
| สิทธิในโรงแรมที่สร้างร่วมกันบนที่ดินของสามี การแบ่งสินสมรส มรดก และดอกผลภายหลังเจ้ามรดกตาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการจำแนกฐานะทางกฎหมายของทรัพย์สินที่เกิดจากการอยู่กินและร่วมทำมาหากินระหว่างชายหญิงซึ่งมิได้จดทะเบียนสมรส ว่าจะถือเป็นทรัพย์สินร่วมกันได้เพียงใด และเมื่อทรัพย์ดังกล่าวปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของฝ่ายชาย อาคารนั้นจะตกเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่ อีกทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงปัญหาสำคัญเรื่องการแบ่งสินสมรสระหว่างภริยาที่จดทะเบียนสมรสกับเจ้ามรดก การตีความพินัยกรรม การแบ่งทรัพย์มรดกของทายาทหลายสาย และการวินิจฉัยว่าเงินรายได้จากกิจการที่เกิดขึ้นภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่กรรมเป็น “ทรัพย์มรดก” หรือเป็นเพียง “ดอกผล” ของทรัพย์ที่ต้องแบ่งให้แก่เจ้าของตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ สาระสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า แม้หญิงผู้หนึ่งจะไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แต่หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทั้งสองร่วมกันประกอบกิจการ มีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน และสร้างทรัพย์ขึ้นเพื่อใช้ในกิจการร่วมกัน ทรัพย์นั้นย่อมเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างกันได้ เงินลงทุนจะมาจากฝ่ายใดเป็นหลักไม่ใช่ประเด็นชี้ขาดเสมอไป นอกจากนี้ เมื่อเจ้าของที่ดินยินยอมให้นำที่ดินของตนไปปลูกสร้างอาคารเพื่อทำกิจการร่วมกับผู้อื่น อาคารที่สร้างขึ้นอาจไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามข้อยกเว้นในมาตรา 109 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเมื่อเจ้ามรดกตาย รายได้จากกิจการที่เกิดขึ้นภายหลังไม่ใช่มรดก แต่เป็นดอกผลของทรัพย์ซึ่งต้องตกแก่เจ้าของตามสัดส่วนสิทธิในทรัพย์นั้น คดีนี้จึงเป็นคำพิพากษาสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายทรัพย์สิน กฎหมายครอบครัว และกฎหมายมรดก โดยเฉพาะในกรณีที่มีภรรยาหลายคน บุตรหลายสาย มีทั้งผู้จดทะเบียนสมรสและผู้มิได้จดทะเบียนสมรส ตลอดจนมีการทำพินัยกรรมหลายฉบับและมีทรัพย์ซึ่งก่อให้เกิดรายได้ต่อเนื่องหลังเจ้ามรดกถึงแก่กรรม ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการถึงแก่กรรมของนายวิบูลย์ อูนากูล ซึ่งมีภรรยาหลายคนและมีบุตรหลายสาย ทั้งจากภรรยาที่จดทะเบียนสมรสและหญิงที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส ทรัพย์ที่เป็นข้อพิพาทหลักมี 4 ประเภท ได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 878 อาคารโรงแรมอูนากูลซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว รายได้จากกิจการโรงแรมรวมทั้งค่าเช่าร้านตัดผม และเงินฝากในบัญชีธนาคาร โจทก์ที่ 1 อ้างว่าแม้มิได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แต่ได้อยู่กินและร่วมทำมาหากินกับผู้ตายมาเป็นเวลายาวนาน โดยร่วมกันประกอบอาชีพหลายอย่าง เก็บหอมรอมริบและสร้างโรงแรมอูนากูลขึ้นเพื่อทำกิจการร่วมกัน อีกทั้งยังช่วยดำเนินกิจการโรงแรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งต้อนรับแขก เก็บเงิน ดูแลเครื่องใช้และงานภายในโรงแรม จึงถือว่าโรงแรมเป็นทรัพย์ที่โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายมีกรรมสิทธิ์ร่วมกันคนละครึ่ง ไม่ใช่ทรัพย์ของผู้ตายฝ่ายเดียว ฝ่ายจำเลย โดยเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 4 โต้แย้งว่า ที่ดินเป็นสินสมรสเดิมของผู้ตายกับภรรยาคนแรกคือ นางสอิ้ง และต่อมาโรงแรมที่ปลูกบนที่ดินก็ควรถือเป็นทรัพย์ของผู้ตายหรืออย่างน้อยเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นภรรยาที่จดทะเบียนสมรส เพราะโจทก์ที่ 1 มิได้ร่วมลงทุนและมิได้เป็นเจ้าของกิจการโดยแท้จริง คดีจึงมีประเด็นพิพาทสำคัญหลายชั้น ได้แก่ ประเด็นแรก โรงแรมอูนากูลเป็นทรัพย์สินร่วมระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 หรือไม่ ประเด็นที่สอง หากเป็นทรัพย์ร่วม อาคารโรงแรมจะตกเป็นส่วนควบของที่ดินหรือไม่ ประเด็นที่สาม ส่วนของผู้ตายในโรงแรมและเงินฝากธนาคารจะเป็นสินสมรสกับจำเลยที่ 5 เพียงใด ประเด็นที่สี่ รายได้จากกิจการโรงแรมภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรมเป็นทรัพย์มรดกหรือเป็นดอกผลของทรัพย์ ประเด็นที่ห้า การที่จำเลยที่ 4 เก็บรักษารายได้จากกิจการโรงแรมไว้ จะเข้าลักษณะปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์มรดกจนถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยแยกแต่ละฐานสิทธิอย่างละเอียด ไม่ใช้แนวคิดแบบรวมทั้งหมดเป็น “กองมรดก” แต่แยกพิจารณาให้ชัดว่า ทรัพย์ใดเป็นทรัพย์ร่วม ทรัพย์ใดเป็นสินสมรส ทรัพย์ใดเป็นมรดก และทรัพย์ใดเป็นเพียงดอกผลภายหลังความตาย ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคำพิพากษานี้ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ประเด็นเรื่องโรงแรมอูนากูล ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงจากพยานเอกสารและพฤติการณ์แวดล้อมแล้วเห็นว่า โจทก์ที่ 1 มิใช่เพียงหญิงรับใช้หรือผู้ช่วยงานเล็กน้อย แต่เป็นหญิงที่ผู้ตายเชิดชูให้เกียรติในฐานะคู่ชีวิตและหุ้นส่วนในกิจการอย่างเปิดเผย มีภาพถ่ายในพิธีสำคัญของครอบครัว มีการร่วมทำบุญ ร่วมเปิดกิจการ และมีส่วนช่วยดูแลโรงแรมในลักษณะของผู้ร่วมกิจการ ข้อเท็จจริงจึงพอฟังได้ว่าผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ร่วมกันทำกิจการโรงแรมและมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน ดังนั้น แม้เงินทุนจะมาจากฝ่ายใดเป็นสำคัญ ก็ไม่ใช่เหตุชี้ขาดว่าใครเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว โรงแรมจึงเป็นทรัพย์สินร่วมของผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 คนละครึ่ง ประเด็นเรื่องส่วนควบ ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อว่า แม้โรงแรมจะปลูกอยู่บนที่ดินของผู้ตาย แต่เมื่อผู้ตายยินยอมให้ใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างโรงแรมสำหรับทำกิจการค้าร่วมกับโจทก์ที่ 1 อาคารดังกล่าวย่อมเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 จึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินโดยอัตโนมัติ หลักนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะทำให้ “ที่ดิน” และ “อาคารโรงแรม” แยกฐานะสิทธิออกจากกันได้ แม้จะตั้งอยู่บนทรัพย์เดียวกันก็ตาม ประเด็นเรื่องจำเลยที่ 5 ผู้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้จำเลยที่ 5 จะเลิกร้างกับผู้ตายไปนานแล้ว แต่ตราบใดที่ยังมิได้จดทะเบียนหย่ากัน ความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายยังคงอยู่ ทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาระหว่างสมรสย่อมเป็นสินสมรส เมื่อนำหลักนี้มาใช้กับโรงแรมที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่าเป็นของผู้ตายครึ่งหนึ่งและของโจทก์ที่ 1 ครึ่งหนึ่ง ส่วนครึ่งหนึ่งของผู้ตายจึงต้องถือเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 และเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างมีสินเดิมมาก่อน จึงต้องแบ่งสินสมรสส่วนนี้คนละครึ่ง ผลคือจำเลยที่ 5 มีสิทธิในโรงแรม 1 ใน 4 ส่วน ส่วนผู้ตายมีสิทธิ 1 ใน 4 ส่วน ซึ่งส่วนหลังนี้จึงเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ประเด็นเรื่องเงินฝากธนาคาร ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ฟ้องจะระบุว่ามีประมาณ 45,000 บาท แต่พยานหลักฐานปรากฏว่ามีจริง 51,651.14 บาท และเอกสารแสดงว่าเป็นเงินของผู้ตายและ/หรือโจทก์ที่ 1 จึงรับฟังได้ว่าเป็นรายได้จากกิจการโรงแรมที่ทั้งสองร่วมกันทำ เงินฝากดังกล่าวจึงเป็นของโจทก์ที่ 1 ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งเป็นส่วนของผู้ตาย ซึ่งส่วนของผู้ตายก็ต้องนำไปแบ่งในฐานะสินสมรสกับจำเลยที่ 5 เช่นเดียวกับตัวโรงแรม ประเด็นเรื่องรายได้จากกิจการโรงแรมหลังผู้ตายถึงแก่กรรม ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า เงินดังกล่าวไม่ใช่ทรัพย์มรดก เพราะไม่ใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ในขณะผู้ตายถึงแก่กรรม แต่เป็น “ดอกผล” ของทรัพย์คือโรงแรมและกิจการโรงแรม ตามมาตรา 111 และมาตรา 1360 ดอกผลดังกล่าวจึงตกแก่ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์ ไม่ใช่ตกแก่กองมรดกโดยตรง นี่เป็นจุดวินิจฉัยที่สำคัญมาก เพราะเปลี่ยนฐานกฎหมายของรายได้หลังความตายจาก “มรดก” ไปเป็น “ผลประโยชน์ของเจ้าของรวม” ประเด็นเรื่องการกำจัดมิให้รับมรดก ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะมีข้อพิรุธว่าจำเลยที่ 4 เก็บรักษารายได้ของโรงแรมไว้ในลักษณะไม่น่าไว้วางใจ และศาลยังเชื่อว่ารายได้สุทธิของโรงแรมต้องมากกว่าเดือนละ 10,000 บาท โดยฟังว่าอย่างน้อยเดือนละ 25,000 บาท แต่เพราะเงินรายได้นี้มิใช่มรดก หากเป็นเพียงดอกผลของทรัพย์ การปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้จึงไม่เข้าองค์ประกอบของการปิดบังหรือยักย้าย “ทรัพย์มรดก” อันจะทำให้ผู้กระทำถูกกำจัดมิให้รับมรดกได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ คำพิพากษานี้สะท้อนการใช้กฎหมายหลายหมวดร่วมกันอย่างเป็นระบบ เริ่มจากหลักเรื่องส่วนควบตามมาตรา 109 ซึ่งโดยทั่วไปอาคารที่ปลูกบนที่ดินย่อมเป็นส่วนควบของที่ดิน แต่กฎหมายบัญญัติข้อยกเว้นไว้เพื่อรองรับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและความยุติธรรมในกรณีที่เจ้าของที่ดินยินยอมให้ผู้อื่นปลูกสร้างไว้โดยมีฐานสิทธิแยกต่างหาก เจตนารมณ์ของมาตรานี้คือป้องกันไม่ให้เจ้าของที่ดินได้ประโยชน์เกินสมควรจากสิ่งปลูกสร้างที่ผู้อื่นลงทุนสร้างขึ้นโดยมีข้อตกลงหรือเจตนาร่วมกันอย่างชัดแจ้ง ในคดีนี้ หากถือว่าโรงแรมเป็นส่วนควบของที่ดินทั้งหมด ย่อมทำให้โจทก์ที่ 1 ซึ่งร่วมแรงร่วมใจทำกิจการและร่วมสร้างฐานะกับผู้ตายเสียสิทธิในทรัพย์ที่ตนมีส่วนก่อให้เกิดขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ศาลฎีกาจึงเน้นพิจารณา “เจตนาร่วม” และ “สภาพความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจจริง” มากกว่ารูปแบบทางทะเบียนเพียงอย่างเดียว การวินิจฉัยเช่นนี้สอดคล้องกับแก่นของกฎหมายทรัพย์สินที่ต้องคุ้มครองสิทธิที่เกิดจากการกระทำและข้อตกลงแท้จริงของคู่กรณี สำหรับหลักสินสมรส ศาลฎีกายืนยันแนวคิดพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวว่า ความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายสิ้นสุดลงได้ด้วยการหย่าตามแบบที่กฎหมายกำหนด มิใช่สิ้นสุดเพียงเพราะเลิกร้างกันไปเป็นเวลานาน ดังนั้น แม้จำเลยที่ 5 จะไม่อยู่กินกับผู้ตายมานานหลายสิบปี แต่เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนหย่า ทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาระหว่างสมรสย่อมยังเป็นสินสมรส เจตนารมณ์ของหลักนี้คือเพื่อความมั่นคงแน่นอนของสถานะครอบครัวและสิทธิในทรัพย์สิน มิให้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงคลุมเครือเรื่องการแยกกันอยู่เท่านั้น อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาไม่ปล่อยให้หลักสินสมรสกลืนกินสิทธิของบุคคลภายนอกทั้งหมด แต่แยกให้เห็นก่อนว่าโรงแรมเป็นทรัพย์ร่วมระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ครึ่งหนึ่ง แล้วจึงนำเฉพาะ “ส่วนของผู้ตาย” ไปพิจารณาว่าเป็นสินสมรสกับจำเลยที่ 5 หรือไม่ วิธีคิดเช่นนี้มีความละเอียดและเป็นธรรม เพราะให้ความเคารพต่อสิทธิของทุกฝ่ายตามลำดับฐานสิทธิที่แท้จริง ส่วนเรื่องดอกผลตามมาตรา 111 และสิทธิของเจ้าของรวมตามมาตรา 1360 ศาลฎีกาแยกให้ชัดว่า รายได้ที่เกิดจากทรัพย์ภายหลังเจ้าของตายไม่ใช่ทรัพย์มรดกโดยสภาพ หากแต่เป็นผลประโยชน์ใหม่ที่งอกขึ้นจากทรัพย์ การจัดสรรย่อมต้องเป็นไปตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของทรัพย์นั้น ไม่ใช่แบ่งตามจำนวนทายาทหรือเงื่อนไขของพินัยกรรมเสมอไป เจตนารมณ์ของหลักนี้คือรักษาความเชื่อมโยงระหว่างกรรมสิทธิ์กับผลประโยชน์จากทรัพย์ เพื่อมิให้ผู้ไม่มีสิทธิในทรัพย์ตัวแม่กลับได้สิทธิในดอกผลอย่างผิดส่วน ในมุมของกฎหมายมรดก คำพิพากษานี้ยังแสดงให้เห็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่งว่า การจะกำจัดทายาทมิให้รับมรดกเพราะปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์ ต้องเป็นการกระทำต่อ “ทรัพย์มรดก” โดยตรง ไม่ใช่ทรัพย์อื่นที่อยู่นอกกองมรดก เจตนารมณ์ของหลักนี้เป็นการตีความอย่างเคร่งครัด เพราะผลของการถูกกำจัดมิให้รับมรดกเป็นโทษทางกฎหมายที่ร้ายแรง จึงไม่อาจขยายความไปถึงกรณีดอกผลหรือทรัพย์ที่ไม่เป็นมรดกได้ วิเคราะห์แนวคำพิพากษาและข้อคิด แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สินที่เกิดจากการอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส ศาลฎีกามิได้ถือเคร่งเฉพาะแบบพิธีการของกฎหมายครอบครัวจนตัดสิทธิในทรัพย์สินของผู้ร่วมสร้างฐานะ แต่เปิดช่องให้พิสูจน์ได้ว่ามี “ทรัพย์สินร่วม” ในเชิงแพ่งจากการร่วมลงทุน ร่วมแรง และมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกันจริง หลักนี้ต่างจากการเรียกร้องฐานะ “สินสมรส” เพราะผู้มิได้จดทะเบียนสมรสย่อมไม่อาจอ้างสิทธิในฐานะคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังอาจอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของรวม หุ้นส่วน หรือผู้ร่วมทำกิจการได้ หากพยานหลักฐานรับฟังถึงระดับนั้น อีกประเด็นที่น่าศึกษาคือการแยกสถานะของที่ดินออกจากอาคาร แม้ในทางกายภาพจะติดแน่นกัน แต่ในทางกฎหมายอาจเป็นคนละทรัพย์ คนละเจ้าของ และคนละฐานสิทธิได้ หากเข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นของส่วนควบ การวางหลักเช่นนี้ช่วยแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมในครอบครัวหรือธุรกิจที่ใช้ทรัพย์ของฝ่ายหนึ่งเป็นฐานในการสร้างกิจการร่วมกัน แต่แรงงาน เงินทุน หรือการบริหารกลับมาจากอีกฝ่ายอย่างมีนัยสำคัญ คำพิพากษานี้ยังเตือนผู้ปฏิบัติงานกฎหมายว่า ในคดีมรดกต้องระวังการจำแนกทรัพย์ให้ถูกต้องก่อนเสมอ ว่าทรัพย์ใดเป็นทรัพย์เฉพาะตัวของเจ้ามรดก ทรัพย์ใดเป็นสินสมรส ทรัพย์ใดเป็นของบุคคลภายนอกที่เพียงอยู่ในความครอบครองของผู้ตาย และทรัพย์ใดเป็นดอกผลที่เกิดขึ้นหลังความตาย หากจำแนกผิด ผลแห่งการแบ่งทรัพย์และฐานฟ้องต่าง ๆ จะคลาดเคลื่อนไปทั้งหมด ในเชิงคดีความ คำพิพากษานี้ยังชี้ให้เห็นถึงคุณค่าของพยานแวดล้อม เช่น ภาพถ่ายร่วมพิธีครอบครัว เอกสารอนุโมทนาบัตร พฤติการณ์การแสดงตนต่อสาธารณะ และบทบาทในการประกอบกิจการจริง ศาลไม่ได้มองเฉพาะเอกสารสิทธิทางทะเบียน แต่ให้ค่าน้ำหนักกับพฤติการณ์ที่สะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่องด้วย ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิสูจน์คดีทรัพย์สินครอบครัวในชีวิตจริง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์ที่ 1 มีสิทธิในที่ดินบางส่วน อาคารโรงแรม เงินฝาก และรายได้จากโรงแรมตามสัดส่วนที่ศาลกำหนด โดยรับฟังว่าโจทก์ที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของโรงแรมและทรัพย์บางประเภท ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 5 ก็มีสิทธิในทรัพย์แต่ละประเภทต่างกันไป แล้วให้ผู้จัดการมรดกดำเนินการขายหรือแบ่งทรัพย์ตามส่วน 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ โดยแบ่งที่ดิน อาคารโรงแรม รายได้จากกิจการโรงแรม และเงินฝากธนาคารใหม่ตามสัดส่วนที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าเหมาะสม พร้อมกำหนดแนวทางให้เจ้าของรวมตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงไม่ได้จึงให้ประมูลขายกันเองหรือขายทอดตลาด 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้อีกครั้ง โดยวางหลักว่าโรงแรมเป็นทรัพย์ร่วมระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 คนละครึ่ง ไม่เป็นส่วนควบของที่ดิน ส่วนของผู้ตายในโรงแรมและเงินฝากเป็นสินสมรสกับจำเลยที่ 5 จึงแบ่งต่อเป็นสิทธิของจำเลยที่ 5 และส่วนมรดกของผู้ตาย อีกทั้งวินิจฉัยว่ารายได้จากโรงแรมหลังผู้ตายถึงแก่กรรมเป็นดอกผล มิใช่มรดก และการเก็บรายได้นั้นไว้ไม่ทำให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดก สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง 4 ประการ ประการแรก สิทธิในทรัพย์มิได้เกิดจากสถานภาพสมรสตามทะเบียนแต่เพียงอย่างเดียว หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าบุคคลหนึ่งร่วมลงทุน ร่วมแรง และมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมในกิจการ ย่อมเกิดสิทธิในทรัพย์ตามกฎหมายแพ่งได้ แม้มิใช่คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม ประการที่สอง อาคารที่ปลูกบนที่ดินของผู้อื่นมิได้เป็นส่วนควบเสมอไป หากเจ้าของที่ดินยินยอมให้ปลูกสร้างเพื่อกิจการร่วมกัน ข้อยกเว้นตามมาตรา 109 ย่อมเปิดทางให้แยกกรรมสิทธิ์ในอาคารออกจากที่ดินได้ หลักนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการเยียวยาความเป็นธรรมในคดีครอบครัวและคดีธุรกิจที่มีการใช้ทรัพย์ร่วมกันโดยไม่มีเอกสารกำหนดสิทธิชัดเจน ประการที่สาม การแบ่งทรัพย์ภายหลังเจ้ามรดกถึงแก่กรรมต้องจำแนกฐานสิทธิให้แม่นยำก่อนว่าอะไรคือสินสมรส อะไรคือทรัพย์มรดก อะไรคือทรัพย์ของบุคคลภายนอก และอะไรคือดอกผลหลังความตาย ความคลาดเคลื่อนในชั้นจำแนกย่อมนำไปสู่การแบ่งทรัพย์ที่ผิดทั้งระบบ ประการที่สี่ บทกำจัดทายาทมิให้รับมรดกเป็นบทที่มีผลร้ายแรง ต้องตีความโดยเคร่งครัด การปิดบังหรือยักย้ายจะต้องเป็นการกระทำต่อทรัพย์มรดกเท่านั้น หากเป็นเพียงดอกผลหรือทรัพย์นอกกองมรดก แม้ผู้กระทำอาจมีความรับผิดในทางแพ่งหรือหน้าที่ต้องส่งมอบคืน แต่ยังไม่ถึงขั้นถูกกำจัดมิให้รับมรดก ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการแยกแยะว่า โรงแรมที่โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายร่วมกันสร้างและทำกิจการร่วมกันนั้น เป็นทรัพย์สินร่วมของทั้งสองฝ่ายหรือเป็นทรัพย์ของผู้ตายแต่เพียงผู้เดียว รวมทั้งต้องวินิจฉัยต่อไปว่า อาคารโรงแรมที่ปลูกบนที่ดินของผู้ตายจะเป็น “ส่วนควบ” ของที่ดินหรือไม่ และรายได้จากกิจการโรงแรมภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรมเป็น “ทรัพย์มรดก” หรือเป็นเพียง “ดอกผล” ของทรัพย์ที่ต้องแบ่งตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109, มาตรา 111 และมาตรา 1360 โดยศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 มีเจตนาร่วมกันเป็นเจ้าของกิจการโรงแรม โรงแรมจึงเป็นทรัพย์สินร่วมกัน ไม่เป็นส่วนควบของที่ดินตามมาตรา 109 และเมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว รายได้จากกิจการโรงแรมที่เกิดขึ้นภายหลังไม่ใช่มรดก แต่เป็นดอกผลของทรัพย์ ซึ่งต้องตกแก่เจ้าของตามสัดส่วนสิทธิในทรัพย์นั้นตามมาตรา 111 และมาตรา 1360 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ทรัพย์สินร่วม ไม่ใช่ส่วนควบ นี่คือแก่นข้อแรกของคดี ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงจากพฤติการณ์การอยู่กิน การร่วมทำมาหาได้ การร่วมดูแลกิจการ และการแสดงตนต่อสังคม แล้วเห็นว่าโจทก์ที่ 1 กับผู้ตายมีเจตนาเป็นเจ้าของโรงแรมร่วมกัน แม้อาคารจะปลูกบนที่ดินของผู้ตาย แต่อาคารนั้นสร้างขึ้นเพื่อกิจการร่วม จึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดินตามมาตรา 109 ผลคือโจทก์ที่ 1 มีสิทธิในตัวโรงแรมในฐานะเจ้าของร่วมได้ 2. ดอกผลหลังความตาย ไม่ใช่มรดก นี่คือแก่นข้อที่สองของคดี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินรายได้จากกิจการโรงแรมและร้านตัดผมที่เกิดขึ้นหลังผู้ตายถึงแก่กรรม มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ในเวลาตาย จึงไม่ใช่ทรัพย์มรดก แต่เป็นดอกผลของโรงแรมซึ่งต้องแบ่งให้แก่ผู้เป็นเจ้าของโรงแรมตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 111 และมาตรา 1360 ดังนั้น แม้ผู้ใดจะเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้ ก็ไม่เข้าหลักปิดบังหรือยักย้าย “ทรัพย์มรดก” อันเป็นเหตุให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดก กล่าวโดยสรุป คดีนี้มีความสำคัญมากเพราะศาลฎีกาแยกให้ชัดระหว่าง “ทรัพย์สินร่วม” กับ “สินสมรส” และแยกให้ชัดอีกชั้นระหว่าง “ทรัพย์มรดก” กับ “ดอกผลของทรัพย์หลังเจ้ามรดกตาย” ซึ่งเป็นหัวใจของการแบ่งสิทธิในคดีนี้ทั้งหมด คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. หญิงที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตายสามารถมีสิทธิในทรัพย์ที่ทำร่วมกันได้หรือไม่ คำตอบ ได้ หากสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ศาลรับฟังได้ว่า ทรัพย์นั้นมิใช่ทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาโดยลำพัง แต่เป็นทรัพย์ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันก่อให้เกิดขึ้นจากการร่วมลงทุน ร่วมแรงงาน ร่วมบริหาร หรือร่วมประกอบกิจการโดยมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกันจริง แม้ความสัมพันธ์ในทางครอบครัวจะไม่เป็นการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่สิทธิในทรัพย์สินอาจเกิดขึ้นได้ตามหลักกรรมสิทธิ์รวม หรือในลักษณะทรัพย์สินร่วมทางแพ่ง คดีนี้ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพฤติการณ์แวดล้อม เช่น การร่วมทำกิจการ การแสดงตนต่อสังคม การช่วยบริหารงาน และการมีส่วนร่วมต่อเนื่องในกิจการ มากกว่าการพิจารณาเพียงว่ามีทะเบียนสมรสหรือไม่ ดังนั้น ผู้ที่อยู่กินกันโดยไม่จดทะเบียนสมรสจึงไม่ใช่ว่าจะไม่มีสิทธิในทรัพย์ทุกกรณี แต่ต้องพิสูจน์ฐานสิทธิให้ชัดว่าเป็นสิทธิในทรัพย์จากการร่วมทำมาหาได้ มิใช่สิทธิในฐานะคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย คำถาม 2. เหตุใดโรงแรมที่ปลูกอยู่บนที่ดินของผู้ตายจึงไม่ตกเป็นส่วนควบของที่ดิน คำตอบ โดยหลักทั่วไป อาคารที่ปลูกติดอยู่กับที่ดินมักตกเป็นส่วนควบของที่ดิน แต่กฎหมายมีข้อยกเว้นในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 เพื่อรองรับกรณีที่สิ่งปลูกสร้างนั้นมีฐานสิทธิแยกจากที่ดิน เช่น เจ้าของที่ดินยินยอมให้บุคคลอื่นปลูกสร้างอาคารเพื่อกิจการเฉพาะหรือเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าผู้ตายยินยอมให้ใช้ที่ดินปลูกสร้างโรงแรมเพื่อทำกิจการค้าร่วมกับโจทก์ที่ 1 จึงสะท้อนเจตนาว่าอาคารโรงแรมมิได้มีไว้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินตามปกติ แต่มีไว้เป็นทรัพย์สำหรับกิจการร่วมของทั้งสองฝ่าย การถือว่าโรงแรมเป็นส่วนควบของที่ดินทั้งหมดจะทำให้สิทธิของผู้ร่วมสร้างและผู้ร่วมกิจการถูกลบล้างอย่างไม่เป็นธรรม ศาลจึงใช้ข้อยกเว้นของมาตรา 109 เพื่อแยกกรรมสิทธิ์ในอาคารออกจากที่ดินได้ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในคดีทรัพย์สินที่มีลักษณะผสมระหว่างครอบครัวกับธุรกิจ คำถาม 3. หากภรรยาที่จดทะเบียนสมรสเลิกร้างกับผู้ตายไปนานแล้ว แต่ไม่ได้จดทะเบียนหย่า ยังมีสิทธิในสินสมรสหรือไม่ คำตอบ ยังมีสิทธิอยู่ ตราบใดที่ความเป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายยังไม่สิ้นสุดลงตามแบบที่กฎหมายกำหนด กล่าวคือยังมิได้มีการหย่าโดยคำพิพากษาหรือโดยการจดทะเบียนหย่า การแยกกันอยู่หรือเลิกร้างกันไปเป็นเวลานานแม้จะมีนัยสำคัญทางข้อเท็จจริง แต่ไม่ทำให้สถานภาพสมรสตามกฎหมายสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติ ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรสจึงยังคงมีลักษณะเป็นสินสมรสได้ ในคดีนี้ศาลฎีกายืนหลักดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยแม้จำเลยที่ 5 จะเลิกร้างกับผู้ตายมานานมาก แต่เมื่อยังไม่มีการจดทะเบียนหย่า ส่วนของทรัพย์ที่เป็นของผู้ตายและได้มาในระหว่างสมรสก็ยังต้องนำมาพิจารณาแบ่งเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 ก่อนจะตกทอดเป็นมรดก หลักนี้มีความสำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะหลายกรณีคู่สมรสแยกกันอยู่เป็นเวลานานแต่ไม่ได้ดำเนินการทางทะเบียนให้ถูกต้อง คำถาม 4. รายได้จากกิจการที่เกิดขึ้นหลังเจ้ามรดกถึงแก่กรรมถือเป็นมรดกหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็นต้องเป็นมรดกเสมอไป ต้องพิจารณาว่ารายได้นั้นเป็นทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม หรือเป็นทรัพย์ที่งอกขึ้นภายหลังจากทรัพย์เดิมของเจ้าของรวม หากเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นหลังความตายจากการใช้ทรัพย์เดิม เช่น ค่าเช่า กำไรจากกิจการ หรือผลตอบแทนจากทรัพย์ที่ยังดำเนินต่อไป รายได้ดังกล่าวมักมีลักษณะเป็น “ดอกผล” ของทรัพย์ ไม่ใช่ทรัพย์มรดกโดยตรง ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า รายได้จากกิจการโรงแรมและร้านตัดผมภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรมไม่ใช่มรดก เพราะมิใช่ทรัพย์ที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะตาย แต่เป็นผลประโยชน์ที่งอกขึ้นจากโรงแรมซึ่งมีเจ้าของหลายฝ่าย ดังนั้นการแบ่งรายได้ต้องแบ่งตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของโรงแรม มิใช่แบ่งตามจำนวนทายาทหรือเงื่อนไขพินัยกรรมเสมอไป หลักนี้สำคัญมากในการฟ้องคดีมรดกเกี่ยวกับกิจการที่ยังดำเนินต่อหลังเจ้ามรดกตาย คำถาม 5. ถ้าทายาทคนหนึ่งเก็บรายได้จากกิจการไว้คนเดียว จะถูกกำจัดมิให้รับมรดกหรือไม่ คำตอบ ต้องแยกก่อนว่ารายได้ที่เก็บไว้นั้นเป็น “ทรัพย์มรดก” หรือไม่ เพราะการกำจัดมิให้รับมรดกเนื่องจากปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์ เป็นมาตรการที่กฎหมายใช้กับกรณีที่ทายาทกระทำต่อทรัพย์มรดกโดยตรง หากทรัพย์ที่ปิดบังหรือยักย้ายไม่ใช่มรดก แต่เป็นเพียงดอกผลของทรัพย์หรือทรัพย์ที่มีฐานะทางกฎหมายอื่น ผลทางกฎหมายเรื่องการกำจัดมิให้รับมรดกย่อมไม่เกิดขึ้น ในคดีนี้แม้ศาลฎีกาจะเห็นว่าการเก็บรักษารายได้จากโรงแรมของจำเลยที่ 4 มีพิรุธและต้องส่งมอบคืนตามส่วน แต่ก็วินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นดอกผลที่เกิดขึ้นหลังผู้ตายถึงแก่กรรม มิใช่ทรัพย์มรดก ดังนั้น แม้จำเลยที่ 4 จะปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้ ก็ยังไม่เข้าองค์ประกอบที่จะถูกกำจัดมิให้รับมรดกได้ หลักนี้แสดงให้เห็นว่าโทษทางมรดกต้องตีความโดยเคร่งครัด ไม่อาจขยายไปถึงทรัพย์ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องกับกองมรดก คำถาม 6. เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับภาพถ่ายและพฤติการณ์ครอบครัวในการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์ คำตอบ เพราะคดีทรัพย์สินครอบครัวจำนวนมากไม่ได้มีเอกสารจัดรูปสิทธิไว้อย่างเป็นทางการ โดยเฉพาะในยุคก่อนที่การร่วมทำมาหากินมักเกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริงมากกว่าการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษร ศาลจึงต้องอาศัยพยานแวดล้อมเพื่อค้นหาความจริงว่า บุคคลใดมีฐานะเป็นเพียงผู้อาศัย คนรับใช้ ผู้ช่วยงาน หรือเป็นผู้ร่วมสร้างฐานะอย่างแท้จริง ในคดีนี้ภาพถ่ายร่วมพิธีรับปริญญา งานแต่งงาน พิธีสงฆ์เปิดโรงแรม และเอกสารการทำบุญร่วมกัน ล้วนเป็นหลักฐานที่สะท้อนว่าผู้ตายเชิดชูโจทก์ที่ 1 ในฐานะคู่ชีวิตและผู้ร่วมกิจการ มิใช่บุคคลภายนอกธรรมดา ประกอบกับคำเบิกความเรื่องการช่วยทำกิจการโรงแรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ศาลเชื่อมโยงได้ว่าทั้งสองมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน ดังนั้น ในคดีลักษณะนี้พยานแวดล้อมจึงมีน้ำหนักมาก และอาจเป็นจุดชี้ขาดสิทธิในทรัพย์ได้แม้ไม่มีเอกสารกรรมสิทธิ์ร่วมโดยตรง คำถาม 7. เงินฝากธนาคารที่อยู่ในชื่อผู้ตายเพียงคนเดียว จะถือว่าเป็นของผู้ตายทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ชื่อบัญชีเป็นเพียงพยานหลักฐานชั้นหนึ่ง แต่ไม่ใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าผู้มีชื่อเป็นเจ้าของแต่ผู้เดียว ศาลยังอาจพิจารณาที่มาของเงิน ลักษณะการใช้บัญชี เอกสารประกอบ และความสัมพันธ์ของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อวินิจฉัยว่ามีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของร่วมด้วยหรือไม่ ในคดีนี้แม้บัญชีเงินฝากจะเกี่ยวข้องกับผู้ตาย แต่พยานหลักฐานปรากฏว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินจากกิจการโรงแรมที่ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ทำร่วมกัน อีกทั้งเอกสารยังแสดงลักษณะว่าเป็นเงินของผู้ตายและ/หรือโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาจึงรับฟังว่าโจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของเงินฝากครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของผู้ตาย แล้วจึงนำเฉพาะส่วนของผู้ตายไปพิจารณาต่อในเรื่องสินสมรสและมรดก หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีแบ่งทรัพย์และคดีมรดก เพราะในทางปฏิบัติมักมีการฝากเงินไว้ในชื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อความสะดวก แต่ฐานกรรมสิทธิ์แท้จริงอาจแตกต่างจากชื่อในบัญชี คำถาม 8. คดีนี้ให้บทเรียนอะไรแก่ผู้ทำงานด้านมรดกและคดีครอบครัว คำตอบ บทเรียนสำคัญที่สุดคือ ต้องไม่รีบสรุปว่าทรัพย์ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายเป็นมรดกทั้งหมด แต่ต้องจำแนกฐานสิทธิอย่างเป็นระบบก่อนเสมอ เริ่มจากตรวจสอบว่าเป็นทรัพย์ของผู้ตายจริงหรือไม่ เป็นทรัพย์ร่วมกับผู้อื่นหรือไม่ เป็นสินสมรสกับคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีทรัพย์ใดเป็นดอกผลที่เกิดขึ้นภายหลังความตายซึ่งต้องแบ่งตามฐานเจ้าของรวม ไม่ใช่ตามฐานทายาท นอกจากนี้ คดีนี้ยังสอนว่าในคดีครอบครัวที่มีหญิงหลายคนหรือบุตรหลายสาย ความเป็นธรรมมิได้ขึ้นอยู่กับทะเบียนสมรสเท่านั้น แต่ต้องฟังข้อเท็จจริงทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์จริงประกอบด้วย ผู้ปฏิบัติงานกฎหมายจึงต้องเก็บพยานแวดล้อมให้ครบ ทั้งเอกสาร ภาพถ่าย บุคคลใกล้ชิด พฤติการณ์ทางธุรกิจ และการครอบครองทรัพย์ เพื่อให้สามารถพิสูจน์ฐานสิทธิแต่ละส่วนได้อย่างแม่นยำ มิฉะนั้นอาจวางคำขอท้ายฟ้องหรือแนวต่อสู้คดีผิดฐานกฎหมายตั้งแต่ต้น คำถาม 9. หากพินัยกรรมระบุยกทรัพย์บางประเภทไว้ แต่ไม่ระบุเงินฝากหรือทรัพย์บางส่วน จะตกแก่ใคร คำตอบ หากพินัยกรรมไม่ได้ระบุถึงทรัพย์บางรายการโดยชัดแจ้ง ทรัพย์ส่วนนั้นย่อมไม่ตกไปตามข้อกำหนดในพินัยกรรม แต่ต้องกลับไปใช้หลักทายาทโดยธรรมเข้าจัดการแทน ทั้งนี้ต้องพิจารณาก่อนด้วยว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ของผู้ตายจริงเพียงใด หรือมีบุคคลอื่นเป็นเจ้าของร่วมด้วยหรือไม่ ในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเงินฝากธนาคารมิได้เป็นของผู้ตายทั้งหมด แต่เป็นของโจทก์ที่ 1 ครึ่งหนึ่ง และอีกครึ่งหนึ่งเป็นของผู้ตาย เมื่อพินัยกรรมของผู้ตายมิได้ระบุถึงเงินส่วนนี้โดยเฉพาะ เงินส่วนของผู้ตายจึงตกแก่ทายาทโดยธรรม ไม่ได้ตกไปตามข้อความยกทรัพย์ในพินัยกรรมแบบเดียวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หลักนี้ทำให้เห็นว่าการตีความพินัยกรรมต้องทำอย่างเคร่งครัดตามข้อความและต้องจำแนกตัวทรัพย์ให้แม่นยำ มิฉะนั้นอาจเกิดความเข้าใจผิดว่าพินัยกรรมครอบคลุมทรัพย์ทุกชนิดที่ผู้ตายเกี่ยวข้องอยู่ คำถาม 10. ในการแบ่งทรัพย์ที่เป็นเจ้าของรวม ศาลมักกำหนดวิธีการอย่างไรเมื่อแบ่งกันเองไม่ได้ คำตอบ เมื่อทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์รวมของหลายฝ่ายและไม่สามารถแบ่งแยกกันโดยสภาพ หรือแม้แบ่งได้แต่คู่กรณีไม่สามารถตกลงกันเองได้ ศาลมักกำหนดลำดับวิธีการแบ่งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและรักษามูลค่าทรัพย์มากที่สุด เริ่มจากให้เจ้าของรวมตกลงแบ่งกันเองก่อน หากไม่สำเร็จจึงให้ประมูลซื้อขายกันในระหว่างผู้มีสิทธิ เพราะเป็นวิธีที่ยังเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียรักษาทรัพย์ไว้ในกลุ่มเดิม หากยังไม่สำเร็จอีก ศาลจึงให้ขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งตามสัดส่วนสิทธิที่แต่ละฝ่ายมี คดีนี้ศาลฎีกากำหนดแนวทางดังกล่าวทั้งกับที่ดินและอาคารโรงแรม โดยเน้นให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งตามลำดับขั้น หลักนี้สะท้อนว่าศาลมิได้มุ่งเพียงตัดสินว่าใครมีสิทธิเท่าใด แต่ยังต้องวางกลไกให้การบังคับคดีและการจัดการทรัพย์ที่เป็นเจ้าของรวมสามารถดำเนินต่อไปได้จริงในทางปฏิบัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 678/2535 ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นภรรยาร่วมกันทำกิจการโรงแรมมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน เงินที่ใช้เป็นทุนปลูกสร้างโรงแรมจะเกิดจากฝ่ายใดหามาไม่สำคัญ ต้องถือว่าโรงแรมเป็นทรัพย์สินร่วมกันระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 เมื่อผู้ตายยินยอมให้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสร้างโรงแรมเพื่อทำกิจการค้าร่วมกันกับโจทก์ที่ 1โรงแรมจึงไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 จำเลยที่ 5 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้จำเลยที่ 5 จะเลิกร้างกับผู้ตายไปนานแล้ว แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน ทรัพย์ที่ผู้ตายได้มาระหว่างที่เป็นสามีภรรยากับจำเลยที่ 5 ย่อมเป็นสินสมรส เงินรายได้จากกิจการโรงแรมรวมทั้งร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว มิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตายเพราะมิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่ผู้ตายถึงแก่กรรม แต่เป็นดอกผลของโรงแรมตกได้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 111และมาตรา 1360 และเมื่อเงินดังกล่าวมิใช่มรดกของผู้ตาย แม้ทายาทคนหนึ่งปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้ ทายาทคนนั้นก็ไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ฎีกาย่อ คดีทั้งสามสำนวนศาลชั้นต้นรวมพิจารณา นายวิบูลย์ อูนากูล ผู้ตายมีภรรยา 4 คน และมีบุตรหลายคน โดยทรัพย์ที่พิพาทได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 878 อาคารโรงแรมอูนากูล เงินฝากธนาคาร และรายได้จากกิจการโรงแรม โจทก์ที่ 1 อ้างว่าอยู่กินกับผู้ตายและร่วมทำกิจการโรงแรมจนเกิดทรัพย์สินร่วมกัน จึงมีสิทธิครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือเป็นมรดกให้แบ่งแก่ทายาท และกล่าวหาว่าจำเลยที่ 4 ปิดบังรายได้โรงแรม ฝ่ายจำเลยโต้แย้งว่าโรงแรมเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 และโจทก์ที่ 1 มิได้ร่วมลงทุนจึงไม่มีสิทธิ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 กับผู้ตายร่วมกันทำกิจการโรงแรม จึงเป็นเจ้าของร่วมกัน และโรงแรมไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 109 เมื่อจำเลยที่ 5 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย ส่วนของผู้ตายในโรงแรมจึงเป็นสินสมรสต้องแบ่งกับจำเลยที่ 5 ก่อน แล้วส่วนของผู้ตายจึงเป็นมรดกตกแก่ทายาท เงินฝากธนาคารเป็นรายได้จากกิจการโรงแรมจึงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ส่วนรายได้โรงแรมหลังผู้ตายถึงแก่กรรมไม่ใช่มรดก แต่เป็นดอกผลของทรัพย์ตกแก่เจ้าของตามสัดส่วน และแม้จำเลยที่ 4 จะปิดบังเงินดังกล่าวก็ไม่เป็นเหตุให้ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ศาลจึงพิพากษาให้แบ่งทรัพย์สินและรายได้ตามสัดส่วนกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่าย. ฎีกาฉบับเต็ม คดีทั้งสามสำนวน ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาและพิพากษาโดยเรียกโจทก์ทั้งห้าในสำนวนแรกว่าโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 ทั้งสามสำนวนว่าจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสามในสำนวนที่สองว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 และโจทก์ในสำนวนที่สามว่าจำเลยที่ 5 สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า นายวิบูลย์ อูนากูล เจ้ามรดกมีภรรยา 4 คน ได้แก่ (1) นางสอิ้ง อูนากูล มีบุตรด้วยกัน 4 คนคือ จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 นางสอิ้งได้ถึงแก่กรรมไปก่อนนายวิบูลย์ประมาณ 30 ปี (2) จำเลยที่ 5มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวพรทิพย์ อูนากูล (3) โจทก์ที่ 1มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 (4) นางสง่า อูนากูลมีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายอาษา อูนากูล โจทก์ที่ 1 ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนายวิบูลย์ แต่ได้อยู่กินร่วมกันอย่างออกหน้าเป็นที่รู้จักกันทั่วไป และได้ร่วมกันทำมาหากินตั้งแต่ พ.ศ. 2485โดยร่วมกันซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 878 ต่อมาปี พ.ศ. 2491 ได้ร่วมกันก่อสร้างโรงแรมอูนากูล ในอาคารโรงแรมยังได้แบ่งส่วนให้เช่าทำร้านตัดผม ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมของโจทก์ที่ 1กับนายวิบูลย์คนละกึ่งส่วนเท่ากัน ปัจจุบันที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีราคารวมประมาณ 20 ล้านบาท นอกจากนี้โจทก์ที่ 1 และนายวิบูลย์ยังมีกรรมสิทธิ์ร่วมในเงินฝากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัดสาขาชลบุรี ซึ่งฝากในนามของนายวิบูลย์อีก 45,000 บาทนายวิบูลย์ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2526 และได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 และบุตรของนายวิบูลย์อีก 9 คน ทายาท นอกนั้นจึงถูกตัดมิให้รับมรดกโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นบุตรนอกกฎหมายที่ผู้ตายได้รับรองแล้วจึงเป็นทายาทและมีสิทธิได้รับมรดกตามพินัยกรรมคนละ 1 ส่วนโจทก์ที่ 5 และจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกัน ตามคำสั่งศาลโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 ประสงค์จะให้นำทรัพย์สินมาแบ่งกันจึงให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 จัดการแบ่งจำเลยที่ 1 เพิกเฉย จำเลยที่ 4 เป็นผู้ครอบครองและเก็บผลประโยชน์ของโรงแรมตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรมจนถึงปัจจุบัน ค่าเช่าโรงแรมและค่าเช่าร้านตัดผมเก็บได้เดือนละประมาณ 80,000 บาท คิดถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 880,000 บาท จำเลยที่ 4 นำเงินดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบเงินรายได้ และสรรพเอกสารตลอดจนบัญชีรายรับรายจ่ายให้โจทก์ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกแล้วก็เพิกเฉย ถือได้ว่าจำเลยที่ 4 มีเจตนาปิดบังยักย้ายทรัพย์มรดกเท่ากับส่วนที่ตนจะได้รับตามพินัยกรรมจึงต้องถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก ขอให้กำจัดจำเลยที่ 4 ไม่ให้รับมรดกของผู้ตาย ให้จำเลยที่ 1 ร่วมกับโจทก์ที่ 5 จัดการแบ่งทรัพย์สินและทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 878 พร้อมอาคารโรงแรมอูนากูล ออกขายนำเงินมาแบ่งให้โจทก์ที่ 1 ครึ่งหนึ่งก่อน ส่วนที่เหลือเป็นทรัพย์มรดกให้จัดแบ่งแก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และนางสาวพรทิพย์ อูนากูล รวม 9 คน คนละ 1 ส่วนเท่ากัน หากไม่อาจขายโดยวิธีธรรมดาได้ ก็ให้นำออกขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 มีสิทธิได้รับอย่างต่ำเป็นเงิน15,555,555.55 บาท ให้จำเลยที่ 4 นำเงินรายได้ของโรงแรมนับแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่กรรมจนถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 880,000 บาทมาแบ่งแก่ทายาทรวม 9 คน ซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 จะได้รับเป็นเงินทั้งสิ้น 684,444.45 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 4 นำเงินค่าเช่าร้านตัดผมและเงินรายได้ของโรงแรมในอัตราเดือนละ 80,000บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปมาแบ่งให้แก่ทายาท 9 คน ตามสัดส่วนจนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือจนกว่าจะขายที่ดินและกิจการโรงแรมไปแล้วและให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินฝากธนาคารจำนวน 45,000 บาท ให้แก่ทายาท 9 คน ตามส่วน ซึ่งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 มีสิทธิได้รับรวมเป็นเงิน 35,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การว่า จำเลยทั้งสองเป็นบุตรของนางสอิ้งอันเกิดกับวิบูลย์ ผู้ตาย บิดามารดาอยู่กินกันเมื่อประมาณ พ.ศ. 2477 และเป็นสามีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินโฉนดที่ 878 บิดามารดาได้ซื้อมาเมื่อ พ.ศ. 2486 จึงเป็นสินสมรสเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2487 บิดามารดาได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินนี้ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ต่อมา พ.ศ. 2487 นางสอิ้งถึงแก่กรรมที่ดินแปลงนี้จึงต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน ตกได้แก่ผู้ตาย 1 ส่วน และนางสอิ้ง 1 ส่วน ส่วนของนางสอิ้งตกได้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ตามพินัยกรรม ส่วนของผู้ตายตกแก่ทายาททุกคน หลังจากนางสอิ้งถึงแก่กรรมแล้ว ผู้ตายได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 เมื่อพ.ศ. 2487 หลังจากนั้นได้ก่อสร้างโรงแรมอูนากูลลงในที่ดินแปลงดังกล่าว โรงแรมจึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5กึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมต้องแบ่งสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 ก่อนปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีสินเดิมมาก่อน การแบ่งโรงแรมจึงต้องแบ่งเป็น 4 ส่วน ผู้ตายได้ 1 ส่วน จำเลยที่ 5 ได้ 1 ส่วน อีก2 ส่วนเป็นของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ดังนั้นมรดกของผู้ตายจึงมีเพียง1 ใน 4 ส่วนเท่านั้น สำหรับเงินสดจำนวน 45,000 บาท ในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 5 กับผู้ตายแบ่งเป็น 2 ส่วน จำเลยที่ 5 ได้ 1 ส่วนเป็นเงิน 22,500 บาท ส่วนของผู้ตายเป็นมรดกตกแก่ทายาท 10 คนคนละ 1 ส่วนเท่ากันตามพินัยกรรม ในการก่อสร้างและดำเนินกิจการโรงแรมอูนากูล โจทก์ที่ 1 ไม่เคยร่วมทุนและไม่เคยมาช่วยทำกิจการจึงไม่มีสิทธิในที่ดินและโรงแรม จำเลยที่ 4 ไม่เคยนำรายได้จากกิจการโรงแรมไปใช้เป็นส่วนตัว แต่ได้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายและเก็บรักษาเงินไว้ เพื่อส่งมอบให้แก่ทายาทของผู้ตายต่อไปจำเลยที่ 4 ไม่เคยรับหนังสือทวงถามจากโจทก์ การที่จำเลยที่ 4ไม่ยอมส่งมอบบัญชีและรายได้ให้โจทก์ที่ 5 นั้น ก็ไม่เป็นการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก จึงไม่ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก รายได้กิจการโรงแรมและค่าเช่าร้านตัดผมเดือนละ 70,200 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือเดือนละ 10,000 บาท แม้จะฟังว่าจำเลยที่ 4ปิดบังหรือยักย้ายทรัพย์มรดก ก็ไม่เกินส่วนที่จำเลยที่ 4มีสิทธิได้รับ จึงไม่ถูกกำจัดไม่ให้รับมรดก สำนวนที่สองจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 เป็นโจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามดังกล่าวและจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของผู้ตายอันเกิดจากนางสอิ้ง จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล ผู้ตายและนางสอิ้งเป็นสามีภรรยากันเมื่อประมาณพ.ศ. 2477 อยู่ร่วมกันจนนางสอิ้งตายเมื่อ พ.ศ. 2487 ผู้ตายและนางสอิ้งได้ซื้อที่ดินโฉนดที่ 878 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2486โดยใส่ชื่อผู้ตายเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จึงเป็นสินสมรสของผู้ตายและนางสอิ้ง ต่อมาเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2487 นางสอิ้งได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินแปลงดังกล่าวพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 คนละ 1 ส่วนเท่า ๆ กัน หลังจากนางสอิ้งตายแล้วผู้ตายก็ครอบครองที่ดินส่วนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 แทนตลอดมาและได้เอาไปจำนองธนาคารเอาเงินมาก่อสร้างโรงแรมอูนากูลซึ่งเป็นการดำเนินการแทนจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ทำให้จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 มีส่วนเป็นเจ้าของอาคารและกิจการโรงแรมอยู่คนละ 1ใน 8 ส่วน ต่อมาผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2526หลังจากนั้นโรงแรมมีรายได้เป็นกำไรสุทธิเดือนละ 10,000 บาทนับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 112,666.66 บาท ซึ่งเป็นส่วนของจำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ใน 8 ส่วน ขอให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5ในฐานะผู้จัดการมรดกโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างและกิจการโรงแรมให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 คนละ 1 ใน 8 ส่วนของกรรมสิทธิ์ทั้งหมด หากจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 เพิกเฉยก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 และให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 ชำระเงินให้จำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 4 คนละ 14,083.33 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 จ่ายเงินรายได้โรงแรมอูนากูลให้แก่จำเลยที่ 2 ที่ 3และที่ 4 คนละ 1,250 บาทต่อเดือน นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 จำเลยที่ 1 ให้การรับตามฟ้อง โจทก์ที่ 5 ให้การว่า จำเลยที่ 4 ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะถูกกำจัดมิให้รับมรดก ที่ดินตามฟ้องเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับนางสอิ้งทำมาหาได้ด้วยกัน ผู้ตายได้โจทก์ที่ 1 ก่อนที่นางสอิ้งจะตายที่ดินพิพาทได้มาก่อนนางสอิ้งตาย พินัยกรรมของนางสอิ้งปลอมผู้ตายทำพินัยกรรมฉบับใหม่แล้วเพิกถอนฉบับเดิม ผู้ตายมิได้ถือกรรมสิทธิ์แทนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 4 โรงแรมมีกำไรไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท สำนวนที่สาม จำเลยที่ 5 เป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 5กับผู้ตายเป็นสามีภรรยากันโดยจดทะเบียนสมรสเมื่อ พ.ศ. 2487ต่างมีสินเดิมมาด้วยกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือนางสาวพรทิพย์อูนากูล จำเลยที่ 5 ได้ร่วมกับผู้ตายปลูกสร้างอาคารโรงแรมอูนากูลลงในที่ดินพิพาท และดำเนินกิจการโรงแรมตลอดมาจนผู้ตายถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2526 อาคารโรงแรมเป็นสินสมรสเงินฝากของผู้ตายที่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรีจำนวน 45,000 บาท ก็เป็นสินสมรส จำเลยที่ 5 มีสิทธิในสินสมรสกึ่งหนึ่ง ตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรมโรงแรมมีรายได้กำไรสุทธิเดือนละ10,000 บาท นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 111,666.66 บาท จำเลยที่ 5มีส่วนกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 55,833.55 บาท (ที่ถูกน่าจะเป็น55,833.33 บาท) และจำเลยที่ 5 มีสิทธิในกิจการโรงแรมอีกเดือนละ5,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จำเลยที่ 5 ได้บอกกล่าวให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นให้จำเลยที่ 5 แล้วจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 เพิกเฉย ขอให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5จัดการลงชื่อจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของร่วมกึ่งหนึ่งในอาคารโรงแรมและกิจการของโรงแรม หากจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 เพิกเฉยก็ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 และให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5 แบ่งเงิน 22,500 บาทที่ฝากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี ให้จำเลยที่ 5 ตามสิทธิที่มีอยู่กึ่งหนึ่งกับให้แบ่งเงินรายได้จากกิจการโรงแรม 8,333.33 บาท และต่อไปอีกเดือนละ 5,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้จำเลยที่ 5 เสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การรับตามฟ้องโจทก์ โจทก์ที่ 5 ให้การว่า อาคารโรงแรมและเงินฝากธนาคารจำนวน45,000 บาท ไม่ใช่สินสมรสของจำเลยที่ 5 กับผู้ตาย เพราะก่อนนางสอิ้งภรรยาคนแรกของผู้ตายถึงแก่กรรมประมาณ 2 ปี ผู้ตายได้ร่วมอยู่กินกับโจทก์ที่ 1 ฉันสามีภรรยาเรื่อยมาตั้งแต่พ.ศ. 2485 ตลอดมาจนผู้ตายถึงแก่กรรมมีบุตรกับโจทก์ที่ 1 รวม4 คน คือโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 5 เพิ่งจดทะเบียนสมรสกับผู้ตายเมื่อปี พ.ศ. 2487 หลังจากนั้นประมาณ 2-3 เดือน จำเลยที่ 5จงใจทิ้งร้างผู้ตายไป จวบ จนผู้ตายถึงแก่กรรมเป็นเวลานานถึง 39 ปีแม้หลังผู้ตายถึงแก่กรรม จำเลยที่ 5 ก็ไม่เคยมาในงานศพของผู้ตายส่วนโจทก์ที่ 1 กับผู้ตายได้ร่วมประกอบอาชีพด้วยกันโดยในปีพ.ศ. 2491 ได้ร่วมกันสร้างอาคารโรงแรมเป็นเรือนไม้ลงในที่ดินพิพาทต่อมาปี พ.ศ. 2508 ได้ร่วมกันสร้างอาคารเป็นตึก 4 ชั้น แทนเรือนไม้หลังเก่า จำเลยที่ 5 ไม่เคยเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือร่วมประกอบกิจการโรงแรม มีแต่โจทก์ที่ 1 กับผู้ตายร่วมกันทำมาหาได้มาตลอดจึงไม่ใช่เป็นสินสมรสของจำเลยที่ 5 กับผู้ตาย หากแต่เป็นทรัพย์กรรมสิทธิ์ร่วมของโจทก์ที่ 1 กับผู้ตาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์ที่ 1 มีส่วนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท1 ใน 15 ส่วนของที่ดิน เป็นเจ้าของอาคารโรงแรม 21 ใน 40ส่วนของอาคารโรงแรม เป็นเจ้าของเงินฝากในธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การจำกัด สาขาชลบุรี กึ่งหนึ่งของเงินในบัญชี และเป็นเจ้าของรายได้จากกิจการโรงแรมหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรม 21 ใน 40 ส่วนของรายได้สุทธิที่รับมา โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนละ 1 ใน 15 ส่วนของที่ดิน มีส่วนเป็นเจ้าของอาคารโรงแรมคนละ1 ใน 40 ส่วนของอาคารโรงแรม เป็นเจ้าของเงินฝากธนาคารคนละ1 ใน 44 ส่วนของเงินที่มีอยู่ในบัญชี เป็นเจ้าของรายได้จากกิจการโรงแรมหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมคนละ 1 ใน 40 ส่วนของรายได้สุทธิที่รับมา จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทคนละ3 ใน 20 ส่วนของที่ดิน เป็นเจ้าของอาคารโรงแรมคนละ 1 ใน 40 ส่วนของอาคารโรงแรม เป็นเจ้าของเงินฝากธนาคารคนละ 1 ใน 44 ส่วนของเงินที่มีอยู่ในบัญชี และเป็นเจ้าของรายได้จากกิจการโรงแรมหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมคนละ 1 ใน 40 ส่วนของรายได้สุทธิที่รับมาจำเลยที่ 5 มีส่วนเป็นเจ้าของอาคารโรงแรม 1 ใน 4 ของอาคารโรงแรมเป็นเจ้าของเงินฝากธนาคาร 1 ใน 4 ส่วนของเงินที่มีอยู่ในบัญชีและเป็นเจ้าของรายได้จากกิจการโรงแรมหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรม1 ใน 4 ส่วนของรายได้สุทธิที่รับมา ให้จำเลยที่ 1 และโจทก์ที่ 5ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการขายที่ดินและอาคารโรงแรมดังกล่าวโดยประมูลราคากันเองในระหว่างผู้เป็นเจ้าของก่อน ถ้าไม่เป็นผลก็ให้เอาออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่งกันตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของ (ถ้าขายที่ดินและโรงแรมพร้อมกันไปได้เงินมาเท่าใด ก็ให้คิดเป็นอัตราส่วนระหว่างที่ดินกับโรงแรม โดยถืออัตราส่วน 1 ต่อ 16 หรือ เศษ 1 ส่วน 17 ต่อ เศษ 16 ส่วน 17)ให้ผู้จัดการมรดกไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วแบ่งให้โจทก์จำเลยตามอัตราส่วนที่มีสิทธิ ให้จำเลยที่ 4 จัดการส่งมอบเงินรายได้สุทธิจากกิจการโรงแรม (รวมร้านตัดผม) ที่ได้รับมาทั้งหมดนับตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรมจนถึงวันที่ศาลพิพากษาคดีนี้ (ซึ่งฟังว่ามีรายได้สุทธิเดือนละ 25,000 บาท) ให้แก่โจทก์และจำเลยตามสัดส่วนที่มีสิทธิ และในการจัดการส่งมอบรายได้ดังว่านั้นซึ่งจะได้รับในอนาคต (หลังศาลพิพากษาคดีแล้ว) ให้โจทก์และจำเลยตามสัดส่วนที่มีสิทธิ จนกว่าจำเลยที่ 4 จะพ้นจากหน้าที่ผู้เก็บรักษาเงินถ้าจำเลยที่ 4 พ้นหน้าที่ไปแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 1และโจทก์ที่ 5 ในฐานะผู้จัดการมรดกจะจัดการต่อไป คำขอของโจทก์จำเลยยิ่งกว่านี้ให้ยกเสีย จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายแบ่งทรัพย์สินที่พิพาทให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 2ถึงที่ 5 (ที่ไม่ระบุส่วนของจำเลยที่ 1 เพราะจำเลยที่ 1 มิได้ฟ้องแย้ง) ดังนี้ 1. ที่ดินพิพาทแบ่งให้โจทก์ทั้งห้าคนละ เศษ 4 ส่วน 60 ส่วนและให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ เศษ 9 ส่วน 60 ของที่ดินพิพาททั้งหมด 2. อาคารโรงแรมทั้งหมดแบ่งให้จำเลยที่ 5 กึ่งหนึ่งส่วนที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งแบ่งให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ เศษ 1 ส่วน 10 ของอาคารส่วนที่เหลือกึ่งหนึ่งดังกล่าว 3. เงินรายได้จากกิจการโรงแรม (รวมรายได้จากร้านตัดผม)หลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมถึงวันฟ้องเป็นเงิน 165,000 บาท แบ่งให้จำเลยที่ 5 เศษ 13 ส่วน 22 ส่วน แบ่งให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ เศษ 2 ส่วน 22 ส่วนของเงินดังกล่าวส่วนเงินได้สุทธิจากกิจการโรงแรมหลังฟ้อง ซึ่งไม่อาจคาดคะเนได้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้เพราะรายรับรายจ่ายแต่ละเดือนไม่เท่ากันเสมอไป จึงให้จำเลยที่ 1 แสดงรายรับรายจ่ายตามความเป็นจริงต่อทายาทผู้มีสิทธิ เมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้วได้เงินสุทธิเท่าใด ก็ให้แบ่งไปตามสิทธิของทายาทแต่ละคนตามหลักเกณฑ์ข้างต้นเรื่อย ๆ ไปจนกว่าจะเลิกหรือโอนกิจการไป 4. เงินฝากในบัญชีธนาคารจำนวนเงินต้น 45,000 บาท ให้แบ่งแก่จำเลยที่ 5 จำนวน เศษ 13 ส่วน 22 ส่วน โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5และจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 คนละ เศษ 2 ส่วน 22 ส่วน ของเงินต้นทั้งหมดส่วนดอกเบี้ยที่เกิดจากเงินต้นดังกล่าวเป็นจำนวนเท่าใดให้นำมาแบ่งแก่โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 ตามส่วนที่ตนจะได้ดังกล่าวข้างต้น ที่ดินพิพาทและอาคารโรงแรมพิพาทตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้ทายาทผู้เป็นเจ้าของร่วมตกลงแบ่งกันเอง ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ประมูลขายกันเองก่อน หากยังตกลงแบ่งกันไม่ได้อีก ก็ให้นำออกขายหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งให้แก่ผู้มีสิทธิตามส่วนดังกล่าวข้างต้น โจทก์ทั้งห้าฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่คู่ความนำสืบรับกันว่า นายวิบูลย์ผู้ตายมีภรรยา 4 คน คือ นางสอิ้งจำเลยที่ 5 โจทก์ที่ 1 และนางสง่า ผู้ตายมีบุตรกับภรรยาทั้งสี่ดังกล่าวดังนี้คือ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นบุตรเกิดกับนางสอิ้งนางสาวพรทิพย์เกิดกับจำเลยที่ 5 โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 เกิดกับโจทก์ที่ 1 และนายอาษาเกิดกับนางสง่า ภรรยาของผู้ตายทั้งหมดคงมีจำเลยที่ 5 คนเดียวได้จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย นอกนั้นไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน นางสอิ้งมารดาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงแก่กรรมไปตั้งแต่ปี พ.ศ. 2487 จำเลยที่ 5 กับนางสง่าแยกทางกับผู้ตายก่อนผู้ตายถึงแก่กรรมหลายปี คงมีโจทก์ที่ 1 อยู่กินกับผู้ตายตลอดมา ทรัพย์สินที่พิพาทมีที่ดินโฉนดที่ 878 พร้อมด้วยอาคารโรงแรมอูนากูล ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินนี้ รายได้ของกิจการโรงแรมดังกล่าวตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรมตลอดมาและเงินฝากในบัญชีที่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี จำนวน 45,000บาท จำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายตามคำพิพากษาของศาลฎีกา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2487 ผู้ตายกับนางสอิ้งได้ร่วมกันทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนี้ให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และต่อมาผู้ตายได้ทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 1 มกราคม 2522 ยกที่ดินพิพาทพร้อมด้วยสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินนี้ให้แก่ทายาท 10 คน ซึ่งมีโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 รวมอยู่ด้วย เฉพาะที่ดินโฉนดเลขที่ 878 นั้น คดีได้ถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้วว่าเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายกับนางสอิ้งทำมาหาได้ด้วยกันอันเป็นสินสมรส โจทก์ที่ 1ไม่มีส่วนทำมาหาได้ด้วย และคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้วว่าการแบ่งสินสมรสระหว่างผู้ตายกับนางสอิ้งที่อยู่กินก่อนใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 พ.ศ. 2477 ต้องบังคับไปตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย ผู้ตายกับนางสอิ้งต่างไม่มีสินเดิมด้วยกัน ที่ดินโฉนดที่ 878 ผู้ตายได้ส่วนแบ่ง 2 ส่วนนางสอิ้งได้ 1 ส่วน คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ทั้งห้าว่า โรงแรมอูนากูลเงินฝากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี ที่โจทก์อ้างว่ามีประมาณ 45,000 บาท และเงินรายได้จากกิจการโรงแรมซึ่งได้มาหลังจากผู้ตายถึงแก่กรรมโจทก์ที่ 1 มีส่วนทำมาหาได้กับผู้ตายหรือไม่ โจทก์นำสืบได้ความว่า โจทก์ที่ 1 ได้มาอยู่กินกับผู้ตายฉันสามีภรรยาตั้งแต่ผู้ตายมีอาชีพทำประมง โจทก์ที่ 1ร่วมกับผู้ตายทำมาหากินด้วยกันโดยช่วยทำอวนรัง ทำโป๊ะ ร่วมทำกิจการเดินรถยนต์ โดยสารประจำทางและเก็บหอมรอมริบเงินที่ได้จากการทำอวน ทำโป๊ะ มาร่วมกันสร้างอาคารโรงแรมเป็นเรือนไม้ก่อนต่อมารื้อแล้วสร้างเป็นตึกแถวคอนกรีตใหม่ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันทั้งได้ช่วยดูแลกิจการโรงแรมด้วย กล่าวคือช่วยต้อนรับแขกเก็บเงินจากแขกที่มาพัก ช่วยเย็บปลอกหมอน เย็บที่นอน ฝ่ายจำเลยนำสืบโต้แย้งว่าโจทก์ที่ 1 เข้ามาสู่ครอบครัวของผู้ตายในฐานะคนรับใช้ก่อนหลังจากนางสอิ้งมารดาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 1ทำหน้าที่เลี้ยงดูจำเลยที่ 4 ซึ่งขณะนั้นเพิ่งคลอดไม่นาน ต่อมาผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 5 หลังจากนั้นผู้ตายจึงได้เสียกับโจทก์ที่ 1 ทำให้จำเลยที่ 5 โกรธจึงแยกทางไปจากผู้ตาย ผู้ตายประกอบอาชีพการประมงทำกิจการรถโดยสารประจำทางและกิจการโรงแรมด้วยตนเองทั้งสิ้น เป็นผู้ลงทุนเอง โจทก์ที่ 1 ไม่ได้ร่วมลงทุนด้วยเพราะเป็นคนยากจนมาก่อน เข้ามาในครอบครัวของผู้ตายก็ในฐานะคนรับใช้ ทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กในบ้านหรือทำหน้าที่แม่บ้านเท่านั้นแม้ขณะผู้ตายปลูกสร้างอาคารโรงแรมและดำเนินกิจการโรงแรมนั้นผู้ตายจัดการดำเนินการเองทั้งสิ้น โจทก์ที่ 1 มาช่วยงานของโรงแรมบ้าง ก็เป็นการทำตามคำสั่งของผู้ตาย เช่นเอาเสื้อผ้าของโรงแรมไปให้ลูกจ้างที่บ้านซัก ช่วยดูแลผ้าปูที่นอนและปลอกหมอนของโรงแรมและช่วยทำความสะอาดโรงแรม พิเคราะห์แล้ว ปัญหาเกี่ยวกับตัวโรงแรมได้ความจากการนำสืบของโจทก์ว่า โรงแรมสร้างเป็นเรือนไม้ก่อนเมื่อปี พ.ศ. 2491โดยมีชั้นเดียว แล้วต่อมาต่อเติมเป็นสองชั้น และในปี พ.