
| สิทธิฟ้องหย่าและเพิกถอนการให้ทรัพย์สินสมรสกับปัญหาอายุความ
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิฟ้องหย่าและสิทธิของคู่สมรสในการเพิกถอนนิติกรรมการให้ทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นสินสมรส ตลอดจนปัญหาอายุความ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะเวลาจำกัดสิทธิในการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมโดยเด็ดขาด ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า เมื่อการสมรสยังไม่สิ้นสุดและยังไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะมีสิทธิเรียกร้องแบ่งสินสมรสหรือเพิกถอนการให้ทรัพย์สินได้หรือไม่ อีกทั้งแม้จะสมมติว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินสมรสจริง การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินภายหลังพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม ย่อมขาดอายุความโดยผลของกฎหมายหรือไม่ คำพิพากษานี้จึงมีนัยสำคัญทั้งในเชิงหลักการครอบครัวเกี่ยวกับเหตุหย่า สิทธิในสินสมรส และในเชิงกฎหมายแพ่งทั่วไปว่าด้วยอายุความ ซึ่งศาลฎีกาได้วางแนววินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า สิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมย่อมอยู่ภายใต้กรอบเวลาอันเคร่งครัด แม้ผู้ฟ้องจะอ้างว่าไม่ทราบการทำนิติกรรมก็ตาม ข้อเท็จจริงและประเด็นข้อพิพาท โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2522 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาท 2 แปลง และในภายหลังได้ทำนิติกรรมจดทะเบียนให้ที่ดินดังกล่าวแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลง โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยที่ 1 และขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรสซึ่งตนมีสิทธิครึ่งหนึ่ง และการให้ทรัพย์สินกระทำโดยไม่ได้รับความยินยอมจากตน อีกทั้งตนไม่ทราบเรื่องการโอนดังกล่าว จำเลยทั้งสามให้การต่อสู้ว่า ที่ดินเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 และแม้จะเป็นสินสมรส โจทก์ก็ทราบและมิได้คัดค้าน ถือเป็นการให้สัตยาบัน อีกทั้งการฟ้องคดีล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมแล้ว จึงขาดอายุความ ประเด็นข้อพิพาทจึงมี 3 ส่วนสำคัญ คือ (1) โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าหรือไม่ (2) ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว (3) โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมหรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ คำวินิจฉัยเกี่ยวกับเหตุหย่าและสิทธิแบ่งสินสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่คู่สมรสแยกกันอยู่เป็นไปเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ มิใช่เพราะความบาดหมางหรือการละทิ้งหน้าที่ อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังช่วยเหลืออุปการะตามสมควร ไม่ปรากฏเหตุหย่าตามกฎหมาย เมื่อไม่มีเหตุหย่า การสมรสยังคงอยู่โดยสมบูรณ์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังไม่สิ้นสุด หลักการนี้สอดคล้องกับโครงสร้างกฎหมายครอบครัวที่กำหนดให้การแบ่งสินสมรสเป็นผลสืบเนื่องจากการสิ้นสุดแห่งการสมรส มิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยลำพังในขณะสมรสยังดำรงอยู่ คำวินิจฉัยเกี่ยวกับสิทธิเพิกถอนนิติกรรมและอายุความ ศาลฎีกาพิจารณาว่า แม้จะต้องวินิจฉัยเบื้องต้นว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือไม่ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นประการใด ประเด็นอายุความย่อมเป็นข้อจำกัดสำคัญ นิติกรรมการให้กระทำเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 ขณะที่โจทก์ฟ้องเพิกถอนเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 ซึ่งเกินสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมแล้ว จึงต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ที่กำหนดว่าการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า เมื่อพ้นกำหนดสิบปี สิทธิฟ้องเพิกถอนย่อมระงับโดยผลของกฎหมาย ไม่ว่าผู้ฟ้องจะทราบหรือไม่ทราบการทำนิติกรรมก็ตาม ข้ออ้างเรื่องการไม่ทราบจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลทางกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ และแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1480 วรรคสอง มีเจตนารมณ์เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนแก่ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินและการจดทะเบียนสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ มิให้ข้อพิพาทย้อนกลับไปกระทบสิทธิของบุคคลภายนอกโดยไม่จำกัดเวลา ในคดีนี้ แม้จะเป็นข้อพิพาทภายในครอบครัว แต่การให้ที่ดินมีผลจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ หากเปิดโอกาสให้เพิกถอนโดยไม่จำกัดเวลา ย่อมกระทบความมั่นคงในระบบทะเบียนที่ดิน แนวคำพิพากษาศาลฎีกาก่อนหน้านี้ได้วางหลักสม่ำเสมอว่า อายุความตามมาตรา 1480 เป็นอายุความเด็ดขาด มิใช่อายุความที่เริ่มนับแต่รู้หรือควรรู้ จึงตัดสิทธิฟ้องโดยไม่คำนึงถึงเจตนาหรือความสุจริตของคู่ความ คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำทั้งหลักเหตุหย่าตามกฎหมายครอบครัว และหลักอายุความในกฎหมายแพ่งทั่วไป โดยวางเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างสิทธิเรียกร้องกับข้อจำกัดทางเวลาอันเคร่งครัด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า โจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย เนื่องจากการแยกกันอยู่มิใช่เกิดจากความบาดหมางหรือการละทิ้งหน้าที่ อีกทั้งการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินได้กระทำภายหลังพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม จึงขาดอายุความ พิพากษายกฟ้องทั้งหมด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นพ้องกับศาลชั้นต้นว่า โจทก์ไม่มีเหตุหย่า และสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้สิ้นสุดลงโดยอายุความตามกฎหมายแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนยันว่า เมื่อไม่มีเหตุหย่า โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิขอแบ่งสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังดำรงอยู่ และการฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินได้กระทำภายหลังพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมแล้ว ย่อมขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง แม้โจทก์จะอ้างว่าไม่ทราบการโอนก็ตาม ฎีกาทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมายเชิงลึก คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญ 3 ประการอย่างชัดเจน ประการแรก สิทธิฟ้องหย่าเป็นสิทธิที่ต้องตั้งอยู่บนเหตุหย่าตามกฎหมายโดยเคร่งครัด มิใช่เกิดจากความรู้สึกหรือความไม่พอใจส่วนตัว การแยกกันอยู่เพื่อเหตุผลทางอาชีพหรือความสะดวก มิอาจถือเป็นเหตุหย่าได้ หากยังมีการอุปการะเลี้ยงดูตามสมควร ย่อมแสดงถึงความสัมพันธ์สมรสที่ยังไม่ขาดสะบั้น ประการที่สอง สิทธิในการแบ่งสินสมรสเป็นผลสืบเนื่องจากการสิ้นสุดแห่งการสมรสตามกฎหมาย มิใช่สิทธิที่คู่สมรสจะหยิบยกใช้ได้ในระหว่างที่การสมรสยังดำรงอยู่โดยปราศจากเหตุหย่า หลักการนี้คุ้มครองเสถียรภาพของสถาบันครอบครัว และป้องกันมิให้เกิดการฟ้องร้องเชิงทรัพย์สินก่อนเวลาที่กฎหมายกำหนด ประการที่สาม อายุความตามมาตรา 1480 วรรคสอง เป็นอายุความเด็ดขาด มีลักษณะเป็นข้อจำกัดสิทธิ ที่มุ่งสร้างความแน่นอนแก่ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน โดยเฉพาะในกรณีนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีการจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ การอ้างว่าไม่ทราบการทำนิติกรรมไม่อาจยับยั้งการนับอายุความได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้นับแต่วันทำนิติกรรม มิใช่นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ แนววินิจฉัยนี้จึงตอกย้ำว่า คู่สมรสที่เห็นว่าตนถูกละเมิดสิทธิในทรัพย์สินต้องดำเนินการโดยรวดเร็วภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด มิฉะนั้นสิทธิย่อมระงับไปโดยผลของอายุความ แม้จะมีเหตุผลในทางศีลธรรมก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการจำกัดสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินภายใต้อายุความสิบปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ตลอดจนหลักกฎหมายครอบครัวว่าด้วยเหตุหย่าและสิทธิแบ่งสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังดำรงอยู่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์ไม่มีเหตุหย่าตามกฎหมาย ย่อมไม่มีสิทธิแบ่งสินสมรส และแม้สมมติว่าทรัพย์เป็นสินสมรส การฟ้องเพิกถอนภายหลังพ้นสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม ย่อมขาดอายุความโดยผลของกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. อายุความเพิกถอนนิติกรรม (มาตรา 1480 วรรคสอง) เป็นบทบัญญัติกำหนดให้การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมต้องกระทำภายในสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม มิใช่นับแต่วันที่รู้หรือควรรู้ เมื่อพ้นกำหนดดังกล่าว สิทธิฟ้องย่อมระงับโดยเด็ดขาด แม้ผู้ฟ้องจะอ้างว่าไม่ทราบการโอนก็ตาม 2. ไม่มีเหตุหย่า – ไม่มีสิทธิแบ่งสินสมรส ศาลวินิจฉัยว่า การแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ ไม่ถือเป็นเหตุหย่าตามกฎหมาย เมื่อการสมรสยังไม่สิ้นสุด คู่สมรสฝ่ายหนึ่งย่อมไม่มีสิทธิฟ้องแบ่งสินสมรสได้โดยลำพัง หลักการนี้เป็นฐานสำคัญที่ตัดสิทธิเรียกร้องในส่วนทรัพย์สินของโจทก์ตั้งแต่ต้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การแยกกันอยู่ถือเป็นเหตุหย่าเสมอหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาว่าเป็นการแยกกันอยู่เพราะเหตุที่กฎหมายบัญญัติไว้หรือไม่ หากเป็นเพียงการแยกกันอยู่เพื่อความสะดวกในการทำงาน และยังมีการอุปการะช่วยเหลือตามสมควร ย่อมไม่ถือเป็นเหตุหย่า 2. คู่สมรสสามารถขอแบ่งสินสมรสได้ขณะยังไม่หย่าหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วการแบ่งสินสมรสเป็นผลจากการสิ้นสุดการสมรส เมื่อการสมรสยังดำรงอยู่และไม่มีเหตุหย่า คู่สมรสฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิฟ้องขอแบ่งสินสมรสได้โดยลำพัง 3. หากสามีหรือภริยาโอนที่ดินให้บุตรโดยไม่ได้รับความยินยอม อีกฝ่ายมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้หรือไม่ คำตอบ หากทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส อาจมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้ แต่ต้องดำเนินการภายในกำหนดอายุความตามกฎหมาย มิฉะนั้นสิทธิจะระงับไป 4. อายุความตามมาตรา 1480 วรรคสอง เริ่มนับเมื่อใด คำตอบ เริ่มนับตั้งแต่วันที่ทำนิติกรรม ไม่ใช่นับแต่วันที่ผู้เสียหายทราบหรือควรทราบการทำนิติกรรมนั้น 5. หากไม่ทราบว่ามีการโอนที่ดิน จะยกเป็นเหตุยืดอายุความได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เพราะบทบัญญัติดังกล่าวเป็นอายุความเด็ดขาดที่นับแต่วันทำนิติกรรม ไม่ผูกกับความรู้ของผู้มีสิทธิฟ้อง 6. การให้สัตยาบันโดยไม่คัดค้านมีผลอย่างไร คำตอบ หากพิสูจน์ได้ว่าฝ่ายที่มีสิทธิทราบเรื่องและไม่คัดค้าน อาจถือเป็นการให้สัตยาบัน แต่แม้ไม่พิสูจน์เรื่องสัตยาบัน หากพ้นกำหนดอายุความแล้ว สิทธิก็ย่อมระงับอยู่ดี 7. เหตุใดกฎหมายกำหนดอายุความ 10 ปีอย่างเคร่งครัด คำตอบ เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนแก่ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจดทะเบียน มิให้เกิดข้อพิพาทย้อนหลังโดยไม่จำกัดเวลา 8. คดีนี้มีนัยสำคัญต่อคดีครอบครัวในอนาคตอย่างไร คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญว่า สิทธิในทรัพย์สินระหว่างสมรสต้องใช้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด และการไม่มีเหตุหย่าย่อมตัดสิทธิแบ่งสินสมรสในขณะการสมรสยังคงอยู่ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8594/2559 โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ เมื่อโจทก์กล่าวอ้างต่อไปว่า จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และโจทก์ไม่ทราบเรื่อง การที่จำเลยทั้งสามให้การต่อไปว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทเพราะโจทก์ทราบเรื่องและไม่คัดค้านถือว่าโจทก์ให้สัตยาบันแล้ว และนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่าสิบปี คดีโจทก์ขาดอายุความ คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงหรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ หากทางพิจารณาฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก็วินิจฉัยประเด็นต่อไปว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว แต่หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ คำให้การของจำเลยทั้งสามจึงเป็นประเด็นต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกัน เป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำลงวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 จึงเป็นการฟ้องหลังจากพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ย่อมขาดอายุความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1480 วรรคสอง ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยที่ 1 และขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดิน 2 แปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 โดยให้โอนกลับมาเป็นสินสมรสและแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินกันคนละครึ่ง จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน และจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทก่อนจะจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ต่อมาประเด็นแรก เห็นว่าการแยกกันอยู่เป็นไปเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ มิใช่เหตุหย่า อีกทั้งจำเลยที่ 1 ยังช่วยเหลืออุปการะตามสมควร โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่า และไม่มีสิทธิแบ่งสินสมรสในระหว่างสมรส ส่วนประเด็นเพิกถอนนิติกรรม แม้จะโต้แย้งว่าที่ดินเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว แต่การให้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 ขณะที่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 เกินสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรม คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ไม่ว่าทราบเรื่องหรือไม่ก็ตาม ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลล่าง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน และเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และที่ 3 ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินดังกล่าวกลับคืนมาเป็นสินสมรสใส่ชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาและให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสคือที่ดินดังกล่าวให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากทำไม่ได้ให้เอาที่ดินดังกล่าวออกขายทอดตลาดแล้วเอาเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2522 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือจำเลยที่ 2 และที่ 3 เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2527 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนซื้อที่ดินพิพาท 2 แปลง คือโฉนดที่ดินเลขที่ 23641 และเลขที่ 23642 ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงแก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลง มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ตามกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เหตุที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ไม่ได้พักอาศัยร่วมกันเป็นไปเพื่อความสะดวกในการประกอบอาชีพ ไม่ได้เกิดจากเหตุที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ทะเลาะกันจนต้องแยกกันอยู่ และจำเลยที่ 1 คอยให้ความช่วยเหลือโจทก์ตามหน้าที่ของภริยาที่ต้องช่วยเหลืออุปการะสามีตามสมควร โจทก์จึงไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 เมื่อโจทก์ไม่มีเหตุฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอแบ่งที่ดินพิพาททั้งสองแปลงที่โจทก์อ้างว่าเป็นสินสมรสในระหว่างที่การสมรสยังมีอยู่ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องขอเพิกถอนนิติกรรมการโอนที่ดินพิพาททั้งสองแปลงระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์กล่าวอ้างในคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิอยู่ด้วยกึ่งหนึ่ง จำเลยทั้งสามให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 คดีมีประเด็นข้อพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสหรือไม่ โจทก์กล่าวอ้างต่อไปว่าจำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละแปลงโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์และโจทก์ไม่ทราบเรื่อง จำเลยทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินพิพาทเพราะโจทก์ทราบเรื่องและไม่คัดค้านถือว่าโจทก์ให้สัตยาบันแล้ว และนับถึงวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 10 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความจึงมีประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า โจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้ที่ดินทั้งสองแปลงหรือไม่และคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ หากทางพิจารณาฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 1 ก็วินิจฉัยประเด็นต่อไปได้เลยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวแต่หากฟังว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรส ก็มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ ดังนั้นคำให้การของจำเลยทั้งสามจึงเป็นประเด็นต่อเนื่องและไม่ขัดแย้งกันเอง แต่เป็นคำให้การที่ชอบด้วยกฎหมาย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาว่าโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนนิติกรรมการให้หรือไม่ และคดีขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า นิติกรรมการให้ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำลงเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2542 โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการให้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2555 จึงเป็นการฟ้องหลังจากพ้นกำหนดสิบปี นับแต่วันที่ได้ทำนิติกรรมนั้น ฟ้องโจทก์ในส่วนนี้ย่อมขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1480 วรรคสอง ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ว่าโจทก์ทราบเรื่องการจดทะเบียนให้หรือไม่ จึงไม่เป็นประเด็นสำคัญอีกต่อไปเพราะแม้โจทก์ไม่ทราบเรื่อง แต่โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าว หลังจากพ้นกำหนดสิบปีนับแต่วันทำนิติกรรมได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ |




