรคสอง โดยบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกเป็นข้อ ๆ และอ้างให้ลงโทษหลายกรรมตามมาตรา 91 พร้อมทั้งขอให้จำเลยชดใช้เงินแก่ผู้เสียหายที่ 3 จำนวน 3,179,930 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย 1 การกระทำของจำเลยเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามมาตรา 90 หรือเป็น “หลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ตามที่โจทก์ยืนยันในฎีกา 2 การเลือกบทกฎหมายลงโทษ ในเมื่อการกระทำเข้าข่ายทั้งความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ปลอมและใช้เอกสารปลอม ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น) และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (เข้าถึงข้อมูล แก้ไขข้อมูล และนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบ) 3 ขอบเขตอำนาจศาลฎีกาในการวินิจฉัยประเด็น “มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่” เมื่อโจทก์มิได้ยกขึ้นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ อาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 เหตุผลและคำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 เรื่องกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลฎีกาพิเคราะห์พฤติการณ์ทั้งหมดร่วมกัน ตั้งแต่การเข้าถึงอีเมลของผู้เสียหายที่ 1 โดยมิชอบ การนำข้อมูลที่ได้ไปใช้สร้างอีเมลปลอม การแก้ไขข้อมูลในเอกสารการค้า การใช้เอกสารดังกล่าวประกอบอีเมลที่หลอกลวง และการรับโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่จำเลยควบคุม ศาลเห็นว่า การกระทำเหล่านี้ล้วนมี “เจตนาประการเดียว” คือมุ่งหมายให้ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อและโอนเงินค่าสินค้าจำนวน 3,179,930 บาท ให้แก่จำเลยและพวก แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องโดยแยกการกระทำผิดออกเป็นหลายข้อ ตามลักษณะมูลความผิดแต่ละฐาน และมีคำขอท้ายฟ้องให้ลงโทษหลายกรรมตามมาตรา 91 รวมทั้งจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่การพิจารณาลักษณะความผิดต่อเนื้อหาสาระต้องดูที่พฤติการณ์โดยรวม ไม่จำกัดเพียงรูปแบบการบรรยายฟ้อง ศาลจึงเห็นว่า การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ การแก้ไขข้อมูล การนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบ การปลอมเอกสาร และการใช้เอกสารปลอม เป็นการกระทำที่เชื่อมโยงกันเพื่อตอบสนองเจตนาเดียว คือการหลอกลวงให้ผู้อื่นโอนเงิน ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็น “การกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามมาตรา 90 หาใช่ “ความผิดหลายกรรมต่างกัน” ตามมาตรา 91 ตามที่โจทก์ยืนยันในฎีกาไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่เห็นเช่นเดียวกันแล้วจึงชอบ ศาลฎีกาเห็นพ้องและพิพากษายืน 2 เรื่องการเลือกบทลงโทษที่มีโทษหนักที่สุด เมื่อการกระทำเป็นกรรมเดียวแต่เข้าข่ายความผิดได้หลายบท ทั้งตามประมวลกฎหมายอาญาและตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ศาลอุทธรณ์จึงเลือกลงโทษตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งเป็นบทที่มี “โทษหนักที่สุด” ตามหลักมาตรา 90 โดยรักษาโครงสร้างโทษและคำสั่งชดใช้เงินตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นไว้ ศาลฎีกาไม่เห็นแย้งในหลักเกณฑ์ดังกล่าว และเห็นว่าแนวทางการเลือกบทลงโทษของศาลอุทธรณ์สอดคล้องกับหลัก “บทกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดในกรรมเดียวหลายบท” จึงพิพากษายืน 3 เรื่องการลงโทษสถานหนักและขอบเขตข้ออุทธรณ์ ในประเด็นท้ายฎีกาของโจทก์ที่อ้างว่า ควรมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักขึ้น ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า โจทก์มิได้ยกประเด็นนี้เป็นข้ออุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์แต่เดิม การนำมาหยิบยกกล่าวในชั้นฎีกาเป็นครั้งแรก จึงเป็นการยกข้อใหม่โดยฝ่าฝืนหลักประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ซึ่งกำหนดว่า ศาลสูงจะพิจารณาได้เฉพาะข้อที่คู่ความได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลล่าง เมื่อใช้บทบัญญัติดังกล่าวโดยอนุโลมผ่านประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ประเด็นเรื่องการลงโทษสถานหนักเป็นข้อที่ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ และปฏิเสธไม่รับฎีกาในส่วนดังกล่าว การวิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 มาตรา 90 ประมวลกฎหมายอาญา – กรรมเดียวหลายบท มาตรา 90 วางหลักว่า เมื่อการกระทำกรรมเดียวเข้าลักษณะความผิดหลายบท ให้ลงโทษตามมาตราที่มีโทษหนักที่สุด แนวทางตีความของศาลฎีกาในคดีนี้เน้น “เจตนาเดียว” และ “ความต่อเนื่องเป็นเหตุการณ์ชุดเดียวกัน” เป็นเกณฑ์สำคัญ ไม่ยึดติดเพียงจำนวนการกระทำย่อย เช่น การส่งอีเมลหลายฉบับหรือการแก้ไขเอกสารหลายครั้ง แต่ดูว่าทั้งหมดเป็นกระบวนการเดียวที่มุ่งสู่ผลทางทุจริตเดียวหรือไม่ 2 มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญา – หลายกรรมต่างกัน มาตรา 91 ใช้ในกรณีที่ผู้กระทำมีหลายกรรมที่เป็นอิสระจากกัน ทั้งในแง่เวลา สถานที่ และผลแห่งการกระทำ แม้บางครั้งจะเกี่ยวกับผู้เสียหายรายเดียวกัน แต่หากเป็นคนละเหตุ คนละช่วงเวลา และมีเจตนาที่แยกได้เป็นหลายเหตุการณ์ ก็อาจเข้าลักษณะหลายกรรมต่างกัน ในคดีนี้ ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้โจทก์จะจัดโครงฟ้องแยกเป็นข้อ ๆ แต่เมื่อพฤติการณ์จริงเป็นชุดเดียวที่มีเป้าหมายเดียว การยืนยันให้ถือเป็นหลายกรรมต่างกันย่อมขัดต่อข้อเท็จจริงและเจตนาแท้จริงของการกระทำ 3 กฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ • มาตรา 7 ว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันโดยมิชอบ • มาตรา 9 ว่าด้วยการแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งศาลถือว่าเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดในชุดความผิดนี้ • มาตรา 14 (1) วรรคสอง ว่าด้วยการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบโดยทุจริตหรือหลอกลวงในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น การผสมผสานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา (ฉ้อโกง ปลอมและใช้เอกสารปลอม) กับความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายตั้งใจคุ้มครองทั้ง “ความน่าเชื่อถือของข้อมูลและเอกสาร” และ “ทรัพย์สินของผู้เสียหาย” พร้อมกัน 4 หลักข้ออุทธรณ์และขอบเขตการวินิจฉัยของศาลฎีกา บทบัญญัติมาตรา 225 และมาตรา 252 ป.วิ.พ. ที่นำมาใช้โดยอนุโลม มีเจตนารมณ์ให้การพิจารณาในชั้นฎีกาเป็นเพียงการตรวจสอบข้อกฎหมายในประเด็นที่ศาลล่างได้มีโอกาสพิจารณาแล้ว เพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความอีกฝ่าย และเพื่อมิให้ศาลฎีกาแปรสภาพเป็นศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งใหม่ทั้งหมด การยกข้อในเรื่องการลงโทษสถานหนักขึ้นครั้งแรกในชั้นฎีกา จึงขัดต่อระบบขั้นตอนการพิจารณาคดี แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกามีแนวทางสอดคล้องกันในคดีฉ้อโกงออนไลน์และคดีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ที่มีการแฮกอีเมลหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลการชำระเงิน กล่าวคือ • เมื่อผู้กระทำเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของคู่ค้าโดยมิชอบ แล้วนำข้อมูลนั้นไปใช้สร้างเอกสารหรือข้อความเท็จเพื่อเบี่ยงเบนเส้นทางการชำระเงิน ศาลมักถือว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาเดียว มุ่งหมายถึงการได้ทรัพย์สินของผู้เสียหาย จึงเข้าลักษณะกรรมเดียวหลายบท • ในการเลือกบทลงโทษ ศาลมีแนวโน้มใช้บทความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ที่มีโทษสูงกว่าเป็นหลัก แล้วถือความผิดฐานฉ้อโกง ปลอมเอกสาร และใช้เอกสารปลอมเป็นบทประกอบ • ในด้านกระบวนวิธี ศาลฎีกาย้ำซ้ำ ๆ ว่า ประเด็นที่คู่ความไม่ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ ไม่อาจนำมาขยายหรือเพิ่มเติมในชั้นฎีกาได้ ตามหลักข้ออุทธรณ์ที่ต้องผูกพันกันตามลำดับศาล คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่ยืนยันทั้งหลัก “กรรมเดียวหลายบท” ในคดีอาญาสมัยใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือ และหลัก “ข้ออุทธรณ์ต้องต่อเนื่อง” ในกระบวนวิธีพิจารณาคดีอาญา ผลกระทบเชิงนโยบายกฎหมายและเชิงปฏิบัติ คดีนี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้ระบบอีเมลและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ หากไม่มีมาตรการตรวจสอบและยืนยันตัวตนที่เหมาะสม ย่อมเปิดช่องให้เกิดการปลอมแปลงหรือเลียนแบบบัญชีอีเมลได้โดยง่าย ผู้ประกอบการจึงควรกำหนด “ขั้นตอนยืนยันหลายชั้น” เช่น การยืนยันผ่านช่องทางอื่นร่วมด้วยก่อนเปลี่ยนแปลงข้อมูลบัญชีธนาคารผู้รับโอน ในด้านกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำว่าโครงสร้างกฎหมายไทยมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะนำบทบัญญัติมาตรา 90 มาครอบคลุมการกระทำในยุคดิจิทัล และใช้พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ควบคู่กับประมวลกฎหมายอาญาในการลงโทษอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การควบคุมข้ออุทธรณ์อย่างเคร่งครัดก็ช่วยให้กระบวนพิจารณาในศาลสูงมีความชัดเจนและไม่เปิดช่องให้มีการต่อสู้คดีในประเด็นใหม่โดยไม่เป็นธรรมต่ออีกฝ่ายหนึ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐานปลอมเอกสาร ใช้เอกสารปลอม ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ โดยการกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพ คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้ชดใช้เงิน 3,179,930 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 3 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 9 ซึ่งมีโทษหนักที่สุด นอกจากนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น ถือว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวหลายบทตามมาตรา 90 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ไม่ใช่หลายกรรมต่างกันตามที่โจทก์ฎีกา ส่วนประเด็นการลงโทษสถานหนัก โจทก์มิได้อุทธรณ์มาก่อน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. ในการวินิจฉัยว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทหรือหลายกรรมต่างกัน ศาลให้ความสำคัญต่อ “เจตนาเดียว” และ “พฤติการณ์ต่อเนื่องเป็นเหตุการณ์ชุดเดียวกัน” มากกว่ารูปแบบการบรรยายฟ้องหรือจำนวนการกระทำย่อยที่ปรากฏในฟ้อง 2. เมื่อการกระทำกรรมเดียวเข้าลักษณะความผิดหลายบท ศาลต้องเลือกลงโทษตามบทบัญญัติที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ซึ่งในคดีฉ้อโกงออนไลน์ที่ใช้เทคโนโลยี มักเป็นบทของพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 3. หลักข้ออุทธรณ์ตามมาตรา 225 และมาตรา 252 ป.วิ.พ. ประกอบมาตรา 15 ป.วิ.อ. กำหนดให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้เฉพาะข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลล่าง การนำประเด็นเรื่องการลงโทษสถานหนักขึ้นยกเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาเป็นการยกข้อใหม่ที่ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัย 4. การใช้ระบบอีเมลและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ในการทำธุรกรรมทางการค้าระหว่างประเทศ หากไม่มีมาตรการยืนยันตัวตนและตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีรับโอนเงิน ย่อมเสี่ยงต่อการถูกเข้าถึงข้อมูล แก้ไขเอกสาร และหลอกให้โอนเงิน ซึ่งเมื่อเกิดข้อพิพาท ศาลจะพิจารณาความรับผิดโดยอิงจากพฤติการณ์และระดับความระมัดระวังของคู่สัญญาประกอบด้วย 5. คดีนี้สะท้อนให้เห็นบทบาทของพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ในฐานะกฎหมายเฉพาะที่ใช้ควบคู่กับประมวลกฎหมายอาญา เพื่อคุ้มครองความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ตัดทอนฐานความผิดเกี่ยวกับฉ้อโกงและเอกสารปลอมในกฎหมายหลัก คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การหลอกให้โอนเงินผ่านอีเมลปลอมโดยเปลี่ยนบัญชีธนาคารผู้รับเงิน ถือเป็นความผิดกี่ฐาน และศาลจะลงโทษอย่างไรตามกฎหมายไทย? คำตอบ การหลอกให้โอนเงินผ่านอีเมลปลอมมักเข้าข่ายหลายฐานความผิด เช่น เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ แก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์ นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบ ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น รวมถึงปลอมและใช้เอกสารปลอม หากพฤติการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อเนื่องเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์เดียวกัน เช่น หลอกให้โอนเงินครั้งเดียว ศาลอาจวินิจฉัยว่าเป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” แล้วเลือกลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 2. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นที่ว่า ควรลงโทษจำเลยสถานหนักกว่าที่ศาลล่างกำหนด ในคดีฉ้อโกงออนไลน์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567? คำตอบ สาเหตุเพราะประเด็นเรื่องการลงโทษสถานหนักไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นข้ออุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์มาก่อน เมื่อโจทก์นำมาหยิบยกเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาจึงเป็นการยกข้อใหม่ ซึ่งขัดต่อหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่กำหนดว่าศาลฎีกาจะวินิจฉัยได้เฉพาะข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลล่างเท่านั้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวและพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567 คดีนี้แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกมาเป็นข้อ ๆ โดยมีคำขอท้ายฟ้องตาม ป.อ. มาตรา 91 และจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์แห่งคดีจากข้อเท็จจริงตามฟ้องแล้วปรากฏว่า จำเลยกับพวกมีเจตนาประการเดียวคือมุ่งประสงค์ที่จะหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 โอนเงินชำระค่าสินค้าที่จำเลยที่ 1 ตกลงสั่งซื้อนั้นเอง ความผิดฐานร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฐานร่วมกันแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ฐานโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ฐานร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นฐานร่วมกันปลอมเอกสารและฐานร่วมกันใช้เอกสารปลอม จึงเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตาม ป.อ. มาตรา 90 หาใช่เป็นการกระทำความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ตามที่โจทก์อ้างในฎีกา ส่วนปัญหาที่ว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานหนักหรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์มิได้อุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วโดยมิชอบในศาลอุทธรณ์ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่งและมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญาหลายมาตรา และตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 พร้อมทั้งขอให้จำเลยคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนจำนวน 3,179,930 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 3 โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยมีความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารปลอม ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และความผิดตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 7, 9, 14 (1) วรรคสอง การกระทำเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษฐานฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นตามมาตรา 90 จำคุก 3 ปี ลดกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน และให้ชดใช้เงิน 3,179,930 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ โดยให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มาตรา 9 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ส่วนอื่นเป็นไปตามศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นแรกเรื่องการกระทำเป็นหลายกรรมต่างกันหรือไม่นั้น แม้โจทก์บรรยายฟ้องแยกข้อหาและมีคำขอท้ายฟ้องตามมาตรา 91 แต่เมื่อพิจารณาพฤติการณ์แล้วพบว่า จำเลยกับพวกเข้าถึงอีเมลของผู้เสียหายที่ 1 โดยมิชอบ ทราบข้อมูลการซื้อขาย และสร้างอีเมลชื่อคล้ายกันเพื่อแอบอ้างเป็นผู้เสียหาย แจ้งให้ผู้เสียหายที่ 3 โอนเงินเข้าบัญชีบริษัทของจำเลย พร้อมทั้งปลอมเอกสารเกี่ยวกับบัญชีผู้รับโอน ผู้เสียหายที่ 3 หลงเชื่อโอนเงิน 3,179,930 บาทเข้าบัญชีบริษัทจำเลย ซึ่งจำเลยสามารถเบิกถอนได้ การกระทำทั้งหมดมีเจตนาเดียวคือหลอกลวงเพื่อให้ได้ทรัพย์สิน จึงเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องเกี่ยวเนื่องกัน เป็น “กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามมาตรา 90 มิใช่หลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ดังที่โจทก์อ้าง ส่วนประเด็นว่าควรลงโทษสถานหนักหรือไม่นั้น โจทก์มิได้อุทธรณ์มาในศาลอุทธรณ์ จึงเป็นข้อที่ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยตามมาตรา 225 และ 252 ป.วิ.พ. ประกอบมาตรา 15 ป.วิ.อ. พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ • คดีฉ้อโกงออนไลน์ ศาลฎีกา 89/2567 • การปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมในกฎหมายไทย • บทลงโทษความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ. 2550 • การกระทำความผิดหลายบท กรรมเดียว มาตรา 90 • คำพิพากษาศาลฎีกา คดีอาญาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ • มาตรา 264 และ 268 ความผิดเกี่ยวกับปลอมเอกสาร • การฟ้องคดีฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น • การหลอกลวงผ่านอีเมลและการฟ้องร้องทางกฎหมาย สรุป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567 (ย่อ) ในคดีนี้ แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องโดยแยกการกระทำผิดของจำเลยกับพวกเป็นข้อ ๆ พร้อมคำขอท้ายฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และจำเลยให้การรับสารภาพ แต่เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง พบว่าจำเลยกับพวกมีเจตนาเดียว คือการหลอกลวงผู้เสียหายที่ 3 เพื่อให้โอนเงินชำระค่าสินค้า การกระทำทั้งหมดจึงถือเป็นกรรมเดียวที่ผิดกฎหมายหลายบท ตามมาตรา 90 ไม่ใช่ความผิดหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 ตามที่โจทก์อ้าง การกระทำของจำเลยรวมถึงการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ การปลอมและใช้เอกสารปลอม การแก้ไขข้อมูล และการฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เพื่อหลอกลวงให้ผู้เสียหายที่ 3 โอนเงินจำนวน 3,179,930 บาทไปยังบัญชีที่จำเลยควบคุม ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 3 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือ 1 ปี 6 เดือน และให้ชดใช้เงินดังกล่าว ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษโดยลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดคือ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 9 นอกนั้นเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกาโดยอัยการสูงสุดรับรอง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าฎีกาโจทก์ในประเด็นว่าการกระทำเป็นหลายกรรมต่างกันนั้นฟังไม่ขึ้น ส่วนประเด็นลงโทษสถานหนัก โจทก์ไม่ได้อุทธรณ์ในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567 เพื่อช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจบทความและคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องได้ดียิ่งขึ้น ต่อไปนี้คือการอธิบายหลักกฎหมายที่กล่าวถึง: 1. ประมวลกฎหมายอาญา •มาตรา 264 วรรคแรก (เดิม) กำหนดความผิดฐาน ปลอมเอกสาร โดยการทำขึ้นซึ่งเอกสารโดยมิชอบ เพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเอกสารนั้นเป็นของจริง แม้จะไม่มีการนำเอกสารไปใช้ แต่หากมีการกระทำลักษณะดังกล่าวถือเป็นความผิดตามมาตรานี้ •มาตรา 268 วรรคแรก ความผิดฐาน ใช้เอกสารปลอม หากบุคคลใดนำเอกสารที่รู้ว่าเป็นเอกสารปลอมไปใช้เพื่อให้เกิดผลทางกฎหมายหรือหลอกลวงผู้อื่น บุคคลนั้นมีความผิดตามมาตรานี้ •มาตรา 342 (1) (เดิม) เป็นความผิดฐาน ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น กล่าวคือ ผู้กระทำแสดงตนหรือปลอมตัวว่าเป็นบุคคลอื่นเพื่อหลอกลวงและให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินจากผู้อื่น 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา •มาตรา 15 บัญญัติว่าเมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้ในเรื่องใด ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม ซึ่งใช้ในกรณีที่ไม่มีข้อกำหนดเฉพาะในคดีอาญา 3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง •มาตรา 225 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักว่า การยกประเด็นในชั้นศาลสูง ต้องเป็นประเด็นที่ได้ว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ หากมิได้ยกมาก่อน ศาลสูงไม่สามารถพิจารณาได้ •มาตรา 252 เป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยการพิจารณาของศาลสูง ซึ่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายหรือข้อที่ได้ว่ากล่าวมาก่อนในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์เท่านั้น 4. พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 •มาตรา 7 บัญญัติความผิดเกี่ยวกับ การเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ โดยระบุว่าหากผู้ใดเข้าถึงข้อมูลที่มีการป้องกันการเข้าถึงโดยไม่มีสิทธิ ถือว่ามีความผิดตามมาตรานี้ •มาตรา 9 กำหนดความผิดฐาน แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือทำลายข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายแก่บุคคลอื่น ถือเป็นความผิดที่มีโทษรุนแรงกว่า มาตรา 7 •มาตรา 14 วรรคสอง (1) (ใหม่) ระบุว่าผู้ใดโดย ทุจริตหรือหลอกลวง นำข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่เป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในลักษณะที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ถือว่ามีความผิดตามมาตรานี้ ประเด็นสำคัญจากกฎหมายเหล่านี้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567 การกระทำของจำเลยที่เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หลอกลวงผ่านการใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น เป็นความผิดที่มีเจตนาเดียว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงิน จึงถือเป็นการกระทำกรรมเดียวที่ผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ทั้งนี้ศาลฎีกายึดหลักว่าประเด็นที่โจทก์ไม่ได้ยกมาก่อนในชั้นศาลล่างจะไม่สามารถนำมาวินิจฉัยในศาลสูงได้ตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 การอธิบายหลักกฎหมายนี้ช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพและเข้าใจความเชื่อมโยงของบทบัญญัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำพิพากษาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น **การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์: สาระสำคัญ โทษ และคำพิพากษาศาลฎีกา การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์คืออะไร? การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หมายถึง การกระทำที่ฝ่าฝืนหรือขัดต่อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้ระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยมีเป้าหมายเพื่อก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น องค์กร หรือสาธารณชน ทั้งนี้การกระทำดังกล่าวอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์) ซึ่งบัญญัติหลักเกณฑ์และบทลงโทษสำหรับการกระทำผิดลักษณะนี้อย่างชัดเจน ประเด็นสาระสำคัญของกฎหมาย 1.การเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ (มาตรา 7) การเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลที่มีมาตรการป้องกัน โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการกระทำความผิด 2.การแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือทำลายข้อมูล (มาตรา 9) การกระทำใด ๆ ต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย 3.การนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ (มาตรา 14) ผู้ใดนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบ โดยประการที่น่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน 4.การกระทำโดยเจตนาเพื่อฉ้อโกง (มาตรา 14 วรรคสอง) การกระทำความผิดด้วยการหลอกลวงผู้อื่นผ่านการใช้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ โทษสำหรับการกระทำผิด •ความผิดใน มาตรา 7: จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ •ความผิดใน มาตรา 9: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ •ความผิดใน มาตรา 14: จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีการกระทำผิดหลายบทในคราวเดียว อาจถูกลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 89/2567 คดีที่จำเลยร่วมกันเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ แก้ไขข้อมูล และนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบเพื่อหลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงิน การกระทำดังกล่าวถือเป็นกรรมเดียวที่ผิดกฎหมายหลายบท และศาลลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด 2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4027/2556 คดีที่จำเลยส่งอีเมลแอบอ้างว่าเป็นบริษัทของผู้เสียหายเพื่อหลอกให้ผู้เสียหายโอนเงิน การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการฉ้อโกงผ่านระบบคอมพิวเตอร์และใช้เอกสารปลอม 3.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 601/2560 คดีที่จำเลยแก้ไขข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ของธนาคารเพื่อเพิ่มจำนวนเงินในบัญชีของตนเอง การกระทำนี้เป็นการแก้ไขข้อมูลโดยมิชอบและเป็นความผิดตามมาตรา 9 4.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5173/2564 คดีที่จำเลยเผยแพร่ข้อมูลเท็จในระบบออนไลน์เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 14 5.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 789/2563 คดีที่จำเลยนำข้อมูลปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อแสดงว่าได้รับสิทธิพิเศษในกิจกรรมส่งเสริมการขาย การกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงด้วยข้อมูลเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ 6.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824/2565 คดีที่จำเลยเข้าถึงระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานราชการโดยไม่ได้รับอนุญาต และเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชน การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบตามมาตรา 7 การศึกษาเปรียบเทียบ จากคำพิพากษาฎีกาข้างต้นจะเห็นได้ว่า: •การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ครอบคลุมพฤติการณ์หลากหลาย เช่น การปลอมแปลง การหลอกลวง และการแก้ไขข้อมูล •ศาลมีแนวทางพิจารณาลงโทษตามเจตนาและผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเลือกลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด •หลักการพิจารณาคดีเหล่านี้สะท้อนถึงการใช้กฎหมายเพื่อคุ้มครองข้อมูลและความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์ในยุคดิจิทัล
ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์
|





