
| คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 | คดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านกลอุบายลงทุน แชร์ออนไลน์
คำพิพากษาศาลฎีกา 1093/2568 | คดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านกลอุบายลงทุน แชร์ออนไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีฉ้อโกงประชาชน ผ่านการชักชวนลงทุนในวงแชร์ผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อ โอนเงินตามคำเชิญชวน ซึ่งเป็นผลจากกลอุบายและการปกปิดความจริงของจำเลย คดีนี้มีประเด็นสำคัญคือ การพิจารณาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องในฐานะผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ ความผิดเกิดเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรมตามจำนวนครั้งที่หลอกลวง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้ โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องได้ เพราะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย โจทก์ถูกจำเลยหลอกลวงให้โอนเงินลงทุนโดยเข้าใจผิดว่าเงินจะนำไปใช้ในกิจการที่ได้ผลตอบแทนสูง ทั้งที่ความจริงแล้ว จำเลยไม่ได้ดำเนินธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย และยังปกปิดข้อเท็จจริงดังกล่าว โจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือสนับสนุนการกระทำผิด จึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และมีสิทธิฟ้องร้องได้ตามกฎหมายอาญา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ว่าข้อฎีกาในส่วนนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น ในประเด็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวหรือหลายกรรม ศาลเห็นว่า การฉ้อโกงสำเร็จในแต่ละครั้งที่ผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงิน จึงต้องพิจารณาแยกตามแต่ละเหตุการณ์ โจทก์ที่ 1 โอนเงิน 5 ครั้ง เป็นความผิด 5 กรรม ส่วนโจทก์ที่ 2 โอนเงิน 4 ครั้ง โดยมีการหลอกลวงรวมกันในครั้งแรกเป็นกรรมเดียว และอีก 2 ครั้งถัดมาเป็นอีก 2 กรรม รวมเป็น 3 กรรม ศาลฎีกายืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่าจำเลยมีความผิดรวม 8 กรรม ตามฟ้อง ข้อฎีกาในข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
2. ข้อเท็จจริง •โจทก์ทั้งสองถูกชักชวนให้ร่วมลงทุนผ่านกลุ่ม LINE โดยจำเลยทั้งสองอ้างผลตอบแทนสูง •โจทก์ที่ 1 โอนเงิน 5 ครั้ง รวม 450,000 บาท และโจทก์ที่ 2 โอน 4 ครั้ง รวม 260,000 บาท โดยไม่ทราบว่าจำเลยไม่ได้ลงทุนจริง แต่ปล่อยกู้ในบ่อนหรือแชร์ในวง •โจทก์ทั้งสองไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำผิดกฎหมาย จึงถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย มีอำนาจฟ้องได้ •ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และลงโทษจำคุกแต่ให้ลดโทษให้ตาม มาตรา 91 (2) รวมเป็นคนละ 20 ปี แต่ปฏิเสธการนับโทษต่อคดีอื่นเนื่องจากคดีอื่นยังไม่ถึงที่สุด •ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยืนตามศาลชั้นต้น และจำเลยทั้งสองได้ยื่นฎีกา
3. คำวินิจฉัยศาลฎีกา •ศาลรับฟังข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งว่า จำเลยก่อตั้งกลุ่มแชร์ผ่านแอปฯ LINE โดยโพสต์ข้อความต่อเนื่องให้ลงทุน •ศาลชี้ว่า โจทก์ไม่มีส่วนในการกระทำผิด มิเคยรู้เห็นจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้องได้ตามกฎหมายที่คุ้มครองประชาชนทั่วไป •เมื่อพิจารณาจำนวนครั้งที่หลอกลวงพบว่า โจทก์ที่ 1 โอนเงิน 5 ครั้ง = 5 กรรม และโจทก์ที่ 2 โอนเงิน รวมเป็น 3 กรรม การกระทำความผิดจึงแยกต่างหากแต่ละครั้ง แบบหลายกรรม ไม่ใช่กรรมเดียว •ศาลฎีกาเห็นด้วยกับศาลอุทธรณ์ว่าฎีกาของจำเลยต้องห้ามอุทธรณ์ ทั้งในเรื่องอำนาจฟ้องและจำนวนกรรมของความผิด
4. ประเด็นทางกฎหมายสำคัญ •อำนาจฟ้องของผู้เสียหายโดยนิตินัย: โจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด และไม่ใช่ผู้สนับสนุน จึงใช้สิทธิฟ้องได้ •ความผิดหลายกรรม (หลายครั้ง = หลายกรรม): โอนเงินแต่ละครั้งภายใต้กลอุบายถือเป็นการกระทำผิดสำเร็จแยกกัน •บทบังคับโทษและการนับโทษ: ศาลอุทธรณ์ตีความให้รวมโทษตามจำนวนกรรม และใช้ มาตรา 91 ลดหย่อนโทษ •ข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์เป็นพยานหลักฐาน: ข้อความโพสต์ต่อเนื่องใน LINE ถูกถือว่าประกาศชักชวนและชี้ชัดจำนวนครั้งของความผิด
5. ตัวอย่างกรณีศึกษา กรณีศึกษา: นาง ส. ถูกชักชวนผ่าน LINE ให้ลงทุนในวงแชร์ที่เสนอผลตอบแทนสูง โดยโพสต์เชิญชวนเป็นระยะ ผู้เสียหายโอนเงินรวม 200,000 บาท ใน 3 ครั้ง โดนเบี้ยวจ่ายผลตอบแทนทุกครั้ง ผู้เสียหายจึงฟ้องฐานฉ้อโกงประชาชน ศาลเห็นว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยและจำนวนกรรมสำเร็จแยกตามครั้ง จึงตัดสินว่าเป็น 3 กรรม
6. แนวปฏิบัติของทนายความ/นักกฎหมาย •ตรวจสอบหลักฐานโพสต์ออนไลน์: ให้เก็บภาพข้อความเชิญชวน การเสนอผลตอบแทน และเวลาที่โพสต์เป็นหลักฐานหลัก •วิเคราะห์ฝ่ายโจทก์: ตรวจสอบว่าโจทก์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดกฎหมาย เพื่อยืนยันสถานะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย •จัดแบ่งจำนวนกรรม: หากมีหลายครั้งการโอนเงิน ต้องแยกพิจารณาเป็นกรรมต่างกันเพื่อคำนวณโทษที่เหมาะสม •ยื่นคำร้องให้ศาลนับโทษต่อ: หากจำเลยมีคดีเดิม ศาลอาจยกคำขอนับโทษต่อหากคดีเดิมยังไม่สิ้นสุด
7. ข้อคิดทางกฎหมาย •การชักชวนลงทุนผ่านสื่อออนไลน์ต้องโปร่งใส มิใช่ปกปิดข้อมูลสำคัญต่อผู้ลงทุน •จำนวนครั้งของการหลอกลวงมีผลต่อการพิจารณาจำนวนกรรม •ผู้เสียหายโดยนิตินัยมีอำนาจฟ้อง เมื่อไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด •ทนายความควรจัดการหลักฐานดิจิทัลให้ครบถ้วน และแบ่งวิเคราะห์ในเชิงกรรมเพื่อวางแผนโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1093/2568 การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง จึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจเป็นวิธีการหลอกลวงอย่างหนึ่งและจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใด ๆ ที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง
ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้นความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์แต่เมื่อข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องตลอดตามวัน เวลาที่อยู่ในฟ้อง และเสนอให้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองมาเป็นการยืนยันให้ร่วมลงทุนในครั้งต่อไปและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองอีกตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองรวม 8 กรรม ตามฟ้องชอบแล้ว
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) ให้นับโทษจำคุกจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 330/2563 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1006/2563, อ 1007/2563, อ 1008/2563 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 จำคุกกระทงละ 4 ปี รวม 8 กระทง เป็นจำคุกคนละ 32 ปี แต่ให้จำคุกคนละ 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) ส่วนที่โจทก์ทั้งสองขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 330/2563 ของศาลจังหวัดพัทยา และคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 1006/2563, อ 1007/2563, อ 1008/2563 ของศาลชั้นต้นนั้น เนื่องจากศาลจังหวัดพัทยามีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าว ส่วนคดีอื่น ๆ ศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขอส่วนนี้ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก 14 วรรคหนึ่ง (1)) จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติโดยคู่ความทั้งสองไม่โต้แย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มแชร์และวงออมเงินใช้หรือเคยใช้ในแอปพลิเคชันไลน์ ชื่อว่า "ภ." และ "P." โจทก์ที่ 1 มีชื่อบัญชีผู้ใช้ในแอปพลิเคชันไลน์ว่า "ม." และเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. และบัญชีเงินฝากธนาคาร อ. โจทก์ที่ 2 มีชื่อบัญชีผู้ใช้แอปพลิเคชันไลน์ว่า "พ." และเป็นเจ้าของบัญชีธนาคาร ก. บัญชีธนาคาร อ. และบัญชีเงินฝากธนาคาร ร. จำเลยที่ 2 เป็นสามีของจำเลยที่ 1 และเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. ชื่อบัญชีนายนิคม เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2563 ถึงวันที่ 22 มีนาคม 2563 โจทก์ที่ 1 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 2 เพื่อลงทุนในวงออมเงินกับจำเลยที่ 1 ตามที่ถูกเชิญชวน 5 ครั้ง เป็นเงินรวม 450,000 บาท และโจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 เละที่ 2 เพื่อลงทุนในวงออมเงินกับจำเลยที่ 1 ตามที่ถูกเชิญชวน 4 ครั้ง เป็นเงินรวม 260,000 บาท สำหรับความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1) ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อกฎหมายประการแรกว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ความผิดอาญาที่เกิดขึ้นตามที่โจทก์ทั้งสองฟ้องดังกล่าวมีบทกฎหมายเพื่อประสงค์จะคุ้มครองโจทก์ทั้งสองและบุคคลทั่วไป การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินร่วมลงทุนกับจำเลยทั้งสองโดยโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนร่วมรับรู้ในการกระทำทำความผิด หรือไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนในการเป็นผู้ใช้หรือสนับสนุนหรือรู้ในการกระทำผิดหรือการกระทำที่จำเลยทั้งสองกระทำมีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมาย ดังนั้น การที่โจทก์ทั้งสองโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสองจึงเป็นการเชื่อจากกลอุบายการหลอกลวงของจำเลยทั้งสองมาตั้งแต่ต้นโดยใช้ผลประโยชน์ตอบแทนในอัตราสูงเป็นเครื่องล่อใจ ซึ่งเป็นวิธีในการหลอกลวงอย่างหนึ่งของจำเลยทั้งสอง และจำเลยทั้งสองยังปกปิดความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเงินลงทุนไปประกอบกิจการใดๆที่จะได้รับผลตอบแทนเพียงพอที่จะให้ผู้ฝากออมได้ประโยชน์ ได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะนำเงินไปปล่อยกู้ในบ่อนหรือให้กับนายวงแชร์หรือประกอบธุรกิจใดที่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น เมื่อโจทก์ทั้งสองไม่ได้มีส่วนในการกระทำความผิด หรือไม่เป็นผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนหรือรู้เห็นในการกระทำความผิดหรือการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ที่ผิดต่อกฎหมายของจำเลยทั้งสอง โจทก์ทั้งสองจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยมา นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนนั้นความผิดสำเร็จอยู่ที่ผู้เสียหายแต่ละคนหลงเชื่อและแต่ละคนโอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง การที่จำเลยทั้งสองโพสต์ลงในกลุ่มแอปพลิเคชันไลน์แต่เมื่อข้อความที่โพสต์ยังคงอยู่ต่อเนื่องตลอดตามวัน เวลาที่อยู่ในฟ้อง และเสนอให้มีการจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนแก่โจทก์ทั้งสองมาเป็นการยืนยันให้ร่วมลงทุนในครั้งต่อไปและโจทก์ทั้งสองโอนเงินให้จำเลยตามวันเดือนปีที่โจทก์ทั้งสองเชื่อซึ่งเกิดจากกลอุบายหรือวิธีหลอกลวงของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้ง ความผิดสำเร็จจึงเกิดขึ้นตามการโอนเงินที่โจทก์ทั้งสองหลงเชื่อและโอนให้แก่จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงในแต่ละครั้งสำหรับโจทก์แต่ละคน เมื่อได้ความว่า จำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 1 ให้โอนเงินให้จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง โจทก์ที่ 1 โอนเงินให้แก่จำเลยทั้งสอง 5 ครั้ง จึงเป็นความผิด 5 กรรมต่างกัน และการที่โจทก์ที่ 2 โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยทั้งสองตามคำหลอกลวงของจำเลยทั้งสอง โดยจำเลยทั้งสองหลอกลวงโจทก์ที่ 2 จำนวน 3 ครั้ง แม้จะโอนเงินให้จำเลยทั้งสองสำหรับการหลอกลวงครั้งแรกรวม 2 ครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดกรรมเดียว แต่โจทก์ที่ 2 ยังโอนเงินให้จำเลยทั้งสองอีกตามที่ถูกหลอกลวงอีก จึงเป็นความผิดอีก 2 กรรม แยกต่างหากจากกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองรวม 8 กรรม ตามฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน |



