ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิฟ้องหย่าและเพิกถอนการให้ทรัพย์สินสมรสกับปัญหาอายุความ

สิทธิฟ้องหย่าในระหว่างสมรส, การเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินสินสมรส, อายุความฟ้องเพิกถอนตามมาตรา 1480 วรรคสอง, การให้ทรัพย์สินโดยไม่ได้รับความยินยอมคู่สมรส, การแบ่งสินสมรสเมื่อการสมรสยังไม่สิ้นสุด, สถานะทรัพย์สินระหว่างสินสมรสกับสินส่วนตัว, การให้สัตยาบันโดยปริยายของคู่สมรส, สิทธิขอเพิกถอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน, คดีครอบครัวเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรส, หลักอายุความ 10 ปีในนิติกรรมการให้, การโอนที่ดินให้บุตรในระหว่างสมรส, ผลการไม่ฟ้องภายในกำหนดเวลา

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิฟ้องหย่าและสิทธิของคู่สมรสในการเพิกถอนนิติกรรมการให้ทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นสินสมรส ตลอดจนปัญหาอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาจำกัดสิทธิในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโดยเด็ดขาด

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า เมื่อการสมรสยังไม่สิ้นสุดและยังไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิเรียกร้องแบ่งสินสมรสหรือเพิกถอนการให้ทรัพย์สินได้หรือไม่ อีกทั้งแม้จะสมมติว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสจริง การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินภายหลังพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม ย่อมขาดอายุความโดยผลของกฎหมายหรือไม่

คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญทั้งในเชิงหลักการครอบครัวเกี่ยวกับเหตุหย่า สิทธิในสินสมรส และในเชิงกฎหมายแพ่งทั่วไปว่าด้วยอายุความ ซึ่งศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมย่อมอยู่ภายใต้กรอบเวลาอันเคร่งครัด แม้ผู้ฟ้องจะอ้างว่าไม่ทราบการทำนิติกรรมก็ตาม

ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท

โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2522 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาท 2 แปลง และในภายหลังได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลง

โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยที่ 1 และขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรสซึ่งตนมีสิทธิครึ่งหนึ่ง และการให้ทรัพย์สินกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากตน อีกทั้งตนไม่ทราบเรื่องการโอนดังกล่าว

จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า ที่ดินเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และแม้จะเป็นสินสมรส โจทก์ก็ทราบและมิได้คัดค้าน ถือเป็นการให้สัตยาบัน อีกทั้งการฟ้องคดีล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมแล้ว จึงขาดอายุความ

ประเด็นข้อพิพาทจึงมี 3 ส่วนสำคัญ คือ

(1) โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าหรือไม่

(2) ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว

(3) โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมหรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุหย่าและสิทธิแบ่งสินสมรส

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่คู่สมรสแยกกันอยู่เป็นไปเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ มิใช่เพราะความบาดหมางหรือการละทิ้งหน้าที่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังช่วยเหลืออุปการะตามสมควร ไม่ปรากฏเหตุหย่าตามกฎหมาย

เมื่อไม่มีเหตุหย่า การสมรสยังคงอยู่โดยสมบูรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด หลักการนี้สอดคล้องกับโครงสร้างกฎหมายครอบครัวที่กำหนดให้การแบ่งสินสมรสเป็นผลสืบเนื่องจากการสิ้นสุดแห่งการสมรส มิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยลำพังในขณะสมรสยังดำรงอยู่

คำวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิเพิกถอนนิติกรรมและอายุความ

ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้จะต้องวินิจฉัยเบื้องต้นว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นประการใด ประเด็นอายุความย่อมเป็นข้อจำกัดสำคัญ

นิติกรรมการให้กระทำเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 ขณะที่โจทก์ฟ้องเพิกถอนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 ซึ่งเกินสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมแล้ว จึงต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ที่กำหนดว่าการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม

ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า เมื่อพ้นกำหนดสิบปี สิทธิฟ้องเพิกถอนย่อมระงับโดยผลของกฎหมาย ไม่ว่าผู้ฟ้องจะทราบหรือไม่ทราบการทำนิติกรรมก็ตาม ข้ออ้างเรื่องการไม่ทราบจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมาย

วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 1480 วรรคสอง มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนแก่ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินและการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ มิให้ข้อพิพาทย้อนกลับไปกระทบสิทธิของบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดเวลา

ในคดีนี้ แม้จะเป็นข้อพิพาทภายในครอบครัว แต่การให้ที่ดินมีผลจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ หากเปิดโอกาสให้เพิกถอนโดยไม่จำกัดเวลา ย่อมกระทบความมั่นคงในระบบทะเบียนที่ดิน