ศ. 2508จึงเปลี่ยนมาเป็นตึกเสริมเหล็กสี่ชั้น ด้านหน้าติดถนนเจตน์ จำนงค์ชั้นล่างมีทางเข้าตรงกลาง ด้านขวาทั้งแถบจำเลยที่ 2 เปิดเป็นคลีนิควรรณะการแพทย์ ด้านซ้ายเป็นที่ทำการสำหรับต้อนรับแขกและริมซ้ายสุดกั้นเป็นห้องตัดผมให้คนเช่า และได้ความจากการนำสืบของฝ่ายจำเลยว่าโจทก์ที่ 1 ได้มาช่วยงานที่โรงแรมดูแลรักษาความสะอาด ซักผ้าปูที่นอนปลอกหมอนและเตรียมอาหารจากบ้านมาเลี้ยงดูพนักงานของโรงแรม ประกอบกับได้ความจากภาพถ่ายความเป็นไปในครอบครัวของผู้ตาย เช่น รูปหมู่ที่ถ่ายพร้อมหน้ากัน ภาพถ่ายตอนที่จำเลยที่ 2 รับปริญญา ทำพิธีแต่งงานจำเลยที่ 3 ทำพิธีแต่งงานก็มีโจทก์ที่ 1 ร่วมด้วยทุกครั้ง แสดงให้ปรากฏแก่คนทั่วไปว่าเป็นมารดาของบุตรทุกคนของผู้ตาย ตอนที่ทำพิธีสงฆ์เปิดโรงแรมตึกสี่ชั้น โจทก์ที่ 1 ก็แสดงตนเป็นเจ้าของกิจการร่วมกับผู้ตายทั้งโจทก์ที่ 1 ก็ทำบุญร่วมกับผู้ตายอย่างเสมอหน้ากัน ปรากฏตามอนุโมทนาบัตรและภาพถ่ายหมาย จ.7 ถึง จ.44 ข้อเท็จจริงจึงมีเหตุผลให้ฟังได้ว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภรรยาที่ผู้ตายเชิดชูให้เกียรติเสมอตนเชื่อได้ว่าผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ร่วมกันทำกิจการโรงแรมมีเจตนาเป็นเจ้าของร่วมกัน เงินที่ใช้เป็นทุนปลูกสร้างโรงแรมนั้นจะเกิดจากฝ่ายใดหามาไม่สำคัญ ต้องถือว่าโรงแรมนั้นเป็นทรัพย์สินร่วมกันระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 โรงแรมที่โจทก์ที่ 1 ร่วมกับผู้ตายปลูกสร้างลงไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 878 ซึ่งเป็นของผู้ตายนี้แสดงว่าผู้ตายยินยอมให้ใช้ที่ดินดังกล่าวปลูกสร้างโรงแรมเพื่อทำกิจการค้าร่วมกันกับโจทก์ที่ 1 ดังนั้นโรงแรมอูนากูลจึงไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินดังกล่าว กรณีเข้าข้อยกเว้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 109 ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าผู้ตายแต่เพียงคนเดียวเป็นเจ้าของและดำเนินกิจการโรงแรมอูนากูลมาตลอดไม่มีโจทก์ที่ 1 เป็นหุ้นส่วนด้วยและไม่จำต้องวินิจฉัยว่าอาคารโรงแรมอูนากูลบนที่ดินโฉนดที่ 878 เป็นส่วนควบกับที่ดินโฉนดดังกล่าวหรือไม่ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 5 จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้จำเลยที่ 5จะเลิกร้างกับผู้ตายไปนานแล้ว แต่เมื่อไม่ได้จดทะเบียนหย่ากันทรัพย์สินที่ผู้ตายได้มาระหว่างที่เป็นสามีภรรยากับจำเลยที่ 5ย่อมเป็นสินสมรส ดังนั้นโรงแรมอูนากูลเมื่อแบ่งกรรมสิทธิ์รวมระหว่างผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 แล้วครึ่งหนึ่งของโรงแรมที่ได้แก่ผู้ตายจึงเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 ทางพิจารณาได้ความว่าทั้งผู้ตายและจำเลยที่ 5 ต่างมีสินเดิมจึงต้องแบ่งสินสมรสคนละครึ่งจำเลยที่ 5 มีสิทธิเป็นเจ้าของโรงแรม เศษ 1 ส่วน 4 ของโรงแรมและผู้ตายมีสิทธิเป็นเจ้าของเศษ 1 ส่วน 4 ของโรงแรมซึ่งเป็นมรดกของผู้ตายตกทอดแก่ทายาทตามพินัยกรรมรวม 10 คน สำหรับเงินฝากธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ จำกัด สาขาชลบุรี โจทก์ฟ้องว่ามีอยู่ประมาณ 45,000 บาท แต่เมื่อนำสืบแล้วได้ความว่ามีอยู่51,651.14 บาท ตามสำเนาเอกสารหมาย จ.59 ซึ่งระบุว่า เป็นเงินของผู้ตายและ/หรือโจทก์ที่ 1 ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้รับฟังว่าเป็นรายได้จากกิจการโรงแรมที่ผู้ตายกับโจทก์ที่ 1 ทำร่วมกันจึงเป็นเจ้าของคนละครึ่ง ครึ่งหนึ่งที่เป็นของผู้ตายเป็นสินสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยที่ 5 ต้องแบ่งคนละครึ่งเป็นอย่างเดียวกับการแบ่งโรงแรมดังได้วินิจฉัยมาแล้วข้างต้น จำเลยที่ 5 มีสิทธิเป็นเจ้าของอยู่เศษ 1 ส่วน 4 ของเงินที่มีอยู่ ผู้ตายมีสิทธิเป็นเจ้าของอยู่เศษ 1 ส่วน 4 ของเงินที่มีอยู่ เมื่อตามสำเนาพินัยกรรมเอกสารหมาย จ.6 ที่ผู้ตายทำไว้มิได้ระบุตัวเงินดังกล่าว เงินส่วนของผู้ตายจึงตกได้แก่ทายาทโดยธรรมรวม 11 คน ได้คนละส่วนเท่ากันแต่ส่วนนี้สำหรับจำเลยที่ 5 ศาลชั้นต้นมิได้พิพากษาแบ่งส่วนนี้ให้จำเลยที่ 5 ไม่อุทธรณ์จึงยุติ ส่วนเงินรายได้จากกิจการโรงแรมรวมทั้งร้านตัดผมที่ได้มาหลังจากที่ผู้ตายถึงแก่กรรมแล้ว เห็นว่ามิใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย เพราะมิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่ผู้ตายถึงแก่กรรม แต่เป็นดอกผลของโรงแรมตกได้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของโรงแรมตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของโรงแรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 111 และมาตรา 1360 เงินรายได้นี้ฝ่ายโจทก์และจำเลยนำสืบโต้แย้งกัน โดยฝ่ายโจทก์นำสืบว่าควรจะมีรายได้สุทธิเดือนละ 70,000 บาท ฝ่ายจำเลยนำสืบว่ามีรายได้สุทธิเดือนละประมาณ 10,000 บาท ฝ่ายโจทก์นำสืบว่าโรงแรมมีห้องทั้งหมด 52 ห้อง ราคามีหลายระดับอย่างต่ำวันละ 40 บาทอย่างสูงวันละ 120 บาท แต่ฝ่ายโจทก์นำสืบไม่ชัดว่าห้องแต่ละระดับนั้นมีกี่ห้องและรายจ่ายมีอะไรบ้าง จึงไม่อาจกะประมาณได้ว่าเดือนหนึ่งควรจะมีรายได้สุทธิประมาณเท่าใด ส่วนฝ่ายจำเลยก็นำสืบไม่ชัดแจ้งเช่นเดียวกัน ทั้งทางพิจารณาได้ความว่านายเมฆ (ไม่ทราบนามสกุล) เป็นผู้เก็บเงินจากลูกค้าแล้วส่งมอบให้จำเลยที่ 4เก็บรักษาไว้ แต่ฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยก็มิได้นำนายเมฆมาสืบให้แจ้งชัดแต่อย่างใด เมื่อพิจารณารายรับรายจ่ายของโรงแรมตามสำเนาเอกสารหมาย ล.7 ที่จำเลยที่ 4 แสดงมาประกอบกับบัญชีเงินฝากส่วนตัวของจำเลยที่ 4 ที่ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ สาขาชลบุรีและคำเบิกความของจำเลยที่ 4 แล้ว เห็นว่า จำเลยที่ 4 เบิกความไม่สมเหตุสมผลโดยเฉพาะจำเลยที่ 4 น่าจะนำเอารายได้ของโรงแรมไปฝากไว้ในบัญชีหนึ่งต่างหาก ไม่น่าจะเอาไปฝากรวมไว้ในบัญชีส่วนตัวของจำเลยที่ 4 จึงเป็นพิรุธ น่าเชื่อว่ารายได้สุทธิของโรงแรมเกินกว่าเดือนละ 10,000 บาท และมีรายได้สุทธิอย่างน้อยเดือนละ25,000 บาท เมื่อนับตั้งแต่วันที่ผู้ตายถึงแก่กรรมจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาประมาณ 12 เดือน จึงควรเป็นรายได้สุทธิประมาณ 300,000บาท และหลังจากฟ้องก็ควรมีรายได้สุทธิประมาณเดือนละ 25,000 บาทตลอดมา ฎีกาโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังขึ้น โจทก์ทั้งห้าฎีกาเป็นประการสุดท้ายว่า จำเลยที่ 4 เป็นผู้เก็บรักษาเงินรายได้จากกิจการโรงแรม (รวมทั้งร้านตัดผม)ได้ปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้จึงต้องถูกกำจัดมิให้รับมรดกนั้นเห็นว่า เงินที่ได้จากกิจการโรงแรม (รวมทั้งร้านตัดผม) ที่ได้มาภายหลังผู้ตายถึงแก่กรรมไม่ใช่มรดกของผู้ตาย แม้จำเลยที่ 4 ปปิดบังหรือยักย้ายเงินส่วนนี้ จำเลยที่ 4 ก็ไม่ถูกกำจัดมิให้รับมรดก ฎีกาโจทก์ทั้งห้าข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของผู้ตายจัดการแบ่งทรัพย์ที่พิพาทดังนี้ แบ่งที่ดินพิพาทให้โจทก์ที่ 1 ได้เศษ 1 ส่วน 15 ส่วนของที่ดินพิพาท ได้เศษ 21 ส่วน 40 ส่วนของอาคารโรงแรมพิพาท ได้เศษ 1 ส่วน 2 ส่วนของเงินฝากในบัญชีธนาคารได้เศษ 21 ส่วน 40 ส่วนของเงินรายได้จากกิจการโรงแรมซึ่งรวมรายได้จากร้านตัดผมด้วย ให้โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 5 ได้คนละเศษ 1ส่วน 15 ส่วนของที่ดินพิพาท ได้เศษ 1 ส่วน 40 ส่วนของอาคารโรงแรมได้เศษ 1 ส่วน 44 ส่วนของเงินฝากในบัญชีธนาคาร ได้เศษ 1 ส่วน 40ส่วนของเงินรายได้จากกิจการโรงแรมฯ ให้จำเลยที่ 2 ถึงที่ 4ได้คนละเศษ 3 ส่วน 20 ส่วนของที่ดินพิพาท ได้เศษ 1 ส่วน 40 ส่วนของอาคารโรงแรมพิพาท ได้เศษ 1 ส่วน 44 ส่วนของเงินในบัญชีธนาคารได้เศษ 1 ส่วน 44 ส่วนของเงินรายได้จากกิจการโรงแรมฯ ให้จำเลยที่ 5 ได้เศษ 1 ส่วน 4 ส่วนของอาคารโรงแรม เศษ 1 ส่วน 4 ส่วนของเงินฝากในบัญชีธนาคาร ได้เศษ 1 ส่วน 4 ส่วนของเงินรายได้จากกิจการโรงแรมฯ ในการจัดแบ่งที่ดินและอาคารโรงแรมพิพาทดังกล่าวให้จำเลยที่ 1 ดำเนินการให้โจทก์จำเลยที่มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งให้ตกลงแบ่งกันเองก่อน ถ้าไม่สามารถแบ่งได้ก็ให้ประมูลขายในระหว่างกันเองนำเงินมาแบ่งกันตามส่วนที่มีสิทธิ หากยังตกลงแบ่งกันไม่ได้ก็ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งให้แก่โจทก์จำเลยตามส่วนที่มีสิทธิกับให้จำเลยที่ 1 ไปเบิกเงินจากธนาคารแล้วแบ่งให้โจทก์จำเลยดังกล่าวตามส่วนที่มีสิทธิ และให้จำเลยที่ 4 ส่งมอบเงินรายได้สุทธิจากกิจการโรงแรมฯ ที่ได้รับมาทั้งหมดนับตั้งแต่ผู้ตายถึงแก่กรรม (ซึ่งฟังว่ามีรายได้สุทธิอย่างน้อยเดือนละ 25,000 บาท นับถึงวันฟ้องมีรายได้สุทธิประมาณ300,000 บาท) ให้แก่โจทก์จำเลยตามส่วนที่มีสิทธิดังกล่าวแล้วด้วยทั้งนี้จนกว่าจำเลยที่ 4 จะพ้นจากการเป็นผู้เก็บรักษาเงินรายได้ส่วนนี้คำขออื่นของโจทก์จำเลยนอกจากนี้ให้ยก |



