
| ฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลจากการโอนที่ดินระหว่างสามีภริยาเพื่อหนีหนี้
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การโอนที่ดินระหว่างสามี ภริยา และบุตร ภายหลังลูกหนี้ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐถูกฟ้องเรียกชดใช้เงินหลวง ถือเป็น “นิติกรรมฉ้อฉล” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ และเจ้าหนี้ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐมีสิทธิฟ้องเพิกถอนได้เพียงใด แม้หนี้ตามคำพิพากษายังมิได้ถึงที่สุดก็ตาม คดีนี้จึงเป็นหลักสำคัญในประเด็นสิทธิของเจ้าหนี้ในการสงวนทรัพย์สินของลูกหนี้ การนับอายุความฟ้องเพิกถอน การตีความเจตนาของผู้โอนและผู้รับโอน รวมถึงการวินิจฉัยสถานะทรัพย์สินว่าเป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัวซึ่งมีผลต่อขอบเขตการเพิกถอนโดยตรง คดีนี้มีความซับซ้อนเพราะเกี่ยวพันกับ 1. เจ้าหน้าที่ของรัฐยักยอกเงินราชการ 2. การหย่าและทำบันทึกการแบ่งทรัพย์ 3. การโอนที่ดินให้บุตรภายหลังถูกฟ้อง 4. การโอนที่ดินกลับไปยังคู่สมรสโดยไม่มีค่าตอบแทน 5. การอ้างสุจริตของผู้รับโอน 6. การโต้แย้งว่าโจทก์รู้ต้นเหตุเกินหนึ่งปีทำให้ฟ้องขาดอายุความ คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้จึงกลายเป็นแม่แบบในการวิเคราะห์ “นิติกรรมฉ้อฉล” ที่เกิดขึ้นในครอบครัว โดยใช้ทรัพย์สินสมรสเป็นกลไกซ่อนทรัพย์ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดีของเจ้าหนี้รัฐ ซึ่งมีนัยสำคัญต่อคดีแพ่งเกี่ยวกับการโอนหนีหนี้โดยทั่วไป ข้อเท็จจริงตามคดี โจทก์คือ กรมป่าไม้ ซึ่งเป็นนิติบุคคลของรัฐ จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการระดับหัวหน้าศูนย์ป่าสงวน ถูกฟ้องคดีแพ่งฐานยักยอกเงินราชการ 979,000 บาท และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าว พร้อมดอกเบี้ย หลังถูกฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนหย่า และตกลงในบันทึกหย่าว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดิน 2 แปลงให้จำเลยที่ 2 ต่อมาเพียงไม่กี่วัน จำเลยที่ 1 กลับจดทะเบียนยกที่ดินแปลงหนึ่งให้บุตรชายทั้งสอง (จำเลยที่ 3 และที่ 4) โดยเสน่หา และจดทะเบียนขายที่ดินอีกแปลงให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทน ทั้งที่จำเลยที่ 1 ไม่เหลือทรัพย์สมบัติอื่นพอชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนทั้งหมดตามมาตรา 237 ฝ่ายจำเลยแย้งว่า 1. โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะหนี้ยังไม่ถึงที่สุด 2. โจทก์รู้ต้นเหตุนานเกินหนึ่งปี ฟ้องขาดอายุความ 3. ทรัพย์ทั้งหมดเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 4. ผู้รับโอนสุจริต ไม่มีเจตนาฉ้อฉล คำวินิจฉัยย่อยประเด็น 1 โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • มาตรา 237 เปิดให้เจ้าหนี้ “ทุกราย” ที่ต้องเสียเปรียบจากการโอนฉ้อฉล มีสิทธิฟ้องเพิกถอน • ไม่ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด • แม้เป็นเจ้าหนี้ที่ยังไม่ได้ฟ้องบังคับคดีก็มีสิทธิ สรุป: โจทก์มีอำนาจฟ้อง 2 คดีขาดอายุความหรือไม่ ประเด็นคือ “รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน” เกิดเมื่อใด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • โจทก์เป็นนิติบุคคล จึงต้องถือ “รู้” เมื่ออธิบดีกรมป่าไม้ทราบ • ความรู้ของพนักงานอัยการ “ไม่ถือเป็นความรู้ของอธิบดี” • พยานหลักฐานยืนยันว่าอธิบดีกรมป่าไม้รู้เมื่อ 1 เมษายน 2536 • โจทก์ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2537 ยังไม่ครบ 1 ปี ฟ้องไม่ขาดอายุความ 3 ทรัพย์เป็นสินสมรสหรือสินส่วนตัว ศาลวินิจฉัยว่า • ทั้งสองแปลงได้มาในระหว่างสมรสตามเอกสาร • แม้จำเลยที่ 2 อ้างซื้อผ่อนก่อนสมรส แต่หลักฐานชี้ว่าการชำระราคามาจากเงินช่วงสมรส • จึงเป็นสินสมรส • จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง 4 จำเลยโอนทรัพย์โดยรู้อยู่แล้วหรือไม่ว่าเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ ศาลพิเคราะห์ว่า • โอนหลังถูกฟ้องและก่อนคดีพิพากษาเพียงไม่กี่วัน • ไม่มีค่าตอบแทน • จำเลยที่ 1 ไม่เหลือทรัพย์อย่างอื่น • เหตุการณ์เกิดต่อเนื่องกันระหว่างหย่า ยกให้คู่สมรส และยกให้บุตร ศาลถือว่า • เป็น “การโอนโดยเสน่หาเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้” • ผู้รับโอนโดยบริบทต้องถือว่า “ผูกพันความไม่สุจริตของผู้โอน” • แม้ผู้รับโอนจะไม่รู้ข้อเท็จจริงก็ยังเพิกถอนได้ 5 ขอบเขตการเพิกถอน • ที่ดินแปลงที่โอนให้บุตร (โฉนด 18961) เป็นสินสมรส • โจทก์เพิกถอนได้เฉพาะ “ส่วนของจำเลยที่ 1” เท่านั้น • จึงเพิกถอนได้ เฉพาะครึ่งหนึ่งของแปลง 18961 วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 หลักกฎหมายเรื่อง “นิติกรรมฉ้อฉล” ตามมาตรา 237 มาตรา 237 กำหนดให้เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องเพิกถอนนิติกรรมที่ลูกหนี้ 1. ทำเพื่อให้ตนเองเสียเปรียบ 2. รู้อยู่แล้วว่านิติกรรมจะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ 3. ผู้รับโอนรู้อยู่ หรือเป็น “การให้โดยเสน่หา” หลักสำคัญคือ • เจตนาเลี่ยงเจ้าหนี้ ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์โดยคำรับสารภาพ แต่พิสูจน์จาก “พฤติการณ์แวดล้อม” เช่น การโอนหลังถูกฟ้อง การโอนให้บุคคลในครอบครัว การโอนแบบไม่มีค่าตอบแทน • หากเป็น “การให้โดยเสน่หา” กฎหมายถือว่าผู้รับโอนย่อมต้องรับผลแห่งความไม่สุจริตของผู้โอน ไม่ต้องพิสูจน์ว่าผู้รับโอนรู้หรือไม่ คดีนี้จึงเข้าหลัก “ให้โดยเสน่หา” เต็มรูปแบบ ส่งผลให้การโอนที่ดินย่อมถูกเพิกถอนได้ตามส่วนของลูกหนี้ 2 หลักกฎหมายเรื่องสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้รัฐ แม้หนี้ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาอธิบายไว้ชัดเจนว่า • สิทธิฟ้องเพิกถอนมิได้จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ในหนี้ที่ถึงที่สุด • แม้หนี้ยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ หรือยังมิได้ฟ้องบังคับคดี • หากลูกหนี้โอนทรัพย์จนเจ้าหนี้เสียเปรียบ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิโดยตรง เหตุผลสำคัญคือ “กองทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นหลักประกันทั่วไปของเจ้าหนี้” ตามมาตรา 214 ศาลฎีกาจึงรับรองอำนาจฟ้องของหน่วยงานรัฐโดยไม่ต้องรอผลคดีอื่นถึงที่สุด สร้างบรรทัดฐานสำคัญต่อการจัดการทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐที่ทุจริต 3 หลักกฎหมายเรื่องอายุความฟ้องเพิกถอน (มาตรา 240) มาตรา 240 วางหลักว่า • ฟ้องภายใน “หนึ่งปี” นับแต่วันที่เจ้าหนี้รู้ต้นเหตุ • หรือ “สิบปี” นับแต่ทำนิติกรรม คดีนี้มีประเด็นสำคัญคือ “การรู้ของใครจึงนับเป็นการรู้ของโจทก์” ศาลวินิจฉัยว่า • โจทก์เป็นนิติบุคคลของรัฐ • ต้องถือการรู้ของ “อธิบดีกรมป่าไม้” ไม่ใช่การรู้ของพนักงานอัยการ • อธิบดีรู้เมื่อ 1 เมษายน 2536 • ฟ้องวันที่ 23 มีนาคม 2537 ยังไม่ครบหนึ่งปี ศาลจึงตีความอย่างเข้มงวดเพื่อคุ้มครองเจ้าหนี้ในคดีฉ้อฉล 4 หลักกฎหมายเรื่องสินสมรส–สินส่วนตัว ศาลวินิจฉัยบนฐานข้อมูลสองชุดคือ 1. เอกสารโฉนดที่ดินปี 2522 2. พยานจำเลยที่ยืนยันว่ามีการตกลงซื้อก่อนสมรสประมาณปี 2514–2515 อย่างไรก็ดี ศาลพิจารณาแล้วว่า • ไม่พบหลักฐานว่ามีการผ่อนชำระก่อนสมรสครบทั้งหมด • มีพฤติการณ์ว่าเงินส่วนใหญ่จ่ายในช่วงสมรส • จึงถือว่าเป็นสินสมรสทั้งสองแปลง ผลทางกฎหมายคือ • จำเลยที่ 1 และ 2 มีกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง • การเพิกถอนจึงทำได้เพียงส่วนของจำเลยที่ 1 เท่านั้น 5 วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายมาตรา 237 และ 240 เจตนารมณ์หลักคือ • ป้องกันมิให้ลูกหนี้ลดทรัพย์สินเพื่อหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ • สงวนกองทรัพย์สินไว้เป็นหลักประกัน • คุ้มครองเจ้าหนี้ไม่ให้เสียเปรียบเพราะกลวิธีหลบเลี่ยง มาตรา 240 เน้นให้เจ้าหนี้ต้องเร่งฟ้องภายใน 1 ปีหลังรู้ต้นเหตุ เพื่อสร้างความแน่นอนแก่คู่สัญญาอื่น แต่ศาลตีความ “วันที่รู้” อย่างเคร่งครัดในทางคุ้มครองเจ้าหนี้ โดยยึดการรู้ของผู้มีอำนาจสูงสุดในนิติบุคคลรัฐมิให้ลูกหนี้อาศัยช่องว่างของกระบวนการภายในหน่วยงานเพื่ออ้างว่าฟ้องขาดอายุความ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาอื่นที่เกี่ยวข้อง ศาลฎีกามีแนวคำพิพากษาที่สอดคล้องกันหลายคดี เช่น • ลูกหนี้โอนทรัพย์ให้คู่สมรส shortly after ถูกฟ้อง ถือเป็นฉ้อฉลเจ้าหนี้ (ฎีกาหลายฉบับ) • การให้โดยเสน่หาต่อบุคคลใกล้ชิดขณะมีหนี้ ถือเป็นการโอนที่ต้องสงสัยเป็นพิเศษ • การรู้ต้นเหตุให้เพิกถอน ต้องเป็นความรู้ของผู้มีอำนาจสูงสุดในนิติบุคคล (หลายคดีเกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานรัฐ) คดีนี้จึงสอดคล้องเต็มรูปแบบกับแนวฎีกาเดิม และขยายหลักให้เข้มแข็งขึ้นในส่วนการตีความอำนาจฟ้องของรัฐและขอบเขตการนับอายุความ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมโอนที่ดินทั้งสองแปลงทั้งหมด พร้อมให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนเพิกถอน หากไม่ดำเนินการให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นทุกประการ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าที่ดินแปลงหนึ่งเป็นสินสมรส จึงเพิกถอนได้เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ครึ่งหนึ่ง ส่วนประเด็นอำนาจฟ้องและอายุความศาลยืนยันว่าโจทก์ฟ้องได้และฟ้องไม่ขาดอายุความ จึงพิพากษาแก้เพียงขอบเขตการเพิกถอน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักกฎหมายว่า กองทรัพย์สินของลูกหนี้เป็นหลักประกันทั่วไปของเจ้าหนี้ตามมาตรา 214 ลูกหนี้ไม่อาจอาศัยกลไกการหย่า การโอนให้บุตร หรือการทำสัญญาภายในครอบครัวเพื่อทำให้ตนไม่สามารถถูกบังคับคดีได้ การตีความหมวดนิติกรรมฉ้อฉลต้องพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม มิใช่เฉพาะรูปแบบของนิติกรรม การให้โดยเสน่หาต่อบุคคลใกล้ชิดโดยปราศจากค่าตอบแทนในช่วงที่ลูกหนี้ถูกฟ้องย่อมเป็นเหตุให้สันนิษฐานได้ว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงการชำระหนี้ แม้ผู้รับโอนจะอ้างสุจริตก็ไม่อาจลบล้างผลทางกฎหมายได้ นอกจากนี้ การนับอายุความหนึ่งปีต้องยึดตามการรู้ของผู้มีอำนาจสูงสุดในนิติบุคคล มิอาจใช้ความรู้ของตัวแทนฝ่ายกฎหมายมานับแทน เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ใช้ช่องว่างทางการบริหารภายในหน่วยงานรัฐเป็นทางหลบเลี่ยงกฎหมาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. การโอนทรัพย์ให้คู่สมรสหรือบุตรหลังถูกฟ้อง ถือเป็นนิติกรรมฉ้อฉลหรือไม่ คำตอบ ถือเป็นพฤติการณ์ต้องสงสัยสูง หากไม่มีค่าตอบแทนและลูกหนี้ไม่เหลือทรัพย์อื่นพอชำระหนี้ ศาลมักถือว่าเป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้ตามมาตรา 237 2. เจ้าหนี้ที่ฟ้องเพิกถอน ต้องเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดหรือไม่ คำตอบ ไม่จำเป็น เจ้าหนี้ทุกประเภทที่เสียเปรียบเนื่องจากนิติกรรมฉ้อฉลสามารถฟ้องเพิกถอนได้ แม้คดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ 3. อายุความฟ้องเพิกถอนเริ่มนับเมื่อใด คำตอบ เริ่มนับเมื่อเจ้าหนี้ “รู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอน” ซึ่งหมายถึงการรู้ทั้งความผิดปกติของการโอน และการรู้ว่าลูกหนี้รู้อยู่แล้วว่าจะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ 4. หากทรัพย์เป็นสินสมรส สามารถเพิกถอนได้ทั้งหมดหรือไม่ คำตอบ ไม่สามารถเพิกถอนได้ทั้งแปลง เพิกถอนได้เพียง “ส่วนของลูกหนี้” เท่านั้น โดยส่วนของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งไม่อยู่ในข่ายการเพิกถอน 5. ถ้าโอนทรัพย์ก่อนถูกฟ้อง แต่มีหนี้อยู่แล้ว จะถือเป็นฉ้อฉลหรือไม่ คำตอบ หากขณะโอน ลูกหนี้รู้อยู่แล้วว่าตนมีภาระหนี้จำนวนมาก และการโอนจะทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ศาลยังสามารถนับเป็นนิติกรรมฉ้อฉลได้ แม้ยังไม่มีการฟ้องคดีในขณะนั้น 6. การหย่าแล้วแบ่งทรัพย์ตามบันทึกการหย่า ถือว่าฉ้อฉลหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป ต้องดูพฤติการณ์ว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้หรือไม่ หากเกิดขึ้นใกล้ช่วงถูกฟ้อง หรือไม่มีค่าตอบแทน และลูกหนี้ไม่เหลือทรัพย์อื่น ศาลมักถือว่าเป็นการสมยอมเพื่อหลีกเลี่ยงเจ้าหนี้ 7. ผู้รับโอนที่เป็นบุตรอ้างสุจริตได้หรือไม่ คำตอบ หากเป็นการให้โดยเสน่หาตามมาตรา 237 วรรคท้าย กฎหมายถือว่าผู้รับโอนผูกพันกับความไม่สุจริตของผู้โอน แม้จะอ้างสุจริตก็ไม่ทำให้พ้นจากการถูกเพิกถอนนิติกรรม 8. หากศาลเพิกถอนนิติกรรมแล้ว ผู้รับโอนต้องโอนคืนอย่างไร คำตอบ ศาลมักกำหนดให้ผู้รับโอนจดทะเบียนโอนกลับภายในระยะเวลาที่กำหนด หากไม่ดำเนินการ คำพิพากษาถือเป็นการแสดงเจตนาแทนและสามารถนำไปจดทะเบียนได้โดยตรง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2269/2543 การฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 237 เป็นการให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะสงวนไว้ซึ่งกองทรัพย์สินของลูกหนี้เนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้เหล่านี้ย่อมเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามมาตรา 214 เจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้ดังกล่าวและต้องเสียเปรียบเนื่องจากทรัพย์สินของลูกหนี้ลดลงไม่พอชำระหนี้เพราะการทำนิติกรรมฉ้อฉลของลูกหนี้จึงมีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ หรือเจ้าหนี้ที่ยังมิได้ฟ้องร้องเพื่อให้บังคับชำระหนี้ก็ตาม ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 240 หมายถึง เจ้าหนี้ได้รู้ทั้งข้อที่ว่าลูกหนี้กระทำนิติกรรมที่จะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ และข้อที่ว่าลูกหนี้รู้ว่านิติกรรมดังกล่าวทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ ซึ่งการรู้ต้นเหตุในกรณีโจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นกรมในรัฐบาลหมายถึงการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้ซึ่งเป็นผู้แทนผู้แสดงเจตนาความประสงค์ของโจทก์ ไม่อาจถือว่าการรู้ต้นเหตุอันเป็นมูลให้เพิกถอนการฉ้อฉลของพนักงานอัยการที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนในการดำเนินคดีแพ่งเดิมเป็นการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคล เป็นกรมในรัฐบาลสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำเลยที่ 1 เป็นข้าราชการโจทก์ ตำแหน่งหัวหน้าศูนย์ปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติที่ 9 ทุจริตเบียดบังเงินปลูกสร้างสวนป่าทดแทนเป็นเงิน 979,000 บาท ศาลจังหวัดนครศรีธรรมราชมีคำพิพากษาคดีแพ่งแดงที่ 648/2535 ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ ภายหลังถูกฟ้องจำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 2 และยกที่ดินโฉนดเลขที่ 18961 และ 91475 เฉพาะส่วนของจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 2 ต่อมาจดทะเบียนยกโฉนด 18961 ให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยเสน่หา และโอนขายโฉนด 91475 ให้จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทน ขณะที่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์สินอื่นเพียงพอให้โจทก์ยึดชำระหนี้ โจทก์จึงเห็นว่าจำเลยทั้งสี่รู้อยู่แล้วว่าการโอนทำให้โจทก์เสียเปรียบ เป็นการฉ้อฉลเจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 ขอให้เพิกถอนนิติกรรมโอนดังกล่าวและให้กลับเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 หากไม่ยินยอมให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะมูลหนี้ยังไม่ถึงที่สุด อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ทรัพย์พิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียว การโอนไม่ทำให้โจทก์เสียเปรียบ ผู้รับโอนสุจริตและไม่รู้มูลหนี้ อีกทั้งฟ้องขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนการโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวทั้งหมด และให้จำเลยทั้งสี่จดทะเบียนเพิกถอน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเพิกถอนนิติกรรมฉ้อฉลตามมาตรา 237 เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะสงวนกองทรัพย์สินของลูกหนี้ตามมาตรา 214 ไม่จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด หรือแม้ยังไม่ได้ฟ้องบังคับคดีก็ฟ้องได้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ข้ออ้างเรื่องอายุความฟ้องเพิกถอนตามมาตรา 240 ต้องนับหนึ่งปีนับแต่วันที่เจ้าหนี้ “รู้ต้นเหตุ” ซึ่งสำหรับโจทก์ซึ่งเป็นกรมในรัฐบาล ให้ถือการรู้ของอธิบดีกรมป่าไม้ ไม่ใช่การรู้ของพนักงานอัยการ ศาลฟังได้ว่าอธิบดีทราบเมื่อ 1 เมษายน 2536 โจทก์ฟ้องเมื่อ 23 มีนาคม 2537 จึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนข้ออ้างว่าที่ดินทั้งสองแปลงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ศาลเห็นว่าเอกสารโฉนดแสดงได้มาระหว่างสมรส และเงินชำระราคาส่วนใหญ่เกิดขึ้นในระหว่างสมรส จึงเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละครึ่ง สำหรับพฤติการณ์การโอนที่ดินหลังถูกฟ้อง ไม่มีค่าตอบแทน และจำเลยที่ 1 ไม่เหลือทรัพย์อื่นพอชำระหนี้ ถือว่าเป็นการให้โดยเสน่หาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โจทก์บังคับคดี เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต แม้จำเลยที่ 3 และที่ 4 จะอ้างสุจริตก็ไม่ทำให้พ้นการเพิกถอน โดยสรุป ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นการโอนทรัพย์ฉ้อฉลเจ้าหนี้ แต่โฉนดเลขที่ 18961 เป็นสินสมรส ส่วนของจำเลยที่ 2 ครึ่งหนึ่งไม่อยู่ในข่ายเพิกถอน ศาลล่างเพิกถอนทั้งแปลงจึงกว้างเกินไป ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ให้เพิกถอนการโอนโฉนด 18961 ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 เฉพาะ “ครึ่งหนึ่ง” ตามส่วนของจำเลยที่ 1 ส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ |




