ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 | คดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านกลอุบายลงทุน แชร์ออนไลน์

ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์

คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 | คดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านกลอุบายลงทุน แชร์ออนไลน์

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านการชักชวนลงทุนในวงแชร์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อ โอนเงินตามคำเชิญชวน ซึ่งเป็นผลจากกลอุบายและการปกปิดความจริงของจำเลย คดีนี้มีประเด็นสำคัญคือ การพิจารณาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ความผิดเกิดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่หลอกลวง 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้ โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องได้ เพราะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงให้โอนเงินลงทุนโดยเข้าใจผิดว่าเงินจะนำไปใช้ในกิจการที่ได้ผลตอบแทนสูง ทั้งที่ความจริงแล้ว จำเลยไม่ได้ดำเนินธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย และยังปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุนการกระทำผิด จึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และมีสิทธิฟ้องร้องได้ตามกฎหมายอาญา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าข้อฎีกาในส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ในประเด็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม ศาลเห็นว่า การฉ้อโกงสำเร็จในแต่ละครั้งที่ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงิน จึงต้องพิจารณาแยกตามแต่ละเหตุการณ์ โจทก์ที่ 1 โอนเงิน 5 ครั้ง เป็นความผิด 5 กรรม ส่วนโจทก์ที่ 2 โอนเงิน 4 ครั้ง โดยมีการหลอกลวงรวมกันในครั้งแรกเป็นกรรมเดียว และอีก 2 ครั้งถัดมาเป็นอีก 2 กรรม รวมเป็น 3 กรรม ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีความผิดรวม 8 กรรม ตามฟ้อง ข้อฎีกาในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน


2. ข้อเท็จจริง 

•โจทก์ทั้งสองถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านกลุ่ม LINE โดยจำเลยทั้งสองอ้างผลตอบแทนสูง

•โจทก์ที่  1 โอนเงิน 5 ครั้ง รวม 450,000 บาท และโจทก์ที่  2 โอน 4 ครั้ง รวม 260,000 บาท โดยไม่ทราบว่าจำเลยไม่ได้ลงทุนจริง แต่ปล่อยกู้ในบ่อนหรือแชร์ในวง

•โจทก์ทั้งสองไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดกฎหมาย จึงถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจฟ้องได้

•ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา  343 วรรคแรก ประกอบมาตรา  83 และลงโทษจำคุกแต่ให้ลดโทษให้ตาม มาตรา  91 (2) รวมเป็นคนละ 20 ปี แต่ปฏิเสธการนับโทษต่อคดีอื่นเนื่องจากคดีอื่นยังไม่ถึงที่สุด

•ศาลอุทธรณ์ภาค  6 ยืนตามศาลชั้นต้น และจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกา 


3. คำวินิจฉัยศาลฎีกา 

•ศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งว่า จำเลยก่อตั้งกลุ่มแชร์ผ่านแอปฯ LINE โดยโพสต์ข้อความต่อเนื่องให้ลงทุน

•ศาลชี้ว่า โจทก์ไม่มีส่วนในการกระทำผิด มิเคยรู้เห็นจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้องได้ตามกฎหมายที่คุ้มครองประชาชนทั่วไป

•เมื่อพิจารณาจำนวนครั้งที่หลอกลวงพบว่า โจทก์ที่  1 โอนเงิน 5 ครั้ง = 5 กรรม และโจทก์ที่  2 โอนเงิน รวมเป็น 3 กรรม การกระทำความผิดจึงแยกต่างหากแต่ละครั้ง แบบหลายกรรม ไม่ใช่กรรมเดียว 

•ศาลฎีกาเห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ ทั้งในเรื่องอำนาจฟ้องและจำนวนกรรมของความผิด


4. ประเด็นทางกฎหมายสำคัญ 

•อำนาจฟ้องของผู้เสียหายโดยนิตินัย: โจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด และไม่ใช่ผู้สนับสนุน จึงใช้สิทธิฟ้องได้

•ความผิดหลายกรรม (หลายครั้ง = หลายกรรม): โอนเงินแต่ละครั้งภายใต้กลอุบายถือเป็นการกระทำผิดสำเร็จแยกกัน

•บทบังคับโทษและการนับโทษ: ศาลอุทธรณ์ตีความให้รวมโทษตามจำนวนกรรม และใช้ มาตรา  91 ลดหย่อนโทษ

•ข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์เป็นพยานหลักฐาน: ข้อความโพสต์ต่อเนื่องใน LINE ถูกถือว่าประกาศชักชวนและชี้ชัดจำนวนครั้งของความผิด


5. ตัวอย่างกรณีศึกษา 

กรณีศึกษา:

นาง ส. ถูกชักชวนผ่าน LINE ให้ลงทุนในวงแชร์ที่เสนอผลตอบแทนสูง โดยโพสต์เชิญชวนเป็นระยะ ผู้เสียหายโอนเงินรวม 200,000 บาท ใน 3 ครั้ง โดนเบี้ยวจ่ายผลตอบแทนทุกครั้ง ผู้เสียหายจึงฟ้องฐานฉ้อโกงประชาชน ศาลเห็นว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและจำนวนกรรมสำเร็จแยกตามครั้ง จึงตัดสินว่าเป็น 3 กรรม 


6. แนวปฏิบัติของทนายความ/นักกฎหมาย 

•ตรวจสอบหลักฐานโพสต์ออนไลน์: ให้เก็บภาพข้อความเชิญชวน การเสนอผลตอบแทน และเวลาที่โพสต์เป็นหลักฐานหลัก

•วิเคราะห์ฝ่ายโจทก์: ตรวจสอบว่าโจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อยืนยันสถานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย

•จัดแบ่งจำนวนกรรม: หากมีหลายครั้งการโอนเงิน ต้องแยกพิจารณาเป็นกรรมต่างกันเพื่อคำนวณโทษที่เหมาะสม

•ยื่นคำร้องให้ศาลนับโทษต่อ: หากจำเลยมีคดีเดิม ศาลอาจยกคำขอนับโทษต่อหากคดีเดิมยังไม่สิ้นสุด


7. ข้อคิดทางกฎหมาย 

•การชักชวนลงทุนผ่านสื่อออนไลน์ต้องโปร่งใส มิใช่ปกปิดข้อมูลสำคัญต่อผู้ลงทุน

•จำนวนครั้งของการหลอกลวงมีผลต่อการพิจารณาจำนวนกรรม

•ผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจฟ้อง เมื่อไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด

•ทนายความควรจัดการหลักฐานดิจิทัลให้ครบถ้วน และแบ่งวิเคราะห์ในเชิงกรรมเพื่อวางแผนโทษ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568

การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่งและจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใด ๆ ที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง


ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้นความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์แต่เมื่อข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องตลอดตามวัน เวลาที่อยู่ในฟ้อง และเสนอให้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองมาเป็นการยืนยันให้ร่วมลงทุนในครั้งต่อไปและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองอีกตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองรวม 8 กรรม ตามฟ้องชอบแล้ว


โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ให้นับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 330/2563 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1006/2563, อ 1007/2563, อ 1008/2563 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษต่อ


ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุกคนละ 32 ปี แต่ให้จำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 330/2563 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1006/2563, อ 1007/2563, อ 1008/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว ส่วนคดีอื่น ๆ ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก 14 วรรคหนึ่ง (1))

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา


ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความทั้งสองไม่โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มแชร์และวงออมเงินใช้หรือเคยใช้ในแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อว่า "ภ." และ "P." โจทก์ที่ 1 มีชื่อบัญชีผู้ใช้ในแอปพลิเคชันไลน์ว่า "ม." และเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. และบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. โจทก์ที่ 2 มีชื่อบัญชีผู้ใช้แอปพลิเคชันไลน์ว่า "พ." และเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร ก. บัญชีธนาคาร อ. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนายนิคม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2563 โจทก์ที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อลงทุนในวงออมเงินกับจำเลยที่ 1 ตามที่ถูกเชิญชวน 5 ครั้ง เป็นเงินรวม 450,000 บาท และโจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 เละที่ 2 เพื่อลงทุนในวงออมเงินกับจำเลยที่ 1 ตามที่ถูกเชิญชวน 4 ครั้ง เป็นเงินรวม 260,000 บาท สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น


ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดอาญาที่เกิดขึ้นตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องดังกล่าวมีบทกฎหมายเพื่อประสงค์จะคุ้มครองโจทก์ทั้งสองและบุคคลทั่วไป การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนร่วมรับรู้ในการกระทำทำความผิด หรือไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนในการเป็นผู้ใช้หรือสนับสนุนหรือรู้ในการกระทำผิดหรือการกระทำที่จำเลยทั้งสองกระทำมีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสองจึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ ซึ่งเป็นวิธีในการหลอกลวงอย่างหนึ่งของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใดๆที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมา นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น


ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้นความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์แต่เมื่อข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องตลอดตามวัน เวลาที่อยู่ในฟ้อง และเสนอให้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองมาเป็นการยืนยันให้ร่วมลงทุนในครั้งต่อไปและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองอีกตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองรวม 8 กรรม ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน




การฉ้อโกงตามกฎหมายอาญา

คดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านอีเมลปลอมกับความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และกรรมเดียวหลายบท
การกู้ยืมเงินโดยมอบสมุดเงินฝากและบัตรเอทีเอ็มเป็นประกัน และข้อจำกัดสิทธิอุทธรณ์–ฎีกา
พรีออเดอร์สินค้าไม่เป็นฉ้อโกง หากผู้ซื้อรู้ว่ายังไม่มีของ(ฎีกา 3664/2568)
อายุความร้องทุกข์ในคดีฉ้อโกงและภาระการพิสูจน์ของผู้เสียหาย(ฎีกาที่ 485/2567)
คดีซื้อขายรถไม่โอนกรรมสิทธิ์ ไม่เป็นฉ้อโกง (ฎีกา 1028/2567)
ฎีกาที่ไม่แย้งคำพิพากษาอุทธรณ์ & ฉ้อโกงลงทุน (ฎีกา 1154/2567)
สรุปคดีลงทุนบริษัท-แชร์ลูกโซ่ & ผู้เสียหายโดยนิตินัย (ฎีกา 1220/2567)
สรุปคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “อั้งยี่–ซ่องโจร” และฉ้อโกงประชาชน (ฎีกา 2614/2568)
หลากกรรมต่างกัน หลอกลงทุนสลากกินแบ่งรัฐบาล,คดีฉ้อโกง, มาตรา 341,(ฎีกา 3133/2568)
คดีฉ้อโกงประชาชน & พยานหลักฐานเท็จ, ป.อ. มาตรา 341, (ฎีกา 725/2567)
นิติกรรมฉ้อฉลจากการโอนทรัพย์, การโอนทรัพย์หนีหนี้เพิกถอนได้(ฎีกา 1383/2568)
(ฎีกา 238/2568) คดีฉ้อโกง & การห้ามฎีกา,ป.อ. มาตรา 341
คำพิพากษาศาลฎีกา 2659/2567 – สรุปคดีฉ้อโกงออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก & ข้อมูลคอมพิวเตอร์เท็จ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4920/2567: รับจ้างเปิดบัญชีธนาคารให้คนร้าย ใช้โอนเงินจากการฉ้อโกงประชาชน
คดีฉ้อโกงออนไลน์กับความผิดตามกฎหมายคอมพิวเตอร์ ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาหรือไม่