
| สิทธิในที่ดินและสินสมรส การพิสูจน์เจตนายกให้โดยเสน่หา(ฎีกา 4680/2552)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิในที่ดินซึ่งคู่สมรสฝ่ายหนึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ระหว่างสมรส โดยมีประเด็นสำคัญว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส รวมถึงปัญหาว่าการนำสืบของจำเลยเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินซื้อที่ดินจะถือเป็นการแก้ไขเอกสารต้องห้ามตามกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาได้วางหลักเกี่ยวกับภาระการพิสูจน์เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานว่าสินที่ได้มาระหว่างสมรสเป็นสินสมรส และแนวทางตีความเจตนายกให้โดยเสน่หาในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินร่วมของสามีภริยา ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเคยเป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมายและสมรสกันตั้งแต่ปี 2528 ต่อมาระหว่างสมรสมีการซื้อที่ดิน 3 แปลงโดยมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามโฉนดเลขที่ 35873, 35874 และ 35875 โจทก์อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินสมรสเพราะได้มาในระหว่างสมรส ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ใส่ชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวม แต่จำเลยยืนยันว่าที่ดินนี้เป็นสินส่วนตัว เนื่องจากบิดาของจำเลยเป็นผู้ซื้อและให้โดยเสน่หาพร้อมใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เท่านั้น ก่อนเกิดคดีนี้ ทั้งสองฝ่ายเคยมีคดีฟ้องหย่าและคดีแบ่งทรัพย์สิน แต่คู่กรณีตกลงกันได้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ได้กล่าวถึงที่ดินพิพาททั้งสามแปลง โจทก์ในคดีนี้จึงฟ้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยลงชื่อร่วมในโฉนดดังกล่าว ข้อพิพาททางกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยประเด็นสำคัญ 2 ประการ คือ (1) การนำสืบของจำเลยเกี่ยวกับแหล่งเงินซื้อที่ดิน เป็นการแก้ไขเอกสารต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94(ข) หรือไม่ (2) จำเลยพิสูจน์ได้หรือไม่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวจากการยกให้โดยเสน่หาของบิดา เพื่อหักล้างข้อสันนิษฐานตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 ทั้งสองประเด็นเป็นหัวใจในการตัดสินว่าโจทก์มีสิทธิใส่ชื่อเป็นเจ้าของรวมในโฉนดหรือไม่ 3. เหตุผลของศาลฎีกาเกี่ยวกับการรับฟังพยานอธิบายเอกสาร ศาลวินิจฉัยว่า การนำพยานบุคคลมาสืบว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินเป็นของบิดาจำเลย ไม่ใช่เงินของฝ่ายโจทก์หรือจำเลย มิใช่การแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อความในสัญญาซื้อขาย เพราะไม่ได้ไปขัดกับเอกสาร แต่เป็นการอธิบายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “แหล่งที่มาของเงิน” ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการพิจารณาว่าทรัพย์สินนั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ดังนั้น พยานดังกล่าวจึง รับฟังได้ และไม่ต้องห้ามตามมาตรา 94(ข) 4. การพิสูจน์ว่าสินที่ได้มาเป็นสินส่วนตัว ไม่ใช่สินสมรส โดยหลักกฎหมาย ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรส เว้นแต่ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัวจะพิสูจน์ได้ว่ามีแหล่งที่มาตามข้อยกเว้น เช่น ได้มาโดยการให้โดยเสน่หา ซึ่งมีภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายจำเลย จำเลยจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า 1. ผู้เป็นบิดาเป็นผู้ซื้อที่ดิน 2. เงินที่ใช้ซื้อเป็นของบิดาเอง 3. มีเจตนายกให้จำเลยโดยเสน่หา ศาลวินิจฉัยว่าจำเลยพิสูจน์ได้ครบถ้วน โดยพยานทั้งผู้ขาย ผู้รับเงิน และพยานที่เกี่ยวข้อง เบิกความสอดคล้องกันว่าเป็นบิดาของจำเลยที่ดำเนินการติดต่อซื้อขายและชำระเงินทั้งหมด อีกทั้งลักษณะการซื้อขายก่อนหน้าในปี 2522 ก็แสดงพฤติการณ์เช่นเดียวกัน คือบิดาของจำเลยซื้อที่ดินแล้วใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ตามธรรมเนียมในครอบครัว ศาลจึงถือว่า เป็นการยกให้โดยเสน่หาของบิดาจำเลย เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย ผลทางกฎหมายและเหตุผลสำคัญของศาล 1. ที่ดินทั้งสามแปลงไม่ใช่สินสมรส 2. โจทก์ไม่มีสิทธิขอเป็นเจ้าของรวม 3. จำเลยมีกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว 4. คำฟ้องของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้น ข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษานี้ 1. การอธิบายแหล่งเงินซื้อทรัพย์สินสามารถนำสืบด้วยพยานบุคคลได้ หากไม่ใช่การแก้ไขข้อความในสัญญา 2. ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสถือเป็นสินสมรสโดยสันนิษฐาน ผู้ที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัวต้องพิสูจน์ให้ได้ 3. การยกให้โดยเสน่หาในครอบครัวสามารถเกิดขึ้นโดยการใส่ชื่อบุตรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ แม้ผู้ซื้อที่แท้จริงจะเป็นบุพการี 4. สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่า หากไม่กล่าวถึงทรัพย์สินบางรายการ อาจตีความได้ว่าคู่สมรสรับรู้สถานะทรัพย์สินนั้นและไม่โต้แย้งในเวลานั้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าจำเลยพิสูจน์ได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวที่ได้รับจากบิดาโดยเสน่หา ไม่ใช่สินสมรส โจทก์จึงไม่มีสิทธิขอใส่ชื่อร่วม 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานจำเลยมีน้ำหนักเพียงพอ และไม่เป็นการนำสืบต้องห้ามเรื่องการแก้ไขเอกสาร 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลล่างทั้งหมด ยืนยันว่าหลักฐานชัดเจนว่าบิดาของจำเลยเป็นผู้ซื้อและมีเจตนายกให้จำเลยโดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยแต่เพียงผู้เดียว คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4680/2552 การที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าเงินที่ชำระราคาในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทรัพย์พิพาทดังที่หนังสือมอบอำนาจและหนังสือสัญญาขายที่ดิน ระบุว่าจำเลยเป็นผู้ซื้อ เป็นเงินของบิดาจำเลย ไม่ใช่เงินของจำเลยหรือของโจทก์คู่สมรส เป็นเพียงการนำสืบอธิบายให้เห็นถึงข้อความจริงเกี่ยวกับเงินที่ซื้อที่ดินดังกล่าวว่าเป็นของใครจำนวนเท่าใด เพื่อให้ศาลจะได้วินิจฉัยต่อไปว่าที่ดินดังกล่าวซึ่งมีชื่อจำเลยรับโอนกรรมสิทธิ์จากผู้มีชื่อมานั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวอันเป็นประเด็นข้อพิพาทโดยตรงในคดีเท่านั้น จึงมิได้เป็นการนำสืบเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อความใดในเอกสารสัญญาและหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวแต่อย่างใด ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยลงชื่อโจทก์เป็นเจ้าของรวมในโฉนดที่ดินเลขที่ 35873, 35874, 35875 ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ใช้คำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย พร้อมค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เดิมคู่ความเป็นสามีภริยาจดทะเบียนสมรสปี 2528 ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงมีชื่อจำเลยซื้อจากนางศรีนวลเมื่อปี 2531 ก่อนคดีนี้โจทก์เคยฟ้องขอใส่ชื่อร่วมในที่ดินพิพาทแล้วถอนฟ้อง ต่อมาจำเลยฟ้องหย่าและแบ่งสินสมรส ศาลพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความและต่อมาคู่ความจดทะเบียนหย่ากัน คดีนี้ต้องวินิจฉัยก่อนว่าการที่จำเลยนำพยานบุคคลมาสืบว่าเงินซื้อที่ดินเป็นของบิดาจำเลย ไม่ใช่ของจำเลยหรือของโจทก์ เป็นการนำสืบฝ่าฝืน มาตรา 94(ข) หรือไม่ ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการอธิบายแหล่งที่มาของเงินเพื่อให้วินิจฉัยสถานะทรัพย์ (สินสมรสหรือสินส่วนตัว) มิใช่การแก้ไขข้อความในเอกสาร จึงไม่ต้องห้าม ประเด็นต่อมาคือที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสที่โจทก์มีสิทธิขอลงชื่อร่วมหรือไม่ เมื่อที่ดินซื้อในระหว่างสมรส ภาระการพิสูจน์ย่อมตกแก่จำเลยให้หักล้างข้อสันนิษฐานว่าสินที่ได้ในระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ศาลได้ความว่าบิดาจำเลยคือ นายไพบูลย์ ประกอบกิจการค้าขายจนมีฐานะดี มีการทำสัญญาก่อนสมรสระบุสินเดิมของจำเลยเป็นที่ดินหลายแปลงซึ่งซื้อไว้ในชื่อจำเลยตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงแบ่งมาจากโฉนดเลขที่ 6947 ซึ่งซื้อมาร่วมกับนางศรีนวล ต่อมานำไปจำนองแก่นางปิยนาถ ภายหลังนายไพบูลย์เป็นผู้ไปขอซื้อที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ชำระเงินให้แก่ผู้รับจำนอง และให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ พยานทั้งนางศรีนวลและนางปิยนาถเบิกความสอดคล้องกันว่าจำเลยไม่เคยติดต่อซื้อขายหรือชำระเงินเอง ผู้ดำเนินการทั้งหมดคือนายไพบูลย์ เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ทั้งหมด ศาลเห็นว่าเป็นการที่บิดาของจำเลยซื้อที่ดินด้วยเงินของตนเองและมีเจตนายกให้จำเลยโดยเสน่หา จำเลยจึงมีชื่อถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว โจทก์เองเคยฟ้องขอใส่ชื่อร่วมแล้วถอนฟ้อง และในสัญญาประนีประนอมยอมความกรณีหย่าก็ไม่ได้กล่าวถึงที่ดินพิพาททั้งสามแปลง ทั้งที่ทราบว่าจำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของ จึงน่าเชื่อว่าโจทก์ทราบดีว่าที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยฝ่ายเดียว ข้อฎีกาอื่นของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย ศาลฎีกาพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คดีข้อพิพาทสิทธิในที่ดินระหว่างคู่สมรสตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอะไร คำตอบ: คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการวินิจฉัยสถานะที่ดินที่ได้มาในระหว่างสมรสว่าถือเป็นสินสมรสที่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีสิทธิร่วมกัน หรือเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจากการยกให้โดยเสน่หาจากบุคคลภายนอก ศาลต้องพิจารณาทั้งแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อที่ดิน พฤติการณ์การซื้อขาย เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผลของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าที่ไม่ได้กล่าวถึงที่ดินพิพาท เพื่อวินิจฉัยว่าสิทธิในกรรมสิทธิ์ที่ดินนั้นตกเป็นของฝ่ายใดโดยชอบกฎหมาย 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การนำสืบว่าเงินซื้อที่ดินเป็นของบิดาของคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถือเป็นการแก้ไขเอกสารต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) หรือไม่ คำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การนำพยานบุคคลมาสืบว่าเงินที่ใช้ซื้อที่ดินเป็นของบิดาของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่เงินของคู่สมรสทั้งสอง มิได้เป็นการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือเพิ่มเติมข้อความในหนังสือสัญญาซื้อขายหรือหนังสือมอบอำนาจ แต่เป็นเพียงการอธิบายข้อเท็จจริงภายนอกเอกสารเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน เพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยต่อไปว่าทรัพย์ที่มีชื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถือกรรมสิทธิ์นั้นเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวเท่านั้น จึงไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 (ข) และศาลสามารถรับฟังพยานดังกล่าวได้ 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หลักภาระการพิสูจน์เรื่องสินสมรสและสินส่วนตัวในคดีนี้เป็นอย่างไร คำตอบ: ตามหลักกฎหมาย ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างสมรสย่อมถูกสันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าเข้าข้อยกเว้นเป็นสินส่วนตัว คู่สมรสฝ่ายที่อ้างว่าทรัพย์เป็นสินส่วนตัวมีหน้าที่นำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าว ในคดีนี้ คู่สมรสฝ่ายที่มีชื่อในโฉนดต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้ซื้อที่แท้จริงคือบิดา ใช้เงินของบิดาเอง และมีเจตนายกให้โดยเสน่หา การมีพยานผู้ขาย ผู้รับจำนอง และพฤติการณ์การซื้อขายที่ดินในอดีตที่บิดาซื้อแล้วใส่ชื่อบุตรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ประกอบกันทำให้ศาลเชื่อว่าที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายนั้น สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานเรื่องสินสมรสได้สำเร็จ 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่ามีผลอย่างไรต่อการตีความสิทธิในที่ดินพิพาท คำตอบ: สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าที่คู่สมรสทำต่อกันได้ระบุเงื่อนไขเกี่ยวกับคดีความและทรัพย์สินต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียด แต่กลับไม่มีการกล่าวถึงที่ดินพิพาทที่คู่สมรสทราบดีว่าอยู่ในชื่อฝ่ายหนึ่ง ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคู่สมรสอีกฝ่ายเคยฟ้องขอใส่ชื่อร่วมในที่ดินดังกล่าวแล้วถอนฟ้องไป ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายรับรู้สถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นทรัพย์ของคู่สมรสฝ่ายที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว จึงไม่ได้กำหนดให้เป็นทรัพย์ที่ต้องตกลงแบ่งกันในสัญญาประนีประนอมยอมความ และใช้เป็นองค์ประกอบสนับสนุนการวินิจฉัยว่าเป็นสินส่วนตัว 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คำพิพากษาศาลฎีกานี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายอะไรบ้างแก่ผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายและคู่สมรสที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน คำตอบ: คำพิพากษานี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายหลายประการ ได้แก่ (1) การนำสืบพยานอธิบายแหล่งที่มาของเงินซื้อทรัพย์ที่มีชื่อคู่สมรสเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หากไม่ขัดแย้งกับข้อความในเอกสาร ย่อมรับฟังได้และไม่เป็นการแก้ไขเอกสารต้องห้าม (2) ข้อสันนิษฐานว่าสินที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสแม้จะมีชื่อคู่สมรสฝ่ายเดียว แต่สามารถหักล้างได้หากพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการยกให้โดยเสน่หาจากบุคคลภายนอก (3) สัญญาก่อนสมรสและสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการสะท้อนเจตนาคู่สมรสเกี่ยวกับทรัพย์สิน และ (4) การไม่กล่าวถึงทรัพย์สินบางรายการในสัญญาประนีประนอมยอมความ ทั้งที่มีข้อพิพาทมาก่อน อาจถูกตีความกลับเป็นผลร้ายต่อฝ่ายที่อ้างภายหลังว่าทรัพย์นั้นเป็นสินสมรส |



.jpg)
