ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ที่ดินสนามยิงเป้าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินและข้อจำกัดการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง(ฎีกา 5200/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 5200/2566, คดีเพิกถอนโฉนดทับสนามยิงเป้ากองทัพเรือ, การตีความสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304, ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง, สิทธิดีกว่าในการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ที่ดินของแผ่นดิน, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับที่ดินสนามยิงเป้าบางพระ, การใช้ประวัติศาสตร์เอกสารราชการและแผนที่ราชการพิสูจน์เขตที่ดิน, แนวทางพิจารณาว่าทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่, การห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินซึ่งออกโฉนดทับพื้นที่สนามยิงเป้าของกองทัพเรือ โดยศาลต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 หรือไม่ ประกอบกับมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดก่อนแล้วว่าที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 เป็นที่ดินของแผ่นดิน ฝ่ายจำเลยจึงต้องพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่าจึงจะโต้แย้งได้ นอกจากนี้ คดียังมีประเด็นเรื่องทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์และข้อจำกัดการอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อโจทก์เรียกค่าเสียหายเป็นเงินรายเดือนนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคต จึงไม่อาจนำมาคำนวณทุนทรัพย์เกินห้าหมื่นบาทได้ ส่งผลให้ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจึงเป็นคดีตัวอย่างสำคัญเกี่ยวกับสถานะของที่ดินสาธารณะของรัฐ ผลของคำพิพากษาถึงที่สุดที่ใช้ยันบุคคลภายนอก และเกณฑ์การพิจารณาว่าคดีใดต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 ที่ดินพิพาทซึ่งใช้เป็นสนามยิงเป้าของกองทัพเรือมาโดยตลอด จะถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามกฎหมายหรือไม่

2 คำพิพากษาถึงที่สุดที่วินิจฉัยว่าที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดเดิมเป็นของแผ่นดิน จะมีผลใช้ยันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเพียงใด เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ว่าตนมีสิทธิดีกว่าได้

3 คำขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือนนับแต่วันที่ศาลพิพากษา จะนับเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เพื่อไม่ให้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือไม่ การใช้ผลผูกพันของคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถึงที่สุดเดิมมาช่วยยืนยันสิทธิของรัฐในการโต้แย้งเอกชน และการตีความเรื่องทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เพื่อพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงหรือไม่ โดยศาลฎีกาอาศัยหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 1305 และมาตรา 1306 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) และมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ตลอดจนบทบัญญัติกฎหมายที่ดินเดิมว่าด้วยการออกโฉนดที่ดิน เพื่อยืนยันสถานะกรรมสิทธิ์ของรัฐและจำกัดสิทธิของเอกชนในการอ้างสิทธิเหนือที่ดินพิพาท

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ (ป.พ.พ. มาตรา 1304 วรรคหนึ่ง (3))

ศาลฎีกายึดหลักว่าที่ดินสนามยิงเป้าซึ่งใช้ในราชการกองทัพเรือมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้น ย่อมเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เอกชนไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์หรือได้มาด้วยการครอบครองปรปักษ์เหนือที่ดินดังกล่าวได้

2 ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดต่อบุคคลภายนอก (ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2))

ในเมื่อเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดวินิจฉัยแล้วว่าที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินและเป็นคุณแก่รัฐ จึงสามารถใช้ยันจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จำเลยจะพิสูจน์ให้ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า

3 สิทธิดีกว่าในการโต้แย้งกรรมสิทธิ์ของรัฐในที่ดินพิพาท

เมื่อรัฐยกคำพิพากษาถึงที่สุดเดิมและพยานหลักฐานราชการยันว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของแผ่นดิน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่จำเลยที่จะต้องแสดงว่าตนมีสิทธิดีกว่า แต่การนำสืบของจำเลยเป็นเพียงการตีความเอกสารราชการและให้ความเห็น ไม่ใช่พยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเหนือเอกสารของทางราชการ จึงไม่อาจหักล้างสิทธิของรัฐหรือพิสูจน์สิทธิดีกว่าได้

4 การก่นสร้างและการได้โฉนดในที่ดินหลวงหวงห้ามไม่ก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์เอกชน

การที่เอกชนเข้าก่นสร้างและได้รับโฉนดในที่ดินที่รัฐหวงห้ามไว้เพื่อราชการ เช่น สนามยิงเป้าของกองทัพเรือ ภายใต้พระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ศก 127 และหลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 1305 และมาตรา 1306 ไม่อาจทำให้เอกชนได้กรรมสิทธิ์เหนือที่ดินของรัฐได้ แม้จะอ้างว่าครอบครองหรือซื้อขายสืบสิทธิมาเป็นเวลานานเพียงใดก็ตาม

5 ทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทและการห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริง (ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง)

ค่าชดใช้ความเสียหายที่โจทก์เรียกเป็นรายเดือนนับแต่วันที่ศาลพิพากษาถือเป็นเรื่องในอนาคต จึงไม่นำมานับเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท ส่งผลให้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกายืนยันแนววินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ว่าการไม่รับวินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนนี้ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ข้อเท็จจริงโดยสังเขป

โจทก์ในคดีนี้เป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งดูแลที่ราชพัสดุและที่ดินสนามยิงเป้าของกองทัพเรือในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3325 ซึ่งแต่เดิมใช้เป็นสนามยิงเป้าบางพระของกองทัพเรือ มีการใช้ประโยชน์ในราชการทหารเรือมาตั้งแต่ราวปี 2458

ภายหลังมีการออกโฉนดหลายแปลงให้แก่เอกชน ได้แก่ นายเพา นายหง นายทิว และต่อมาจำเลยทั้งสี่อ้างว่าสืบสิทธิครอบครองหรือได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทต่อมาจากบุคคลดังกล่าว โดยมีการก่นสร้าง ทำประโยชน์ ปลูกพืชและปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้าง

โจทก์เห็นว่า การออกโฉนดเป็นการออกทับที่ราชพัสดุซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ใช้เป็นสนามยิงเป้าและกิจการอื่นของกองทัพเรือ จึงฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3325, 3369, 3370 และ 3371 ในส่วนที่ออกทับที่ราชพัสดุชบ. 465 ของโจทก์ ขอให้ขับไล่จำเลยทั้งสี่และบริวารออกจากที่ดินดังกล่าว ให้ขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง หากไม่ดำเนินการให้โจทก์ดำเนินการเองโดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย พร้อมทั้งเรียกค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 44,304 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาเพิกถอนโฉนดและขับไล่

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง อ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินโฉนดของเอกชนที่ได้มาโดยชอบ ขอสืบพยานเพื่อแสดงสิทธิในที่ดินพิพาทและโต้แย้งว่าไม่ใช่ที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดทั้งสี่เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ราชพัสดุ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกจากที่ดินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนสำหรับจำเลยทั้งสี่และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ในส่วนค่าเสียหาย โดยคืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์และกำหนดค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ต่อมาโจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา ทำให้ศาลฎีกาต้องพิจารณาทั้งประเด็นสถานะของที่ดินพิพาท และประเด็นว่าทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่ซึ่งมีผลต่อการห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง

ประเด็นข้อพิพาทและปัญหาข้อกฎหมายสำคัญ

1 ที่ดินพิพาทซึ่งออกโฉนดทับพื้นที่สนามยิงเป้าบางพระ มีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) หรือไม่

2 เมื่อเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดแล้วว่า ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน คำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินอันอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) หรือไม่ และจำเลยทั้งสี่ต้องพิสูจน์สิทธิดีกว่าอย่างไร

3 การอ้างสิทธิของจำเลยทั้งสี่โดยอาศัยการครอบครองต่อจากบุคคลอื่นและการก่นสร้างในที่ดินพิพาท สามารถเป็นเหตุให้ได้กรรมสิทธิ์เหนือที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือที่หลวงหวงห้ามได้หรือไม่ ภายใต้บทบัญญัติกฎหมายที่ดินเดิมและประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และ 1306

4 คำขอของโจทก์ที่เรียกค่าเสียหายเป็นรายเดือนนับแต่วันที่ศาลพิพากษาเป็นเรื่องในอนาคต จะนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์เพื่อพิจารณาว่าคดีมีทุนทรัพย์เกินห้าหมื่นบาทในชั้นอุทธรณ์หรือไม่ และมีผลให้ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง อย่างไร

เหตุผลและดุลพินิจของศาลฎีกาในประเด็นที่ดินพิพาท

1 การพิสูจน์สถานะที่ดินพิพาทเป็นสนามยิงเป้าของกองทัพเรือและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งเป็นพยานราชการและเอกสารราชการทางประวัติศาสตร์ ได้แก่ แผนที่และหนังสือโต้ตอบระหว่างหน่วยราชการตั้งแต่ปี 2458 เป็นต้นมา รวมทั้งเอกสารของกรมธนารักษ์และหน่วยงานที่ดิน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า

ได้มีการจัดซื้อที่ดิน 8 โฉนดเพื่อใช้เป็นสนามยิงเป้าของกองทัพเรือ

นอกจากที่ดินมีโฉนดแล้ว ยังมีที่ดินไม่มีโฉนดอยู่ในเขตสนามยิงเป้าด้วย

มีการจัดทำแผนที่แสดงขอบเขตพื้นที่สนามยิงเป้า เช่น เอกสารหมาย จ. 19 และแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 ซึ่งได้รับการยืนยันโดยเจ้าพนักงานที่ดินในอดีต เช่น หลวงวินิจสาลี และขุนวงศาโรจน์เกษตรสาร

ศาลรับฟังว่าที่ดินพิพาทเมื่อเทียบกับระวางและแผนที่ราชการดังกล่าวอยู่ภายในเขตสนามยิงเป้าของกองทัพเรือ ซึ่งใช้ประโยชน์ในราชการมาตั้งแต่ปี 2458

ศาลฎีกาวางหลักว่า การที่ที่ดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) นั้น พิจารณาจากสภาพการใช้งานเป็นสำคัญ แม้ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์โดยตรง หากมีการใช้ประโยชน์ในราชการอย่างต่อเนื่อง ก็ถือเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทดังกล่าวได้

ต่อมาเมื่อมีกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี วรรคหนึ่ง บัญญัติให้อธิบดีสามารถจัดทำหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และวรรคสามกำหนดให้กรณียังไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ให้ถือเขตที่ดินตามหลักฐานทางราชการ ศาลจึงถือว่าแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 เป็นหลักฐานของทางราชการที่ใช้แสดงขอบเขตสนามยิงเป้า

เมื่อไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพที่ดินจากการเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าฯ พ.ศ. 2478 และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (2) ที่ดินพิพาทจึงคงสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3)

2 ผลของคำพิพากษาถึงที่สุดเดิมและภาระการพิสูจน์สิทธิดีกว่าของจำเลยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145

ศาลฎีกายังรับฟังว่า ที่ดินซึ่งแบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 ได้เคยเป็นข้อพิพาทในคดีก่อน และมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดหลายคดี ได้แก่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2521, 1274–1279/2535, 8379–8381/2561 และ 401/2562 วินิจฉัยแล้วว่า ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดดังกล่าวเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ

คำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินในที่ดินโดยตรง และเป็นคุณแก่โจทก์ในฐานะฝ่ายรัฐ ศาลฎีกานำ ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) มาใช้วางหลักว่า คำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า

ดังนั้น เมื่อจำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่ามีสิทธิในที่ดินพิพาท จึงมีภาระต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าที่รัฐมีในฐานะเจ้าของสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่การนำสืบของจำเลยทั้งสี่ส่วนใหญ่เป็นการพยายามอธิบายความหมายของพยานเอกสารให้ต่างไปจากที่ปรากฏตามข้อความ หรือเป็นเพียงความเห็นเชิงตีความ ไม่ใช่การนำสืบพยานหลักฐานใหม่ที่มีน้ำหนักมากกว่าเอกสารราชการที่โจทก์อ้าง

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จำเลยทั้งสี่ไม่อาจพิสูจน์สิทธิดีกว่าตามที่กฎหมายกำหนด ต้องฟังตามคำพิพากษาถึงที่สุดเดิมและตามพยานหลักฐานของโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ

3 การอ้างการก่นสร้างและการครอบครองของเอกชนในที่ดินหลวงหวงห้าม

จำเลยทั้งสี่อ้างลำดับการครอบครองของเอกชนเดิม โดยเฉพาะนางสมบุญซึ่งเคยครอบครองที่ดินเลขที่ 137 ต่อมานายเพา นายทิว และนายหง ได้เข้าครอบครองและทำประโยชน์และถูกออกโฉนดในเวลาต่อมา

แต่จากคำให้การและอุทธรณ์ของจำเลยเองกลับรับว่า นางสมบุญได้ละทิ้งการครอบครองไปแล้ว และการเข้าครอบครองของนายเพา นายทิว และนายหง เป็นการก่นสร้างและเข้าถือครองใหม่ ไม่ใช่การสืบสิทธิการครอบครองต่อจากนางสมบุญ

ศาลฎีกาอธิบายความหมายของคำว่า ก่นสร้าง ว่าคือการขุดโค่นต้นไม้ตอไม้ แผ้วถางเพื่อปลูกสร้าง ซึ่งต่างจากการสืบสิทธิที่เป็นการถือสิทธิต่อเนื่องกันเป็นลำดับ จึงวินิจฉัยว่าการเข้าก่นสร้างดังกล่าวเป็นการเริ่มครอบครองใหม่ ไม่ใช่การสืบสิทธิจากผู้ครอบครองเดิม

อีกทั้งการเข้าก่นสร้างของบุคคลทั้งสามเกิดขึ้นหลังจากกองทัพเรือได้ใช้พื้นที่เป็นสนามยิงเป้าและมีการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว ที่ดินดังกล่าวจึงมีสถานะเป็นที่หลวงหวงห้ามใช้ในราชการ การออกโฉนดภายใต้พระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ศก 127 ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดแห่งมาตรา 36 และ 61 ซึ่งไม่ให้ผู้ถือเอกสารได้สิทธิครอบกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินที่รัฐบาลประสงค์หวงห้ามเพื่อประโยชน์ราชการ

เมื่อประกอบกับหลักใน ป.พ.พ. มาตรา 1305 และ 1306 ว่าทรัพย์สินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมไม่อยู่ในความรับผิดชอบแห่งการยึดหน่วงบังคับคดี และไม่อยู่ในวิสัยโอนโดยเอกชน และไม่อาจได้มาโดยการครอบครองปรปักษ์ การอ้างสิทธิของจำเลยทั้งสี่ด้วยเหตุการก่นสร้างหรือได้โฉนดจึงไม่อาจใช้ยันรัฐได้

ประเด็นทุนทรัพย์และการห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมในส่วนฎีกาของโจทก์เกี่ยวกับค่าเสียหาย โดยพิจารณาว่า

คำขอท้ายฟ้องที่โจทก์เรียกให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 44,304 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาเพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยออกจากที่ดิน เป็นการเรียกค่าเสียหายในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ณ ขณะยื่นอุทธรณ์

ค่าเสียหายในส่วนนี้จึงไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ได้ ต้องถือว่าทุนทรัพย์ในส่วนที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท

เมื่อตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง บัญญัติห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีคำสั่งไม่รับวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายรายเดือนดังกล่าวในส่วนข้อเท็จจริง ถือว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ศาลฎีกายืนยันแนววินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ และวินิจฉัยว่า ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยสรุป

1 ศาลฎีกายืนยันว่าที่ดินพิพาทเป็นส่วนหนึ่งของสนามยิงเป้าของกองทัพเรือ ใช้เพื่อประโยชน์ของราชการมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3)

2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2521, 1274–1279/2535, 8379–8381/2561 และ 401/2562 ซึ่งวินิจฉัยว่าที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินอันเป็นคุณแก่ฝ่ายรัฐ และอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2)

3 จำเลยทั้งสี่ไม่อาจพิสูจน์ให้เห็นว่าตนมีสิทธิดีกว่ารัฐ การนำสืบเป็นเพียงการตีความเอกสารราชการให้มีความหมายไปในทางที่ตนได้ประโยชน์ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักหักล้างได้

4 การอ้างการก่นสร้างและการครอบครองในที่ดินหลวงหวงห้ามภายใต้กฎหมายที่ดินเดิม ประกอบกับบทบัญญัติ ป.พ.พ. มาตรา 1305 และ 1306 ไม่อาจก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์ของเอกชนเหนือสาธารณสมบัติของแผ่นดินได้

5 ในประเด็นค่าเสียหายรายเดือนที่โจทก์เรียกร้องนับแต่วันที่ศาลพิพากษา เป็นเรื่องในอนาคต ไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ จึงถือว่าทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท และต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนสาระสำคัญ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

วิเคราะห์ประเด็นกฎหมายสำคัญ

1 หลักการพิสูจน์สาธารณสมบัติของแผ่นดินและบทบาทของเอกสารราชการ

คำพิพากษานี้สะท้อนหลักสำคัญว่า การพิสูจน์ว่าที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ อาจอาศัยพยานหลักฐานเชิงประวัติศาสตร์และเอกสารราชการเป็นสำคัญ แผนที่ราชการ หนังสือโต้ตอบระหว่างส่วนราชการ และคำรับรองของเจ้าพนักงานที่ดินในอดีต เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักสูงเมื่อไม่มีบุคคลใดเหลืออยู่ซึ่งรู้เห็นข้อเท็จจริงโดยตรง

ศาลยังยืนยันแนวทางตีความ ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี ว่า การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุไม่ใช่เงื่อนไขเดียวในการทำให้ที่ดินเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หากสภาพการใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินมีอยู่ก่อนแล้ว ที่ดินย่อมมีสถานะดังกล่าวได้โดยนิตินัย แม้จะยังไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง

2 ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดต่อบุคคลภายนอก

การอ้าง ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) ในคดีนี้มีนัยสำคัญต่อการดำเนินคดีที่ดินของรัฐ เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในที่ดินใดไว้ก่อนแล้ว ฝ่ายรัฐสามารถยกคำพิพากษาดังกล่าวเป็นเกราะป้องกันในคดีหลังได้ โดยให้บุคคลภายนอกที่เข้ามาโต้แย้งต้องรับภาระพิสูจน์สิทธิดีกว่า

ในทางปฏิบัติ แนวทางนี้ช่วยลดภาระของรัฐในการพิสูจน์ซ้ำซากในที่ดินผืนเดียวกันหรือที่ดินที่แบ่งแยกมาจากแปลงแม่เดียวกัน อีกทั้งสร้างความมั่นคงแน่นอนในสถานะของทรัพย์สินของรัฐและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

3 การจำแนกระหว่างการก่นสร้างกับการสืบสิทธิการครอบครอง

ศาลฎีกาอธิบายศัพท์และหลักการอย่างชัดเจนว่า การก่นสร้างเป็นการเริ่มต้นครอบครองใหม่โดยเอกชน ไม่ใช่การสืบสิทธิการครอบครองต่อจากผู้ครอบครองเดิมแต่ประการใด หากไม่มีข้อเท็จจริงสนับสนุนว่ามีการโอนสิทธิหรือสละสิทธิอย่างเป็นทางการ

สำหรับผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย แนววินิจฉัยนี้เตือนให้ระมัดระวังการใช้ถ้อยคำในชั้นข้อเท็จจริงและในคำให้การ หากฝ่ายจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงบางประการ เช่น การละทิ้งการครอบครองของผู้ครอบครองเดิม ก็อาจถูกตีความกลับมาหักล้างข้ออ้างเรื่องการสืบสิทธิของตนเอง

4 ข้อจำกัดการอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงและการนับทุนทรัพย์

ในแง่กระบวนวิธีพิจารณา คำพิพากษานี้ยืนยันหลักว่าค่าเสียหายในอนาคตซึ่งยังไม่เกิดขึ้น ไม่อาจนำมาคำนวณเป็นทุนทรัพย์เพื่อเปิดทางให้อุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงได้

ทนายความที่ยื่นคำขอค่าเสียหายในลักษณะรายเดือนหรือรายปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษา จึงจำเป็นต้องแยกพิจารณาว่า ในชั้นอุทธรณ์จะมีทุนทรัพย์ที่ถูกรวมเพียงใด และจะกระทบสิทธิในการโต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาหรือไม่ เพื่อวางกลยุทธ์การฟ้องและอุทธรณ์ให้รอบคอบ

IRAC 

Issue

ปัญหาสำคัญในคดีนี้มีสองส่วนที่สัมพันธ์กัน คือ

1 ที่ดินพิพาทซึ่งออกโฉนดทับสนามยิงเป้าของกองทัพเรือมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) หรือไม่ เมื่อเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดรับรองสถานะดังกล่าวไว้แล้วในที่ดินที่แบ่งแยกจากโฉนดเลขที่ 3325 และจำเลยทั้งสี่อ้างว่าตนมีสิทธิดีกว่า

2 ในส่วนคำขอค่าเสียหายรายเดือนของโจทก์ จะถือว่าทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เกินห้าหมื่นบาทหรือไม่ และอุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง หรือไม่

Rule

1 ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) บัญญัติว่าทรัพย์สินบางประเภท เช่น ที่ดินซึ่งใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไม่อยู่ในวิสัยโอน และไม่อยู่ภายใต้การยึดหน่วงบังคับคดี โดย ป.พ.พ. มาตรา 1305 และ 1306 ตอกย้ำลักษณะพิเศษของทรัพย์สินประเภทนี้ว่าเอกชนไม่อาจได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์หรือโดยการโอนโดยปราศจากอำนาจ

2 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี วรรคหนึ่งและวรรคสาม กำหนดให้ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ อาจจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขต และหากยังไม่มีหนังสือดังกล่าว ให้ถือเขตที่ดินตามหลักฐานของทางราชการ

3 ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) บัญญัติว่า คำพิพากษาซึ่งวินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด หากเป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ย่อมใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า

4 พระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ศก 127 มาตรา 36 และ 61 กำหนดข้อจำกัดในการออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่รัฐบาลหวงห้าม เช่น ที่ดินซึ่งจะใช้เพื่อประโยชน์ราชการหรือสาธารณประโยชน์ ผู้ได้รับใบเหยียบย่ำหรือเอกสารอื่นโดยไม่ชอบ ไม่สามารถอ้างสิทธิเหนือเจตนารมณ์ของกฎหมายที่หวงห้ามที่ดินดังกล่าวได้

5 ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า เมื่อทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท จะห้ามมิให้ยกอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การคำนวณทุนทรัพย์ต้องพิจารณาเฉพาะส่วนที่เป็นข้อพิพาทในขณะยื่นอุทธรณ์ ไม่รวมถึงค่าเสียหายในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น

Application

ในประเด็นแรก ศาลฎีกานำพยานหลักฐานของโจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐมาไตร่ตรองอย่างละเอียด ทั้งเอกสารราชการ แผนที่ราชการ และคำให้การของเจ้าพนักงานที่ดินในอดีต เอกสารเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า

กองทัพเรือได้ใช้ที่ดินตามโฉนดเลขที่ 3325 และที่ดินใกล้เคียงทั้งมีโฉนดและไม่มีโฉนดเป็นสนามยิงเป้ามาตั้งแต่ปี 2458

มีการจัดทำแผนที่แสดงเขตสนามยิงเป้าอย่างเป็นทางการ และได้รับการยืนยันโดยเจ้าพนักงานที่ดิน

ที่ดินดังกล่าวถูกขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุตั้งแต่ปี 2465 แสดงถึงเจตนาหวงห้ามของรัฐเพื่อใช้ในราชการ

ประกอบกับมีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีก่อนหน้านี้ที่วินิจฉัยแล้วว่า ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ศาลฎีกาในคดีนี้จึงถือว่าคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินโดยตรงและเป็นคุณแก่รัฐตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) สามารถยกขึ้นใช้ยันจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้

เมื่อจำเลยทั้งสี่อ้างว่าได้สิทธิมาจากการครอบครองหรือการก่นสร้างของนางสมบุญ นายเพา นายหง และนายทิว ศาลพิเคราะห์จากคำให้การและอุทธรณ์ของจำเลยเองพบว่า

จำเลยยอมรับว่านางสมบุญละทิ้งการครอบครอง ที่ดินพิพาทจึงหลุดจากการครอบครองของเอกชนเดิม

การเข้าก่นสร้างของนายเพา นายหง และนายทิว เป็นการเข้าถือครองใหม่ภายหลังจากที่รัฐใช้ที่ดินเป็นสนามยิงเป้าแล้ว

ไม่มีข้อเท็จจริงใดชี้ให้เห็นว่าบุคคลเหล่านี้ได้รับอนุญาตอย่างชัดแจ้งจากรัฐให้มีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินดังกล่าว

เมื่อที่ดินพิพาทมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับใช้เพื่อประโยชน์ราชการตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) ประกอบพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ศก 127 และประมวลกฎหมายที่ดิน การออกโฉนดให้แก่นายเพา นายหง และนายทิว ย่อมไม่ทำให้เอกชนได้กรรมสิทธิ์เหนือที่ดินของรัฐ และจำเลยทั้งสี่ซึ่งอ้างว่าสืบสิทธิมาจากบุคคลเหล่านี้ก็ไม่อาจอ้างสิทธิดีกว่ารัฐได้

การนำสืบของจำเลยที่มุ่งตีความแผนที่และเอกสารราชการให้มีความหมายแตกต่างไปจากข้อความในเอกสาร โดยไม่มีเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นมาหักล้าง ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์สิทธิดีกว่าตามเกณฑ์ของ ป.วิ.พ. มาตรา 145

ในประเด็นที่สอง ศาลฎีกาพิจารณาคำขอค่าเสียหายของโจทก์ซึ่งกำหนดเป็นเงินเดือนละ 44,304 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาเพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลย เห็นว่าเป็นค่าเสียหายในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ณ ขณะยื่นอุทธรณ์

การคำนวณทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ต้องพิจารณาเฉพาะมูลค่าทรัพย์สินหรือค่าเสียหายที่เป็นข้อพิพาทในขณะนั้น ไม่รวมค่าเสียหายที่จะเกิดขึ้นภายหลังคำพิพากษา เมื่อหักส่วนค่าเสียหายในอนาคตออกแล้ว ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์จึงไม่เกินห้าหมื่นบาท เข้าลักษณะต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 จึงมีคำสั่งไม่รับวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายรายเดือนในส่วนข้อเท็จจริงอย่างชอบแล้ว ศาลฎีกายืนยันแนววินิจฉัยนี้และวินิจฉัยว่าฎีกาของโจทก์ในส่วนดังกล่าวฟังไม่ขึ้น

Conclusion

ศาลฎีกาสรุปว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) ใช้เป็นสนามยิงเป้าของกองทัพเรือมาตั้งแต่ปี 2458 ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ และเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาถึงที่สุดยืนยันสถานะดังกล่าวมาก่อนแล้ว

จำเลยทั้งสี่ไม่สามารถพิสูจน์สิทธิดีกว่ารัฐได้ การอ้างการก่นสร้างและการได้โฉนดไม่ทำให้เอกชนได้กรรมสิทธิ์เหนือที่ดินหลวงที่หวงห้ามเพื่อราชการ ภายใต้กรอบพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ศก 127 และ ป.พ.พ. มาตรา 1305 และ 1306

ส่วนคำขอค่าเสียหายรายเดือนของโจทก์เป็นเรื่องในอนาคต ไม่อาจนับรวมเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ ทำให้ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 โดยยืนยันหลักสำคัญเกี่ยวกับสถานะและความคุ้มครองของสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ผลของคำพิพากษาถึงที่สุดที่ใช้ยันบุคคลภายนอก และเกณฑ์การห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

1 ที่ดินซึ่งรัฐใช้ประโยชน์ในราชการมาอย่างต่อเนื่อง แม้ไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ก็อาจมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะได้ หากมีหลักฐานราชการรองรับชัดเจน

2 คำพิพากษาศาลฎีกาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินใดอย่างชัดแจ้ง มีนัยสำคัญในฐานะเกราะป้องกันสิทธิของรัฐและเจ้าของทรัพย์สิน สามารถใช้ยันคู่ความในคดีหลังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2)

3 การอ้างสิทธิเหนือที่ดินของรัฐโดยอาศัยการก่นสร้าง การครอบครอง หรือการได้รับเอกสารสิทธิในที่ดิน ต้องพิจารณาภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายที่ดินและกฎหมายแพ่ง ว่าเป็นที่ดินหวงห้ามหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ หากเป็นที่ดินประเภทดังกล่าว เอกชนไม่อาจได้กรรมสิทธิ์โดยประการใด

4 ในการยื่นฟ้องและอุทธรณ์ ทนายความควรคำนึงถึงวิธีระบุทุนทรัพย์และค่าเสียหายเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะในกรณีที่มีคำขอค่าเสียหายในอนาคตแบบรายเดือนหรือรายปี

5 คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญที่ชี้ให้เห็นบทบาทของเอกสารราชการ แผนที่ และพยานหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในคดีที่ดินของรัฐ และสะท้อนให้เห็นว่าศาลจะใช้ดุลพินิจอย่างเคร่งครัดในการรับฟังการตีความเอกสารของฝ่ายเอกชนที่พยายามโต้แย้งสิทธิของรัฐในที่ดินสาธารณะ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5200/2566 

ศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3325 เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (3) เมื่อที่ดินพิพาทในคดีนี้ก็เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3325 เช่นเดียวกัน จึงเป็นกรณีคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใด ๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่า มีสิทธิในที่ดินพิพาท จึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่าอย่างไร การนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นการนำสืบโดยใช้วิธีอธิบายพยานเอกสารให้มีความหมายต่างไปจากที่ปรากฎในพยานเอกสารหรือเป็นการให้ความเห็นเท่านั้น ถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า จึงต้องฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ

คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหาย เดือนละ 44,304 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินของโจทก์ จำนวนค่าเสียหายจึงเริ่มต้นนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตย่อมไม่อาจคำนวณค่าเสียหายเป็นจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ได้ ถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3325, 3369, 3370 และ 3371 ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สิน รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินของโจทก์ หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ดำเนินการเองโดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย ห้ามจำเลยทั้งสี่และบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดิน ให้จำเลยทั้งสี่ใช้ค่าเสียหายเป็นเงินเดือนละ 44,304 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกไปจากที่ดิน

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3325, 3369, 3370 และ 3371 เฉพาะส่วนที่ออกทับที่ราชพัสดุ ชบ.465 ของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่และบริวารขนย้ายทรัพย์สินกับรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินดังกล่าว ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนสำหรับจำเลยทั้งสี่และให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ของโจทก์ให้แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ

โจทก์และจำเลยทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่มีว่า ที่ดินพิพาทออกโฉนดทับที่สนามยิงเป้าอันเป็นสาธารณะสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือไม่ เห็นว่า โจทก์นำสืบโดยมีนาวาโทวัลลภ เคยดำรงตำแหน่ง นายทหารที่ดิน กรมสวัสดิการทหารเรือ เบิกความถึงประวัติความเป็นมาของที่ดินสนามยิงเป้า ประกอบหนังสือโต้ตอบของหน่วยราชการเกี่ยวกับการจัดซื้อที่ดินเพิ่ม 8 โฉนดระหว่างวันที่ 27 สิงหาคม ถึง 14 กุมภาพันธ์ 2458 (เดิมถือวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นต้นปี ต่อมาถือวันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็นต้นไป ตามสำเนาประกาศคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เอกสารหมาย จ. 24) โดยแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 แนบท้ายหนังสือศาลากลางเมืองชลบุรี ที่ 36/4132 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2458 เอกสารหมาย จ. 18 เป็นหนังสือที่อำมาตย์เอกพระยาประชาไศรยสรเดช ผู้รั้งตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มีไปถึงนายพลเรือตรี ปลัดทูลฉลองกระทรวงทหารเรือ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2458 ในการจัดซื้อที่ดินมีโฉนด 8 แปลง ว่า ได้จัดทำแผนที่ เอกสารหมาย จ. 19 กำหนดขอบเขตของสนามยิงเป้าไว้รวมที่ดิน 8 โฉนด ที่จัดซื้อเพิ่มด้วย ซึ่งต้นฉบับเดิมชำรุดเสียหาย เจ้าพนักงานที่จังหวัดชลบุรีจึงออกใบแทนโฉนดให้ โดยที่ดินมีโฉนด 8 แปลง ดังกล่าวอยู่กระจัดกระจายติดต่อกันบ้างไม่ติดต่อกันบ้างเป็นบางส่วนของพื้นที่สนามยิงเป้า แผนที่เอกสารหมาย จ. 19 เป็นแผนที่ขอบเขตสนามยิงเป้าที่จัดทำขึ้นใน ปี 2458 หนังสือตอบโต้ของหน่วยราชการเอกสารหมาย จ. 11 ถึง จ. 19 ดังกล่าวไม่มีผู้รู้เห็นโดยตรงหลงเหลืออยู่ จะต้องรับฟังจากคำบอกเล่าและเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้เป็นสำคัญ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า ในปี 2458 กองทัพเรือได้กำหนดขอบเขตพื้นที่สนามยิงเป้าไว้ตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 ส่วนแผนที่เอกสารหมาย จ. 21/1 (จ. 21 แผ่นที่ 3 (ที่ถูก แผ่นที่6)) เป็นแผนที่จัดทำในการรังวัดสอบเขตสนามยิงเป้าในปี 2470 กรณีที่ราษฎร 2 รายบุกรุก แนบท้ายหนังสือศาลารัฐบาลมณฑลปราจิณ ที่ 404/16512 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2470 สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจิณ กราบทูลมหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ทรงทราบ ต้นฉบับแผนที่มีสภาพเก่า กรมธนารักษ์จึงมอบหมายให้นายนพชัย ทำสำเนาขึ้นใหม่ ซึ่งรูปแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 รูปเหมือนกับแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 ต่อมาเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2501 กองทัพเรือขอใช้ที่ดินสนามยิงเป้าอีกครั้งเพื่อประโยชน์ด้านการสวัสดิการทหารเรือ ซึ่งในหนังสือก็ระบุว่า คือ "ด้วยเมื่อประมาณ พ.ศ. 2465 กองทัพเรือได้ปกครอง…ที่ดินของทางราชการ เพื่อประโยชน์ในราชการทหารเรือในขณะนั้น ที่ดินดังกล่าว คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 3033, 3034, 3035, 3036, 3037, 3038, 3039 และ 2617 กับที่ไม่มีโฉนดบริเวณใกล้เคียงกัน ซึ่งใช้เป็นสนามยิงเป้าและกิจการอื่นของกองทัพเรือในขณะนั้น" อันแสดงว่านอกจากที่ดินมีโฉนด 8 แปลง แล้วยังมีที่ดินที่ไม่มีโฉนดรวมเป็นสนามยิงเป้าด้วย เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2502 กระทรวงการคลังไม่ขัดข้องและขอให้สอบสวนกรณีผู้ออกโฉนดทับที่ดินดังกล่าว กองทัพเรือสอบสวนหลวงวินิจสาลี อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี โดยที่เมื่อประมาณปี 2458 ยังรับราชเป็นนายทะเบียนที่ดินจังหวัดชลบุรี เป็นผู้ไปดูเขตสงวนสนามยิงเป้า กับพระยาประชาไศรยสรเดช ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ในสมัยนั้น และเป็นผู้ลงชื่อในแผนที่หมาย จ. 19 ด้วย โดยลงชื่อว่า "นายช้อย" (หลวงวินิจสาลี ชื่อเดิม นายช้อย) และสอบสวนขุนวงศาโรจน์เกษตรสาร อดีตเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรีต่อจากหสวงวินิจสาลีเมื่อประมาณ พ.ศ. 2481 และทราบอาณาเขตบริเวณสนามยิงเป้า ทั้งหลวงวินิจสาลีและขุนวงศาโรจน์เกษตรสารรับรองแผนที่เอกสารหมาย จ. 30 และเอกสารหมาย จ. 29 (แผนที่ต่อเนื่องกันเป็นผังเดียว) ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ. 27 และ จ. 28 ซึ่งแผนที่เอกสารหมาย จ. 30 และ จ. 29 (แผนที่ต่อเนื่องกันเป็นผังเดียว) ก็เหมือนกับแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 เมื่อพิจารณาระวาง 36ต 11ฏ เอกสารหมาย ล. 22 ที่จำเลยทั้งสี่อ้างเข้ามาในสำนวน ที่ดินพิพาทระบายด้วยสีชมพู โดยนำไปเทียบกับระวาง 36ต 11ฏ ปี 2496 เอกสารหมาย จ. 29 ซึ่งรับรองแนวเขตสนามยิงเป้าโดยหลวงวินิจสาลีเมื่อปี 2502 และขุนวงศาโรจน์เกษตรสารเมื่อ ปี 2503 ตามบันทึกถ้อยคำเอกสารหมาย จ. 27 และ จ. 28 ตามลำดับ และนำไปเทียบกับแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 ปี 2458 ซึ่งจัดทำโดยขุนวินิจสาลีแล้ว ที่พิพาทอยู่ในเขตสนามยิงเป้า โดยแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 ถูกใช้ในการทำแผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล. 7 จำเลยทั้งสี่เองก็รับรองแผนที่พิพาทนี้ไว้แล้วในรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 โดยจำเลยทั้งสี่แถลงขอใช้แผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล. 7 กรณีจึงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทอยู่เขตของที่ดินตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 จ. 21/1 (จ. 21 แผ่นที่ 6)

