
| คู่สมรสให้ความยินยอมแต่ไม่ต้องร่วมรับผิดหนี้ได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายสินสมรสและการให้สัตยาบันตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักเกณฑ์การให้ความยินยอมของคู่สมรสและผลทางกฎหมายต่อความรับผิดในหนี้ โดยเฉพาะการแยกแยะระหว่าง “ความยินยอมทั่วไป” กับ “การให้สัตยาบัน” ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อการกำหนดความรับผิดของคู่สมรสในหนี้ที่อีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ก่อขึ้น คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่าการลงนามให้ความยินยอมในเอกสารเกี่ยวกับสินเชื่อ แม้จะมีข้อความครอบคลุมกว้าง แต่หากไม่เข้าลักษณะการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1476 และไม่ปรากฏพฤติการณ์เป็นการให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) ก็ไม่อาจถือว่าคู่สมรสนั้นต้องร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวได้ ข้อเท็จจริง โจทก์เป็นนิติบุคคลให้สินเชื่อ โดยจำเลยที่ 1 ได้ขอวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินหลายครั้งรวมเป็นจำนวนเงินจำนวนมาก โดยมีจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสลงนามให้ความยินยอมในเอกสารเกี่ยวกับการขอสินเชื่อดังกล่าว ต่อมาจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมรับผิดในหนี้ดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ย และขอให้บังคับทรัพย์จำนอง ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญคือ การที่คู่สมรสลงนามให้ความยินยอมในการทำธุรกรรมสินเชื่อ ถือเป็นการทำให้เกิดความรับผิดร่วมตามกฎหมายหรือไม่ และการให้ความยินยอมดังกล่าวเข้าลักษณะการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1476 หรือเป็นการให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การให้ความยินยอมของคู่สมรสตามมาตรา 1476 ใช้บังคับเฉพาะกรณีการจัดการสินสมรสที่สำคัญเท่านั้น แต่การขอวงเงินตั๋วสัญญาใช้เงินมิใช่การจัดการสินสมรสโดยตรง จึงไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1476 และการที่จำเลยที่ 2 ลงนามให้ความยินยอมในลักษณะทั่วไป เป็นเพียงการรับรู้ มิใช่การให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เนื่องจากไม่มีพฤติการณ์แสดงว่ารับรองหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ต้องร่วมรับผิด วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกความหมายของคำว่า “ยินยอม” กับ “สัตยาบัน” โดยการยินยอมเป็นเพียงการแสดงเจตนาอนุญาตหรือรับรู้ล่วงหน้า แต่การให้สัตยาบันเป็นการรับรองนิติกรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งต้องมีพฤติการณ์ชัดแจ้ง การตีความเช่นนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ให้ต้องรับภาระหนี้โดยไม่ได้มีเจตนาเข้าร่วมอย่างแท้จริง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ย และให้ยึดทรัพย์จำนองขายทอดตลาดได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง ไม่ต้องร่วมรับผิด 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ไขรายละเอียดการบังคับคดีเล็กน้อย แต่คงหลักการเดิม คือให้จำเลยที่ 1 รับผิดแต่เพียงผู้เดียว และยกฟ้องจำเลยที่ 2 3 ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการยินยอมของจำเลยที่ 2 ไม่ใช่การให้สัตยาบัน จึงไม่ต้องร่วมรับผิดในหนี้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย หลักกฎหมายคดีนี้ตอกย้ำว่า ความรับผิดของคู่สมรสในหนี้มิได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติจากการลงนามให้ความยินยอมในเอกสารทางการเงิน หากแต่ต้องพิจารณาว่าการกระทำนั้นเข้าข่ายการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1476 หรือเป็นการให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 หรือไม่ การตีความต้องเคร่งครัดเพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่สมรส และป้องกันการขยายความรับผิดเกินสมควร ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า การให้ความยินยอมของคู่สมรสเป็นเพียงการรับรู้ หรือเป็นการให้สัตยาบันตามกฎหมาย ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความรับผิดในหนี้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 ความยินยอมตามมาตรา 1476 หมายถึงการยินยอมเฉพาะการจัดการสินสมรสที่กฎหมายกำหนด มิใช่ครอบคลุมทุกนิติกรรมทางการเงิน 2 การให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) ต้องเป็นการรับรองหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วโดยชัดแจ้ง จึงจะก่อให้เกิดความรับผิดร่วม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม คู่สมรสลงนามให้ความยินยอมในสัญญาสินเชื่อแล้วต้องร่วมรับผิดในหนี้หรือไม่ คำตอบ การลงนามให้ความยินยอมของคู่สมรสในเอกสารเกี่ยวกับการขอสินเชื่อ มิได้มีผลโดยอัตโนมัติให้คู่สมรสดังกล่าวต้องร่วมรับผิดในหนี้นั้นเสมอไป การพิจารณาต้องอาศัยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะมาตรา 1476 และมาตรา 1490 เป็นเกณฑ์สำคัญ กล่าวคือ หากนิติกรรมดังกล่าวมิใช่การจัดการสินสมรสตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ก็ไม่จำเป็นต้องได้รับความยินยอม และแม้จะมีการให้ความยินยอม ก็ต้องพิจารณาต่อไปว่าการแสดงเจตนาดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงการรับรู้หรือเป็นการให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) หรือไม่ หากเป็นเพียงการยินยอมทั่วไปที่มิได้แสดงเจตนารับรองหนี้ที่เกิดขึ้นแล้วโดยชัดแจ้ง ก็ไม่อาจถือเป็นหนี้ร่วมได้ ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากข้อความในเอกสารและพฤติการณ์โดยรวมเป็นสำคัญ 2 คำถาม ความแตกต่างระหว่างการให้ความยินยอมกับการให้สัตยาบันตามกฎหมายคืออะไร คำตอบ การให้ความยินยอมเป็นการแสดงเจตนาอนุญาตหรือรับรู้ล่วงหน้าว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะกระทำนิติกรรมบางอย่าง ซึ่งโดยหลักแล้วไม่มีผลทำให้ผู้ให้ความยินยอมต้องผูกพันในผลแห่งนิติกรรมดังกล่าว เว้นแต่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ ขณะที่การให้สัตยาบันเป็นการแสดงเจตนายอมรับหรือรับรองนิติกรรมที่ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยมีผลทำให้ผู้ให้สัตยาบันต้องผูกพันในนิติกรรมนั้นเสมือนเป็นผู้ร่วมกระทำตั้งแต่ต้น ดังนั้น ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ช่วงเวลาและผลทางกฎหมาย กล่าวคือ การยินยอมเป็นเพียงการรับรู้ล่วงหน้า ส่วนสัตยาบันเป็นการรับรองย้อนหลังและก่อให้เกิดความรับผิดร่วมตามกฎหมาย 3 คำถาม หนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างการสมรสถือเป็นหนี้ร่วมของสามีภริยาเสมอหรือไม่ คำตอบ หนี้ที่เกิดขึ้นระหว่างการสมรสมิได้ถือเป็นหนี้ร่วมโดยอัตโนมัติของสามีภริยาทุกกรณี กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่า หนี้จะเป็นหนี้ร่วมได้ต่อเมื่อเข้าลักษณะตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 1490 เช่น หนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อการครอบครัวหรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน หรือในกรณีที่หนี้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของฝ่ายหนึ่ง แต่คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบันโดยชัดแจ้ง หากไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว หนี้นั้นย่อมเป็นหนี้ส่วนตัวของผู้ก่อหนี้ และไม่อาจบังคับให้คู่สมรสอีกฝ่ายร่วมรับผิดได้ แม้จะอยู่ในระหว่างการสมรสก็ตาม 4 คำถาม การให้ความยินยอมแบบทั่วไปในเอกสารสินเชื่อมีผลผูกพันเพียงใด คำตอบ การให้ความยินยอมแบบทั่วไปซึ่งมีลักษณะเป็นข้อความครอบคลุมกว้าง เช่น การยินยอมให้คู่สมรสทำธุรกรรมทางการเงินใด ๆ ได้ มิได้มีผลเป็นการให้สัตยาบันในหนี้ที่เกิดขึ้นจริง เว้นแต่จะมีพฤติการณ์อื่นประกอบที่แสดงให้เห็นถึงเจตนารับรองหนี้นั้นโดยเฉพาะ ศาลจะพิจารณาจากเนื้อหาของเอกสารและพฤติการณ์แวดล้อมว่าการแสดงเจตนาดังกล่าวเป็นเพียงการรับรู้หรือเป็นการยอมรับภาระหนี้โดยแท้จริง หากเป็นเพียงการยินยอมทั่วไป ย่อมไม่ก่อให้เกิดความรับผิดร่วมตามกฎหมาย 5 คำถาม ศาลพิจารณาอย่างไรในการวินิจฉัยว่าคู่สมรสต้องร่วมรับผิดหรือไม่ คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยรวม โดยเฉพาะเจตนาของคู่สมรสผู้ลงนามในเอกสาร เนื้อหาของข้อความที่ปรากฏในสัญญา และพฤติการณ์ที่แสดงถึงการรับรู้หรือการรับรองหนี้ นอกจากนี้ ศาลยังจะพิจารณาว่านิติกรรมดังกล่าวเข้าลักษณะการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1476 หรือไม่ และมีการให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 หรือไม่ หากไม่ปรากฏว่ามีการให้สัตยาบันโดยชัดแจ้ง ก็จะไม่ถือว่าคู่สมรสนั้นต้องร่วมรับผิด 6 คำถาม หากคู่สมรสเพียงรับรู้ว่ามีการก่อหนี้ จะต้องรับผิดหรือไม่ คำตอบ การรับรู้เพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการแสดงเจตนารับรองหนี้ ไม่ก่อให้เกิดความรับผิดร่วมตามกฎหมาย การจะถือว่าคู่สมรสต้องร่วมรับผิด จำเป็นต้องมีพฤติการณ์ที่แสดงถึงการให้สัตยาบันอย่างชัดเจน เช่น การยืนยันหนี้ การร่วมลงนามในฐานะลูกหนี้ หรือการกระทำที่แสดงถึงการยอมรับภาระหนี้นั้น หากไม่มีพฤติการณ์ดังกล่าว การรับรู้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดความรับผิดร่วม 7 คำถาม การให้สัตยาบันต้องมีลักษณะอย่างไรจึงจะมีผลทางกฎหมาย คำตอบ การให้สัตยาบันต้องเป็นการแสดงเจตนาโดยชัดแจ้งว่าคู่สมรสยอมรับและรับรองนิติกรรมหรือหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว โดยต้องปรากฏจากถ้อยคำหรือพฤติการณ์ที่แน่ชัด เช่น การลงนามรับรองหนี้ภายหลัง หรือการแสดงเจตนาร่วมรับผิดอย่างชัดแจ้ง มิใช่เพียงการยินยอมหรือรับรู้ล่วงหน้าเท่านั้น หากไม่มีหลักฐานแสดงเจตนาชัดเจน ก็ไม่อาจถือเป็นการให้สัตยาบันได้ 8 คำถาม แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อการปฏิบัติอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดขอบเขตความรับผิดของคู่สมรสในหนี้ โดยยืนยันหลักการว่าการให้ความยินยอมทั่วไปไม่เท่ากับการให้สัตยาบัน และไม่ก่อให้เกิดความรับผิดร่วมโดยอัตโนมัติ หลักการดังกล่าวช่วยคุ้มครองคู่สมรสไม่ให้ต้องรับภาระหนี้ที่ตนมิได้มีส่วนร่วมในการก่อ และเป็นแนวทางให้สถาบันการเงินต้องดำเนินการให้ได้มาซึ่งการให้สัตยาบันอย่างชัดเจน หากประสงค์จะให้คู่สมรสต้องร่วมรับผิด อธิบายหลักกฎหมาย ข้อ 1 ป.พ.พ. มาตรา 1476 มาตรา 1476 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดให้การจัดการสินสมรสบางประเภทที่มีความสำคัญ เช่น การขาย แลกเปลี่ยน หรือจำนองทรัพย์สิน ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของครอบครัวและป้องกันการกระทำโดยฝ่ายเดียวที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินร่วม อย่างไรก็ตาม การบังคับใช้มาตรานี้จำกัดเฉพาะการจัดการสินสมรสโดยตรงเท่านั้น มิได้ครอบคลุมถึงนิติกรรมทางการเงินทุกประเภท เช่น การขอสินเชื่อหรือการก่อหนี้ส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ข้อ 2 มาตรา 1490 (4) มาตรา 1490 (4) กำหนดว่า หนี้ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว จะกลายเป็นหนี้ร่วมได้ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน ซึ่งหมายถึงการรับรองหรือยอมรับนิติกรรมที่เกิดขึ้นแล้วโดยชัดแจ้ง การให้สัตยาบันต้องปรากฏจากพฤติการณ์หรือหลักฐานที่แสดงถึงเจตนารับผิดร่วมอย่างแท้จริง มิใช่เพียงการรับรู้หรือยินยอมล่วงหน้าเท่านั้น หลักการนี้มีความสำคัญในการคุ้มครองคู่สมรสไม่ให้ต้องรับภาระหนี้โดยไม่ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5326/2568 การให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่การที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์ หาได้อยู่ในบังคับตามมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่หนังสือให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวมีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงิน 17,000,000 บาท และขอให้บังคับจำนองรวมถึงยึดทรัพย์อื่นขายทอดตลาด หากชำระหนี้ไม่ครบ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัด และให้ยึดทรัพย์จำนองกับทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด แต่ยกฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แก้เพียงวิธีการบังคับคดีให้ยึดทรัพย์จำนองและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาด นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นมีเพียงว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 1 ต้องร่วมรับผิดหรือไม่ แม้จำเลยที่ 2 จะลงนามให้ความยินยอมในการขอวงเงินและเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 แต่การให้ความยินยอมดังกล่าวมิใช่การจัดการสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 และมิใช่การให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เพราะเป็นเพียงการยินยอมทั่วไปและแสดงการรับรู้ว่าจำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรมเท่านั้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 2 รับรองหนี้ที่เกิดขึ้นแล้ว จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาทแก่โจทก์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 21,217,979.43 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้แก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสองไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 1 และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 17,064,041.09 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงิน 17,000,000 บาท นับแต่วันผิดนัด (ผิดนัดวันที่ 21 มีนาคม 2562) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้เป็นพับ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระหรือชำระไม่ครบถ้วน ให้ยึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 12612, 12613 และ 12614 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และที่ดินโฉนดเลขที่ 12597, 12598, 12599, 12600, 12601, 12602, 12603, 12604 และ 12605 พร้อมสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินอื่นของจำเลยที่ 1 ออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คืนค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์ 186 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 วันที่ 16 มกราคม 2552 จำเลยที่ 1 ทำคำขอมีวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินกับโจทก์เป็นเงิน 4,000,000 บาท วันที่ 15 กรกฎาคม 2553 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 10,000,000 บาท วันที่ 7 กันยายน 2554 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 6,000,000 บาท และวันที่ 1 มีนาคม 2555 จำเลยที่ 1 ขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงิน 22,000,000 บาท ในการขอมีวงเงินและขอเพิ่มวงเงินขายตั๋วสัญญาใช้เงินของจำเลยที่ 1 มีจำเลยที่ 2 ในฐานะคู่สมรสให้ความยินยอม มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประเด็นเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมดังกล่าวเป็นผลให้จำเลยที่ 2 ต้องร่วมรับผิดในหนี้อันคู่สมรสได้ก่อขึ้นเกี่ยวกับการจัดการสินสมรส ย่อมถือได้ว่ากรณีเช่นนี้อยู่ในบังคับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 ที่บัญญัติว่า หนี้ที่สามีภริยาเป็นลูกหนี้ร่วมกันนั้นให้รวมถึงหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อให้เกิดขึ้นในระหว่างสมรสดังต่อไปนี้... (4) หนี้ที่สามีหรือภริยาก่อขึ้นเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งได้ให้สัตยาบัน เมื่อพิจารณาถึงการให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสอยู่ในบังคับบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 ที่กำหนดให้เฉพาะการจัดการสินสมรสที่มีความสำคัญตามมาตรา 1476 (1) ถึง (8) ต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย สำหรับการทำนิติกรรมคดีนี้ในส่วนที่จำเลยที่ 2 ทำหนังสือให้ความยินยอมของคู่สมรสในการทำนิติกรรม หาได้อยู่ในบังคับมาตรา 1476 หรือเป็นการจัดการสินสมรสโดยตรงไม่ กรณีจะเป็นหนี้ร่วมต่อเมื่อจำเลยที่ 2 คู่สมรสได้ให้สัตยาบันตามมาตรา 1490 (4) เท่านั้น แต่การที่จำเลยที่ 2 ให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมดังกล่าวที่มีข้อความระบุว่า จำเลยที่ 2 ขอให้ความยินยอมต่อการที่คู่สมรส ทำคำขอ สัญญา ข้อตกลงเกี่ยวกับการขอใช้สินเชื่อทุกลักษณะหรือนิติกรรมใด ๆ กับโจทก์ ซึ่งมีลักษณะเป็นการให้ความยินยอมไว้เป็นการทั่วไป เป็นการแสดงเจตนารับรู้ที่จำเลยที่ 1 ไปทำนิติกรรม หาใช่เป็นการให้สัตยาบันตามบทบัญญัติมาตรา 1490 (4) ไม่ เนื่องจากไม่มีข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ใด ๆ ที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 รับรองการที่จำเลยที่ 1 ก่อหนี้ขึ้นแล้วตามมูลหนี้ดังกล่าว ปรากฏแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 รับรู้ถึงการที่จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมเท่านั้น เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้สัตยาบันการก่อหนี้ดังกล่าวที่จำเลยที่ 1 ได้กระทำไป จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วม จึงเป็นคดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกา 200 บาท ตามตาราง 1 (2) (ก) ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาอย่างคดีมีทุนทรัพย์เป็นเงิน 27,805 บาท จึงให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาท ให้แก่โจทก์ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ |



