
| คดีฉ้อโกงประชาชน & พยานหลักฐานเท็จ, ป.อ. มาตรา 341, (ฎีกา 725/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทการลงทุนทองคำมูลค่า 5 ล้านบาท ซึ่งโจทก์กล่าวหาจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและการนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่เข้าลักษณะการฉ้อโกงประชาชนตามกฎหมาย อีกทั้งการที่ทนายโจทก์ยื่นถอนฟ้องมิใช่การแสดงพยานหลักฐานเท็จ จึงไม่มีมูลความผิดตามฟ้อง ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองฐานความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 341, 343 และ 180 วรรคสอง โดยกล่าวหาว่าจำเลยที่ 1 ชักชวนให้ร่วมลงทุนซื้อขายทองคำแท่งจนเกิดความเสียหาย 5,000,000 บาท และทนายความ (จำเลยที่ 2) มีพฤติการณ์ยื่นคำร้องถอนฟ้องโดยไม่ตรงตามเจตนาของโจทก์ นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องค่าเสียหายในส่วนแพ่งรวม 5,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีอาญา และยกฟ้องคดีแพ่งในส่วนจำเลยที่ 2 แต่ให้ดำเนินคดีแพ่งต่อกับจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์จึงฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1. ประเด็นการฉ้อโกงประชาชน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343 ต้องมีการกระทำหลอกลวงที่แสดงออกต่อสาธารณชนทั่วไปเพื่อให้เกิดความเชื่อแพร่หลาย แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยที่ 1 เพียงชักชวนโจทก์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทร่วมลงทุน ไม่ได้โฆษณาหรือหลอกลวงต่อสาธารณชน การกระทำจึงเป็นเรื่องส่วนตัวและอาจเป็นเพียงความผิดฉ้อโกงทั่วไปตามมาตรา 341 แต่ไม่เข้าองค์ประกอบของการฉ้อโกงประชาชน 2. ประเด็นการยื่นถอนฟ้องโดยทนายความ การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแทนโจทก์ มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จในการพิจารณาคดี หากทนายความกระทำเกินเลยจากเจตนาของโจทก์ก็เป็นเรื่องความรับผิดในทางแพ่งหรือทางวินัย ไม่ใช่ความผิดอาญาฐานแสดงพยานหลักฐานเท็จตามมาตรา 180 3. การใช้ดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ โจทก์อ้างว่าศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงคลาดเคลื่อน แต่ศาลฎีกาเห็นว่าคำเบิกความของพยานเป็นพยานหลักฐานที่โจทก์นำมาเอง ศาลอุทธรณ์ย่อมมีสิทธิใช้ดุลพินิจพิจารณาได้ การวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์จึงชอบด้วยกฎหมาย ผลลัพธ์คือศาลฎีกาพิพากษายืน ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีอาญา และคดีแพ่งจำเลยที่ 2 📌 กฎหมายที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341: ความผิดฐานฉ้อโกง • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343: ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง: การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ 🔑 Key Words 5 ประเด็นสำคัญ 1. ฉ้อโกงประชาชน (มาตรา 343) o ต้องมีการหลอกลวงเผยแพร่ต่อสาธารณชนเพื่อให้เกิดความเชื่อแพร่หลาย o คดีนี้เป็นการลงทุนเฉพาะระหว่างโจทก์และจำเลย จึงไม่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน 2. ฉ้อโกงทั่วไป (มาตรา 341) o หากการกระทำเป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล ถือเป็นการฉ้อโกงทั่วไป o ศาลชี้ว่าเป็นเพียงการลงทุนระหว่างเพื่อน ไม่ใช่การกระทำต่อสาธารณชน 3. การถอนฟ้องโดยทนายความ o ทนายความมีอำนาจตามใบแต่งทนายที่จะถอนฟ้องได้ o การถอนฟ้องไม่ถือว่าเป็นการนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ 4. พยานหลักฐานอันเป็นเท็จ (มาตรา 180) o ความผิดนี้ต้องมีการนำพยานหรือหลักฐานที่ไม่จริงเข้าสู่การพิจารณาคดี o แต่การถอนฟ้องไม่ใช่ “การนำสืบ” หรือ “การแสดงพยาน” จึงไม่เป็นความผิด 5. ขอบเขตความรับผิดของทนายความ o หากการถอนฟ้องฝ่าฝืนเจตนาของลูกความ ต้องไปว่ากล่าวในทางแพ่งหรือวินัย o ไม่ใช่ความผิดอาญา จึงยืนยันบทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบของทนายความ 👉 สรุปสั้น ๆ: คดีนี้ศาลฎีกาย้ำว่า การลงทุนระหว่างบุคคลไม่ใช่ฉ้อโกงประชาชน (มาตรา 343) และ การถอนฟ้องโดยทนายความไม่ใช่การแสดงพยานหลักฐานเท็จ (มาตรา 180) หากผิดเจตนาลูกความก็ต้องรับผิดในทางแพ่งหรือวินัย ไม่ใช่คดีอาญา วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. องค์ประกอบความผิดฉ้อโกงประชาชน o ต้องมีการเผยแพร่ข้อความเท็จต่อประชาชนทั่วไป มิใช่เพียงการตกลงเป็นการส่วนตัว o คดีนี้แสดงให้เห็นการตีความแคบเพื่อป้องกันการนำข้อหาฉ้อโกงประชาชนมาใช้เกินขอบเขต 2. อำนาจและความรับผิดของทนายความ o ทนายความมีอำนาจตามใบแต่งทนายในการถอนฟ้อง o หากกระทำไม่ตรงเจตนาโจทก์ ต้องไปดำเนินการทางแพ่งหรือวินัย ไม่ใช่ความผิดอาญา 3. หลักการใช้ดุลพินิจศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา o ศาลฎีกาย้ำว่าศาลอุทธรณ์สามารถใช้ดุลพินิจประเมินข้อเท็จจริงจากพยานได้ หากเป็นพยานที่คู่ความนำมาเอง IRAC Analysis Issue (ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย): จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ และจำเลยที่ 2 (ทนายความ) มีความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ): • ป.อ. มาตรา 341: ความผิดฐานฉ้อโกง • ป.อ. มาตรา 343: ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน • ป.อ. มาตรา 180 วรรคสอง: ความผิดฐานแสดงพยานหลักฐานเท็จ Application (การปรับใช้ข้อกฎหมาย): • การลงทุนทองคำระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นเพียงเรื่องส่วนตัว ไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงไม่เข้าลักษณะ “ฉ้อโกงประชาชน” • ทนายความถอนฟ้องแทนโจทก์เป็นอำนาจตามใบแต่งทนาย ไม่ใช่การแสดงพยานหลักฐานเท็จ หากเกินเจตนาโจทก์ก็เป็นเพียงปัญหาสัญญาและความรับผิดส่วนบุคคล Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกาพิพากษายืน ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในคดีอาญา คดีแพ่งจำเลยที่ 2 ไม่มีมูล สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • ความผิดฉ้อโกงประชาชนต้องมีการหลอกลวงที่เผยแพร่สู่สาธารณะ ไม่ใช่เพียงการลงทุนระหว่างบุคคล • อำนาจของทนายความในการดำเนินคดีแทนคู่ความอยู่ภายใต้ใบแต่งทนาย แต่หากฝ่าฝืนเจตนาลูกความ ต้องดำเนินการทางแพ่งหรือวินัย ไม่ใช่คดีอาญา • ศาลฎีกาย้ำความสำคัญของการใช้ดุลพินิจในการประเมินข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำมาเอง
❓ คำถามที่ 1 การลงทุนทองคำระหว่างบุคคลหนึ่งกับอีกบุคคลหนึ่ง จะเข้าลักษณะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่? คำตอบ: ไม่เข้าลักษณะความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เนื่องจากองค์ประกอบของความผิดดังกล่าวต้องมีการหลอกลวงที่เผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยทั่วไปเพื่อให้เกิดความเชื่อแพร่หลาย แต่ในคดีนี้จำเลยเพียงชักชวนโจทก์ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทร่วมลงทุนโดยเฉพาะ มิได้มีการโฆษณาหรือชักชวนบุคคลทั่วไป การกระทำดังกล่าวจึงเป็นเพียงเรื่องส่วนบุคคล อาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไปตามมาตรา 341 แต่ไม่ใช่ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนตามมาตรา 343
❓ คำถามที่ 2 การที่ทนายความยื่นคำร้องขอถอนฟ้องแทนลูกความ จะถือว่าเป็นการกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จหรือไม่? คำตอบ: ไม่ถือเป็นความผิดฐานดังกล่าว เพราะการถอนฟ้องมิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐาน แต่เป็นการใช้อำนาจที่ทนายความได้รับมอบหมายตามใบแต่งทนาย หากการกระทำของทนายความไม่ตรงตามเจตนาของลูกความ ย่อมเป็นปัญหาในทางแพ่งหรือทางวินัยทนายความ มิใช่เป็นความผิดอาญาฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2567 การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีอาญา
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 341, 343, 180 วรรคสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องคดีส่วนแพ่งโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ แต่ให้รับฟ้องคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นการฉ้อโกงประชาชน ลักษณะของการหลอกลวงที่แสดงออกด้วยข้อความเท็จ จะต้องมีเจตนากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปโดยมุ่งหมายให้แพร่หลายทั่วไปในหมู่ประชาชน คดีนี้ได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุนซื้อขายทองคำแท่งจำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการร้านทองตามปกติ ทั้งไม่ปรากฏจากทางไต่สวนว่าจำเลยที่ 1 ชักชวนบุคคลอื่นหรือประกาศให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 40 ปี และลูกจะเรียนต่างประเทศจึงตกลงร่วมลงทุน 5,000,000 บาท เพื่อได้ผลกำไร แล้วพิจารณาว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น เห็นว่า ถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบให้ปรากฏในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 สามารถใช้ดุลพินิจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน
🔎 คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1937/2543 • ประเด็น: การฉ้อโกงประชาชนต้องเป็นการเผยแพร่ข้อความเท็จให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อ ไม่ใช่เพียงการตกลงระหว่างบุคคล • เหตุผล: จำเลยโฆษณาชักชวนบุคคลทั่วไปลงทุนธุรกิจ แต่ไม่มีเจตนาทำจริง จึงเข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน • ความเชื่อมโยง: ยืนยันหลักว่า การหลอกลวงเฉพาะบุคคลไม่ใช่ฉ้อโกงประชาชน 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7872/2547 • ประเด็น: ความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน (มาตรา 343) ต้องมีเจตนามุ่งหมายให้ข้อมูลแพร่หลายไปยังสาธารณชน • เหตุผล: จำเลยชักชวนบุคคลจำนวนมากให้มาร่วมลงทุนโดยอ้างผลตอบแทนสูง เป็นการสร้างความเข้าใจผิดแก่สาธารณชน • ความเชื่อมโยง: ใช้ขยายความต่างระหว่าง การลงทุนเฉพาะราย กับ การโฆษณาต่อสาธารณะ 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2055/2568 • ประเด็น: ฉ้อโกงประชาชน vs. ฉ้อโกงทั่วไป • เหตุผล: จำเลยจัดทำสัญญาเช่าซื้อหลอกลวงบุคคลหลายรายโดยมีลักษณะเผยแพร่ต่อสาธารณชน ศาลชี้ว่าเป็นฉ้อโกงประชาชน • ความเชื่อมโยง: เน้นว่าหากจำกัดวงแคบไม่แพร่หลาย เป็นเพียงฉ้อโกงทั่วไป (มาตรา 341) 4. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1623/2556 • ประเด็น: ความผิดฐานแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ (มาตรา 180) • เหตุผล: การยื่นเอกสารเท็จต่อศาลถือเป็นการแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา • ความเชื่อมโยง: ใช้เปรียบเทียบกับคดีที่ทนายเพียงยื่นถอนฟ้อง ซึ่งไม่ใช่การแสดงพยานหลักฐาน 5. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4572/2550 • ประเด็น: อำนาจทนายความตามใบแต่งทนาย • เหตุผล: ทนายความที่ได้รับมอบหมายสามารถกระทำการแทนคู่ความได้ตามขอบเขตแห่งอำนาจ หากกระทำเกินขอบเขตย่อมเป็นปัญหาทางแพ่งหรือทางวินัย ไม่ใช่คดีอาญา • ความเชื่อมโยง: สอดคล้องกับหลักการในคดีนี้ที่ศาลชี้ว่าทนายความถอนฟ้องไม่ใช่ความผิดอาญา ✅ สรุป คำพิพากษาทั้ง 5 ฉบับนี้ช่วย ขยายความหลักการตีความมาตรา 341, 343 และ 180 ได้แก่ • การแยกความผิดฉ้อโกงประชาชนออกจากฉ้อโกงทั่วไป • การตีความ “การแสดงพยานหลักฐานเท็จ” อย่างเคร่งครัด • ขอบเขตอำนาจและความรับผิดของทนายความ
|