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า แผนที่เอกสารหมาย จ. 19 แผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 3 (ที่ถูก แผ่นที่ 6) (คัดลอกมาจากเอกสารหมาย จ. 21/1) ที่โจทก์อ้างว่าเป็นแผนที่สนามยิงเป้าบางพระของกองทัพเรือที่รังวัดจัดทำขึ้นในปี 2470 เป็นความเท็จ แผนที่ดังกล่าวไม่มีอยู่จริงนั้น เห็นว่า ตามรายงานกระบวนพิจารณา ฉบับลงวันที่ 26 ธันวาคม 2560 ระบุว่า "เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์ได้นำต้นฉบับเอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 มาอ้างต่อศาลเพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจดู แต่ต้นฉบับเอกสารดังกล่าวมีสภาพเก่ามาก ฉีกขาดออกเป็นส่วน ๆ เจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์จึงได้นำต้นฉบับเอกสารที่ฉีกขาดดังกล่าวมาปะติดปะต่อกับสำเนาแผนที่ฉบับใหญ่เพื่อให้คู่ความอีกฝ่ายตรวจดูความถูกต้อง เสร็จแล้วได้ขอคืนต้นฉบับดังกล่าว คู่ความอีกฝ่ายตรวจดูต้นฉบับกับสำเนาแผนที่ฉบับใหญ่แล้ว โจทก์จึงขออ้างส่งเพิ่มเติม ศาลหมาย จ. 21/1" อันเป็นการที่ฝ่ายจำเลยทั้งสี่ได้ตรวจดูกับต้นฉบับแผนที่แนบท้ายหนังสือศาลารัฐบาลมณฑลปราจิณ ที่ 404/16512 วันที่ 29 ธันวาคม 2470 สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลปราจิณ กราบทูล มหาอำมาตย์เอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศุภโยคเกษม เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ทรงทราบ ในการรังวัดสอบเขตเนื่องจากมีผู้บุกรุกเขตสนามยิงเป้า อันแสดงให้เห็นถึงความมีอยู่จริงของต้นฉบับแผนที่ เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 แล้ว

ที่จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า นางสมบุญครอบครองและทำประโยชน์จนได้สิทธิในที่ดินพิพาท เดิมที่ดินพิพาทเป็นแปลงเลขที่ 137 และต่อมานายเพา นายทิว และนายหง ต่างคนต่างเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องเรื่อยมานั้น ตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ หน้า 84 รับว่า "ระหว่างปี 2469 ถึงปี 2476 วันเวลาใดไม่ปรากฎชัด นางสมบุญได้ละทิ้งที่ดินพิพาทไปซึ่งตามกฎหมายที่ดินถือว่าสละการครอบครอง หลังจากนั้นมีนายเพา นายทิว นายหง ต่างคนต่างเข้าครอบครองและทำประโยชน์โดยทำนาและปลูกสับปะรดในที่ดินบางส่วนของที่ดินเลขที่ 137 ตามกฎหมายที่ดินถือว่า เป็นการสืบสิทธิการครอบครองที่ดินแปลงเลขที่ 137 ต่อจากนางสมบุญ" รวมทั้งจำเลยที่ 3 ก็ตอบทนายโจทก์ถามค้านยอมรับว่า นายเพาได้ก่นสร้างเข้าครอบครอง ไม่ได้อ้างว่าได้ครอบครองต่อจากนางสมบุญ ถือว่าจำเลยทั้งสี่รับข้อเท็จจริงแล้วว่านางสมบุญได้สละการครอบครองที่ดินพิพาทแล้ว ยิ่งกว่านั้น แม้จำเลยทั้งสี่จะอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินเลขที่ 137 ของนางสมบุญ แต่ก็ไม่ปรากฎว่า นายเพา นายหง และนายทิวได้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อมาจากนางสมบุญ แต่อย่างใด กลับปรากฏว่ามีการออกโฉนดเลขที่ 3325 ให้แก่นายเพา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2487 ออกโฉนดเลขที่ 3327 ให้แก่นายหง เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2487 และออกโฉนดเลขที่ 3393 ให้แก่นายทิว เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2488 โดยนายเพาให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2486 ว่า ได้ที่ดินมาโดยการก่นสร้างทำประโยชน์มาประมาณ 9 ปี นายหงให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2487 ว่า ได้ที่ดินโดยเข้าก่นสร้างตั้งแต่ปี 2478 และบางส่วนซื้อมาจากนายตานเมื่อปี 2486 ไม่มีหนังสือสัญญาต่อกัน และนายทิวให้ถ้อยคำเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2487 ว่า เข้าก่นสร้างถากถางมาประมาณ 10 ปี ทั้งสามมิได้อ้างว่าครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากนางสมบุญแต่อย่างใด จึงเป็นการที่นายเพา นายหงและนายทิวเริ่มต้นเข้าถือครองที่ดินพิพาทด้วยตนเอง ไม่ใช่การสืบสิทธิต่อจากบุคคลใด เห็นว่า การก่นสร้างคือการขุดโค่นต้นไม้ตอไม้และแผ้วถางเพื่อปลูกสร้าง (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 หน้า 7) ต่างจากการสืบสิทธิคือการถือสิทธิต่อเนื่องเป็นลำดับ ดังนั้น ไม่ว่าที่ดินพิพาทจะเป็นแปลงเดียวกับที่นางสมบุญครอบครองหรือไม่ การที่นายเพา นายหง และนายทิวเข้าก่นสร้างในที่ดินพิพาทก็ไม่ใช่การสืบสิทธิดังที่จำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างแต่อย่างใด จึงไม่อาจเป็นการสืบสิทธิของบุคคลใดๆ ได้ การเข้าก่นสร้างของบุคคลทั้งสามล้วนเกิดขึ้นในช่วงปี 2477 ถึงปี 2478 ซึ่งเป็นระยะเวลาภายหลังจากกองทัพเรือได้เข้าใช้ที่ดินพิพาทเป็นสนามยิงเป้าตั้งแต่ปี 2458 ตามแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 การที่ที่ดินจะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือไม่ ขึ้นอยู่ตามสภาพการใช้งาน แม้ไม่มีเอกสารหลักฐานใดๆ แต่เมื่อมีการให้หน่วยงานราชการเข้าใช้ประโยชน์ในที่ดินก็ถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะได้ การขึ้นทะเบียนที่ราชพัสดุเป็นเพียงการรวบรวมที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะมาขึ้นทะเบียนไว้ โดยที่กองทัพเรือได้มีเจตนาหวงห้ามหรือสงวนที่ดินสนามยิงเป้านี้ไว้เพื่อใช้ในกิจการของกองทัพเรือตั้งแต่ปี 2458 ที่ดินพิพาทจึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของทางราชการอันต่อมาถือว่าเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) ในเวลาต่อมาแล้ว และโดยเฉพาะประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี วรรคหนึ่ง "ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน หรือใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ อธิบดีอาจจัดให้มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตไว้เป็นหลักฐาน" และวรรคสาม "ที่ดินตามวรรคหนึ่งแปลงใดยังไม่มีหนังสือสําคัญสําหรับที่หลวง เขตของที่ดินดังกล่าวให้เป็นไปตามหลักฐานของทางราชการ" จึงต้องถือว่าแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และแผนที่เอกสารหมาย จ. 21/1 (จ. 21 แผ่นที่ 6) อันเป็นหลักฐานของทางราชการเป็นแผนที่เพื่อแสดงขอบเขตของสนามยิงเป้า เมื่อไม่ปรากฏว่าได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน พ.ศ. 2478 และตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (2) นอกจากนี้ การได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ของนายเพา นายหง และนายทิว นั้น ตามพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ ศก 127 มาตรา 36 ไม่ให้ถือเป็นเหตุที่ผู้ถือกรรมสิทธิ์พ้นจากความรับผิดชอบและความจำเป็น จะต้องประพฤติตามพระราชกำหนดกฎหมายซึ่งบังคับในการที่ดิน คือ ในการเก็บภาษีอากรและการที่รัฐบาลจะต้องการที่เพื่อราชการหรือเพื่อสาธารณประโยชน์ เป็นต้น และมาตรา 61 หากที่ดินซึ่งกรมการอำเภอได้ออกใบเหยียบย่ำให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใดไป แม้ความปรากฏภายหลังว่าเป็นที่ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีความประสงค์จะให้ผู้ใดมีกรรมสิทธิ์ เช่น เป็นที่ ๆ รัฐบาลหวงห้าม จะเอาไว้เป็นที่สำหรับประโยชน์ราชการ.. จะไม่ยอมให้ผู้นั้นจองก็ดี... ผู้ถือใบเหยียบย่ำไม่มีอำนาจจะอ้างว่าตนควรจะได้ที่จองนั้นตามประสงค์ ดังนั้น ที่ดินบริเวณสนามยิงเป้าของกองทัพเรือเดิมอันเป็นที่หลวงหวงห้ามเพื่อใช้ในราชการของกองทัพเรือจึงเป็นที่ดินที่รัฐบาลต้องการหวงห้ามเพื่อประโยชน์ราชการ การที่นายเพา นางหง และนายทิว เข้าไปก่นสร้างและขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 35 ไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาใช้ยันต่อรัฐได้ตามมาตรา 36 และ 61 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้ในขณะนั้น แม้จำเลยทั้งสี่ได้สืบสิทธิที่ดินพิพาทมาจากนายเพา นายหง และนายทิว โดยการซื้อขายหรือเข้าจับจองมานานเท่าใด ก็ไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แผ่นดินได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และ 1306 โดยที่ที่ดินพิพาทในคดีนี้ได้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2521 และ 1274 - 1279/2535 โดยเฉพาะคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8379 - 8381/2561 และที่ 401/2562 ได้พิพากษาเป็นที่สุดว่า ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3325 เหมือนกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) โดยขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 ซึ่งจำเลยที่ 3 เองก็เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่าที่ดินพิพาทในคดีดังกล่าวได้แบ่งแยกมาจากที่ดินของนายเพา นายหง และนายทิว เช่นเดียวกับที่ดินพิพาทในคดีนี้ จึงเป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินใดๆ เป็นคุณแก่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจใช้ยันแก่บุคคลภายนอกได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) การนำสืบของจำเลยทั้งสี่เป็นการนำสืบโดยใช้วิธีพยายามอธิบายพยานเอกสารให้มีความหมายต่างไปจากที่ปรากฏในพยานเอกสารหรือเป็นการให้ความเห็นเท่านั้น มิได้มีพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักมากกว่ามาแสดงให้เห็นว่า ข้อความในเอกสารที่โจทก์นำสืบไม่ถูกต้องในสาระสำคัญหรือให้ศาลเห็นเป็นประการอื่น ถือได้ว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า จึงต้องฟังว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสี่เป็นฎีกาที่โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่อาจหักล้างเป็นอย่างอื่นหรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีไปได้ จึงไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ที่ใช้บังคับขณะโจทก์ยื่นคำฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อเดียวว่า อุทธรณ์ของโจทก์ต้องห้ามอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงหรือไม่ เห็นว่า คำขอท้ายฟ้องที่ขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหาย เดือนละ 44,304 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้เพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินของโจทก์ จำนวนค่าเสียหายเริ่มต้นนับแต่วันที่ศาลพิพากษา ซึ่งเป็นเรื่องในอนาคตย่อมไม่อาจคำนวณค่าเสียหายเป็นจำนวนทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ได้ ถือว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยเรื่องค่าเสียหายนับแต่วันที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ในกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐฟ้องขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3325, 3369, 3370 และ 3371 ในส่วนที่ออกทับที่ราชพัสดุ ซึ่งกองทัพเรือใช้เป็นสนามยิงเป้ามาตั้งแต่ปี 2458 โดยโจทก์นำสืบด้วยพยานเอกสารราชการหลายชุด ได้แก่ แผนที่เอกสารหมาย จ. 19 แผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 หนังสือโต้ตอบระหว่างหน่วยราชการ และบันทึกคำให้การของอดีตเจ้าพนักงานที่ดินที่ร่วมกำหนดเขตสนามยิงเป้า ขณะที่จำเลยทั้งสี่โต้แย้งว่าแผนที่ดังกล่าวไม่มีอยู่จริง หรือไม่ใช่แผนที่สนามยิงเป้า และอ้างสิทธิของเอกชนที่ได้โฉนดมาโดยชอบ ให้วินิจฉัยว่า ตามข้อเท็จจริงและกฎหมายแล้ว ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 วรรคหนึ่ง (3) หรือไม่ และเอกชนสามารถอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทได้เพียงใด

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ซึ่งเป็นเอกสารทางราชการและคำให้การของอดีตเจ้าพนักงานที่ดินว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตสนามยิงเป้าของกองทัพเรืออย่างชัดเจน โดยแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 จัดทำขึ้นตั้งแต่ปี 2458 เพื่อกำหนดขอบเขตสนามยิงเป้าและยืนยันโดยหลวงวินิจสาลีในฐานะเจ้าพนักงานที่ดิน ต่อมามีแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 และระวาง 36ต 11ฏ ปี 2496 ซึ่งมีเนื้อหาสอดคล้องกัน และเคยใช้ในการดำเนินการกรณีบุกรุกเขตสนามยิงเป้าในอดีต อีกทั้งจำเลยทั้งสี่เคยตรวจดูต้นฉบับแผนที่ดังกล่าวในศาลและรับรองการใช้แผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล. 7 ซึ่งยึดรูปแผนที่เดียวกันในรายงานกระบวนพิจารณาด้วย แสดงให้เห็นว่าข้อโต้แย้งว่าแผนที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่ใช่แผนที่สนามยิงเป้าเป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีกำลังเพียงพอหักล้างหลักฐานทางราชการ ศาลนำหลักในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 วรรคหนึ่ง (3) มาพิจารณาประกอบกับประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี วรรคหนึ่งและวรรคสาม วางหลักว่าที่ดินซึ่งใช้เป็นสนามยิงเป้าของกองทัพเรือเพื่อประโยชน์ราชการอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีหลักฐานของทางราชการกำหนดเขตชัดเจน แม้จะยังไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ก็ยังมีสภาพเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ และเมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1305 และมาตรา 1306 แล้ว ที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินย่อมไม่อยู่ในวิสัยโอน ไม่อาจตกเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนโดยการครอบครองปรปักษ์ หรือโดยการออกโฉนดที่ดินในทางขัดต่อเจตนาหวงห้ามของรัฐ เอกชนจึงไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินพิพาทได้ แม้จะมีโฉนดที่ดินออกทับก็ตาม ที่ดินพิพาทต้องถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามกฎหมาย

ข้อ 2

ในเมื่อคดีก่อนเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดี ได้แก่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2521 1274 ถึง 1279/2535 8379 ถึง 8381/2561 และ 401/2562 วินิจฉัยถึงสถานะของที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 ว่าเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ และได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุของกระทรวงการคลังแล้ว ต่อมาปรากฏว่าที่ดินพิพาทในคดีปัจจุบันก็เป็นที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 เช่นเดียวกัน ส่วนจำเลยทั้งสี่เป็นบุคคลภายนอกที่เข้ามาอ้างสิทธิภายหลัง ให้พิจารณาว่า โจทก์สามารถยกคำพิพากษาถึงที่สุดดังกล่าวมาใช้ยันจำเลยทั้งสี่ได้หรือไม่ ภายใต้บังคับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) และจำเลยทั้งสี่ต้องรับภาระการพิสูจน์ในลักษณะใดจึงจะโต้แย้งได้สำเร็จ

