
| สินสมรสที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น แบ่งทรัพย์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสและขายต่อ เพิกถอนได้หรือไม่
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถานะของทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรส แต่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น รวมถึงอำนาจในการจัดการสินสมรส การทำข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินกับบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรส และผลของการนำทรัพย์ดังกล่าวไปขายต่อแก่บุคคลภายนอก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สินสมรสไม่จำต้องเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ทรัพย์สินมาในระหว่างสมรส แม้จะมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ส่วนที่คู่สมรสนั้นมีกรรมสิทธิ์ก็ต้องถือว่าเป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) คดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสฝ่ายหนึ่งกับบุคคลที่อยู่กินด้วยกันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเป็นการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันโดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และเมื่อทรัพย์ส่วนของคู่สมรสเป็นสินสมรส การทำข้อตกลงดังกล่าวย่อมเป็นการจัดการสินสมรส ซึ่งตามมาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย หากไม่ได้รับความยินยอม คู่สมรสอีกฝ่ายย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 สาระสำคัญที่สุดของคดี ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรส แม้มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ส่วนที่คู่สมรสนั้นมีกรรมสิทธิ์ต้องถือว่าเป็นสินสมรส การเป็นสินสมรสไม่จำต้องมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อน ข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินที่ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อข้อตกลงดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสินสมรส ย่อมเป็นการจัดการสินสมรสที่ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย หากไม่ได้รับความยินยอม คู่สมรสอีกฝ่ายชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมได้ ผู้รับทรัพย์จากข้อตกลงดังกล่าวไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายโดยปราศจากความยินยอมของเจ้าของรวมทุกคน ในคดีนี้ผู้ซื้อทราบว่ามีการฟ้องเรียกที่ดินคืนและคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงกระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีกว่าผู้ขาย คำถามที่น่าสนใจ 1. ทรัพย์ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น แต่ได้มาในระหว่างสมรส ถือเป็นสินสมรสหรือไม่ 2. คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถตกลงแบ่งสินสมรสกับบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายได้หรือไม่ 3. หากผู้ได้รับทรัพย์ตามข้อตกลงแบ่งทรัพย์นำที่ดินไปขายต่อ ผู้ซื้อจะได้รับกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์หรือไม่ ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2525 และประกอบธุรกิจค้าขายด้วยกัน ต่อมาในระหว่างสมรส จำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2551 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ได้นำเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปซื้อที่ดินหลายแปลง รวมทั้งที่ดินพิพาทซึ่งซื้อเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาในปี 2551 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เลิกรากัน โดยทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันรวม 10 รายการ ระบุให้จำเลยที่ 2 ได้รับทรัพย์สินทั้งสิบรายการโดยจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้หนี้จำนวน 160,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์สินส่วนที่เหลือทั้งหมด ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงดังกล่าว หลังจากนั้นวันที่ 5 เมษายน 2553 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 3 โจทก์ฟ้องโดยอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม และจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปขายแก่จำเลยที่ 3 ซึ่งรับซื้อไว้โดยไม่สุจริต จึงขอให้เพิกถอนข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ทรัพย์ที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่นเป็นสินสมรสหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทและทรัพย์สินอื่นตามบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 จะมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ก็ต้องถือว่าในส่วนที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) เป็นหลักสำคัญที่ศาลนำมาวินิจฉัย โดยศาลฎีกาวางหลักว่า สินสมรสไม่จำต้องเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ หากคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรสก็ย่อมมีผลให้เป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) ดังนั้น แม้จำเลยที่ 1 จะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยที่ 2 ก็ไม่ทำให้ส่วนกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 พ้นจากการเป็นสินสมรส และไม่จำต้องมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อนจึงจะเป็นสินสมรส ข้อตกลงแบ่งทรัพย์เป็นการแบ่งทรัพย์ระหว่างเจ้าของรวมหรือเป็นการจัดการสินสมรส จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้การต่อสู้ว่า จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยาและนำเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปซื้อที่ดินพิพาท ต่อมาเมื่อเลิกกันจึงตกลงแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่กินด้วยกันรวมทั้งที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 2 มีสิทธิขายให้แก่จำเลยที่ 