
| สินสมรสหรือสินส่วนตัว กรณีได้รับทรัพย์ระหว่างสมรสโดยการให้ ต้องระบุอย่างไรจึงมีผลเป็นสินสมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานะของทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสโดยการให้ ว่าจะถือเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว โดยมีประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เกี่ยวกับทรัพย์สินของสามีภริยา โดยเฉพาะกรณีที่มีการยกให้ที่ดินระหว่างสมรส แต่ไม่ได้มีการระบุไว้ในหนังสือสัญญาว่าให้เป็นสินสมรส ปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในการจัดการทรัพย์สินและสิทธิในการเพิกถอนนิติกรรมโอนทรัพย์สินต่อบุคคลภายนอก ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยโดยอาศัยหลักกฎหมายที่เคร่งครัดในเรื่องการกำหนดสถานะของทรัพย์สิน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิของคู่สมรสในการฟ้องร้องและการแบ่งทรัพย์สิน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 ได้โอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการโอนดังกล่าวเป็นการกระทำที่กระทบสิทธิของโจทก์ โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าที่ดินพิพาทเดิมเป็นทรัพย์ที่บิดาของจำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือยกให้แก่จำเลยที่ 1 ในระหว่างสมรส และต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นอีกแปลงหนึ่ง แล้วโอนให้แก่จำเลยที่ 2 โดยโจทก์อ้างว่าตนมีส่วนร่วมในการชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินดังกล่าวก่อนการยกให้ จึงควรถือว่าที่ดินเป็นสินสมรส คำวินิจฉัยของศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยแยกเป็นประเด็นสำคัญดังนี้ ประเด็นแรก การพิจารณาว่าทรัพย์ที่ได้มาโดยการให้ในระหว่างสมรสจะเป็นสินสมรสหรือไม่ ต้องพิจารณาจากบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีการระบุไว้ในหนังสือยกให้ว่าประสงค์ให้เป็นสินสมรส หากไม่มีการระบุเช่นนั้น ย่อมถือเป็นสินส่วนตัวของผู้รับ ประเด็นที่สอง แม้โจทก์จะนำสืบว่ามีการร่วมกันนำเงินไปชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนที่ดินก่อนการยกให้ แต่การกระทำดังกล่าวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะทางกฎหมายของทรัพย์สินได้ เนื่องจากกฎหมายได้บัญญัติหลักเกณฑ์ไว้โดยชัดแจ้งแล้ว ประเด็นที่สาม ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายหลังจากการแบ่งแยกที่ดินเดิมซึ่งเป็นสินส่วนตัว ย่อมคงสถานะเป็นสินส่วนตัวต่อไป ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นสินสมรส วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้อยู่ที่การตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับสินสมรสและสินส่วนตัว ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายบังคับโดยเคร่งครัด กล่าวคือ กฎหมายกำหนดเงื่อนไขเฉพาะว่าทรัพย์ที่ได้มาโดยการให้หรือพินัยกรรมในระหว่างสมรสจะเป็นสินสมรสได้ก็ต่อเมื่อมีการระบุไว้โดยชัดแจ้งในหนังสือยกให้หรือพินัยกรรมเท่านั้น หากไม่มีการระบุ ย่อมถือเป็นสินส่วนตัวโดยผลของกฎหมายทันที ไม่อาจใช้พฤติการณ์อื่นหรือข้อเท็จจริงแวดล้อมมาเปลี่ยนแปลงได้ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความแน่นอนทางกฎหมายและป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของกฎหมายในเรื่องนี้มุ่งคุ้มครองความชัดเจนและความแน่นอนในการกำหนดสถานะของทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยให้ความสำคัญกับเจตนาของผู้ให้เป็นหลัก หากผู้ให้ประสงค์จะให้ทรัพย์เป็นสินสมรส ก็ต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้ง มิฉะนั้นกฎหมายจะถือว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้รับเพียงฝ่ายเดียว แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องมีลักษณะไปในทิศทางเดียวกัน คือเน้นการตีความตามข้อความในหนังสือยกให้เป็นสำคัญ และไม่เปิดโอกาสให้ใช้พฤติการณ์ภายนอกมาเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์สิน ซึ่งสะท้อนถึงหลักความแน่นอนของนิติสัมพันธ์ในกฎหมายแพ่ง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องโดยเห็นว่าที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยการยกให้ในระหว่างสมรสโดยไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรส จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรม 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าข้อเท็จจริงไม่อาจเปลี่ยนแปลงหลักกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดแจ้ง และโจทก์ไม่มีสิทธิในทรัพย์พิพาท 3 ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการยกให้ที่ดินโดยไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรสย่อมเป็นสินส่วนตัว แม้มีพฤติการณ์อื่นประกอบก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมายได้ และที่ดินที่แบ่งแยกภายหลังก็ยังคงเป็นสินส่วนตัว โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่าการกำหนดสถานะของทรัพย์สินระหว่างสมรสเป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างเคร่งครัด ไม่อาจใช้ข้อเท็จจริงภายนอกหรือเจตนาโดยนัยมาหักล้างบทบัญญัติที่ชัดแจ้งได้ การตีความต้องยึดตามตัวบทกฎหมายและข้อความในเอกสารเป็นหลัก ซึ่งเป็นหลักประกันความแน่นอนในทางนิติสัมพันธ์และป้องกันข้อพิพาทในภายหลัง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า ทรัพย์ที่ได้มาโดยการให้ในระหว่างสมรสจะเป็น “สินสมรส” หรือ “สินส่วนตัว” โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหากหนังสือยกให้ไม่ระบุชัดแจ้งว่าเป็นสินสมรส ต้องถือเป็นสินส่วนตัวโดยผลของกฎหมาย ไม่อาจนำพฤติการณ์อื่นมาเปลี่ยนแปลงได้ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 การระบุเจตนาในหนังสือยกให้ หมายถึงเงื่อนไขสำคัญที่กฎหมายกำหนดให้ผู้ให้ต้องแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งว่าประสงค์ให้ทรัพย์เป็นสินสมรส มิฉะนั้นจะถือเป็นสินส่วนตัวทันที 2 สถานะทรัพย์สินโดยผลของกฎหมาย หมายถึงการที่กฎหมายกำหนดผลทางกฎหมายไว้แน่นอนแล้วโดยไม่เปิดโอกาสให้พฤติการณ์ภายนอกหรือข้อเท็จจริงอื่นมาเปลี่ยนแปลงได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การได้รับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยการให้ ต้องมีเงื่อนไขอย่างไรจึงจะถือเป็นสินสมรสตามกฎหมาย คำตอบ การได้รับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยการให้จะถือเป็นสินสมรสได้ก็ต่อเมื่อผู้ให้ได้ระบุไว้โดยชัดแจ้งในหนังสือยกให้หรือพินัยกรรมว่าประสงค์ให้ทรัพย์นั้นเป็นสินสมรสของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัดและเป็นลักษณะของบทบัญญัติบังคับ มิใช่บทบัญญัติที่สามารถตีความขยายความได้ตามพฤติการณ์แห่งคดี แม้ผู้รับทรัพย์จะอยู่ในสถานะสมรสในขณะได้รับทรัพย์ และแม้จะมีข้อเท็จจริงแสดงว่าทรัพย์นั้นเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตร่วมกันของสามีภริยา แต่หากหนังสือยกให้มิได้ระบุชัดว่าเป็นสินสมรส ก็ต้องถือเป็นสินส่วนตัวของผู้รับโดยผลของกฎหมายทันที หลักการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความแน่นอนในนิติสัมพันธ์ และป้องกันข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินในภายหลัง โดยศาลจะพิจารณาจากข้อความในเอกสารเป็นสำคัญ มิใช่พฤติการณ์โดยนัยหรือความเข้าใจของคู่สมรส 2 คำถาม หากไม่มีการระบุในหนังสือยกให้ว่าเป็นสินสมรส สามารถใช้พฤติการณ์อื่นพิสูจน์แทนได้หรือไม่ คำตอบ ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การพิจารณาว่าทรัพย์สินที่ได้มาโดยการให้ในระหว่างสมรสจะเป็นสินสมรสหรือไม่นั้น ต้องยึดถือข้อความที่ระบุไว้ในหนังสือยกให้เป็นหลักสำคัญ เนื่องจากกฎหมายกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่าต้องมีการแสดงเจตนาเป็นลายลักษณ์อักษร หากไม่มีการระบุเช่นนั้น ย่อมไม่อาจอาศัยพฤติการณ์อื่น เช่น การร่วมกันใช้เงิน การร่วมกันดูแลทรัพย์ หรือความตั้งใจโดยนัยของผู้ให้ มาพิสูจน์แทนได้ เพราะจะเป็นการขัดต่อบทบัญญัติที่มีลักษณะเป็นกฎหมายบังคับ ซึ่งมีเจตนารมณ์เพื่อสร้างความแน่นอนในสิทธิของคู่สมรสและบุคคลภายนอก ดังนั้นแม้จะมีหลักฐานแวดล้อมอื่นสนับสนุนว่าทรัพย์ควรเป็นสินสมรส แต่หากขาดการระบุในเอกสารย่อมไม่มีผลทางกฎหมาย ศาลจึงไม่อาจรับฟังพฤติการณ์ดังกล่าวเพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์ได้ 3 คำถาม การที่คู่สมรสร่วมกันชำระหนี้หรือมีส่วนร่วมในทรัพย์สินก่อนการยกให้ มีผลต่อการเป็นสินสมรสหรือไม่ คำตอบ การที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายร่วมกันชำระหนี้ หรือมีส่วนร่วมทางการเงินในการรักษาหรือไถ่ถอนทรัพย์สินก่อนที่จะมีการยกให้ แม้จะเป็นข้อเท็จจริงที่สะท้อนถึงการมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินดังกล่าว แต่ในทางกฎหมายแล้วมิอาจถือเป็นเหตุให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นสินสมรสได้ หากการยกให้ในภายหลังมิได้ระบุชัดแจ้งว่าเป็นสินสมรส เนื่องจากบทบัญญัติกฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจนว่าต้องพิจารณาจากข้อความในหนังสือยกให้เท่านั้น การร่วมกันชำระหนี้อาจก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในลักษณะอื่น เช่น สิทธิเรียกร้องค่าใช้จ่ายหรือค่าทดแทน แต่ไม่อาจเปลี่ยนสถานะของทรัพย์จากสินส่วนตัวเป็นสินสมรสได้ หลักการนี้แสดงให้เห็นถึงความเคร่งครัดของกฎหมายในการกำหนดประเภทของทรัพย์สิน เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนและข้อพิพาทในอนาคต 4 คำถาม ทรัพย์สินที่ได้จากการแบ่งแยกที่ดินซึ่งเป็นสินส่วนตัว จะเปลี่ยนเป็นสินสมรสหรือไม่ คำตอบ ทรัพย์สินที่เกิดขึ้นจากการแบ่งแยกหรือแปรสภาพของทรัพย์สินเดิม จะคงสถานะทางกฎหมายเช่นเดียวกับทรัพย์สินเดิมตามหลักการสืบเนื่องของทรัพย์ กล่าวคือ หากทรัพย์สินเดิมเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ทรัพย์ที่เกิดขึ้นจากการแบ่งแยกหรือเปลี่ยนรูปก็ยังคงเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้นต่อไป เว้นแต่จะมีการกระทำหรือเหตุการณ์ทางกฎหมายที่ทำให้สถานะเปลี่ยนไปตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การตกลงกันให้เป็นสินสมรสโดยชัดแจ้ง ดังนั้นในกรณีที่ที่ดินเดิมได้รับมาโดยการให้และเป็นสินส่วนตัว การแบ่งแยกที่ดินออกเป็นแปลงใหม่ก็ไม่ทำให้ที่ดินแปลงใหม่นั้นกลายเป็นสินสมรส หลักการนี้มีความสำคัญในการรักษาความต่อเนื่องของสิทธิในทรัพย์สินและป้องกันการตีความที่คลาดเคลื่อน 5 คำถาม คู่สมรสที่ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สามารถฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์ได้หรือไม่ คำตอบ สิทธิในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนทรัพย์สินขึ้นอยู่กับสถานะของผู้ฟ้องว่ามีสิทธิหรือมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินนั้นหรือไม่ หากทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง อีกฝ่ายย่อมไม่มีสิทธิในทรัพย์นั้นโดยตรง จึงไม่อาจใช้สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่อีกฝ่ายได้กระทำไปได้ เว้นแต่จะมีฐานสิทธิอื่นรองรับ เช่น การเป็นเจ้าหนี้หรือมีสิทธิเรียกร้องตามกฎหมายอื่น อย่างไรก็ตาม หากทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิร่วมในทรัพย์และอาจฟ้องเพิกถอนได้ในกรณีที่มีการโอนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นการวินิจฉัยสถานะของทรัพย์ว่าเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวจึงมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการดำเนินคดีของคู่สมรส 6 คำถาม เจตนาของผู้ให้มีความสำคัญอย่างไรในการกำหนดสถานะของทรัพย์สิน คำตอบ เจตนาของผู้ให้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในการกำหนดสถานะของทรัพย์สินที่ให้ในระหว่างสมรส เนื่องจากกฎหมายให้ความสำคัญกับการแสดงเจตนาอย่างชัดแจ้งผ่านหนังสือยกให้หรือพินัยกรรม หากผู้ให้ประสงค์จะให้ทรัพย์เป็นสินสมรส ต้องระบุไว้โดยชัดเจน มิฉะนั้นกฎหมายจะถือว่าทรัพย์นั้นเป็นสินส่วนตัวของผู้รับเพียงฝ่ายเดียว เจตนาดังกล่าวไม่อาจอนุมานจากพฤติการณ์หรือความเข้าใจของผู้รับหรือคู่สมรสได้ เพราะจะขัดต่อหลักความแน่นอนทางกฎหมาย การให้ความสำคัญกับเจตนาที่แสดงออกเป็นลายลักษณ์อักษรยังช่วยลดข้อพิพาทและสร้างความมั่นคงในสิทธิของบุคคลที่เกี่ยวข้อง 7 คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดให้ต้องระบุในหนังสือยกให้ว่าเป็นสินสมรส คำตอบ กฎหมายกำหนดให้ต้องมีการระบุในหนังสือยกให้ว่าเป็นสินสมรสเพื่อสร้างความชัดเจนและความแน่นอนในสถานะของทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย รวมถึงบุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้รับโอนหรือเจ้าหนี้ หากเปิดโอกาสให้ตีความจากพฤติการณ์ภายนอกโดยไม่ต้องมีการระบุชัดเจน จะทำให้เกิดความไม่แน่นอนและข้อพิพาทจำนวนมากในทางปฏิบัติ ดังนั้นกฎหมายจึงกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถทราบสถานะของทรัพย์ได้จากเอกสารเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับหลักความมั่นคงของนิติกรรมและความปลอดภัยในการทำธุรกรรม 8 คำถาม หากผู้ให้ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นสินส่วนตัว แต่ไม่ได้ระบุในเอกสาร จะมีผลอย่างไร คำตอบ ในกรณีที่ผู้ให้มิได้มีเจตนาให้ทรัพย์เป็นสินส่วนตัว แต่ก็ไม่ได้ระบุในหนังสือยกให้ว่าเป็นสินสมรส กฎหมายจะถือว่าทรัพย์นั้นเป็นสินส่วนตัวของผู้รับโดยผลของกฎหมาย เนื่องจากบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกำหนดเงื่อนไขไว้อย่างชัดเจนว่าการจะเป็นสินสมรสต้องมีการระบุโดยชัดแจ้งเท่านั้น ความตั้งใจภายในของผู้ให้ที่ไม่ได้แสดงออกในเอกสารจึงไม่มีผลทางกฎหมาย หลักการนี้สะท้อนถึงความสำคัญของการแสดงเจตนาอย่างถูกต้องตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด และเป็นข้อเตือนใจให้ผู้ให้ทรัพย์ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อให้ผลทางกฎหมายเป็นไปตามความประสงค์ที่แท้จริง อธิบายหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) และมาตรา 1474 (2) บทบัญญัติมาตรา 1471 (3) กำหนดให้ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัว ซึ่งเป็นหลักทั่วไปในการจำแนกทรัพย์สินของคู่สมรส โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของคู่สมรสแต่ละฝ่ายในทรัพย์ที่ได้มาโดยลักษณะเฉพาะตัว ขณะที่มาตรา 1474 (2) เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อยกเว้น โดยบัญญัติว่าหากทรัพย์ที่ได้มาโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้ในระหว่างสมรส มีการระบุไว้ในเอกสารว่าให้เป็นสินสมรส ทรัพย์นั้นย่อมเป็นสินสมรสตามกฎหมาย จากการตีความร่วมกันของสองมาตรานี้จะเห็นได้ว่าหลักทั่วไปคือทรัพย์ที่ได้มาโดยการให้เป็นสินส่วนตัว เว้นแต่จะมีการระบุชัดแจ้งให้เป็นสินสมรส ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับเจตนาของผู้ให้เป็นอย่างยิ่ง และกำหนดให้ต้องแสดงออกอย่างชัดเจนในรูปแบบเอกสารเพื่อให้เกิดผลทางกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อป้องกันความคลุมเครือและข้อพิพาทในภายหลัง อีกทั้งยังเป็นการสร้างหลักเกณฑ์ที่แน่นอนในการพิจารณาสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรสและบุคคลภายนอก เมื่อไม่มีการระบุเช่นนั้น ทรัพย์สินย่อมตกเป็นสินส่วนตัวโดยอัตโนมัติ แม้จะมีพฤติการณ์อื่นประกอบก็ตาม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12346/2558 ป.พ.พ. มาตรา 1474 (2) บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดชัดเจนแล้วว่า หากผู้ให้ทรัพย์สินแก่สามีหรือภริยาคนใดคนหนึ่งในระหว่างสมรสประสงค์จะยกให้เป็นสินสมรส ผู้ยกให้ต้องระบุไว้ในหนังสือยกให้ให้ชัดเจน และกฎหมายมิได้จำกัดว่าต้องเป็นการยกให้โดยเสน่หาเท่านั้น ที่ ป.พ.พ. มาตรา 1471 (3) บัญญัติว่า สินส่วนตัวได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หานั้น เป็นการขยายความว่า เมื่อเป็นการให้ไม่ว่าจะเป็นการให้โดยเสน่หาหรือไม่ ผู้ให้ต้องระบุให้ชัดแจ้งว่าประสงค์จะให้เป็นสินสมรส ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า น. บิดาของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา โดยไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรสก็ต้องถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แม้จะมีข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า น. ยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมีเงื่อนไขและค่าตอบแทนเนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 นำเงินไปชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตามคำขอร้องของ น. ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วได้ ส่วนที่ดินที่แบ่งแยกจากที่ดินพิพาทหลังจากได้รับการยกให้มาแล้วก็ย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เช่นกัน โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือสัญญาให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 157 และ 26430 ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร ระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2554 ให้จำเลยที่ 2 ส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงคืนโจทก์ หากจำเลยที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 157 และ 26430 ตำบลเดื่อศรีคันไชย อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (2) บัญญัติว่า สินสมรสได้แก่ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ เมื่อพินัยกรรมหรือหนังสือยกให้ระบุว่าเป็นสินสมรส จึงเป็นกรณีที่กฎหมายกำหนดชัดเจนแล้วว่า หากผู้ให้ทรัพย์สินแก่สามีหรือภริยาคนใดคนหนึ่งในระหว่างสมรส ประสงค์จะยกให้เป็นสินสมรส ผู้ยกให้ต้องระบุไว้ในหนังสือยกให้ให้ชัดเจน และกฎหมายมิได้จำกัดว่า ต้องเป็นการยกให้โดยเสน่หา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ที่บัญญัติว่า "สินส่วนตัวได้แก่ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสโดยการยกให้โดยเสน่หา" นั้น เป็นการขยายความว่า เมื่อเป็นการยกให้ไม่ว่าจะเป็นการยกให้โดยเสน่หาหรือไม่ ผู้ให้ต้องระบุให้ชัดแจ้งว่า ประสงค์จะให้เป็นสินสมรส ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 157 ดังกล่าว เป็นที่ดินที่นายนิยมซึ่งเป็นบิดาของจำเลยที่ 1 ทำหนังสือยกให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเสน่หา ตามหนังสือสัญญาการให้ที่ดิน เมื่อหนังสือสัญญายกให้ระบุว่าเป็นการยกให้โดยเสน่หาโดยไม่ได้ระบุว่าเป็นสินสมรส ก็ต้องถือเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 แม้จะมีข้อเท็จจริงตามที่โจทก์นำสืบว่า นายนิยมยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการยกให้โดยมีเงื่อนไขและมีค่าตอบแทน เนื่องจากโจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันนำเงินไปชำระหนี้เพื่อไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทตามคำขอร้องของนายนิยม ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลตามกฎหมายที่บัญญัติไว้ชัดแจ้งแล้วได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 26430 เป็นที่ดินที่จำเลยที่ 1 ทำการแบ่งแยกจากที่ดินโฉนดเลขที่ดิน 157 หลังจากได้รับการยกให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 157 มาแล้ว ที่ดินโฉนดเลขที่ 26430 ย่อมเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 เช่นกัน เมื่อที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมิใช่สินสมรส โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการทำนิติกรรมตามฟ้องได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|




.jpg)