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนหน้านี้ได้วางหลักสม่ำเสมอว่า อายุความตามมาตรา 1480 เป็นอายุความเด็ดขาด มิใช่อายุความที่เริ่มนับแต่รู้หรือควรรู้ จึงตัดสิทธิฟ้องโดยไม่คำนึงถึงเจตนาหรือความสุจริตของคู่ความ

คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำทั้งหลักเหตุหย่าตามกฎหมายครอบครัว และหลักอายุความในกฎหมายแพ่งทั่วไป โดยวางเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างสิทธิเรียกร้องกับข้อจำกัดทางเวลาอันเคร่งครัด

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย เนื่องจากการแยกกันอยู่มิใช่เกิดจากความบาดหมางหรือการละทิ้งหน้าที่ อีกทั้งการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินได้กระทำภายหลังพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม จึงขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีเหตุหย่า และสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้สิ้นสุดลงโดยอายุความตามกฎหมายแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

3. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว

ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนยันว่า เมื่อไม่มีเหตุหย่า โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังดำรงอยู่ และการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินได้กระทำภายหลังพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมแล้ว ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง แม้โจทก์จะอ้างว่าไม่ทราบการโอนก็ตาม ฎีกาทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมายเชิงลึก

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญ 3 ประการอย่างชัดเจน

ประการแรก สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิที่ต้องตั้งอยู่บนเหตุหย่าตามกฎหมายโดยเคร่งครัด มิใช่เกิดจากความรู้สึกหรือความไม่พอใจส่วนตัว การแยกกันอยู่เพื่อเหตุผลทางอาชีพหรือความสะดวก มิอาจถือเป็นเหตุหย่าได้ หากยังมีการอุปการะเลี้ยงดูตามสมควร ย่อมแสดงถึงความสัมพันธ์สมรสที่ยังไม่ขาดสะบั้น

ประการที่สอง สิทธิในการแบ่งสินสมรสเป็นผลสืบเนื่องจากการสิ้นสุดแห่งการสมรสตามกฎหมาย มิใช่สิทธิที่คู่สมรสจะหยิบยกใช้ได้ในระหว่างที่การสมรสยังดำรงอยู่โดยปราศจากเหตุหย่า หลักการนี้คุ้มครองเสถียรภาพของสถาบันครอบครัว และป้องกันมิให้เกิดการฟ้องร้องเชิงทรัพย์สินก่อนเวลาที่กฎหมายกำหนด

ประการที่สาม อายุความตามมาตรา 1480 วรรคสอง เป็นอายุความเด็ดขาด มีลักษณะเป็นข้อจำกัดสิทธิ ที่มุ่งสร้างความแน่นอนแก่ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน โดยเฉพาะในกรณีนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การอ้างว่าไม่ทราบการทำนิติกรรมไม่อาจยับยั้งการนับอายุความได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้นับแต่วันทำนิติกรรม มิใช่นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้

แนววินิจฉัยนี้จึงตอกย้ำว่า คู่สมรสที่เห็นว่าตนถูกละเมิดสิทธิในทรัพย์สินต้องดำเนินการโดยรวดเร็วภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นสิทธิย่อมระงับไปโดยผลของอายุความ แม้จะมีเหตุผลในทางศีลธรรมก็ตาม

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินภายใต้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ตลอดจนหลักกฎหมายครอบครัวว่าด้วยเหตุหย่าและสิทธิแบ่งสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังดำรงอยู่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย ย่อมไม่มีสิทธิแบ่งสินสมรส และแม้สมมติว่าทรัพย์เป็นสินสมรส การฟ้องเพิกถอนภายหลังพ้นสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม ย่อมขาดอายุความโดยผลของกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. อายุความเพิกถอนนิติกรรม (มาตรา 1480 วรรคสอง)

เป็นบทบัญญัติกำหนดให้การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม มิใช่นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิฟ้องย่อมระงับโดยเด็ดขาด แม้ผู้ฟ้องจะอ้างว่าไม่ทราบการโอนก็ตาม

2. ไม่มีเหตุหย่า – ไม่มีสิทธิแบ่งสินสมรส

ศาลวินิจฉัยว่า การแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ ไม่ถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย เมื่อการสมรสยังไม่สิ้นสุด คู่สมรสฝ่ายหนึ่งย่อมไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสได้โดยลำพัง หลักการนี้เป็นฐานสำคัญที่ตัดสิทธิเรียกร้องในส่วนทรัพย์สินของโจทก์ตั้งแต่ต้น

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การแยกกันอยู่ถือเป็นเหตุหย่าเสมอหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาว่าเป็นการแยกกันอยู่เพราะเหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ หากเป็นเพียงการแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการทำงาน และยังมีการอุปการะช่วยเหลือตามสมควร ย่อมไม่ถือเป็นเหตุหย่า

2. คู่สมรสสามารถขอแบ่งสินสมรสได้ขณะยังไม่หย่าหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้วการแบ่งสินสมรสเป็นผลจากการสิ้นสุดการสมรส เมื่อการสมรสยังดำรงอยู่และไม่มีเหตุหย่า คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสได้โดยลำพัง

3. หากสามีหรือภริยาโอนที่ดินให้บุตรโดยไม่ได้รับความยินยอม อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้หรือไม่

คำตอบ

หากทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส อาจมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ แต่ต้องดำเนินการภายในกำหนดอายุความตามกฎหมาย มิฉะนั้นสิทธิจะระงับไป

4. อายุความตามมาตรา 1480 วรรคสอง เริ่มนับเมื่อใด

คำตอบ

เริ่มนับตั้งแต่วันที่ทำนิติกรรม ไม่ใช่นับแต่วันที่ผู้เสียหายทราบหรือควรทราบการทำนิติกรรมนั้น

5. หากไม่ทราบว่ามีการโอนที่ดิน จะยกเป็นเหตุยืดอายุความได้หรือไม่

คำตอบ

ไม่ได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นอายุความเด็ดขาดที่นับแต่วันทำนิติกรรม ไม่ผูกกับความรู้ของผู้มีสิทธิฟ้อง

6. การให้สัตยาบันโดยไม่คัดค้านมีผลอย่างไร

คำตอบ

หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายที่มีสิทธิทราบเรื่องและไม่คัดค้าน อาจถือเป็นการให้สัตยาบัน แต่แม้ไม่พิสูจน์เรื่องสัตยาบัน หากพ้นกำหนดอายุความแล้ว สิทธิก็ย่อมระงับอยู่ดี

7. เหตุใดกฎหมายกำหนดอายุความ 10 ปีอย่างเคร่งครัด

คำตอบ

เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนแก่ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจดทะเบียน มิให้เกิดข้อพิพาทย้อนหลังโดยไม่จำกัดเวลา

8. คดีนี้มีนัยสำคัญต่อคดีครอบครัวในอนาคตอย่างไร

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า สิทธิในทรัพย์สินระหว่างสมรสต้องใช้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด และการไม่มีเหตุหย่าย่อมตัดสิทธิแบ่งสินสมรสในขณะการสมรสยังคงอยู่

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8594/2559 

โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และโจทก์ไม่ทราบเรื่อง การที่จำเลยทั้งสามให้การต่อไปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทเพราะโจทก์ทราบเรื่องและไม่คัดค้านถือว่าโจทก์ให้สัตยาบันแล้ว และนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าสิบปี คดีโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงหรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ หากทางพิจารณาฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก็วินิจฉัยประเด็นต่อไปว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว แต่หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ คำให้การของจำเลยทั้งสามจึงเป็นประเด็นต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกัน เป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำลงวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 จึงเป็นการฟ้องหลังจากพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ย่อมขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยที่ 1 และขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดิน 2 แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยให้โอนกลับมาเป็นสินสมรสและแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกันคนละครึ่ง จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน และจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทก่อนจะจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาประเด็นแรก เห็นว่าการแยกกันอยู่เป็นไปเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ มิใช่เหตุหย่า อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังช่วยเหลืออุปการะตามสมควร โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า และไม่มีสิทธิแบ่งสินสมรสในระหว่างสมรส

ส่วนประเด็นเพิกถอนนิติกรรม แม้จะโต้แย้งว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว แต่การให้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 ขณะที่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 เกินสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ไม่ว่าทราบเรื่องหรือไม่ก็ตาม ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่าง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาเป็นสินสมรสใส่ชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสคือที่ดินดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากทำไม่ได้ให้เอาที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2522 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2527 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาท 2 แปลง คือโฉนดที่ดินเลขที่ 23641 และเลขที่ 23642 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลง

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้พักอาศัยร่วมกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ ไม่ได้เกิดจากเหตุที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทะเลาะกันจนต้องแยกกันอยู่ และจำเลยที่ 1 คอยให้ความช่วยเหลือโจทก์ตามหน้าที่ของภริยาที่ต้องช่วยเหลืออุปการะสามีตามสมควร โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังมีอยู่

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิอยู่ด้วยกึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ โจทก์กล่าวอ้างต่อไปว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และโจทก์ไม่ทราบเรื่อง จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทเพราะโจทก์ทราบเรื่องและไม่คัดค้านถือว่าโจทก์ให้สัตยาบันแล้ว และนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความจึงมีประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงหรือไม่และคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ หากทางพิจารณาฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก็วินิจฉัยประเด็นต่อไปได้เลยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแต่หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ ดังนั้นคำให้การของจำเลยทั้งสามจึงเป็นประเด็นต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกันเอง แต่เป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำลงเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 จึงเป็นการฟ้องหลังจากพ้นกำหนดสิบปี นับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ย่อมขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทราบเรื่องการจดทะเบียนให้หรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญอีกต่อไปเพราะแม้โจทก์ไม่ทราบเรื่อง แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หลังจากพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

สินสมรสหรือสินส่วนตัว กรณีได้รับทรัพย์ระหว่างสมรสโดยการให้ ต้องระบุอย่างไรจึงมีผลเป็นสินสมรส
คู่สมรสให้ความยินยอมแต่ไม่ต้องร่วมรับผิดหนี้ได้หรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายสินสมรสและการให้สัตยาบันตามกฎหมาย
สิทธิในทรัพย์มรดกและสินส่วนตัวของคู่สมรสเมื่อการให้ทรัพย์ยังไม่จดทะเบียนตามกฎหมาย ผู้รับมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการโอนทรัพย์มรดกหรือไม่
สิทธิในที่ดินและสินสมรส การพิสูจน์เจตนายกให้โดยเสน่หา(ฎีกา 4680/2552)
แบ่งสินสมรสอย่างไรเมื่อคู่สมรสตกลงกันได้เพียงบางส่วน และศาลต้องชี้ขาดราคาที่ดินร่วมกันทำมาหาได้
การขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียว
เป็นสัญญาเพื่อประโยชน์บุคคลภายนอกแม้ไม่ได้จดทะเบียนก็มีผลสมบูรณ์
เพิกถอนนิติกรรมโฉนดห้ามโอน 10 ปี
การเปลี่ยนแปลงสัญญาก่อนสมรส
ขอเป็นผู้จัดการสินสมรสฝ่ายเดียว แยกสินสมรส
ได้สิทธิทำประโยชน์ที่ดินก่อนจดทะเบียนสมรส
เจ้าหนี้ยึดสินสมรสได้ทั้งหมดยกคำร้องขอกันส่วน
หญิงมีสามีมีอำนาจฟ้องปราศจากความยินยอมหรือไม่
สามีนำเงินสินสมรสออกให้กู้โดยไม่ได้รับความยินยอม
ไม่มีสิทธิทำพินัยกรรมยกสินสมรสเกินส่วนของตน
ที่ดินและรถยนต์ภริยากู้ยืมเงินมาซื้อและผ่อนด้วยเงินเดือน
หย่ากันให้แบ่งสินสมรส-ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าแบ่งสินสมรสไม่ได้
กรณีเป็นที่สงสัยให้สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส
บันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนการหย่าเป็นสัญญาแบ่งทรัพย์สิน
ทรัพย์สินที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาโดยลำพังเป็นสินสมรส
ข้อตกลงให้ชำระดอกเบี้ยในระหว่างอายุสัญญาขายฝาก
สัญญาค้ำประกันไม่ต้องได้รับความยินยอมคู่สมรส
สินส่วนตัวและสินสมรส ของขวัญเนื่องในการสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรส
ข้อตกลงหลังทะเบียนหย่าเรื่องยกทรัพย์สินให้ฝ่ายหญิง(ภรรยา)
กฎหมายคุ้มครองผู้รับโอนโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน (ม.1480)
ปลอมลายมือชื่อคู่สมรสในหนังสือให้ความยินยอมไปทำขายฝากที่ดิน
ตกลงให้สินส่วนตัวของฝ่ายหนึ่งตกเป็นสินสมรส
รางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว
ความยินยอมในการจัดการสินสมรสไม่ต้องทำต่อหน้าเจ้าพนักงาน
การจัดการสินสมรสเรื่องกู้ยืมเงินและให้กู้ยืมเงิน-ความยินยอมจากคู่สมรส
แยกสินสมรสได้หรือไม่ เมื่อคู่สมรสนำเงินสินสมรสไปใช้ฝ่ายเดียวและไม่อุปการะครอบครัว หลักเกณฑ์การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามกฎหมายครอบครัว
สัญญาแบ่งทรัพย์สินในการหย่า-ตกลงให้ที่ดินแก่กันไม่ต้องจดทะเบียนบังคับได้
เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ซึ่งรับซื้อฝากโดยสุจริตเสียค่าตอบแทน
รับซื้อฝากที่ดินสินสมรสโดยไม่สุจริต- เพิกถอนนิติกรรมขายฝากได้ทั้งแปลง
หนังสือหย่าและตกลงแบ่งทรัพย์สินเมื่อยังไม่มีการหย่าใช้บังคับไม่ได้
เพิกถอนนิติกรรมสัญญาซื้อขายที่ดินมีโฉนดระหว่างบิดาโจทก์กับจำเลย