
| แบ่งสินสมรสอย่างไรเมื่อคู่สมรสตกลงกันได้เพียงบางส่วน และศาลต้องชี้ขาดราคาที่ดินร่วมกันทำมาหาได้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการแบ่งสินสมรสระหว่างสามีภริยาภายหลังการฟ้องหย่า โดยเฉพาะกรณีที่คู่ความสามารถตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้เพียงบางรายการ แต่ยังมีทรัพย์สินบางส่วนที่ต้องให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดจากพยานหลักฐานและประเด็นข้อพิพาทที่ยังคงโต้แย้งกันอยู่ คดีนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจว่า การตกลงกันได้เพียงบางส่วนในระหว่างพิจารณา มิได้ทำให้คดีเสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาประนีประนอมยอมความในความหมายที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลได้โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาว่า เมื่อทรัพย์สินที่พิพาทเป็นที่ดินอันมีลักษณะเป็นสินสมรสและเป็นทรัพย์ที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน การเรียกร้องให้แบ่งกึ่งหนึ่งหรือให้ชดใช้ราคาแทนการแบ่ง มิใช่การเรียกค่าเสียหายตามละเมิดหรือผิดสัญญา แต่เป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของรวมซึ่งมีสิทธิในทรัพย์นั้นโดยตรง ดังนั้น หากฝ่ายผู้ถูกฟ้องมิได้โต้แย้งเรื่องราคาทรัพย์และจำนวนเงินที่เรียกร้องไว้โดยชัดแจ้ง ศาลย่อมต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องในส่วนนั้น ประเด็นสำคัญของคดีนี้จึงไม่ได้อยู่เพียงเรื่อง “ใครได้ทรัพย์อะไร” เท่านั้น แต่ยังลึกไปถึงเรื่อง “ศาลจะมองสถานะของสิทธิในทรัพย์อย่างไร” “การไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงบางประการมีผลทางคดีเพียงใด” และ “การใช้ดุลพินิจเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมต้องตั้งอยู่บนหลักใด” คำพิพากษานี้จึงเป็นแนววินิจฉัยสำคัญสำหรับคดีหย่าที่มีข้อพิพาทเรื่องทรัพย์สินร่วมกันทำมาหาได้ โดยเฉพาะคดีที่มีที่ดินหรือทรัพย์มูลค่าสูงเป็นสินสมรส และคู่ความตกลงกันได้เพียงบางส่วนแต่ยังต้องให้ศาลชี้ขาดส่วนที่เหลือ สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยอ้างว่าจำเลยประพฤติชั่วและกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยาอย่างร้ายแรง พร้อมทั้งขอให้แบ่งสินสมรสรวม 11 รายการแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ทรัพย์สินที่พิพาทมีทั้งทรัพย์ที่คู่ความยอมรับร่วมกันว่าเป็นสินสมรส และทรัพย์บางรายการที่จำเลยปฏิเสธว่าไม่ใช่สินสมรสหรือไม่ใช่ของจำเลย ฝ่ายจำเลยให้การปฏิเสธคำฟ้องเป็นส่วนใหญ่ และฟ้องแย้งขอให้โจทก์จดทะเบียนหย่ากับจำเลย รวมถึงขอให้แบ่งที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสให้แก่จำเลยด้วย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่าพร้อมจะแบ่งที่ดินตามที่จำเลยร้องขอ ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้น คู่ความแถลงร่วมกันว่ายอมหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และรับข้อเท็จจริงรวมทั้งตกลงกันได้บางประการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง อย่างไรก็ดี การตกลงดังกล่าวมิได้ครอบคลุมทรัพย์สินทั้งหมด ยังมีบางรายการที่ต้องให้ศาลวินิจฉัยต่อไปจากพยานหลักฐาน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยแบ่งสินสมรสรวม 7 รายการแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ในส่วนที่ดินรายการที่ 7 ซึ่งเป็นสินสมรส โดยให้จำเลยชดใช้ราคาให้โจทก์กึ่งหนึ่งแทนการแบ่งที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา มีประเด็นสำคัญ 2 ส่วน คือ ส่วนแรก จำเลยฎีกาเรื่องค่าธรรมเนียมศาล โดยอ้างว่าคู่ความได้ตกลงแบ่งทรัพย์สินกันแล้วบางส่วน ศาลควรคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์ หรือควรให้โจทก์เป็นผู้รับผิดค่าฤชาธรรมเนียมฝ่ายเดียว ส่วนที่สอง โจทก์ฎีกาเรื่องราคาที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 โดยยืนยันว่าตนบรรยายฟ้องชัดเจนว่าที่ดินดังกล่าวมีราคา 9,000,000 บาท และขอให้จำเลยชดใช้กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4,500,000 บาท ขณะที่จำเลยมิได้ให้การโต้แย้งเรื่องราคาเลย ศาลจึงต้องฟังตามคำฟ้อง ไม่ใช่ประเมินราคาใหม่ตามพฤติการณ์อย่างที่ศาลอุทธรณ์ทำ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นแรก เรื่องการคืนค่าธรรมเนียมศาล ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คู่ความจะรับข้อเท็จจริงกันบางส่วนและตกลงกันได้เกี่ยวกับทรัพย์สินบางรายการ แต่คดียังมิได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความทั้งคดี เพราะยังมีทรัพย์สินบางรายการที่ศาลต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานอยู่เอง ดังนั้น จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลจะมีอำนาจคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือบางส่วนแก่คู่ความได้ การตกลงกันเพียงบางประเด็นในระหว่างพิจารณา จึงเป็นเพียงการรับข้อเท็จจริงบางส่วน มิใช่การยุติคดีโดยความยินยอมที่สมบูรณ์ในความหมายทางวิธีพิจารณาความแพ่ง ประเด็นที่สอง เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่คู่ความต้องรับผิดแทนกัน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกำหนดให้คู่ความฝ่ายหนึ่งใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนอีกฝ่าย เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 โดยต้องคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความเป็นสำคัญ เมื่อศาลชั้นต้นได้ใช้ดุลพินิจในเรื่องนี้แล้วอย่างเหมาะสม ศาลฎีกาจึงไม่เห็นควรแก้ไข ประเด็นที่สาม เรื่องสถานะของเงินที่โจทก์เรียกร้องจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินแปลงนี้เป็นสินสมรส ราคา 9,000,000 บาท และขอให้จำเลยแบ่งให้กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4,500,000 บาทนั้น มิใช่การเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดหรือจากการผิดนัดไม่ชำระหนี้ แต่เป็นการเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมอยู่กับจำเลย กล่าวอีกนัยหนึ่ง โจทก์ใช้สิทธิในฐานะเจ้าของรวม ไม่ใช่ฐานะเจ้าหนี้ผู้เรียกค่าเสียหาย ประเด็นที่สี่ เรื่องผลของการไม่โต้แย้งราคาทรัพย์ในคำให้การ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยให้การเพียงว่าที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่สินสมรส แต่ไม่ได้โต้แย้งเรื่องราคาที่ดิน 9,000,000 บาท และไม่ได้โต้แย้งจำนวนเงิน 4,500,000 บาทที่โจทก์ขอแบ่ง เมื่อจำเลยมิได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ไว้โดยชัดแจ้ง ศาลย่อมต้องถือว่าข้อเท็จจริงในส่วนดังกล่าวไม่เป็นประเด็นพิพาท และต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ ดังนั้น ศาลอุทธรณ์ที่ไปคำนวณราคาตามพฤติการณ์ปกติและกำหนดมูลค่าที่ดินเพียง 4,360,000 บาท แล้วให้จำเลยชดใช้ครึ่งหนึ่ง 2,180,000 บาท จึงเป็นการวินิจฉัยที่คลาดเคลื่อนจากหลักกฎหมายว่าด้วยประเด็นข้อพิพาทและภาระการพิสูจน์ ประเด็นที่ห้า ผลสุดท้ายของคดี ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้จำเลยต้องใช้ราคาในส่วนของที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 แก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4,500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์หลักกฎหมาย เจตนารมณ์ คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหลายประการอย่างชัดเจน ประการแรก คือ หลักว่าด้วยทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยเฉพาะสินสมรสซึ่งเป็นทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสและถือเป็นทรัพย์ส่วนรวมของคู่สมรส เมื่อต้องหย่ากัน การแบ่งสินสมรสย่อมตั้งอยู่บนแนวคิดเรื่องความเสมอภาคแห่งสิทธิในทรัพย์ มิใช่เป็นเรื่องการชดใช้ความเสียหายแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวในส่วนนี้มุ่งคุ้มครองผลประโยชน์ร่วมกันของคู่สมรสในทรัพย์ที่ร่วมกันสร้างฐานะขึ้นมาในระหว่างชีวิตสมรส ประการที่สอง คดีนี้ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่าง “การเรียกแบ่งทรัพย์” กับ “การเรียกค่าเสียหาย” อย่างชัดเจน หากเป็นการเรียกค่าเสียหาย ศาลอาจมีบทบาทในการกำหนดจำนวนที่เหมาะสมตามพฤติการณ์ แต่หากเป็นการเรียกแบ่งทรัพย์ที่คู่ความมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญย่อมอยู่ที่สถานะของทรัพย์ ความเป็นสินสมรส และมูลค่าที่ถูกกล่าวอ้างในคำฟ้องหรือคำให้การ เมื่อคู่ความอีกฝ่ายไม่โต้แย้งมูลค่านั้น ย่อมไม่ใช่หน้าที่ของศาลที่จะหยิบยกประเด็นราคาขึ้นมากำหนดใหม่เองเสมอไป ประการที่สาม คำพิพากษานี้เน้นย้ำหลักพื้นฐานทางวิธีพิจารณาความแพ่งเรื่อง “ประเด็นข้อพิพาท” และ “ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้แย้ง” การดำเนินคดีแพ่งยึดหลักว่าคู่ความเป็นผู้กำหนดขอบเขตแห่งข้อพิพาท ศาลวินิจฉัยได้ภายในกรอบที่คู่ความยกขึ้นอ้างและโต้แย้งกันเท่านั้น เมื่อโจทก์บรรยายราคาที่ดินชัดแจ้งและจำเลยไม่ปฏิเสธในส่วนนี้ ข้อเท็จจริงเรื่องราคาจึงยุติในเชิงประเด็นพิพาท ศาลไม่ควรเปลี่ยนฐานการพิจารณาไปเป็นเรื่องการประเมินค่าเสียหายโดยพลการ เพราะจะทำให้โครงสร้างแห่งภาระการนำสืบคลาดเคลื่อนไปจากคำคู่ความ ประการที่สี่ ในส่วนของค่าธรรมเนียมศาลและค่าฤชาธรรมเนียม คดีนี้อธิบายขอบเขตของคำว่า “คดีเสร็จเด็ดขาดโดยสัญญาหรือประนีประนอมยอมความ” อย่างมีนัยสำคัญ คือ ต้องเป็นการยุติข้อพิพาททั้งคดีหรืออย่างน้อยเป็นการยุติในส่วนที่กฎหมายเปิดช่องให้คืนค่าธรรมเนียมได้จริง มิใช่เพียงคู่ความรับข้อเท็จจริงกันได้บางประเด็นหรือแบ่งทรัพย์บางรายการกันได้แล้วเหลืออีกหลายรายการให้ศาลตัดสิน หากยังต้องมีคำพิพากษาชี้ขาดเนื้อหาสาระสำคัญของคดีอยู่ การคืนค่าธรรมเนียมศาลย่อมไม่มีฐานรองรับ ประการที่ห้า เจตนารมณ์ของมาตรา 161 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คือ เปิดโอกาสให้ศาลใช้อำนาจดุลพินิจในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมโดยมองภาพรวมของความเป็นธรรม พฤติการณ์แห่งคดี และความสุจริตของคู่ความ ไม่ใช่ตัดสินจากผลแพ้ชนะทางเทคนิคแต่เพียงอย่างเดียว ในคดีครอบครัวและคดีแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ประเด็นบางส่วนอาจมีความซับซ้อนและมีการยอมรับกันภายหลัง การที่ศาลยังคงมีดุลพินิจเช่นนี้จึงช่วยให้การจัดภาระค่าฤชาธรรมเนียมสอดคล้องกับความเป็นธรรมเชิงเนื้อหา สำหรับแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แม้คดีนี้จะมีลักษณะเฉพาะในเรื่องราคาที่ดินและการไม่โต้แย้งข้อเท็จจริง แต่หลักสำคัญที่สอดคล้องกับแนววินิจฉัยทั่วไปของศาลฎีกา คือ ในคดีแพ่งศาลต้องยึดคำคู่ความเป็นกรอบแห่งข้อพิพาท และข้อเท็จจริงที่มิได้โต้แย้งโดยชัดแจ้งย่อมไม่เป็นประเด็นให้ต้องนำสืบ อีกทั้งในคดีทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ศาลฎีกามักยึดหลักว่าสิทธิในสินสมรสเป็นสิทธิร่วมที่ต้องแบ่งกันอย่างเป็นธรรมตามสถานะทรัพย์ มิใช่ปะปนกับหลักค่าเสียหายในคดีละเมิดหรือผิดสัญญาโดยง่าย ความสำคัญของคำพิพากษานี้ต่อคดีแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา คำพิพากษานี้มีคุณูปการอย่างมากในทางปฏิบัติสำหรับคดีหย่าและคดีแบ่งสินสมรส เพราะยืนยันหลักสำคัญว่า ทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้ในระหว่างสมรสย่อมต้องได้รับการพิจารณาตามสถานะของการเป็นทรัพย์ร่วม มิใช่ตีความเป็นเพียงมูลค่าความเสียหายที่จะลดหย่อนหรือประเมินใหม่ได้โดยไม่มีประเด็นรองรับในคำให้การ หลักนี้ช่วยคุ้มครองคู่ความฝ่ายที่ใช้สิทธิแบ่งทรัพย์ไม่ให้เสียประโยชน์จากการที่อีกฝ่ายละเลยไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงสำคัญแล้วภายหลังกลับได้รับประโยชน์จากการประเมินราคาใหม่ของศาล ในทางยุทธศาสตร์คดี คำพิพากษานี้เตือนฝ่ายจำเลยหรือผู้ถูกเรียกแบ่งสินสมรสว่า หากประสงค์โต้แย้งเรื่องราคาทรัพย์ จำนวนเงิน หรือวิธีแบ่งทรัพย์ ต้องให้การไว้โดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจถือว่ายุติแล้ว และศาลอาจต้องฟังตามคำฟ้องของอีกฝ่าย นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการร่างคำฟ้องว่า หากโจทก์จะขอให้ชดใช้ราคาแทนการแบ่งทรัพย์ ควรบรรยายราคาทรัพย์และจำนวนที่ขออย่างชัดเจน เพื่อกำหนดกรอบข้อพิพาทให้รัดกุม ในส่วนของการตกลงกันได้บางส่วน คดีนี้ทำให้เห็นว่า การแถลงรับข้อเท็จจริงหรือแบ่งทรัพย์กันได้บางรายการ แม้ช่วยลดข้อพิพาทลง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะถือว่าเป็นการประนีประนอมยอมความทั้งคดี การจะอ้างสิทธิเรื่องคืนค่าธรรมเนียมศาลจึงต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัดว่าคดีได้ยุติโดยความยินยอมอย่างแท้จริงเพียงใด ในภาพรวม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3610/2526 เป็นบรรทัดฐานสำคัญของคดีครอบครัวในมิติทรัพย์สิน เพราะเชื่อมโยงหลักสินสมรส กรรมสิทธิ์รวม ภาระการโต้แย้งข้อเท็จจริง และดุลพินิจเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นแนวทางในการวางรูปคดีหย่าและคดีแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่มีทรัพย์มูลค่าสูงหรือมีข้อพิพาทเรื่องที่ดิน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสรวม 7 รายการแก่โจทก์ ส่วนคำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก โดยศาลมิได้คืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ในส่วนที่ดินรายการที่ 7 อันเป็นสินสมรส โดยให้จำเลยชดใช้ราคาแก่โจทก์กึ่งหนึ่งแทนการแบ่งที่ดิน กำหนดมูลค่าตามที่เห็นสมควร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 ซึ่งโจทก์ฟ้องว่ามีราคา 9,000,000 บาท และจำเลยมิได้โต้แย้งเรื่องราคา ต้องฟังตามคำฟ้อง ให้จำเลยใช้ราคาแก่โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4,500,000 บาท และยืนหลักว่าคดีนี้ยังไม่เสร็จเด็ดขาดโดยประนีประนอมยอมความ จึงไม่อาจคืนค่าธรรมเนียมศาลได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญหลายประการ ประการแรก การแบ่งสินสมรสเป็นการใช้สิทธิในทรัพย์สินร่วม มิใช่การเรียกค่าเสียหาย เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์ที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ศาลต้องพิจารณาจากฐานสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของรวมและสถานะของทรัพย์เป็นสำคัญ มิใช่นำหลักค่าสินไหมทดแทนมาปรับใช้โดยไม่เหมาะสม ประการที่สอง ข้อเท็จจริงใดที่คู่ความอีกฝ่ายมิได้โต้แย้งไว้โดยชัดแจ้ง ย่อมไม่เป็นประเด็นพิพาทให้ต้องนำสืบหรือให้ศาลหยิบยกมากำหนดใหม่เอง หลักนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีทรัพย์สินมูลค่าสูง เพราะการนิ่งเฉยต่อข้อกล่าวอ้างเรื่องราคา อาจส่งผลให้ต้องผูกพันตามคำฟ้องโดยตรง ประการที่สาม การรับข้อเท็จจริงกันได้เพียงบางส่วนในระหว่างพิจารณา ไม่เท่ากับคดีเสร็จเด็ดขาดโดยสัญญาประนีประนอมยอมความ หากยังเหลือประเด็นให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดอยู่ ศาลย่อมไม่มีอำนาจคืนค่าธรรมเนียมศาลตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับคดีที่ยุติโดยความยินยอมอย่างแท้จริง ประการที่สี่ เรื่องค่าฤชาธรรมเนียมเป็นเรื่องดุลพินิจของศาลซึ่งต้องอาศัยการประเมินความสุจริตและเหตุสมควรโดยรอบ มิใช่เป็นผลอัตโนมัติจากการแพ้ชนะเพียงด้านเดียว ผู้ดำเนินคดีจึงต้องคำนึงถึงความสุจริตในการต่อสู้คดีและการยกประเด็นข้อพิพาทอย่างตรงไปตรงมา ประการที่ห้า ในทางปฏิบัติ ทนายความและคู่ความควรให้ความสำคัญกับการร่างคำฟ้องและคำให้การอย่างละเอียด โดยเฉพาะประเด็นราคาทรัพย์ ลักษณะของสินสมรส วิธีแบ่งทรัพย์ และคำขอให้ชดใช้ราคาแทนการแบ่ง เพราะรายละเอียดเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดกรอบแห่งข้อพิพาทและผลของคดีในระยะยาว ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การเรียกร้องเงินจากการแบ่งที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสเป็นการใช้สิทธิในฐานะ “กรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา” หรือเป็นเพียง “การเรียกค่าเสียหาย” และผลของการที่จำเลยมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงสำคัญในคำให้การ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการขอให้ชดใช้ราคากึ่งหนึ่งของที่ดินเป็นการใช้สิทธิแบ่งทรัพย์สินที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน มิใช่การเรียกค่าสินไหมทดแทน อีกทั้งเมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งราคาที่ดินตามคำฟ้อง ศาลต้องรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องนั้น มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. การแบ่งสินสมรสและกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การเรียกร้องให้แบ่งที่ดินซึ่งเป็นสินสมรส โดยโจทก์เรียกส่วนแบ่งกึ่งหนึ่งของราคาที่ดิน การเรียกร้องเช่นนี้เป็นการใช้สิทธิของเจ้าของรวมในทรัพย์สิน มิใช่การเรียกค่าเสียหายจากการละเมิดหรือการผิดสัญญา ดังนั้น ศาลต้องพิจารณาในฐานะคดีแบ่งทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ไม่ใช่คดีเรียกค่าสินไหมทดแทน และเมื่อไม่สามารถแบ่งที่ดินได้โดยสะดวก ศาลอาจกำหนดให้ชดใช้ราคาแทนการแบ่งได้ 2. ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งต้องฟังตามคำฟ้อง โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินสินสมรสมีราคา 9,000,000 บาท และขอแบ่งกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4,500,000 บาท แต่จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธเรื่องราคาและจำนวนเงินดังกล่าว จึงถือว่าข้อเท็จจริงส่วนนี้ไม่เป็นประเด็นพิพาท ศาลต้องรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์ ไม่อาจกำหนดราคาทรัพย์ใหม่ตามพฤติการณ์ได้ หลักนี้เป็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่กำหนดให้ศาลวินิจฉัยภายในกรอบข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันเท่านั้น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. การที่คู่สมรสตกลงแบ่งทรัพย์สินกันได้เพียงบางรายการระหว่างพิจารณา ถือว่าเป็นการประนีประนอมยอมความจนศาลคืนค่าธรรมเนียมศาลได้หรือไม่ คำตอบ ยังไม่ถือโดยอัตโนมัติว่าเป็นการประนีประนอมยอมความในความหมายที่ทำให้ศาลมีอำนาจคืนค่าธรรมเนียมศาลได้ เพราะต้องพิจารณาว่าคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการยอมความจริงหรือไม่ หากคู่ความตกลงกันได้เพียงบางประเด็นหรือบางรายการของทรัพย์สิน แต่ยังมีข้อพิพาทส่วนอื่นที่ศาลต้องวินิจฉัยจากพยานหลักฐานต่อไป คดีย่อมยังไม่ถือว่ายุติลงทั้งหมด การแถลงรับข้อเท็จจริงบางส่วนหรือยอมแบ่งทรัพย์บางรายการ จึงเป็นเพียงการลดขอบเขตข้อพิพาท มิใช่การปิดคดีโดยสมบูรณ์ หลักนี้สำคัญมากในคดีหย่าและคดีแบ่งสินสมรส เพราะในทางปฏิบัติคู่ความมักตกลงกันได้บางรายการ แต่ยังขัดแย้งกันในทรัพย์มูลค่าสูง เช่น ที่ดิน บ้าน หรือเงินลงทุน หากยังมีประเด็นที่ศาลต้องตัดสิน ศาลย่อมไม่มีฐานทางกฎหมายที่จะคืนค่าธรรมเนียมศาลเพียงเพราะคู่ความเจรจากันได้บางส่วนเท่านั้น คำถาม 2. เหตุใดศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์เรียกจากที่ดินสินสมรสไม่ใช่ “ค่าเสียหาย” แต่เป็นการใช้สิทธิในทรัพย์สินร่วม คำตอบ เพราะสาระของคำขอในคดีนี้เป็นการขอแบ่งทรัพย์สินที่คู่สมรสมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่แล้ว มิใช่การเรียกเงินชดเชยจากการถูกละเมิดสิทธิหรือการผิดนัดชำระหนี้ของอีกฝ่าย เมื่อทรัพย์พิพาทเป็นสินสมรส คู่สมรสแต่ละฝ่ายย่อมมีฐานะเป็นผู้มีสิทธิในทรัพย์ร่วมกัน การที่ฝ่ายหนึ่งขอให้แบ่งทรัพย์หรือขอให้ชดใช้ราคาแทนการแบ่ง จึงเป็นการใช้สิทธิในฐานะเจ้าของรวม ไม่ใช่ฐานะผู้เสียหายที่เรียกค่าสินไหมทดแทน ความแตกต่างนี้มีผลมากในทางคดี เพราะหากเป็นค่าเสียหาย ศาลอาจใช้ดุลพินิจประเมินจำนวนเงินตามพฤติการณ์ได้กว้างกว่า แต่หากเป็นการแบ่งทรัพย์สินร่วม ศาลต้องยึดข้อเท็จจริงเรื่องสถานะทรัพย์และมูลค่าที่อยู่ในกรอบข้อพิพาทตามคำคู่ความเป็นหลัก คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานว่าการแบ่งสินสมรสต้องวิเคราะห์จากฐานสิทธิแห่งความเป็นเจ้าของ ไม่ใช่จากแนวคิดเรื่องความเสียหายแบบคดีละเมิด คำถาม 3. หากจำเลยปฏิเสธเพียงว่าทรัพย์ไม่ใช่สินสมรส แต่ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องราคาทรัพย์ ศาลต้องถือว่าราคาตามคำฟ้องยุติแล้วหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว หากโจทก์บรรยายคำฟ้องอย่างชัดเจนว่าทรัพย์มีราคาเท่าใด และเรียกแบ่งเป็นจำนวนเงินแน่นอน แต่จำเลยให้การโต้แย้งเพียงสถานะของทรัพย์ว่าไม่ใช่สินสมรส โดยมิได้ปฏิเสธเรื่องราคาและจำนวนเงินที่เรียกร้อง ข้อเท็จจริงเรื่องราคาย่อมไม่เป็นประเด็นพิพาท ศาลจึงต้องรับฟังตามคำฟ้องในส่วนนั้น หลักนี้เป็นผลจากระบบวิธีพิจารณาความแพ่งที่ให้คู่ความเป็นผู้กำหนดกรอบข้อพิพาท ศาลจะวินิจฉัยภายในประเด็นที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้กันเท่านั้น ดังนั้น การไม่โต้แย้งเรื่องราคาทรัพย์อาจมีผลผูกพันอย่างมาก เพราะทำให้ฝ่ายที่ฟ้องไม่ต้องนำสืบเพิ่มเติมในจุดนั้น และศาลไม่ควรลดหรือประเมินราคาใหม่เองโดยอ้างพฤติการณ์ เว้นแต่ประเด็นนั้นถูกยกขึ้นสู้ไว้อย่างชัดแจ้งในคำให้การ คำถาม 4. ในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส ศาลสามารถกำหนดราคาทรัพย์ใหม่เองได้มากน้อยเพียงใด คำตอบ ศาลมิได้มีอำนาจกำหนดราคาทรัพย์ใหม่ได้อย่างเสรีในทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อคดีเป็นเรื่องแบ่งทรัพย์สินที่คู่ความมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันอยู่แล้ว ศาลต้องเคารพกรอบข้อพิพาทตามคำฟ้องและคำให้การ หากราคาทรัพย์ถูกระบุไว้ชัดในคำฟ้องและอีกฝ่ายมิได้โต้แย้ง ศาลย่อมต้องถือว่าราคานั้นไม่เป็นประเด็นพิพาท แต่ถ้าจำเลยโต้แย้งเรื่องราคาโดยตรง หรือมีการนำสืบให้เห็นว่าราคาไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ศาลก็อาจวินิจฉัยจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบได้ คำพิพากษานี้จึงไม่ได้หมายความว่าศาลไม่มีอำนาจประเมินราคาเลย หากแต่ยืนยันว่าอำนาจดังกล่าวต้องอยู่ภายในกรอบแห่งประเด็นข้อพิพาท ไม่ใช่หยิบยกขึ้นเองโดยปราศจากคำโต้แย้งจากคู่ความ เพราะจะกระทบต่อหลักความเป็นธรรมในการต่อสู้คดีและภาระการพิสูจน์ของแต่ละฝ่าย คำถาม 5. หลักเรื่อง “ทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้” มีความสำคัญอย่างไรในคดีแบ่งสินสมรส คำตอบ หลักเรื่องทรัพย์สินที่ร่วมกันทำมาหาได้เป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายครอบครัวในส่วนสินสมรส เพราะกฎหมายมองว่าชีวิตสมรสเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการครอบครัว ทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่างสมรสจึงไม่ควรผูกขาดเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แม้ในทางทะเบียนหรือในทางการครอบครองภายนอกอาจปรากฏชื่อเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง คู่สมรสแต่ละฝ่ายจึงมีสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งในทรัพย์ดังกล่าวได้เท่าเทียมกันตามหลักกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ที่ดินซึ่งเป็นสินสมรสย่อมเป็นทรัพย์ร่วมที่อีกฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องกึ่งหนึ่งได้ และเมื่อไม่อาจแบ่งทางกายภาพได้สะดวก ศาลอาจกำหนดให้ชดใช้ราคาแทนการแบ่ง การเข้าใจหลักนี้อย่างถูกต้องช่วยให้การวางรูปคดีในเรื่องบ้าน ที่ดิน เงินลงทุน หรือกิจการที่เกิดขึ้นระหว่างสมรสมีความแม่นยำยิ่งขึ้น คำถาม 6. การขอให้ชดใช้ราคาแทนการแบ่งที่ดินสินสมรส แตกต่างจากการแบ่งกรรมสิทธิ์โดยตรงอย่างไร คำตอบ การแบ่งกรรมสิทธิ์โดยตรงหมายถึงการแยกทรัพย์ออกให้แต่ละฝ่ายถือครองตามส่วนสิทธิ เช่น แบ่งที่ดินเป็นแปลงหรือแบ่งทรัพย์เป็นชิ้น แต่ในหลายกรณีทรัพย์ไม่สามารถแบ่งทางกายภาพได้สะดวก หรือหากแบ่งแล้วจะทำให้มูลค่าทรัพย์เสียหาย ศาลจึงอาจใช้วิธีให้ฝ่ายหนึ่งถือทรัพย์นั้นไว้ และชดใช้ราคาให้อีกฝ่ายตามส่วนสิทธิ วิธีนี้มิใช่การจ่ายค่าเสียหาย แต่เป็นการชำระส่วนแบ่งแห่งสิทธิในทรัพย์สินร่วมให้ครบถ้วนตามมูลค่าของทรัพย์ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของหลักดังกล่าว เพราะที่ดินสินสมรสแปลงพิพาทถูกวินิจฉัยให้จำเลยชดใช้ราคาแก่โจทก์กึ่งหนึ่งแทนการแบ่งที่ดิน หลักนี้ใช้ประโยชน์อย่างมากในคดีที่มีบ้านพร้อมที่ดิน อาคารพาณิชย์ หรือที่ดินแปลงเดียวซึ่งไม่เหมาะแก่การแบ่งออกเป็นส่วนย่อย คำถาม 7. การกำหนดให้ฝ่ายหนึ่งรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมแทนอีกฝ่าย ศาลใช้หลักใดพิจารณา คำตอบ การกำหนดเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมมิใช่ผลทางคณิตศาสตร์จากการแพ้หรือชนะคดีแต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องดุลพินิจของศาลที่ต้องพิจารณาจากเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 กล่าวคือ ศาลจะมองภาพรวมว่าคู่ความฝ่ายใดใช้สิทธิฟ้องหรือคัดค้านโดยสุจริตหรือไม่ มีการยอมรับข้อเท็จจริงบางส่วนโดยสมควรหรือไม่ มีการยื้อคดีหรือยกประเด็นโดยไม่จำเป็นหรือไม่ ในคดีครอบครัวและคดีแบ่งสินสมรส ซึ่งมักมีข้อพิพาทซับซ้อนทั้งในเชิงข้อเท็จจริงและความสัมพันธ์ส่วนตัว ศาลจึงต้องใช้ดุลพินิจอย่างระมัดระวังเพื่อมิให้ภาระค่าฤชาธรรมเนียมกลายเป็นเครื่องลงโทษฝ่ายใดโดยไม่เป็นธรรม คดีนี้ยืนยันว่าหากศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจแล้วอย่างเหมาะสม ศาลสูงก็มักไม่เข้าไปแก้ไขโดยง่าย คำถาม 8. คำพิพากษานี้ให้บทเรียนอย่างไรแก่ทนายความหรือคู่ความที่กำลังทำคดีแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา คำตอบ บทเรียนที่เด่นชัดที่สุดคือ ต้องร่างคำฟ้องและคำให้การให้ละเอียดและตรงประเด็นที่สุด โดยเฉพาะเรื่องสถานะของทรัพย์ว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส เรื่องราคาทรัพย์ วิธีแบ่งทรัพย์ และจำนวนเงินที่เรียกแทนการแบ่ง หากฝ่ายใดเห็นว่าราคาที่อีกฝ่ายกล่าวอ้างสูงเกินจริง ต้องโต้แย้งไว้โดยชัดแจ้งในคำให้การ มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในภายหลัง นอกจากนี้ หากคู่ความตกลงกันได้บางส่วน ควรจัดทำถ้อยคำแถลงให้ชัดว่าตกลงกันเพียงใด และยังมีประเด็นใดค้างอยู่ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องผลของการยอมรับข้อเท็จจริงและเรื่องค่าธรรมเนียมศาล คดีนี้ยังเตือนด้วยว่า ในคดีทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา การแบ่งทรัพย์ไม่ใช่เรื่องรองจากการหย่า แต่เป็นประเด็นที่ต้องวางกลยุทธ์ตั้งแต่ต้นคดี เพราะมูลค่าทรัพย์และรูปแบบการขอแบ่งอาจเป็นตัวกำหนดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจของคู่ความอย่างมีนัยสำคัญ คำถาม 9. หากคู่สมรสถือทรัพย์ร่วมกัน แต่ทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองหรือการจัดการของอีกฝ่ายเพียงผู้เดียว ผู้ฟ้องยังมีสิทธิเรียกส่วนแบ่งเป็นเงินได้หรือไม่ คำตอบ มีสิทธิได้ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นสินสมรสหรือเป็นทรัพย์ร่วมที่คู่สมรสมีสิทธิในฐานะเจ้าของรวม แม้ทรัพย์จะอยู่ในความครอบครอง การดูแล หรือการใช้ประโยชน์ของอีกฝ่ายเพียงผู้เดียว ก็ไม่ตัดสิทธิของผู้ฟ้องในการเรียกส่วนแบ่งแห่งสิทธิของตน หลักกฎหมายมุ่งคุ้มครองเนื้อแท้แห่งสิทธิในทรัพย์ มิใช่เพียงข้อเท็จจริงภายนอกว่าใครเป็นผู้ถือครองอยู่ การขอให้ชดใช้เป็นเงินแทนการแบ่งโดยตรงจึงเป็นวิธีที่เหมาะสมในหลายกรณี โดยเฉพาะเมื่อทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่แบ่งทางกายภาพลำบาก คำพิพากษานี้ช่วยยืนยันว่า การเรียกส่วนแบ่งเป็นเงินเช่นนี้เป็นการใช้สิทธิตามฐานกรรมสิทธิ์ร่วม มิใช่การเรียกค่าเสียหาย ซึ่งทำให้ผู้ฟ้องสามารถยืนอยู่บนฐานกฎหมายที่มั่นคงกว่าในการขอรับประโยชน์แห่งทรัพย์ที่ตนมีสิทธิอยู่แล้ว คำถาม 10. เพราะเหตุใดคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญต่อการทำบทความหรือเนื้อหา SEO ด้านกฎหมายครอบครัวและทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา คำตอบ เพราะคำพิพากษานี้เชื่อมประเด็นทางกฎหมายที่ผู้คนค้นหาจริงหลายคำเข้าด้วยกัน ทั้งคำว่า “แบ่งสินสมรส” “ทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา” “ที่ดินเป็นสินสมรส” “กรรมสิทธิ์รวม” “หย่าและแบ่งทรัพย์สิน” “ชดใช้ราคาแทนการแบ่ง” และ “ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีแพ่ง” ในเชิงเนื้อหา คดีนี้ไม่ใช่เพียงคำพิพากษาเฉพาะเรื่องหย่า แต่เป็นบทเรียนเรื่องโครงสร้างสิทธิในทรัพย์ การวางประเด็นในคำคู่ความ และผลของการไม่โต้แย้งข้อเท็จจริงสำคัญ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทั้งนักกฎหมาย ทนายความ และประชาชนทั่วไปต้องการเข้าใจ เมื่อนำมาพัฒนาเป็นบทความ SEO-Friendly จึงสามารถตอบโจทย์ทั้งด้านการค้นหาของผู้ใช้งานและด้านสาระทางกฎหมายเชิงลึกได้พร้อมกัน ทำให้หน้าเว็บมีคุณค่าเชิงข้อมูลสูงและตรงกับเจตนาการค้นหาของผู้อ่านอย่างแท้จริง บทสรุป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3610/2526 เป็นคำพิพากษาสำคัญที่ยืนยันหลักว่า การแบ่งสินสมรสเป็นเรื่องสิทธิในทรัพย์สินร่วม มิใช่เรื่องค่าเสียหาย และเมื่อคู่ความอีกฝ่ายมิได้โต้แย้งมูลค่าทรัพย์ที่ระบุไว้ในคำฟ้อง ศาลย่อมต้องฟังตามข้อเท็จจริงนั้น นอกจากนี้ คดียังวางหลักชัดเจนว่า การตกลงกันได้เพียงบางส่วนระหว่างพิจารณาไม่ทำให้คดีถือว่าเสร็จเด็ดขาดโดยประนีประนอมยอมความจนคืนค่าธรรมเนียมศาลได้โดยอัตโนมัติ จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่มีคุณค่าทั้งในมิติทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา กรรมสิทธิ์รวม การดำเนินคดีแพ่ง และการวางกลยุทธ์คดีครอบครัวอย่างแท้จริง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3610/2526 โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันและขอแบ่งสินสมรสหลายรายการระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คู่ความแถลงตกลงกันในการแบ่งทรัพย์สินบางรายการ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดให้แบ่งทรัพย์สินที่ตกลงกันได้นั้นไปตามที่คู่ความตกลงกันส่วนรายการที่ตกลงกันไม่ได้ ศาลวินิจฉัยชี้ขาดไปตามพยานหลักฐานของคู่ความ ดังนี้ ศาลไม่อาจคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์ได้ เพราะกรณีเช่นนี้ถือไม่ได้ว่าคดีได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความที่จะทำให้ศาลมีอำนาจคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแก่คู่ความที่เกี่ยวข้องได้ การที่จะพิจารณาให้คู่ความใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาล โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดีของคู่ความ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 โจทก์บรรยายฟ้องว่าที่ดินแปลงพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสมีราคา 9 ล้านบาทขอให้จำเลยแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4.5 ล้านบาท จำเลยเพียงแต่ให้การปฏิเสธว่าที่ดินแปลงพิพาทไม่ใช่สินสมรส แต่ไม่ได้โต้เถียงในเรื่องราคาที่ดินและจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้อง จึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินแปลงพิพาทมีราคา 9 ล้านบาท ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องหย่าและขอแบ่งสินสมรส 11 รายการกึ่งหนึ่ง โดยอ้างว่าจำเลยประพฤติชั่วและเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยา จำเลยปฏิเสธ พร้อมอ้างว่าทรัพย์บางรายการไม่ใช่สินสมรสหรือไม่ใช่ของตน และฟ้องแย้งขอให้แบ่งที่ดินสินสมรสแก่จำเลย ระหว่างพิจารณาคู่ความยอมหย่าและตกลงกันได้บางส่วน ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งสินสมรส 7 รายการ ศาลอุทธรณ์แก้ให้จำเลยชดใช้ราคาแทนการแบ่งที่ดินรายการที่ 7 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่ใช่การประนีประนอมยอมความจนเสร็จเด็ดขาด จึงคืนค่าธรรมเนียมศาลไม่ได้ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 โจทก์ฟ้องว่าราคา 9,000,000 บาท และจำเลยไม่ได้โต้แย้งเรื่องราคา จึงต้องฟังตามคำฟ้องว่าโจทก์มีสิทธิได้กึ่งหนึ่ง ศาลฎีกาแก้ให้จำเลยชดใช้ 4,500,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมายจำเลยได้ประพฤติชั่วและทำการเป็นปรปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง ขอให้พิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน และให้จำเลยแบ่งสินสมรสรวม 11 รายการแก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยขอปฏิเสธคำฟ้องโจทก์ทั้งสิ้นทรัพย์สินอันดับ 7 ไม่ใช่สินสมรส อันดับ 8 ไม่ใช่ของจำเลย ขอให้โจทก์จดทะเบียนหย่ากับจำเลยและให้โจทก์แบ่งที่ดินอันเป็นสินสมรสให้จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์พร้อมจะแบ่งที่ดินตามฟ้องแย้งให้จำเลย ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์จำเลยแถลงร่วมกันว่ายอมหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และรับข้อเท็จจริงและตกลงกันบางประการเกี่ยวกับทรัพย์สินตามฟ้องเดิมและฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยแบ่งสินสมรสรวม 7 รายการให้แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์และฟ้องแย้งของจำเลยให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับที่ดินรายการที่ 7 อันเป็นสินสมรสให้จำเลยชดใช้ราคาให้โจทก์กึ่งหนึ่งแทนการแบ่งที่ดิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาว่า ทรัพย์สินตามฟ้องบางรายการจำเลยยอมรับว่าเป็นสินสมรส โจทก์จำเลยได้ประนีประนอมยอมความแบ่งกันชอบที่ศาลจะคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์นั้น เห็นว่า คดีนี้มิได้เสร็จเด็ดขาดลงโดยสัญญาหรือการประนีประนอมยอมความที่จะทำให้ศาลมีอำนาจคืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมด หรือแต่บางส่วนแก่คู่ความที่เกี่ยวข้อง เป็นเพียงแต่คู่ความรับข้อเท็จจริงกันบางประการ ทรัพย์สินตามฟ้องบางรายการศาลได้วินิจฉัยชี้ขาดไปตามที่คู่ความตกลงกัน บางรายการวินิจฉัยชี้ขาดไปตามพยานหลักฐานของคู่ความ ศาลชั้นต้นไม่อาจคืนค่าธรรมเนียมศาลให้โจทก์ได้ ในข้อที่จำเลยฎีกาขอให้โจทก์เสียค่าธรรมเนียมศาล (ในศาลชั้นต้น) ฝ่ายเดียวนั้น การที่จะพิจารณาให้คู่ความใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งนั้น เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจของศาล โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนิคดีของคู่ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 และศาลชั้นต้นก็ได้ใช้ดุลพินิจในเรื่องนี้เหมาะสมแล้ว ที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 ราคา 9,000,000 บาทจำเลยมิได้ให้การปฏิเสธในเรื่องราคา ต้องฟังว่าที่ดินแปลงนี้ราคา 9,000,000 บาทโจทก์มีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่ง จำเลยต้องใช้เงินให้โจทก์ 4,500,000 บาทนั้น เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินแปลงนี้ซึ่งเป็นสินสมรสมีราคา 9,000,000 บาท ขอให้จำเลยแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ได้ระบุจำนวนเงินที่ขอแบ่งมาด้วย จึงเป็นเรื่องที่โจทก์เรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินที่โจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยให้โจทก์มีสิทธิของโจทก์มิใช่เป็นเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดจากการละเมิด หรือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อการไม่ชำระหนี้ ซึ่งศาลมีอำนาจกำหนดค่าเสียหายให้ตามควรแก่พฤติการณ์ ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเงินที่โจทก์เรียกร้องเกี่ยวกับที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 เป็นค่าเสียหาย จำเลยปฏิเสธว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่สินสมรส โจทก์ต้องนำสืบค่าเสียหาย ถ้าโจทก์สืบไม่ได้ศาลก็ต้องคำนวณให้ตามพฤติการณ์ปกติ และฟังว่าราคาที่ดินแปลงนี้ตามพฤติการณ์ปกติเป็นเงิน 4,360,000 บาท พิพากษาให้จำเลยใช้ราคากึ่งหนึ่งเป็นเงิน 2,180,000 บาท นั้น ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อโจทก์ฟ้องว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 ซึ่งเป็นสินสมรสราคา 9,000,000 บาท ขอให้จำเลยใช้ราคาแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง จำเลยไม่ได้โต้เถียงเรื่องราคาที่ดินและจำนวนเงินที่โจทก์เรียกร้องเมื่อจำเลยไม่ได้ยกเป็นประเด็นต่อสู้ไว้เช่นนี้ จึงต้องฟังตามคำฟ้องของโจทก์ว่าที่ดินแปลงนี้ราคา 9,000,0000 บาท จำเลยจึงต้องใช้ราคาให้โจทก์กึ่งหนึ่งเป็นเงิน 4,500,000 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1121 ให้จำเลยใช้ราคาให้โจทก์ 4,500,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ |