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาเห็นว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 666/2521 1274 ถึง 1279/2535 8379 ถึง 8381/2561 และ 401/2562 เป็นคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินโดยตรง กล่าวคือวินิจฉัยว่า ที่ดินที่แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 ซึ่งใช้เป็นสนามยิงเป้าของกองทัพเรือและขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุตั้งแต่ปี 2465 มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (3) ซึ่งเป็นคุณแก่โจทก์ในฐานะหน่วยงานของรัฐ ศาลจึงนำบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) มาบังคับใช้ วางหลักว่าคำพิพากษาที่วินิจฉัยถึงกรรมสิทธิ์แห่งทรัพย์สินอาจใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะพิสูจน์ได้ว่าตนมีสิทธิดีกว่า ดังนั้น แม้จำเลยทั้งสี่จะไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิม แต่เมื่อที่ดินพิพาทในคดีนี้แบ่งแยกมาจากโฉนดเลขที่ 3325 เช่นเดียวกับที่ดินในคดีก่อน คำพิพากษาถึงที่สุดเดิมย่อมผูกพันสถานะกรรมสิทธิ์ของที่ดินดังกล่าวในทางปริยาย โจทก์จึงสามารถยกคำพิพากษาเหล่านั้นขึ้นใช้ยันจำเลยทั้งสี่ได้โดยชอบ และทำให้ภาระการพิสูจน์เปลี่ยนไปตกอยู่ที่จำเลยทั้งสี่ว่าต้องนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเหนือคำพิพากษาถึงที่สุดและเหนือเอกสารราชการที่โจทก์อ้าง มาแสดงให้เห็นว่าตนมีสิทธิดีกว่า เช่น แสดงให้เห็นว่าที่ดินพิพาทมิใช่ส่วนหนึ่งของสนามยิงเป้าหรือที่ราชพัสดุ หรือแสดงการได้สิทธิโดยชอบในลักษณะพิเศษตามกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาการนำสืบของจำเลยทั้งสี่ ศาลเห็นว่าเป็นเพียงการพยายามอธิบายพยานเอกสารให้มีความหมายไปในทางที่เป็นคุณแก่ตนหรือเป็นเพียงความเห็นเชิงตีความ โดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นที่มีน้ำหนักมากกว่าคำพิพากษาถึงที่สุดและเอกสารของทางราชการ จึงถือว่าจำเลยทั้งสี่ไม่อาจพิสูจน์สิทธิดีกว่าได้ คำพิพากษาถึงที่สุดเดิมจึงมีผลใช้ยันจำเลยทั้งสี่ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2)

ข้อ 3

ตามข้อเท็จจริงปรากฏว่า เดิมนางสมบุญเคยครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณที่ดินพิพาท ต่อมาระหว่างปี 2469 ถึง 2476 นางสมบุญละทิ้งการครอบครองไป แล้วมีนายเพา นายทิว และนายหง เข้าครอบครองและก่นสร้างทำประโยชน์ในที่ดินบางส่วนของที่ดินเลขที่ 137 และในเวลาต่อมาทั้งสามได้รับออกโฉนดเลขที่ 3325 3327 และ 3393 โดยให้ถ้อยคำว่าได้ที่ดินมาจากการก่นสร้างหรือซื้อขายบางส่วนจากบุคคลอื่นโดยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จำเลยทั้งสี่อ้างว่าสืบสิทธิที่ดินพิพาทมาจากนายเพา นายทิว และนายหง จึงมีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินพิพาท ให้พิจารณาว่า การอ้างการก่นสร้างและการได้โฉนดของนายเพา นายทิว และนายหง รวมทั้งการสืบสิทธิของจำเลยทั้งสี่ สามารถทำให้เอกชนมีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินที่เป็นสนามยิงเป้าและเป็นที่หลวงหวงห้ามได้หรือไม่ โดยอาศัยหลักตามพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ศก 127 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 1305 1306 และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของรัฐ

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การเข้าก่นสร้างของนายเพา นายทิว และนายหง เกิดขึ้นภายหลังจากที่กองทัพเรือใช้ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นสนามยิงเป้ามาตั้งแต่ปี 2458 และต่อมาที่ดินดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุในปี 2465 แล้ว แสดงชัดว่าขณะที่บุคคลทั้งสามเข้าก่นสร้าง ที่ดินพิพาทมีสภาพเป็นที่หลวงหวงห้ามเพื่อใช้ในราชการอยู่ก่อนแล้ว เมื่อพิเคราะห์คำให้การและอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ ศาลเห็นว่าจำเลยยอมรับว่า นางสมบุญละทิ้งการครอบครองตามกฎหมายที่ดิน ถือเป็นการสละการครอบครอง และการเข้าก่นสร้างของนายเพา นายทิว และนายหง เป็นการเริ่มต้นครอบครองใหม่ด้วยตนเอง ไม่ใช่การสืบสิทธิการครอบครองต่อจากนางสมบุญ การก่นสร้างซึ่งหมายถึงการขุดโค่นตอไม้ แผ้วถางและปลูกสร้างตามความหมายในพจนานุกรมราชบัณฑิต ไม่ใช่การรับโอนสิทธิหรือการสืบสิทธิอย่างต่อเนื่องตามลำดับ จึงไม่อาจถือว่าเป็นการสืบสิทธิของผู้ครอบครองเดิมได้

ในทางกฎหมาย พระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน รัตนโกสินทร์ศก 127 มาตรา 36 และมาตรา 61 วางหลักว่า หากที่ดินยังเป็นที่ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีความประสงค์จะให้ผู้ใดมีกรรมสิทธิ์ หรือเป็นที่ที่รัฐบาลหวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ราชการ แม้จะมีการออกใบเหยียบย่ำหรือออกโฉนดโดยเจ้าพนักงานที่ดิน ก็ไม่ทำให้ผู้ได้รับเอกสารดังกล่าวมีสิทธิขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายในการหวงห้ามที่ดินเพื่อราชการ อีกทั้งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 1305 และมาตรา 1306 ที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ย่อมไม่อยู่ในวิสัยโอน และไม่อยู่ภายใต้การได้มาโดยอายุความหรือการครอบครองปรปักษ์ เอกชนไม่อาจอ้างกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินดังกล่าวได้ แม้จะมีการออกโฉนดไปโดยไม่ชอบก็ตาม

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่ากองทัพเรือได้ใช้ที่ดินพิพาทเป็นสนามยิงเป้าและมีเจตนาหวงห้ามมานานก่อนการก่นสร้างของบุคคลทั้งสาม ประกอบกับการขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุแล้ว การออกโฉนดให้แก่นายเพา นายทิว และนายหง จึงไม่อาจสร้างกรรมสิทธิ์ที่มีผลผูกพันรัฐได้ และจำเลยทั้งสี่ที่อ้างว่าสืบสิทธิมาจากบุคคลทั้งสามไม่ว่าจะโดยการซื้อขายหรือการครอบครองสืบต่อกันมานานเท่าใด ก็ไม่อาจมีสิทธิดีกว่ารัฐได้ การอ้างสิทธิเหล่านี้จึงไม่อาจใช้ยันสิทธิของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 1305 1306 และตามพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดินที่ใช้บังคับในขณะนั้น

ข้อ 4

ในระหว่างการพิจารณา จำเลยทั้งสี่ฎีกาโต้แย้งว่า แผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 ซึ่งโจทก์อ้างว่าเป็นแผนที่สนามยิงเป้าบางพระของกองทัพเรือ และจัดทำขึ้นในการรังวัดสอบเขตปี 2470 นั้นไม่มีอยู่จริง เป็นเพียงสำเนาที่จัดทำขึ้นโดยมิชอบและไม่อาจรับฟังเป็นหลักฐานได้ ขณะที่รายงานกระบวนพิจารณากลับระบุว่ามีการนำต้นฉบับแผนที่ที่สภาพเก่ามากและฉีกขาดมาปะติดกับสำเนาเพื่อให้คู่ความตรวจดู และจำเลยทั้งสี่ได้ตรวจดูแล้ว โจทก์จึงขออ้างส่งเพิ่มเติม ให้พิจารณาว่า ศาลฎีกาใช้เหตุผลและหลักเกณฑ์ใดในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเกี่ยวกับแผนที่สนามยิงเป้า และเพราะเหตุใดจึงรับฟังว่าแผนที่ดังกล่าวมีอยู่จริงและมีน้ำหนักกำหนดเขตสนามยิงเป้าและที่ดินพิพาทได้

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาพิจารณาจากรายงานกระบวนพิจารณาที่ระบุรายละเอียดขั้นตอนการนำต้นฉบับแผนที่แนบท้ายหนังสือศาลารัฐบาลมณฑลปราจิณ ที่ 404/16512 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2470 มาแสดงต่อศาล โดยเจ้าหน้าที่กรมธนารักษ์นำต้นฉบับแผนที่ที่มีสภาพเก่า ฉีกขาดออกเป็นส่วน ๆ มาปะติดกับสำเนาแผนที่ฉบับใหญ่เพื่อให้คู่ความอีกฝ่าย ได้แก่ จำเลยทั้งสี่ ตรวจดูความถูกต้อง เสร็จแล้วขอคืนต้นฉบับไป และคู่ความได้ตรวจดูต้นฉบับเทียบกับสำเนาแล้ว โจทก์จึงขออ้างส่งเพิ่มเติมเป็นเอกสารหมาย จ. 21/1 ข้อเท็จจริงตามรายงานกระบวนพิจารณาดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า แผนที่สนามยิงเป้าตามเอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 มีอยู่จริงในสำนวน มิใช่จัดทำขึ้นโดยพลการ และจำเลยทั้งสี่ได้มีโอกาสตรวจสอบต้นฉบับแล้ว

เมื่อเปรียบเทียบรูปแผนที่เอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 กับแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 ซึ่งจัดทำในปี 2458 และแผนที่เอกสารหมาย จ. 29 และ จ. 30 ซึ่งได้รับการรับรองโดยหลวงวินิจสาลีและขุนวงศาโรจน์เกษตรสาร ในการสอบสวนเขตสนามยิงเป้าในช่วงปี 2502 ถึง 2503 ศาลเห็นว่ารูปแผนที่ต่อเนื่องกันเป็นผังเดียวกัน มีการกำหนดแนวเขตสอดคล้องกัน และยังสอดคล้องกับระวาง 36ต 11ฏ ปี 2496 ที่แสดงตำแหน่งที่ดินพิพาทเมื่อระบายสีชมพู เมื่อเทียบเคียงกับแผนที่ดังกล่าวแล้วพบว่าที่ดินพิพาทอยู่ภายในเขตสนามยิงเป้าตามแผนที่ราชการอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ จำเลยทั้งสี่เองยังเคยขอใช้แผนที่พิพาทเอกสารหมาย ล. 7 ซึ่งอ้างอิงรูปแผนที่แนบท้ายหนังสือดังกล่าว และได้รับรองในรายงานกระบวนพิจารณาวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 ยิ่งแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสี่ตระหนักถึงการมีอยู่และความน่าเชื่อถือของแผนที่สนามยิงเป้า แต่ภายหลังกลับฎีกาโต้แย้งว่าผิดจริง โดยไม่มีพยานหลักฐานใดที่มีน้ำหนักหักล้าง

ภายใต้หลักกฎหมายวิธีพิจารณา ศาลให้ความสำคัญกับพยานเอกสารราชการและรายงานกระบวนพิจารณาอันเป็นเอกสารที่ศาลจัดทำขึ้นเอง มีฐานะเป็นพยานเอกสารที่เชื่อถือได้สูง การที่จำเลยเพียงโต้แย้งโดยกล่าวอ้างว่าแผนที่ไม่มีอยู่จริงหรือไม่ใช่แผนที่สนามยิงเป้า โดยไม่สามารถแสดงเอกสารต้นทางหรือหลักฐานอื่นที่ขัดแย้งได้ ศาลจึงเห็นว่าเป็นการโต้แย้งที่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ จึงรับฟังว่าแผนที่เอกสารหมาย จ. 19 และเอกสารหมาย จ. 21 แผ่นที่ 6 มีอยู่จริง และมีน้ำหนักเป็นหลักฐานของทางราชการตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 ตรี วรรคสาม ใช้กำหนดขอบเขตสนามยิงเป้าและยืนยันว่าที่ดินพิพาทอยู่ในเขตสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

ข้อ 5

โจทก์ในคดีนี้มีคำขอท้ายฟ้องนอกจากการเพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยทั้งสี่ออกจากที่ดินแล้ว ยังเรียกให้จำเลยทั้งสี่ชดใช้ค่าเสียหายเดือนละ 44,304 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษา ซึ่งเป็นค่าเสียหายในอนาคต ต่อมาเมื่อมีการอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่าทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท จึงไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าเสียหายดังกล่าว โดยถือว่าต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่าควรนับค่าเสียหายรายเดือนดังกล่าวรวมเป็นทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์เพื่อเปิดทางให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ ให้พิจารณาว่า ศาลฎีกาใช้หลักเกณฑ์ใดในการคำนวณทุนทรัพย์ในกรณีที่มีการเรียกค่าเสียหายในอนาคตแบบรายเดือน และการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริงในส่วนค่าเสียหายรายเดือนนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่า หากทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกินห้าหมื่นบาท จะห้ามมิให้ยกอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง การคำนวณทุนทรัพย์จึงต้องพิจารณาจากจำนวนทุนทรัพย์ที่แท้จริงซึ่งเป็นปัญหาพิพาทในขณะที่ยื่นอุทธรณ์ ไม่ใช่จากจำนวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ศาลพิเคราะห์ว่า คำขอท้ายฟ้องที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเดือนละ 44,304 บาท นับแต่วันที่ศาลพิพากษาเพิกถอนโฉนดและขับไล่จำเลยนั้นเป็นค่าเสียหายในอนาคต ยังไม่เกิดขึ้นในขณะฟ้องและในขณะอุทธรณ์ จึงไม่อาจนำมาเป็นฐานคำนวณทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์ได้

เมื่อตัดส่วนค่าเสียหายในอนาคตดังกล่าวออกไป ทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์จึงเป็นเพียงส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินและผลของการเพิกถอนโฉนดซึ่งไม่เกินเกณฑ์ห้าหมื่นบาทตามที่กฎหมายกำหนด จึงเข้าลักษณะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ไม่รับวินิจฉัยในส่วนของค่าเสียหายรายเดือนซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำนวนและการเกิดความเสียหายภายหลังคำพิพากษาชั้นต้น จึงวินิจฉัยชอบแล้ว ศาลฎีกายืนยันแนววินิจฉัยดังกล่าว และเห็นว่าฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

การวินิจฉัยในประเด็นนี้มีนัยสำคัญในทางปฏิบัติ กล่าวคือ ทนายความและผู้ฟ้องคดีต้องระมัดระวังในการกำหนดคำขอค่าเสียหาย หากเป็นค่าเสียหายในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ย่อมไม่สามารถใช้เพิ่มทุนทรัพย์เพื่อให้เกินเกณฑ์ตามมาตรา 224 เพื่อเปิดช่องให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ การวางโครงสร้างคำขอท้ายฟ้องจึงต้องคำนึงถึงผลในชั้นอุทธรณ์ด้วย ไม่เช่นนั้นอาจถูกจำกัดสิทธิในการโต้แย้งพยานหลักฐานในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาในภายหลัง 




ทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์

สิทธิในโรงแรมที่สร้างร่วมกันบนที่ดินของสามี การแบ่งสินสมรส มรดก และดอกผลภายหลังเจ้ามรดกตาย
ฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลจากการโอนที่ดินระหว่างสามีภริยาเพื่อหนีหนี้
ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายอาจไม่ใช่เจ้าของรวมเสมอไป(ฎีกา12734/2559)
กรรมสิทธิ์รวมแม้ซื้อโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ไม่มีผลผูกพัน(ฎีกาที่ 4561/2544)
สิทธิ บันทึกข้อตกลงใช้ที่ดิน และการอุทิศสาธารณสมบัติ (ฎีกา 1643/2567)
ฎีกาที่ 5023 - 5025/2567: สมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรต้องชำระค่าส่วนกลาง แม้ได้กรรมสิทธิ์จากการยึดทรัพย์คดียาเสพติด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2554 : สิทธิฟ้องเพิกถอนโอนที่ดิน รังวัดรุกล้ำแนวเขต และการนับอายุความฟ้องคดีที่ดิน
สิทธิของบุคคลต่างด้าวในที่ดิน, การครอบครองที่ดินและสิทธิในกรรมสิทธิ์
ฟ้องขับไล่และกรรมสิทธิ์ที่ดิน, การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ,
กรรมสิทธิ์รวมและสินสมรส-ทรัพย์สินที่ได้มาก่อนและหลังจดทะเบียนสมรส
หนังสือยินยอมคู่สมรสปลอม , ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน
ทรัพย์สินระหว่างสามคนผัวเมีย-เจ้าของรวม-สมรสซ้อน
เงินในบัญชีร่วมกันทำมาหากินไม่ได้จดทะเบียนสมรส
การแจ้งความเท็จโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยงการเสียค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน
เจ้าของรวมจะเรียกให้แบ่งทรัพย์สินในเวลาที่ไม่เป็นโอกาสอันควรไม่ได้
โจทก์ได้รับความเสียหายหรือเดือดร้อนเกินที่ควรคิด หรือคาดหมาย
ปลูกสร้างอาคารสูงปิดบังช่องแสงและทิศทางลม ความเสียหายเดือดร้อนเกินควร ละเมิด
ความเสียหายเดือดร้อนเกินกว่าที่ควรคิดหรือคาดหมาย
เพื่อยังความเสียหายหรือความเดือดร้อนให้สิ้นไป
ไม่มีบทบัญญัติห้ามลงชื่อเจ้าของรวมไว้ในใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์
สิทธิยื่นใบเบิกเงินและรับเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร
สิทธิเหนือพื้นดินคืออะไร
การได้ที่ดินของคนต่างด้าวโดยภรรยาคนไทยถือกรรมสิทธิ์แทน
เพิกถอนนิติกรรมในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมใช้สิทธิติดตามเอาคืน
เรียกโฉนดที่ดินคืนจากเจ้าหนี้เงินกู้ยืม โฉนดที่ดินเป็นประกันเงินกู้
เจ้าของรวมทำพินัยกรรมจำหน่ายส่วนของตน ความยินยอมจากภริยา
ก่อสร้างสะพานลอยคนข้ามทำให้ได้รับความเดือดร้อนขอให้รื้อถอนสะพาน
สิทธิที่จะเรียกให้แบ่งที่ดินที่ตนเองเป็นเจ้าของรวม แม้มีข้อตกลงห้ามแบ่งแยก