
| สิทธิในทรัพย์มรดกและสินส่วนตัวของคู่สมรสเมื่อการให้ทรัพย์ยังไม่จดทะเบียนตามกฎหมาย ผู้รับมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกหรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหากฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ การให้ทรัพย์สินระหว่างบุคคล การแยกสินสมรสเป็นสินส่วนตัว และสิทธิของบุคคลที่ไม่ใช่ทายาทในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก ซึ่งเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยในคดีมรดกและคดีครอบครัว ข้อพิพาทในคดีนี้เกิดจากกรณีที่บิดาของโจทก์ได้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสร่วมกับภรรยาให้แก่โจทก์เฉพาะส่วนของตน และได้ทำพินัยกรรมยกส่วนของบ้านให้แก่โจทก์ด้วย ต่อมาหลังจากบิดาถึงแก่กรรม ภรรยาของบิดาได้ยื่นคำขอจดทะเบียนให้บ้านส่วนของตนแก่โจทก์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนให้สมบูรณ์ตามกฎหมาย ก่อนจะเสียชีวิตลง หลังจากนั้น ผู้จัดการมรดกของผู้ตายได้โอนทรัพย์สินดังกล่าวให้บุคคลอื่น โจทก์จึงฟ้องคดีเพื่อขอเพิกถอนการโอนทรัพย์และเรียกร้องทรัพย์สินดังกล่าวกลับเข้าสู่กองมรดกของบิดา ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ได้แก่ • ทรัพย์สินที่เหลือหลังจากการแบ่งทรัพย์เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว • การให้บ้านที่ยังไม่ได้จดทะเบียนมีผลตามกฎหมายหรือไม่ • ผู้ที่ไม่ใช่ทายาทมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหรือไม่ • เครื่องประดับและทรัพย์สินบางประเภทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวคำวินิจฉัยสำคัญเกี่ยวกับ การให้ทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ การแยกสินสมรส และสิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับกองมรดก ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชวน ซึ่งมีภรรยาหลายคนก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 ต่อมานายชวนอยู่กินกับนางละมัยและมีทรัพย์สินร่วมกัน ได้แก่ ที่ดินและบ้าน ภายหลังนายชวนได้ยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ และทำพินัยกรรมยกส่วนของบ้านให้โจทก์เช่นกัน ต่อมานางละมัยได้ไปยื่นคำขอจดทะเบียนให้บ้านส่วนของตนแก่โจทก์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ก่อนที่จะถึงแก่ความตาย ภายหลังจากนั้น จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกของนางละมัย ได้โอนทรัพย์สินดังกล่าวให้บุคคลอื่น โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว โดยอ้างว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นสินสมรสของบิดาและเป็นมรดกที่ตนมีสิทธิ ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย (1) ทรัพย์สินที่เหลือเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ศาลฎีกาเห็นว่า การที่นายชวนได้ยกที่ดินเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์นั้น แสดงให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินกันแล้ว เมื่อแบ่งทรัพย์แล้ว ส่วนที่เหลือจึงหมดสภาพจากการเป็นสินสมรส และกลายเป็น สินส่วนตัวของนางละมัย (2) การให้บ้านที่ยังไม่จดทะเบียนมีผลตามกฎหมายหรือไม่ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 การให้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ต้อง • ทำเป็นหนังสือ • จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อการให้บ้านยังไม่ได้จดทะเบียน การให้ดังกล่าวจึง ยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์ในบ้านจึงยังเป็นของนางละมัย และเมื่อเสียชีวิต บ้านจึงตกเป็น ทรัพย์มรดกของนางละมัย (3) โจทก์มีสิทธิขอจดทะเบียนสิทธิก่อนตามมาตรา 1300 หรือไม่ มาตรา 1300 กำหนดให้บุคคลซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับการจดทะเบียนก่อนสามารถขอให้จดทะเบียนสิทธิได้ แต่ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า การให้บ้านยังไม่สมบูรณ์ และโจทก์ไม่ได้เป็นทายาทของนางละมัย จึงไม่ถือว่าโจทก์เป็นบุคคลที่มีสิทธิจะขอจดทะเบียนสิทธิก่อนตามมาตรา 1300 (4) โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์หรือไม่ เมื่อทรัพย์สินเป็นมรดกของนางละมัย และโจทก์ ไม่ได้เป็นทายาทของนางละมัย โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก ดังนั้นจึง ไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ (5) เครื่องประดับและทรัพย์สินอื่นเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลพิจารณาว่า เครื่องทอง เครื่องเพชร และเครื่องประดับต่าง ๆ เป็นเครื่องประดับกายตามสมควรแก่ฐานะของนางละมัย จึงถือเป็น สินส่วนตัวของนางละมัย วิเคราะห์หลักกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญ 3 ประการ 1. การแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสสามารถทำให้ทรัพย์สินหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสได้ 2. การให้ทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ต้องจดทะเบียน มิฉะนั้นจะไม่สมบูรณ์ 3. บุคคลที่จะฟ้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกาได้อ้างอิงแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 1278/2527 ซึ่งวางหลักว่า การได้สิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยการให้ ต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากยังไม่ได้จดทะเบียน ย่อมไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์แก่ผู้รับ แนวคำพิพากษานี้เป็นหลักกฎหมายที่ใช้สม่ำเสมอในคดีเกี่ยวกับการให้ทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง โดยเห็นว่าทรัพย์สินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ และให้เพิกถอนการโอนทรัพย์สินบางรายการ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่าทรัพย์สินที่พิพาทส่วนใหญ่เป็นสินส่วนตัวของนางละมัย และโจทก์ไม่มีสิทธิในกองมรดก 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าการให้บ้านยังไม่สมบูรณ์เพราะยังไม่ได้จดทะเบียน และโจทก์ไม่ได้เป็นทายาทของนางละมัย จึงไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้วางหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ สิทธิในทรัพย์มรดกและการให้ทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ โดยชี้ให้เห็นว่า การให้ทรัพย์อสังหาริมทรัพย์จะมีผลสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา 525 เท่านั้น แม้ผู้ให้จะมีเจตนาให้ทรัพย์แก่ผู้รับอย่างชัดแจ้ง แต่หากยังไม่ได้จดทะเบียน การให้ย่อมไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์แก่ผู้รับ นอกจากนี้ คดีนี้ยังยืนยันหลักกฎหมายเกี่ยวกับ สิทธิในการฟ้องคดีเกี่ยวกับกองมรดก ว่า บุคคลที่จะฟ้องร้องเกี่ยวกับทรัพย์มรดกต้องเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียในกองมรดก เช่น ทายาท ผู้รับพินัยกรรม หรือผู้มีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว บุคคลที่ไม่ได้เป็นทายาทหรือไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มรดก หลักกฎหมายดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกและการโอนอสังหาริมทรัพย์ในทางปฏิบัติ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับ ผลทางกฎหมายของการให้ทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่ได้จดทะเบียน และสิทธิของบุคคลที่ไม่ใช่ทายาทในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดก โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการให้บ้านซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์ แม้ผู้ให้จะยื่นคำขอจดทะเบียนไว้แล้ว หากยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การให้ย่อมยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์จึงยังคงเป็นของผู้ให้ และเมื่อผู้ให้ถึงแก่ความตาย ทรัพย์ดังกล่าวย่อมตกเป็นมรดกของผู้ตาย อีกทั้งบุคคลที่มิใช่ทายาทและไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ดังกล่าวให้บุคคลอื่น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 และมาตรา 1300 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การให้ทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ต้องจดทะเบียน (ป.พ.พ. มาตรา 525) กฎหมายกำหนดว่าการให้ทรัพย์ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินหรือบ้าน จะสมบูรณ์ต่อเมื่อทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น หากยังไม่ได้จดทะเบียน การให้ยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย แม้ผู้ให้จะแสดงเจตนาให้ไว้แล้วก็ตาม ดังนั้นในคดีนี้การที่นางละมัยยื่นคำขอจดทะเบียนให้บ้านแก่โจทก์ แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนให้เสร็จสมบูรณ์ กรรมสิทธิ์ในบ้านส่วนดังกล่าวจึงยังคงเป็นของนางละมัย และเมื่อถึงแก่ความตาย ทรัพย์นั้นจึงตกเป็นทรัพย์มรดกของนางละมัย 2. สิทธิของบุคคลที่จะขอจดทะเบียนสิทธิหรือฟ้องเพิกถอนนิติกรรม (ป.พ.พ. มาตรา 1300 และหลักผู้มีส่วนได้เสียในกองมรดก) บุคคลที่จะขอให้จดทะเบียนสิทธิในทรัพย์ก่อนผู้อื่น หรือฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ ต้องเป็นผู้มีสิทธิหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์นั้นตามกฎหมาย ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่ได้เป็นทายาทของนางละมัย และไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกของนางละมัย จึงไม่อยู่ในฐานะผู้มีสิทธิที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามมาตรา 1300 และไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกที่ผู้จัดการมรดกได้โอนให้บุคคลอื่น. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1 การให้ที่ดินหรือบ้านต้องจดทะเบียนหรือไม่จึงจะมีผลตามกฎหมาย คำตอบ การให้ทรัพย์สินที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น ที่ดินหรือบ้าน ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ซึ่งกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าการให้ทรัพย์ประเภทดังกล่าวจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อมีการทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากมีเพียงความตกลงกันหรือมีการแสดงเจตนาให้โดยยังไม่ได้จดทะเบียน การให้ย่อมยังไม่สมบูรณ์และกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของผู้ให้ตามกฎหมาย ดังนั้นในกรณีที่ผู้ให้ถึงแก่ความตายก่อนที่จะจดทะเบียนการให้ ทรัพย์สินนั้นย่อมตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ให้และต้องแบ่งแก่ทายาทตามกฎหมายหรือพินัยกรรม ไม่ถือว่าผู้รับได้กรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์เพียงเพราะมีการตกลงกันมาก่อน คำถาม 2 หากผู้ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนให้ทรัพย์ไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมบูรณ์ ผู้รับมีสิทธิในทรัพย์หรือไม่ คำตอบ การที่ผู้ให้ได้ยื่นคำขอจดทะเบียนต่อสำนักงานที่ดินหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อให้ทรัพย์แก่ผู้รับ แม้จะเป็นพฤติการณ์ที่แสดงถึงเจตนาจะให้ทรัพย์อย่างชัดเจน แต่หากการจดทะเบียนยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตามกฎหมาย การให้ดังกล่าวก็ยังไม่เกิดผลสมบูรณ์ตามมาตรา 525 ดังนั้นกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ยังคงเป็นของผู้ให้จนกว่าจะมีการจดทะเบียนเสร็จสมบูรณ์ หากผู้ให้ถึงแก่ความตายก่อนการจดทะเบียน ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมตกเป็นมรดกของผู้ให้ และผู้รับไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของทรัพย์ได้ เว้นแต่จะมีฐานสิทธิอื่นตามกฎหมาย คำถาม 3 บุคคลที่ไม่ใช่ทายาทสามารถฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกได้หรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องคดีแพ่งกำหนดว่าผู้ฟ้องคดีต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียในข้อพิพาท หากบุคคลนั้นไม่ได้เป็นทายาทของเจ้ามรดก ไม่ใช่ผู้รับพินัยกรรม และไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกดังกล่าว ย่อมถือว่าไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก จึงไม่มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดก การโอนทรัพย์โดยผู้จัดการมรดกจึงไม่อาจถูกเพิกถอนได้ตามคำร้องของบุคคลที่ไม่มีสิทธิในทรัพย์สินนั้น หลักการนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการฟ้องร้องโดยบุคคลภายนอกที่ไม่มีสิทธิในกองมรดก คำถาม 4 การแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาทำให้ทรัพย์หมดสภาพจากสินสมรสได้หรือไม่ คำตอบ ทรัพย์สินที่สามีภริยาได้มาระหว่างสมรสโดยทั่วไปถือเป็นสินสมรสตามกฎหมาย แต่หากคู่สมรสได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินกันอย่างชัดเจน เช่น การยกกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเฉพาะส่วนของตนให้บุคคลอื่น หรือการแยกกรรมสิทธิ์โดยการจดทะเบียนแบ่งทรัพย์ ทรัพย์ที่เหลืออาจหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและกลายเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์และการแสดงเจตนาของคู่สมรสว่ามีเจตนาจะแบ่งทรัพย์สินอย่างแท้จริงหรือไม่ คำถาม 5 เครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร และเครื่องประดับที่ได้มาในระหว่างสมรส ถือเป็นสินสมรสเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องถือเป็นสินสมรสเสมอไป เพราะการวินิจฉัยว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวนั้น ต้องพิจารณาจากลักษณะของทรัพย์ วัตถุประสงค์ในการใช้สอย ฐานะของคู่สมรส และข้อเท็จจริงแวดล้อมประกอบกัน ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร แหวน เข็มขัดนาก และเครื่องประดับอื่น ๆ ที่เป็นปัญหา เป็นทรัพย์ที่มีลักษณะเป็นเครื่องประดับกายตามสมควรแก่ฐานะของผู้ตาย แม้บางชิ้นจะได้มาในระหว่างสมรส หรืออีกฝ่ายหนึ่งเป็นผู้หามาให้ ก็ยังอาจถือเป็นสินส่วนตัวของผู้สวมใส่ได้ หากเป็นทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้เป็นการเฉพาะตัว มิใช่ทรัพย์ที่คู่สมรสมีไว้เพื่อสะสมร่วมกันหรือใช้ในลักษณะทรัพย์สินของครอบครัวโดยทั่วไป หลักนี้มีความสำคัญอย่างมากในคดีมรดก เพราะทรัพย์ที่เป็นสินส่วนตัวของผู้ตายย่อมตกทอดเป็นมรดกของผู้ตายแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ต้องนำไปแบ่งในฐานะสินสมรสก่อน คำถาม 6 เงินฝากธนาคารที่มีชื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียว เป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส คำตอบ การที่บัญชีเงินฝากมีชื่อของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเพียงคนเดียว มิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าจะเป็นสินส่วนตัวเสมอไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้เป็นสินสมรสโดยเด็ดขาดเช่นกัน ศาลจะพิจารณาจากที่มาของเงิน พฤติการณ์การครอบครอง การใช้ประโยชน์ และการรับรู้ของคู่สมรสอีกฝ่ายประกอบกัน ในคดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าเงินฝากทั้งสองบัญชีมีชื่อผู้ตายเป็นเจ้าของ อีกทั้งก่อนผู้ตายถึงแก่กรรมมีการสำรวจและบันทึกทรัพย์สินไว้ชัดเจน โดยโจทก์ซึ่งรู้เห็นยังร่วมลงชื่อเป็นพยานโดยไม่คัดค้านว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรส นอกจากนี้ ภายหลังบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม โจทก์ก็ไม่เคยเรียกร้องขอแบ่งเงินดังกล่าวเป็นเวลานาน พฤติการณ์เช่นนี้ทำให้ศาลเชื่อได้ว่าเงินฝากดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย หลักสำคัญจึงอยู่ที่พยานหลักฐานและการแสดงออกของคู่กรณี ไม่ใช่เพียงชื่อที่ปรากฏในบัญชีเท่านั้น คำถาม 7 หากผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกให้บุคคลอื่น ผู้ใดมีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว คำตอบ ผู้ที่จะมีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์มรดกได้ ต้องเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในกองมรดก เช่น ทายาทโดยธรรม ผู้รับพินัยกรรม หรือผู้มีสิทธิตามกฎหมายในทรัพย์สินนั้น หากเป็นบุคคลภายนอกซึ่งไม่มีฐานะเป็นทายาทและไม่มีสิทธิในกองมรดก ก็ย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จะเห็นว่าการโอนทรัพย์นั้นไม่เป็นธรรมก็ตาม ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อที่ดินพิพาทและครึ่งหนึ่งของบ้านเป็นทรัพย์มรดกของนางละมัย และโจทก์ไม่ได้เป็นทายาทของนางละมัย โจทก์จึงไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกดังกล่าว ย่อมไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ให้บุคคลอื่น หลักการนี้เป็นหลักสำคัญในคดีมรดก เพราะช่วยกำหนดขอบเขตว่าใครเป็นผู้มีสิทธิใช้กระบวนการศาลเข้ามาตรวจสอบการจัดการทรัพย์มรดกได้ และป้องกันมิให้บุคคลที่ไม่มีสิทธิเข้ามาแทรกแซงการจัดการมรดกโดยไม่ชอบ คำถาม 8 สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ใช้บังคับในกรณีใด และเหตุใดโจทก์ในคดีนี้จึงอ้างมาตราดังกล่าวไม่ได้ คำตอบ มาตรา 1300 เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองบุคคลซึ่งมีสิทธิจะขอให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนบุคคลอื่นในทรัพย์สินบางประเภท โดยเฉพาะกรณีที่ตนมีฐานสิทธิสมบูรณ์พอที่จะบังคับให้มีการจดทะเบียนได้อยู่แล้ว แต่มีบุคคลอื่นเข้ามาจดทะเบียนตัดหน้าหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิทธิของตน อย่างไรก็ดี การจะอ้างมาตรานี้ได้ ผู้ร้องต้องมีสิทธิที่สมบูรณ์หรืออย่างน้อยต้องมีฐานะทางกฎหมายที่เพียงพอจะเรียกร้องให้จดทะเบียนได้ก่อน ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าการให้บ้านพิพาทแก่โจทก์ยังไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 525 เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กรรมสิทธิ์ในบ้านจึงยังคงเป็นของผู้ตาย เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรม บ้านย่อมตกเป็นมรดกของผู้ตาย โจทก์จึงยังไม่อยู่ในฐานะบุคคลผู้มีสิทธิเรียกร้องให้จดทะเบียนได้ก่อนตามมาตรา 1300 และไม่อาจใช้บทบัญญัตินี้เป็นฐานในการต่อสู้คดีได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 812/2533 บิดาโจทก์ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสของบิดาโจทก์กับผู้ตายเฉพาะส่วนของตนให้แก่โจทก์ไปแล้ว ถือได้ว่าบิดาโจทก์กับผู้ตายได้ตกลงแบ่งที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวออกเป็นของแต่ละฝ่ายย่อมทำให้ที่ดินในส่วนที่เหลือหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ส่วนบ้านนั้นบิดาโจทก์ได้ทำพินัยกรรมยกส่วนของตนครึ่งหนึ่งให้โจทก์แล้วเช่นกัน ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจึงตกเป็นของผู้ตายแต่ผู้เดียว ผู้ตายไปยื่นคำขอจดทะเบียนนิติกรรมให้บ้านพิพาทในส่วนของตนให้แก่โจทก์ แต่การให้บ้านพิพาทซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์แก่ผู้รับนั้นจะสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ก็ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติกรรม การให้ดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย กรรมสิทธิ์ในบ้านส่วนที่เป็นของผู้ตายยังคงเป็นของผู้ตายเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายก็เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท กรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 โจทก์ไม่ได้เป็นทายาท ไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก ย่อมไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์สินที่ดินพิพาทและครึ่งหนึ่งของบ้านพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายให้บุคคลอื่นได้ เครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร แหวน เข็มขัดนาก และเครื่องประดับอื่น ๆ ตามฟ้องเป็นเครื่องประดับกายซึ่งรวมกันแล้วมีราคาไม่มาก เมื่อพิจารณาตามฐานะและรายได้ของบิดาโจทก์และผู้ตายแล้ว เป็นเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะของผู้ตายแม้ผู้ตายได้มาโดยบิดาโจทก์เป็นผู้หามาให้หรือผู้ตายหาเองในระหว่างสมรสก็ตาม ก็เป็นสินส่วนตัวของผู้ตาย ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชวน และอ้างว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 บ้านเลขที่ 370 เงินฝาก เครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร ค่าเช่าที่ดิน และทรัพย์สินอื่นบางรายการ เป็นสินสมรสระหว่างนายชวนกับนางละมัย ภายหลังนายชวนถึงแก่กรรม นางละมัยได้ยื่นคำขอจดทะเบียนยกบ้านเฉพาะส่วนของตนให้โจทก์ แต่ยังไม่แล้วเสร็จก่อนถึงแก่กรรม ต่อมาจำเลยในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละมัยได้นำทรัพย์สินไปเก็บรักษาและโอนขายที่ดินพร้อมบ้านส่วนของนางละมัยให้กัน โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการซื้อขาย โอนกรรมสิทธิ์บางส่วนให้ตน และส่งมอบทรัพย์สินรวมทั้งเงินและดอกผลกึ่งหนึ่ง จำเลยให้การว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินส่วนตัวของนางละมัย และการโอนขายได้กระทำโดยสุจริตมีค่าตอบแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชนะคดี แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์จึงฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินส่วนที่เหลือจากที่นายชวนยกให้โจทก์แล้ว ถือว่ามีการแบ่งกันระหว่างนายชวนกับนางละมัยแล้ว จึงหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของนางละมัย ส่วนบ้าน นายชวนยกส่วนของตนให้โจทก์โดยพินัยกรรม เหลืออีกครึ่งเป็นของนางละมัยแต่ผู้เดียว การที่นางละมัยไปยื่นคำขอจดทะเบียนยกบ้านให้โจทก์ยังไม่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 525 เพราะยังไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ กรรมสิทธิ์ในส่วนนั้นจึงยังเป็นของนางละมัย และเมื่อนางละมัยตาย ทรัพย์จึงตกเป็นมรดก โจทก์ไม่ใช่ทายาทและไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดก จึงไม่มีอำนาจขอเพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์ดังกล่าวให้ผู้อื่น สำหรับเครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร และเครื่องประดับอื่น ศาลเห็นว่าเป็นเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะ จึงเป็นสินส่วนตัวของนางละมัย เงินฝากธนาคารและค่าเช่าที่ดินก็เป็นของนางละมัยเช่นกัน ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้ยกฟ้องโจทก์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชวนและนางเชื้อ บิดาโจทก์มีภรรยาชอบด้วยกฎหมายก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2474 รวม 3 คนคือ มารดาโจทก์ นางเกื้อ และนางละมัย หลังจากนางเชื้อและนางเกื้อตายแล้ว บิดาโจทก์ได้อยู่กินกับนางละมัยโดยมีสินสมรสร่วมกัน คือที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 แขวงบางยี่เรือราคาประมาณ350,000 บาท กรรมสิทธิ์ครึ่งหนึ่งในบ้านเลขที่ 370 ตรอกโรงเจราคาประมาณ 30,000 บาท เงินฝากในธนาคารและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 251,896.08 บาท เครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชรและเครื่องประดับอื่น ๆ รวมราคาประมาณ 67,210 บาท ค่าเช่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 ถึงวันฟ้อง 3,600 บาท โทรทัศน์ 1 เครื่องราคาประมาณ 2,000 บาท รวมเป็นเงิน 704,706.08 บาท เมื่อบิดาโจทก์ถึงแก่กรรม นางละมัยได้ไปยื่นคำร้องขอทำนิติกรรมจดทะเบียนประเภทให้เฉพาะส่วนบ้านเลขที่ 370 ให้แก่โจทก์ ณที่ว่าการเขตธนบุรี แต่ยังมิได้จัดการโอนให้เรียบร้อย นางละมัยถึงแก่กรรมไปก่อน หลังจากนางละมัยถึงแก่กรรมแล้วจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละมัยได้นำบัญชีเงินฝากและทรัพย์สินข้างต้นไปเก็บรักษาไว้ และสมคบกับจำเลยที่ 1 ไปทำการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 พร้อมบ้านเฉพาะส่วนของนางละมัยด้วยเจตนาอำพรางและไม่สุจริตไม่ได้เสียค่าตอบแทนเพื่อฉ้อฉลโจทก์ โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของบิดาโจทก์ จึงมีสิทธิเรียกเอาทรัพย์สินดังกล่าวจำนวนครึ่งหนึ่งมารวมเป็นกองมรดกของบิดาโจทก์ สำหรับบ้านเลขที่ 370 ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์แล้ว ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่1038 แขวงบางยี่เรือ โดยให้จำเลยทั้งสองไปแก้ไขโอนใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมครึ่งหนึ่ง หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสองแทนด้วย ให้จำเลยไปจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 370 (เฉพาะส่วน) ให้แก่โจทก์ ให้ส่งมอบทรัพย์สินและเงินสดกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 120,481.80 บาท พร้อมดอกผลของเงินดังกล่าวเป็นเงิน 5,466.24 บาท ค่าเช่าที่ดินกึ่งหนึ่งเป็นเงิน1,800 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 357,353.04 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบทรัพย์สินให้โจทก์เสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 เป็นทายาทโดยธรรมของนางละมัย ทรัพย์สินตามฟ้องเป็นสินส่วนตัวของนางละมัย จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางละมัยได้โอนขายที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 พร้อมบ้านเลขที่ 370 ให้จำเลยที่ 2 โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนในราคา 50,000 บาท โจทก์ไม่ใช่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินส่วนตัวของนางละมัย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่โจทก์จำเลยนำสืบตรงกันว่านายชวนบิดาโจทก์มีภรรยาก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพ 5 พ.ศ. 2478 รวม 3 คน คือ นางเชื้อมารดาโจทก์ นางเกื้อและนางละมัย นางเชื้อกับนางเกื้อถึงแก่กรรมก่อนนายชวน นายชวนมีบุตรกับนางเชื้อและนางเกื้อรวม 8 คน ไม่มีบุตรกับนางละมัย ระหว่างอยู่กินกันเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2493 นายชวน นางละมัยได้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 ตำบลบางยี่เรือ (แขวงบางยี่เรือ) อำเภอบางกอกใหญ่ (เขตธนบุรี) กรุงเทพมหานคร จากนางบุญหลง ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2521 นายชวนได้ให้ที่ดินดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนแก่โจทก์ วันที่ 9 มิถุนายน 2521 นางละมัยได้ให้นายชนะ ถือกรรมสิทธิ์รวมในส่วนของตน และวันที่20 ธันวาคม 2521 เจ้าพนักงานที่ดินได้แยกโฉนดที่ดินให้ เป็นของโจทก์เนื้อที่ 48 ตารางวา เป็นของนายชนะเนื้อที่ 31 ตารางวา ส่วนนางละมัยถือโฉนดเดิมเหลือเนื้อที่ 61 ตารางวา นายชวนอยู่กับนางละมัยจนนายชวนถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2525 นางละมัยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2526 ก่อนนางละมัยถึงแก่กรรมคือวันที่6 เมษายน 2526 จำเลยที่ 2 และนางประยงค์ มารดาจำเลยที่ 2 ได้สำรวจทรัพย์สินของนางละมัยประมาณ 20 รายการ และรับไปปรากฏตามเอกสารหมาย จ.1 โจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายชวนส่วนจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของนางละมัย นางละมัยเป็นพี่จำเลยที่ 1 และเป็นน้องนางประยงค์ คงมีปัญหาในชั้นฎีกาว่า 1. ที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 ตำบลบางยี่เรือ (แขวงบางยี่เรือ)อำเภอบางกอกใหญ่ (เขตธนบุรี) กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 61 ตารางวาและครึ่งหนึ่งของบ้านเลขที่ 370 บนที่ดินดังกล่าวซึ่งเหลือจากการที่นายชวนยกให้โจทก์แล้วเป็นสินสมรสของนายชวนกับนางละมัยหรือไม่ 2. การที่นางละมัยไปยื่นคำขอจดทะเบียนนิติกรรมให้บ้านดังกล่าวครึ่งหนึ่งในส่วนของตนแก่โจทก์ที่สำนักงานที่ดินเขตธนบุรีไว้แล้ว ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์เป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1300 หรือไม่ 3. โจทก์ขอเพิกถอนนิติกรรมซื้อขายที่ดินพิพาทและครึ่งหนึ่งของบ้านพิพาทในส่วนที่เหลือจากที่นายชวนยกให้โจทก์แล้วได้หรือไม่ 4. เครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร เครื่องประดับอื่น ๆเงินฝากในธนาคารออมสิน สาขาตลาดพลู ตามฟ้อง และค่าเช่าที่ดินพิพาทเดือนละ 600 บาทเป็นสินสมรสของนายชวนกับนางละมัยหรือไม่ ปัญหาตามข้อ 1 เห็นว่า นายชวนได้ยกกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดเลขที่ 1038 ตำบลบางยี่เรือ (แขวงบางยี่เรือ) อำเภอบางกอกใหญ่(เขตธนบุรี) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสินสมรสของนายชวนกับนางละมัยเฉพาะส่วนของนายชวนให้แก่โจทก์ไปแล้ว ถือได้ว่านายชวนกับนางละมัยได้ตกลงแบ่งที่ดินทั้งแปลงดังกล่าวออกเป็นของแต่ละฝ่าย ย่อมทำให้ที่ดินในส่วนที่เหลือหมดสภาพจากการเป็นสินสมรสและตกเป็นสินส่วนตัวของนางละมัย ส่วนบ้านเลขที่ 370 นั้นนายชวนได้ทำพินัยกรรมยกส่วนของตนครึ่งหนึ่งให้โจทก์แล้วเช่นกัน ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งจึงตกเป็นของนางละมัยแต่ผู้เดียว ปัญหาตามข้อ 2 เห็นว่า การให้อสังหาริมทรัพย์แก่ผู้รับนั้นจะสมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ก็ต่อเมื่อได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บ้านพิพาทเป็นอสังหาริมทรัพย์ เมื่อทางพนักงานเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้จดทะเบียนนิติกรรม การให้ดังกล่าวยังไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายกรรมสิทธิ์ในบ้านส่วนที่เป็นของนางละมัยยังคงเป็นของนางละมัย เมื่อนางละมัยถึงแก่กรรมทรัพย์สินของนางละมัยก็เป็นมรดกตกทอดแก่ทายาท กรณีนี้ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิที่จะบังคับให้จดทะเบียนสิทธิได้ก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1300 ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ 1278/2527 ระหว่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด โจทก์นางเยาว์ แซ่เบ๊หรืออมร ธีระสวัสดิ์ ผู้ร้อง นายออ แซ่อึ้ง กับพวกจำเลย ส่วนคำพิพากษาฎีกาที่โจทก์อ้างมาในฎีกาของโจทก์นั้นข้อเท็จจริงต่างกับคดีนี้ ปัญหาตามข้อ 3 เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ได้วินิจฉัยแล้วฟังได้ว่าที่ดินพิพาทและครึ่งหนึ่งของบ้านพิพาทในส่วนที่เหลือจากที่นายชวนยกให้โจทก์แล้วเป็นมรดกของนางละมัย โจทก์ไม่ได้เป็นทายาท ไม่มีส่วนได้เสียในกองมรดกดังกล่าวก็ย่อมไม่มีอำนาจขอให้เพิกถอนนิติกรรมที่ผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์สินในส่วนนี้ให้บุคคลอื่นได้ ปัญหาข้อ 4 เห็นว่า เครื่องทองรูปพรรณ เครื่องเพชร และเครื่องประดับอื่น ๆ ตามฟ้อง คือสร้อยคอ สร้อยข้อมือ แหวนเข็มขัดนาก เป็นเครื่องประดับกายซึ่งรวมกันแล้วมีราคาไม่มากนักเมื่อพิจารณาตามฐานะและรายได้ของบิดาโจทก์และนางละมัยแล้วเครื่องประดับกายดังกล่าวเป็นเครื่องประดับกายตามควรแก่ฐานะของนางละมัย แม้นางละมัยได้มาโดยบิดาโจทก์เป็นผู้หามาให้หรือนางละมัยหามาเองในระหว่างสมรสก็ตามก็เป็นสินส่วนตัวของนางละมัยส่วนเงินฝากในธนาคารออมสิน สาขาตลาดพลู ทั้งสองบัญชีมีชื่อนางละมัยเป็นเจ้าของ ทั้งก่อนนางละมัยถึงแก่กรรมฝ่ายจำเลยได้สำรวจทรัพย์สินของนางละมัยแล้วทำบันทึกเกี่ยวกับทรัพย์สินของนางละมัยไว้ตามเอกสารหมาย จ.10 โจทก์ซึ่งรู้เห็นการทำบันทึกฉบับดังกล่าวและร่วมลงชื่อไว้ในฐานะพยานก็ไม่ได้คัดค้านหรือโต้แย้งว่าทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดเป็นสินสมรสของนายชวนกับนางละมัยนอกจากนี้หลังจากนายชวนถึงแก่กรรมแล้วโจทก์ไม่เคยเรียกร้องขอแบ่งทรัพย์ดังกล่าวจากนางละมัยจนนางละมัยถึงแก่กรรมหลังนายชวน1 ปีเศษ จึงน่าเชื่อว่าทรัพย์สินตามเอกสารหมาย จ.10 ซึ่งมีเงินฝากในธนาคารออมสิน สาขาตลาดพลู รวมอยู่ด้วยเป็นสินส่วนตัวของนางละมัย สำหรับค่าเช่าที่ดินพิพาทนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินของนางละมัย ดังนั้นเงินรายได้จากค่าเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นของนางละมัยไม่ได้เป็นมรดกของนายชวน ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหามาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน. |