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินให้ฝ่ายใดได้รับทรัพย์สินใดบ้าง มีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 แต่ผู้เดียว มิใช่การแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมตามปกติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 จากข้อความในบันทึกข้อตกลงและพฤติการณ์ที่ปรากฏ การตกลงแบ่งทรัพย์สินรวมถึงที่ดินพิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 เมื่อทรัพย์สินส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 การที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสินสมรสย่อมเป็นการจัดการสินสมรสด้วย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง บัญญัติให้การจัดการสินสมรสในกรณีดังกล่าวต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการทำนิติกรรมดังกล่าว โจทก์จึงชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินตามมาตรา 1480 ผลของการขายต่อและสิทธิของผู้ซื้อบุคคลภายนอก เมื่อจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งทรัพย์สินกับจำเลยที่ 2 โดยเกี่ยวข้องกับทรัพย์ส่วนที่เป็นสินสมรส และโจทก์มิได้ให้ความยินยอม จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 3 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง กำหนดว่า การจำหน่ายตัวทรัพย์สินของเจ้าของรวมจะกระทำได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน แต่ในคดีนี้จำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้ยินยอมในการขายที่ดินพิพาท นอกจากนี้ จำเลยที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 โจทก์จึงชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 ได้เฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ปัญหาการยกข้อกฎหมายขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 อุทธรณ์อ้างว่า เมื่อทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ทำมาหาได้ร่วมกันเป็นทรัพย์สินของเจ้าของรวม ต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บังคับในการแบ่งปันทรัพย์สิน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ได้ให้การต่อสู้ไว้แล้วว่าเป็นเรื่องการตกลงแบ่งทรัพย์สินในลักษณะเจ้าของรวมระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 อันเป็นข้อเท็จจริงและเป็นประเด็นที่ตั้งไว้ในคำให้การ แม้จะอุทธรณ์โดยอ้างข้อกฎหมายว่าต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บังคับ ก็เป็นการนำข้อกฎหมายมาปรับใช้แก่ข้อเท็จจริงในคดี การนำข้อกฎหมายมาปรับแก่ข้อเท็จจริงเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลโดยเฉพาะ หากศาลเห็นว่าข้อกฎหมายที่คู่ความอ้างมาไม่ถูกต้อง ศาลย่อมชอบที่จะปรับบทกฎหมายไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนได้ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าข้อกฎหมายดังกล่าวเป็นเรื่องที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบที่จะวินิจฉัยและปรับบทกฎหมายเองได้ การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นนี้จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ต่อไปเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและมิให้คดีล่าช้า โดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยใหม่ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงกึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 และให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับจำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่งในส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่งโดยปลอดจากภาระติดพัน หากไม่สามารถจดทะเบียนโอนได้ ให้จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาทแก่โจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไม่ควรปฏิเสธไม่รับวินิจฉัยข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ยกขึ้น แต่เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นอื่นต่อไปแล้วเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมาย จึงพิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 และให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้วางหลักสำคัญว่า ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรส แม้คู่สมรสนั้นจะมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ส่วนที่คู่สมรสนั้นมีกรรมสิทธิ์ก็ต้องถือว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) โดยไม่จำต้องมีการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อน เมื่อทรัพย์ส่วนของคู่สมรสเป็นสินสมรส การตกลงกับบุคคลอื่นเกี่ยวกับทรัพย์ดังกล่าวอาจเป็นการจัดการสินสมรส หากการตกลงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ การจัดการดังกล่าวอยู่ภายใต้มาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง ซึ่งต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย หากคู่สมรสอีกฝ่ายมิได้ให้ความยินยอม ย่อมมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 ส่วนการขายทรัพย์ต่อแก่บุคคลภายนอกต้องพิจารณาสิทธิของผู้ขายและความสุจริตของผู้ซื้อประกอบด้วย ในคดีนี้จำเลยที่ 3 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงกระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 โจทก์จึงขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายได้เฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) มาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง มาตรา 1480 มาตรา 850 มาตรา 1361 วรรคสอง และมาตรา 1364 มาตรา 1474 (1) ใช้วินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรส แม้จะมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ส่วนที่คู่สมรสนั้นมีกรรมสิทธิ์ต้องถือว่าเป็นสินสมรส มาตรา 850 ใช้วินิจฉัยลักษณะของข้อตกลงที่ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันว่า มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง ใช้วินิจฉัยว่า การประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสินสมรสเป็นการจัดการสินสมรสที่ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย มาตรา 1480 ใช้เป็นฐานสิทธิของคู่สมรสซึ่งมิได้ให้ความยินยอมในการฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการจัดการสินสมรส มาตรา 1361 วรรคสอง ใช้วินิจฉัยว่า การจำหน่ายตัวทรัพย์สินของเจ้าของรวมจะกระทำได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน มาตรา 1364 เป็นบทกฎหมายเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวม ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อตกลงในคดีนี้มิใช่การแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมตามปกติ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ สินสมรสที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรส แม้จะมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ส่วนที่คู่สมรสนั้นมีกรรมสิทธิ์ต้องถือว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) โดยไม่จำต้องมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อน เพิกถอนการจัดการสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอม เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งทำนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย แต่คู่สมรสอีกฝ่ายมิได้ให้ความยินยอม คู่สมรสนั้นชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมได้ตามมาตรา 1480 ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้ยังสอดคล้องกับกฎหมายปัจจุบัน กล่าวคือ ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้มาในระหว่างสมรส แม้จะมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่น ส่วนที่คู่สมรสนั้นมีกรรมสิทธิ์อาจอยู่ในฐานะสินสมรส และการจัดการสินสมรสในกรณีที่กฎหมายกำหนดให้คู่สมรสต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย หากกระทำโดยปราศจากความยินยอม คู่สมรสอีกฝ่ายอาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 ได้ อย่างไรก็ตาม การเพิกถอนตามมาตรา 1480 มิได้เกิดขึ้นในทุกกรณี เพราะกฎหมายมีหลักคุ้มครองบุคคลภายนอกซึ่งกระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนด้วย ดังนั้น ความสุจริตของบุคคลภายนอกจึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี สำหรับคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงกระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 ปัจจุบันมาตรา 1476 ได้รับการแก้ไขถ้อยคำตามกฎหมายที่รองรับการสมรสเท่าเทียม โดยใช้คำว่า “คู่สมรส” แต่สาระสำคัญของมาตรา 1476 (6) ในเรื่องการประนีประนอมยอมความซึ่งต้องจัดการสินสมรสร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายยังคงเดิม คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ทรัพย์ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่นเป็นสินสมรสหรือไม่ คำตอบ หากเป็นทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายนั้นได้มาในระหว่างสมรส ส่วนที่คู่สมรสนั้นมีกรรมสิทธิ์ต้องถือว่าเป็นสินสมรสตามมาตรา 1474 (1) แม้จะมีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของรวมด้วย และไม่จำต้องมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อนจึงจะเป็นสินสมรส 2. คำถาม คู่สมรสฝ่ายหนึ่งตกลงแบ่งสินสมรสกับบุคคลอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายได้หรือไม่ คำตอบ หากข้อตกลงนั้นมีลักษณะเป็นการจัดการสินสมรสในกรณีที่มาตรา 1476 กำหนดให้ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย เมื่อคู่สมรสอีกฝ่ายมิได้ให้ความยินยอม ย่อมชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมตามมาตรา 1480 ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด 3. คำถาม ข้อตกลงแบ่งทรัพย์ระหว่างผู้ที่อยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสเป็นการแบ่งทรัพย์ระหว่างเจ้าของรวมตามปกติหรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 มิใช่การแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมตามปกติตามมาตรา 1364 เพราะเป็นการตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน จึงมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 4. คำถาม ผู้ซื้อที่ดินต่อจากผู้ได้รับทรัพย์ตามข้อตกลงแบ่งทรัพย์จะได้รับกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ ในคดีนี้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขาย เนื่องจากการจำหน่ายตัวทรัพย์สินของเจ้าของรวมต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของรวมทุกคน และจำเลยที่ 3 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 โดยคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีกว่าจำเลยที่ 2 โจทก์จึงชอบที่จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายได้เฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับนี้สามารถใช้แทนบทความเดิมได้ทั้งฉบับครับ โดยส่วนคำวินิจฉัยหลักยึดถ้อยคำและเหตุผลจากต้นฉบับที่ผู้ใช้ส่งมาเป็นสำคัญ ส่วน “หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย” แยกออกไว้อย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้ปะปนกับคำวินิจฉัยของศาล. ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6870/2556 จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 เป็นการตกลงแบ่งทรัพย์สินในลักษณะเจ้าของรวม แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์อ้างว่าต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บังคับก็เป็นข้อที่คู่ความหยิบยกเอาข้อกฎหมายมาปรับใช้แก่ข้อเท็จจริงในคดีอันเป็นอำนาจหน้าที่ของศาลโดยเฉพาะ และหากศาลเห็นว่าข้อกฎหมายที่คู่ความอ้างมาไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะปรับบทกฎหมายไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเองได้ อุทธรณ์ในปัญหานี้จึงเป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวแล้วในศาลชั้นต้น แม้ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์จะเป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์รวมกับบุคคลอื่นก็ต้องถือว่าในส่วนที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะสินสมรสไม่จำต้องเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองเป็นฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ หากแต่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาก็ย่อมมีผลให้เป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) โดยไม่จำต้องมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อนจึงจะเป็นสินสมรส การที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินซึ่งส่วนของจำเลยที่ 1 เป็นสินสมรสจึงมิใช่เป็นการแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมตามปกติตาม ป.พ.พ. มาตรา 1364 หากแต่มีลักษณะเป็นการทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 และเป็นการจัดการสินสมรส ซึ่งตาม ป.พ.พ. มาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อโจทก์มิได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการทำนิติกรรมดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 3 เพราะการจำหน่ายตัวทรัพย์สินจะกระทำได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1361 วรรคสอง การที่จำเลยที่ 3 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 จึงกระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีไปกว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ขอให้เพิกถอนนิติกรรมซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เฉพาะทรัพย์ส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันหรือแทนกันเพิกถอนบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนเพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาท โฉนดเลขที่ 15212 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร หากจำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสาม ให้พิพากษาว่าโจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและสิทธิจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยปราศจากภาระผูกพัน ให้จำเลยทั้งสามคืนที่ดินพิพาทโดยร่วมกันหรือแทนกันจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในโฉนดที่ดินพิพาท หากคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ไม่ได้ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 1,500,000 บาท และให้จำเลยที่ 3 ส่งมอบโฉนดที่ดินพิพาทฉบับเจ้าของที่ดินแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 ตามบันทึกข้อตกลงฉบับลงวันที่ 3 มีนาคม 2551 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 กึ่งหนึ่ง ในส่วนที่เป็นสินสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 1 กับให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ดำเนินการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงชื่อให้โจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่งโดยปลอดจากภาระติดพัน โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายในการโอน หากจำเลยที่ 2 และที่ 3 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ถ้าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินดังกล่าวกึ่งหนึ่งให้แก่โจทก์ได้ ให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันชำระเงิน 1,500,000 บาท แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 2 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษายกอุทธรณ์จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้คืนค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากนี้ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2525 และประกอบธุรกิจค้าขายด้วยกันชื่อ ร้านพรประสาท 1999 ในระหว่างสมรสจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 2 เป็นภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสและมีบุตรด้วยกัน 1 คน ตั้งแต่ปี 2538 ถึงปี 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้นำเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปซื้อที่ดินหลายแปลงจาก นายวิกาล รวมทั้งที่ดินพิพาทซึ่งซื้อเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2549 โดยใส่ชื่อจำเลยที่ 2 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ต่อมาในปี 2551 จำเลยที่ 1 และที่ 2 เลิกรากัน โดยทำบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างกันรวม 10 รายการ ซึ่งระบุให้จำเลยที่ 2 ได้รับทรัพย์สินทั้งสิบรายการโดยจำเลยที่ 2 ยอมชดใช้หนี้ 160,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 1 ได้รับทรัพย์สินส่วนที่เหลือทั้งหมด ทั้งนี้ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นของจำเลยที่ 2 ตามข้อตกลงดังกล่าว หลังจากนั้นวันที่ 5 เมษายน 2553 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์แก่จำเลยที่ 3 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่าข้ออุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ที่อ้างการแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บังคับในการแบ่งปันทรัพย์สิน เป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ไม่รับวินิจฉัยให้นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามโดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ จำเลยที่ 1 ทำบันทึกข้อตกลงให้ที่ดินพิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 โดยโจทก์มิได้ให้ความยินยอม และจำเลยที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปขายแก่จำเลยที่ 3 จำเลยที่ 3 รับซื้อไว้โดยไม่สุจริต ขอบังคับให้เพิกถอนข้อตกลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินพิพาท กับให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินพิพาท จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กับที่ 2 อยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา และนำเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันไปซื้อที่ดินพิพาท ต่อมาจำเลยที่ 1 และที่ 2 เลิกกันจึงตกลงแบ่งทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่กินด้วยกันรวมทั้งที่ดินพิพาท ที่ดินพิพาทจึงเป็นของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มีสิทธิขายให้จำเลยที่ 3 ดังนี้ เห็นได้ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การต่อสู้ว่าเป็นเรื่องการตกลงแบ่งทรัพย์สินในลักษณะเจ้าของรวมระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงและเป็นประเด็นที่ตั้งไว้ในคำให้การแล้ว แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะอุทธรณ์อ้างว่า เมื่อทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันทั้งหมดเป็นเจ้าของรวม ต้องนำบทกฎหมายว่าด้วยหุ้นส่วนมาใช้บังคับในการแบ่งปันทรัพย์สินก็เป็นข้อที่คู่ความหยิบยกเอาข้อกฎหมายมาปรับใช้แก่ข้อเท็จจริงในคดีซึ่งเป็นอำนาจของศาลโดยเฉพาะ หากศาลเห็นว่าข้อกฎหมายที่คู่ความอ้างมาไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะปรับบทไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในสำนวนเองได้ ทั้งคดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำมาหาได้ร่วมกันและเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ด้วย ข้อกฎหมายของจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ชอบที่จะปรับบทกฎหมายเองได้ว่าเป็นไปตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 อ้างมาในอุทธรณ์หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 และที่ 3 แล้วพิพากษายกอุทธรณ์มานั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ข้อนี้ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปเสียทีเดียวเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและมิให้คดีล่าช้าโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ไปวินิจฉัยใหม่ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ประการต่อไปมีว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทและทรัพย์สินอื่นตามที่ปรากฏในบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน เป็นทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาในระหว่างสมรสกับโจทก์ แม้จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับบุคคลอื่นก็ต้องถือว่าในส่วนที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เพราะสินสมรสไม่จำต้องเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองเป็นฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ หากแต่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาก็ย่อมมีผลให้เป็นสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1474 (1) แล้ว ไม่จำต้องมีข้อตกลงแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมก่อนจึงจะเป็นสินสมรส ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินระหว่างจำเลยที่ 1 และที่ 2 กับเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ ในข้อนี้จำเลยที่ 1 และที่ 2 เบิกความรับข้อเท็จจริงกันว่าทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำมาหาได้ด้วยกันได้แก่รายการทรัพย์สินที่ปรากฏตามบันทึกข้อตกลงการแบ่งทรัพย์สินกับมีทรัพย์สินอื่น ๆ ที่ให้จำเลยที่ 1 ได้รับตามข้อตกลงดังกล่าว ฉะนั้นทรัพย์สินทั้งหมดที่จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของรวมกับจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นสินสมรสที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย การที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินให้ฝ่ายใดได้รับทรัพย์สินใดบ้างย่อมมีผลให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 แต่ผู้เดียว มิใช่การแบ่งทรัพย์สินระหว่างเจ้าของรวมตามปกติดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364 หากแต่มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความดังจะเห็นได้จากข้อความเบื้องต้นที่ใช้คำว่า "เรื่องเจรจาแบ่งทรัพย์สินระหว่างนายประสาท กับนางปรีญา (สามี-ภรรยา)" โดยมีนายประคอง กำนันตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร กับนายเกษม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 ตำบลม่วง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร เป็นพยานในบันทึกข้อตกลงแบ่งทรัพย์สิน ย่อมแสดงว่าการตกลงแบ่งทรัพย์สินรวมถึงที่ดินพิพาทอันเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็เพื่อระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันที่มีอยู่โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 การที่จำเลยที่ 1 ตกลงกับจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับสินสมรสย่อมเป็นจัดการสินสมรส ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1476 (6) วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ต้องจัดการร่วมกันหรือได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์มิได้ให้ความยินยอมแก่จำเลยที่ 1 ในการทำนิติกรรมดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมแบ่งทรัพย์สินได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 ดังนี้จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธินำที่ดินพิพาททั้งแปลงไปขายให้แก่จำเลยที่ 3 เพราะการจำหน่ายตัวทรัพย์สินจะกระทำได้ก็แต่ด้วยความยินยอมแห่งเจ้าของรวมทุกคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1361 วรรคสอง แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และโจทก์มิได้ยินยอมในการขายที่ดินพิพาท ทั้งจำเลยที่ 3 ก็ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยที่ 2 และคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 3 กระทำการโดยไม่สุจริตและไม่มีสิทธิดีไปกว่าจำเลยที่ 2 โจทก์ชอบที่จะขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้ เฉพาะส่วนที่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ |





