
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2554 : สิทธิฟ้องเพิกถอนโอนที่ดิน รังวัดรุกล้ำแนวเขต และการนับอายุความฟ้องคดีที่ดิน บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการรังวัดแนวเขตที่ดินรุกล้ำเข้าไปในกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การเพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินและแก้ไขรูปแผนที่โฉนด รวมถึงการตีความกำหนดเวลา 90 วันในมาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินว่าไม่ใช่อายุความฟ้องคดี ศาลวินิจฉัยว่าโจทก์ยังมีสิทธิฟ้องภายในอายุความทั่วไป 10 ปี และมีอำนาจฟ้องหน่วยงานรัฐและหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง
สรุปข้อเท็จจริง •โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 •จำเลยที่ 1 ขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินตนเอง และนำเจ้าพนักงานรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าในที่ดินโจทก์ 27 ตารางวา •เจ้าพนักงานที่ดิน (จำเลยที่ 2) แก้รูปแผนที่ในโฉนดจำเลยที่ 1 ทับพื้นที่โจทก์ •ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนที่ดินส่วนนี้ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์แก่จำเลยที่ 3 •โจทก์ขอรังวัดสอบเขตอีกครั้ง พบว่าที่ดินตนถูกบุกรุก แต่เมื่อมีการนัดไกล่เกลี่ย โจทก์ไม่ไปตามนัด และฟ้องคดีภายหลังพ้น 90 วัน •จำเลยโต้แย้งว่าโจทก์ขาดอายุความ และไม่มีอำนาจฟ้องบางจำเลย
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1.การไม่ไประวังแนวเขต ไม่ทำให้เสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพียงแต่ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งสิทธิ ซึ่งสามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลได้ 2.หลักฐานแผนที่โฉนดที่ดิน แสดงชัดว่าที่พิพาทอยู่ในกรรมสิทธิ์โจทก์ พยานฝ่ายโจทก์น่าเชื่อถือกว่า 3.การออกรูปแผนที่รุกล้ำ โดยเจ้าพนักงานที่ดินถือเป็นการโต้แย้งสิทธิ โจทก์มีอำนาจฟ้องให้แก้ไขได้ 4.การโอนที่ดินให้เทศบาล แม้เป็นทางสาธารณประโยชน์ แต่หากรุกล้ำสิทธิ โจทก์มีอำนาจฟ้องเทศบาลได้ 5.กำหนดเวลา 90 วัน ในมาตรา 69 ทวิ เป็นเพียงขั้นตอนกรณีไม่ตกลงในการไกล่เกลี่ย ไม่ใช่อายุความฟ้องคดี 6.อายุความ คดีนี้ไม่มีบัญญัติพิเศษ ใช้อายุความทั่วไป 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ
การวิเคราะห์กฎหมายเชิงขยาย •มาตรา 69 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน วางกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเรื่องแนวเขต แต่ไม่ได้จำกัดสิทธิฟ้องเป็นอายุความ หากคู่กรณีไม่ตกลงกันและเกิน 90 วัน การสอบเขตถือว่ายุติ แต่สิทธิฟ้องคดีต่อศาลยังอยู่ภายในอายุความทั่วไป •หลักกรรมสิทธิ์ในที่ดิน การรังวัดผิดพลาดหรือการชี้แนวเขตรุกล้ำไม่กระทบสิทธิครอบครองเว้นแต่จะมีบทบัญญัติกฎหมายตัดสิทธิอย่างชัดแจ้ง •สิทธิฟ้องหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หากการดำเนินการทางปกครองของหน่วยงานก่อให้เกิดการโต้แย้งสิทธิในกรรมสิทธิ์ โจทก์สามารถใช้สิทธิฟ้องบังคับแก้ไขเอกสารสิทธิได้ •การตีความเอกสารมหาชน (โฉนดที่ดิน) ศาลถือว่าโฉนดเป็นเอกสารมหาชนที่ต้องเชื่อถือ เว้นแต่มีหลักฐานหักล้าง •อายุความทั่วไป 10 ปี (ป.พ.พ. มาตรา 193/30) ใช้ในกรณีไม่มีบัญญัติพิเศษ
หลักกฎหมายของ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336, 193/30 และ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1336 “เจ้าของทรัพย์สินย่อมมีสิทธิใช้และจำหน่ายทรัพย์สินของตน และได้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น โดยไม่เกินกว่าขอบเขตที่กฎหมายหรือสิทธิของบุคคลอื่นจะอนุญาต” หลักการและเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรานี้เป็นการบัญญัติรับรอง สิทธิครอบครอง ใช้สอย และจำหน่าย (right of ownership) อันเป็นแกนหลักของสิทธิในทรัพย์สิน เจ้าของสามารถใช้ทรัพย์สินของตนได้อย่างเต็มที่ ทั้งการใช้สอย (ใช้เพื่อประโยชน์ตนเองหรือผู้อื่น) การจำหน่าย (ขาย โอน ให้ หรือทำสัญญาอื่น) และการได้ประโยชน์จากทรัพย์สิน (เช่น เก็บเกี่ยวผลผลิต เก็บค่าเช่า) แต่ต้องอยู่ภายใต้ ข้อจำกัดของกฎหมาย และ ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ตัวอย่างประกอบ •เจ้าของบ้านสามารถปลูกต้นไม้ในบ้านของตนได้ แต่ถ้าต้นไม้นั้นเอนล้ำออกไปยังที่ดินของเพื่อนบ้านจนสร้างความเสียหาย เช่น ทำให้ผนังบ้านเพื่อนร้าว ก็เป็นการใช้สิทธิเกินขอบเขตและอาจต้องรับผิด •เจ้าของรถยนต์มีสิทธิขายรถให้ใครก็ได้ แต่หากรถติดภาระจำนำไว้กับไฟแนนซ์ ต้องเคลียร์สิทธิจำนำนั้นก่อน ประเด็นทางกฎหมาย ในทางคดี ศาลมักตีความมาตรา 1336 ควบคู่กับบทบัญญัติเรื่องละเมิด (มาตรา 420) และเรื่องสิทธิครอบครอง เพื่อพิจารณาว่าการใช้สิทธิของเจ้าของเกินขอบเขตหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น
2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 “เมื่อสิทธิเรียกร้องเป็นสิทธิเกิดขึ้นโดยการละเมิด หรือการผิดสัญญา หรือเหตุอื่นใด ให้เริ่มนับอายุความตั้งแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดหรือการผิดสัญญานั้น และรู้ตัวผู้ต้องรับผิด” หลักการและเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรานี้เป็นบททั่วไปว่าด้วย การเริ่มนับอายุความ สำหรับสิทธิเรียกร้องประเภทต่าง ๆ โดยกำหนดให้เริ่มนับเมื่อผู้เสียหาย “รู้” ทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือ 1.รู้ถึงเหตุแห่งสิทธิเรียกร้อง (การละเมิดหรือผิดสัญญา) 2.รู้ตัวผู้ต้องรับผิด เหตุผล เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับผู้เสียหาย เนื่องจากบางครั้งความเสียหายหรือผู้กระทำอาจไม่ปรากฏในทันที เช่น ความเสียหายที่เกิดจากการก่อสร้างที่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะปรากฏ ตัวอย่างประกอบ •กรณีละเมิด: เจ้าของที่ดินพบว่ามีการรุกล้ำสร้างกำแพงล้ำเข้ามาในที่ดินตน แต่เพิ่งรู้ตัวผู้กระทำเมื่อมีการรังวัดโดยเจ้าพนักงาน อายุก็เริ่มนับจากวันที่รู้ตัวผู้กระทำ •กรณีผิดสัญญา: ซื้อเครื่องจักรแล้วใช้ได้ไม่นานเครื่องเสียหาย และต่อมาพบว่าเกิดจากการใช้ชิ้นส่วนไม่ได้มาตรฐาน อายุก็เริ่มนับจากวันที่ผู้ซื้อรู้ถึงเหตุและรู้ว่าผู้ขายต้องรับผิด ประเด็นทางกฎหมาย ปัญหาที่พบคือการตีความคำว่า “รู้” ซึ่งศาลฎีกามีแนววินิจฉัยว่าต้องเป็นการรู้โดยสามารถใช้สิทธิเรียกร้องได้อย่างมีเหตุผล ไม่ใช่เพียงแค่สงสัยหรือคาดเดา
3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 “ในคดีอันเกี่ยวกับทรัพย์สิน ถ้าทรัพย์สินนั้นเสียหายหรือสูญหาย หรือไม่สามารถส่งคืนได้ ศาลอาจพิพากษาให้ชดใช้เป็นเงินแทนได้” หลักการและเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรานี้ให้ความยืดหยุ่นแก่ศาลและคู่ความในกรณีที่ทรัพย์สินซึ่งเป็นวัตถุแห่งข้อพิพาท ไม่สามารถส่งคืนในสภาพเดิมได้ เช่น สูญหาย ถูกทำลาย หรือมีการเปลี่ยนสภาพ จึงอนุญาตให้ศาลพิพากษาเป็นการชดใช้เป็นเงินแทนการคืนทรัพย์ ตัวอย่างประกอบ •คดีเรียกคืนสุนัขพันธุ์แท้ที่ถูกขโมย แต่ระหว่างพิจารณาคดีสุนัขตาย ศาลสามารถกำหนดค่าเสียหายเป็นเงินแทนการคืนสุนัข •คดีเรียกคืนเครื่องจักรที่ถูกยึด แต่ภายหลังถูกขายทอดตลาดไปแล้ว ศาลพิพากษาให้จำเลยชดใช้เป็นเงินตามมูลค่าที่เหมาะสม ประเด็นทางกฎหมาย หลักนี้ช่วยให้คดีสิ้นสุดได้แม้ทรัพย์สินไม่อยู่ในสภาพเดิม และคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายไม่ให้เสียเปรียบเพราะการยื้อเวลา หรือการทำลายทรัพย์โดยคู่กรณี
การเชื่อมโยงหลักกฎหมายทั้งสามมาตรากับคำพิพากษาฎีกาที่ 8040/2567 •มาตรา 1336 ใช้อธิบายสิทธิของเจ้าของทรัพย์ (เช่น สัตว์เลี้ยงหรือทรัพย์สินอื่น) และขอบเขตการใช้สิทธิโดยไม่ละเมิดผู้อื่น •มาตรา 193/30 ใช้อธิบายเรื่อง การเริ่มนับอายุความ ในกรณีละเมิดหรือความเสียหายจากการครอบครองหรือใช้ทรัพย์สิน •มาตรา 55 ป.วิ.พ. เป็นกลไกในกรณีที่ไม่สามารถคืนทรัพย์สินได้ ศาลสามารถตัดสินให้ชดใช้เป็นเงิน ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8040/2567 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรับผิดของเจ้าของสัตว์ดุร้ายและความเสียหายที่เกิดขึ้น หลักกฎหมายเหล่านี้มีบทบาทในการตีความว่า เจ้าของมีสิทธิเพียงใดและต้องรับผิดชอบอย่างไร รวมถึงเมื่อเกิดข้อพิพาทแล้วต้องดูว่า อายุความเริ่มนับจากเมื่อใด และหากทรัพย์ไม่สามารถคืนได้ จะชดใช้เป็นเงินได้หรือไม่
ข้อคิดทางกฎหมาย •การไม่เข้าร่วมรังวัดหรือไกล่เกลี่ยอาจไม่ตัดสิทธิฟ้อง แต่ควรระวังเพื่อลดปัญหาพิพาท •กำหนด 90 วันในมาตรา 69 ทวิ เป็นเพียงขั้นตอนทางปกครอง ไม่ใช่อายุความ •การรังวัดผิดพลาดสามารถแก้ไขผ่านกระบวนการศาลได้ •เจ้าของที่ดินควรตรวจสอบแนวเขตเสมอเมื่อมีการรังวัดข้างเคียง
IRAC Issue (ประเด็นปัญหา) •โจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนโอนและแก้ไขรูปแผนที่หรือไม่ เมื่อไม่ได้ไประวังแนวเขต •กำหนด 90 วันในมาตรา 69 ทวิ เป็นอายุความฟ้องคดีหรือไม่ Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) •ป.ที่ดิน มาตรา 69 ทวิ •ป.พ.พ. มาตรา 193/30 (อายุความทั่วไป 10 ปี) •หลักกรรมสิทธิ์ในที่ดินและสิทธิฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 Application (การปรับใช้กฎหมาย) •แม้โจทก์ไม่ไประวังแนวเขต แต่กรรมสิทธิ์ไม่สิ้นไป การรังวัดรุกล้ำถือเป็นการโต้แย้งสิทธิ •การแก้รูปแผนที่รุกล้ำโดยจำเลยที่ 2 และการโอนให้จำเลยที่ 3 เป็นการกระทบสิทธิ ทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้อง •90 วันในมาตรา 69 ทวิ เป็นเพียงกำหนดสำหรับกระบวนการสอบเขต ไม่ใช่อายุความ •ใช้อายุความทั่วไป 10 ปี ดังนั้นคดีไม่ขาดอายุความ Conclusion (ข้อสรุป) โจทก์มีสิทธิและอำนาจฟ้องจำเลยทุกคน คดีไม่ขาดอายุความ และมีสิทธิขอเพิกถอนโอนและแก้ไขรูปแผนที่โฉนดได้
สรุปภาษาอังกฤษแบบย่อ Supreme Court Judgment No. 6721/2554 Summary: The Court ruled that failure to attend boundary demarcation does not forfeit ownership rights. A wrongful survey encroaching on the plaintiff’s land constitutes a dispute over rights, allowing the plaintiff to sue relevant government bodies and local authorities. The 90-day period under Section 69 bis of the Land Code applies only to administrative conciliation, not as a statute of limitations. Since no special limitation period exists, the general 10-year limitation applies, and the plaintiff’s claim was not time-barred.
สรุปย่อคำพิพากษาศาลฎีกา โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนด 28692 ติดกับที่ดินโฉนด 28669 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งซื้อมาเพื่อจัดสรรที่ดินและได้รังวัดแบ่งแยกในปี 2537 โดยมีการแจ้งให้โจทก์มาระวังแนวเขต แต่โจทก์ไม่มา เจ้าพนักงานรังวัดตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้ จนรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโจทก์ 27 ตารางวา ต่อมาจำเลยที่ 1 โอนพื้นที่ดังกล่าวเป็นทางสาธารณประโยชน์อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 ข้อวินิจฉัยสำคัญของศาลฎีกา: 1.การไม่มาระวังแนวเขตไม่ทำให้โจทก์เสียกรรมสิทธิ์ เพียงเป็นการถูกโต้แย้งสิทธิและต้องฟ้องศาลได้ 2.พยานหลักฐานชี้ชัดว่าพื้นที่พิพาทอยู่ในโฉนดโจทก์ จำเลยต้องยอมรับความถูกต้องของโฉนดดังกล่าว 3.จำเลยที่ 2 ออกรูปแผนที่รุกล้ำทำให้โจทก์มีสิทธิฟ้องให้แก้ไขได้ 4.จำเลยที่ 3 ครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ฟ้องได้ 5.การไม่เข้าร่วมไกล่เกลี่ยไม่ตัดสิทธิฟ้อง และกำหนด 90 วันใน ปกที่ดิน ม.69 ทวิ เป็นเพียงขั้นตอนในกรณีไกล่เกลี่ย ไม่ใช่อายุความ คดีนี้ใช้กำหนดอายุความทั่วไป 10 ปี จึงไม่ขาดอายุความ ผล: ศาลฎีกายืนตามศาลล่าง ให้สิทธิฟ้องของโจทก์มีอยู่ และไม่ขาดอายุความ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6721/2554 โจทก์เพียงแต่ไม่ได้ไประวังแนวเขต เป็นเหตุให้ถูกผู้นำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินมีโฉนดส่วนของโจทก์ และเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตามที่ถูกนำชี้และทำรูปแผนที่ในโฉนดรุกล้ำเข้าไปทับรูปแผนที่ในโฉนดของโจทก์เป็นเพียงความเสียหายเกิดขึ้นแก่โจทก์และโจทก์อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาล ไม่เป็นเหตุถึงขนาดทำให้โจทก์เสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำหรือไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินและแก้ไขรูปแผนที่ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำ กรมที่ดินจำเลยที่ 2 ออกรูปแผนที่โฉนดของจำเลยที่ 1 รุกล้ำที่ดินโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแก้รูปแผนที่ในโฉนดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ กำหนดระยะเวลา 90 วัน ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 69 ทวิ วรรคห้า เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาในกรณีที่คู่กรณีเข้าไปรับการไกล่เกลี่ยจากเจ้าพนักงานที่ดินและหากไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่ดินก็ให้นำคดีไปฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 90 วัน หากไม่ไปยื่นฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาก็ให้ถือว่าผู้ขอรังวัดสอบเขตไม่ประสงค์ที่จะให้มีการรังวัดสอบเขตต่อไป แต่หากไปยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินรอฟังคำวินิจฉัยของศาลเพื่อดำเนินการต่อไปจึงไม่ใช่กำหนดอายุความในการฟ้องคดี โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินและให้แก้ไขรูปแผนที่โฉนดที่ดินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไปบังคับคือมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 เนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 93 ตารางวา โดยที่ดินของโจทก์ทางด้านทิศตะวันตกติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 และโฉนดเลขที่ 28669 ดังกล่าว อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28659 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2536 จำเลยที่ 1 ขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปาง ทำการแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 และนำพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ทำการวัดสอบเขตรุกล้ำที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 28692 เนื้อที่ 27 ตารางวา พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ได้ทำการแก้รูปแผนที่ตลอดจนจำนวนเนื้อที่ของที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ให้มีเนื้อที่เพิ่มขึ้น โดยทับที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ตรงต่อความจริง ทำให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์เนื้อที่ขาดหายไป 27 ตารางวา ต่อมาวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 ทำนิติกรรมโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีที่ดินของโจทก์จำนวน 27 ตารางวา รวมอยู่ด้วย ซึ่งจำเลยที่ 2 ได้ดำเนินการจดทะเบียนโอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ให้แก่จำเลยที่ 3 โดยโจทก์ไม่ยินยอม โจทก์คัดค้านต่อจำเลยทั้งสี่แล้ว วันที่ 9 ตุลาคม 2541 โจทก์ขอให้จำเลยที่ 2 ทำการรังวัดสอบเขตที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 บุกรุกที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ของโจทก์ เนื้อที่ 27 ตารางวาจริง โจทก์แจ้งให้จำเลยทั้งสี่ดำเนินการแก้ไขโฉนดที่ดินให้ถูกต้อง แต่จำเลยทั้งสี่เพิกเฉย ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ในส่วนที่ดินของโจทก์ตามคำขอลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 ของจำเลยที่ 1 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันแก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 28669 ให้เป็นไปตามความเป็นจริง โดยหักเนื้อที่ที่ดินในส่วนของโจทก์ออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าวหากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินของโจทก์ เนื้อที่ 27 ตารางวา ในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างในที่ดินดังกล่าวออกไป และห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 รวมทั้งบริวารขัดขวางการใช้ที่ดินในส่วนดังกล่าวของโจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า เดิมที่ดินโฉนดเลขที่ 28669, 28659 เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 จริง โดยจำเลยที่ 1 ซื้อมาโดยชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 ไม่เคยรุกล้ำที่ดินของโจทก์ แต่โจทก์เองกลับรุกล้ำที่ดินของจำเลยที่ 1 และที่ดินข้างเคียงฟ้องโจทก์เคลือบคลุม โดยโจทก์บรรยายฟ้องว่า ที่ดินของโจทก์อยู่ติดกับที่ดินโฉนดเลขที่ 28869 ของจำเลยที่ 1 แต่ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของจำเลยที่ 1 และโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 รุกล้ำที่ดินของโจทก์ด้านทิศตะวันออกของที่ดินโฉนดเลขที่ 29692 ที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวไม่ใช่ของโจทก์ จำเลยที่ 1 อ่านฟ้องแล้วไม่ทราบว่าที่ดินแปลงไหนเป็นที่ดินพิพาท ส่วนที่โจทก์เรียกค่าเสียหายเดือนละ 3,000 บาท โดยโจทก์ไม่บรรยายฟ้องว่า โจทก์เสียหายอย่างไร และจำเลยที่ 1 กับพวกต้องรับผิดในฐานความผิดใด หากฟังว่าจำเลยที่ 1 ละเมิดบุกรุกฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การทำนองเดียวกันว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 เนื่องจากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการสั่งแก้ไขแผนที่หรือเนื้อที่ตามหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2528 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานที่ดินในท้องที่โดยเฉพาะและโจทก์จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว คือ โจทก์ต้องยื่นคำขอสอบเขตที่ดินเสียก่อน หากที่ดินข้างเคียงคัดค้านแนวเขต เจ้าพนักงานที่ดินประจำท้องที่ก็มีอำนาจสอบสวนไกล่เกลี่ย ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้คู่กรณีฟ้องต่อศาลภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันได้รับแจ้ง ถ้าไม่ฟ้องต่อศาลภายในกำหนด ให้ถือว่าผู้ขอหรือโจทก์ไม่ประสงค์จะสอบเขตที่ดินต่อไป เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2541 โจทก์ยื่นคำขอสอบเขต เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินจังหวัดลำปางออกไปรังวัดสอบเขตในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2541 และเสร็จการรังวัดสอบเขตเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2542 ขณะรังวัดเจ้าของที่ดินข้างเคียงคัดค้านแนวเขต โดยอ้างว่าโจทก์นำรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ของจำเลยที่ 1 เนื้อที่ 27 ตารางวา ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้โอนให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ตั้งแต่วันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 ก่อนจำเลยที่ 1 ยกที่ดินโฉนดเลขที่ดังกล่าวให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ จำเลยที่ 1 กับพวกขอรังวัดแบ่งแยกที่ดินออกจากกันในวันที่ 9 ถึง 14 มีนาคม 2537 และมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงไประวังแนวเขตและรับรองแนวเขตทางไปรษณีย์ แต่โจทก์ก็มิได้คัดค้านแต่ประการใด เจ้าพนักงาที่ดินจังหวัดลำปางจึงได้แบ่งแยกโฉนดให้จำเลยที่ 1 กับพวกไปตามขอ แล้วจำเลยที่ 1 ได้โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์สำหรับประชาชนใช้ร่วมกันและตกเป็นของแผ่นดินโดยมิต้องโอนและห้ามมิให้ยกอายุความขึ้นต่อสู้กับแผ่นดินวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2542 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางได้มีหนังสือให้โจทก์และคู่กรณีทั้งหมดไปทำการสอบสวนไกล่เกลี่ยในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 10 มีนาคม 2542 ถึงวันนัดโจทก์ก็ไม่ได้ไปให้เจ้าหน้าที่สอบสวนไกล่เกลี่ยเพื่อตรวจสอบความถูกต้องแท้จริง แต่โจทก์กลับนำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2542 เป็นระยะเวลาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดให้ฟ้องภายใน 90 วัน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 4 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ตลอดจนไม่อาจมีคำขอให้ศาลบังคับให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 28669 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 ชดใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์มิได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินพิพาทในอัตราเดือนละ 3,000 บาท ได้ เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ได้ทำละเมิดต่อโจทก์และฟ้องโจทก์เคลือบคลุม เนื่องจากโจทก์ไม่บรรยายฟ้องให้ชัดแจ้งว่าโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไรทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 เสียเปรียบไม่อาจต่อสู้คดีได้ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 3 ให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 เนื่องจากจำเลยที่ 3 ไม่ทราบถึงการที่จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 3 ไม่ได้รับหรือเข้าไปเกี่ยวข้องดำเนินการอย่างไร การบรรยายฟ้องเกี่ยวกับจำเลยที่ 3 เคลือบคลุม เพราะโจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยที่ 1 ยกที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นการดำเนินการของจำเลยที่ 1 เพียงฝ่ายเดียว จำเลยที่ 3 ไม่ได้ร่วมตกลงด้วย ทั้งที่ดินที่โจทก์ฟ้องไม่ทราบว่าอยู่ในเขตเทศบาลของจำเลยที่ 3 หรือไม่ จำเลยที่ 3 ไม่มีอำนาจหน้าที่ดูแลและดำเนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินของโจทก์ตามฟ้องแต่อย่างใด และที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินซึ่งมีผู้เวนคืนหรือทอดทิ้งหรือกลับมาเป็นของแผ่นดินโดยประการใดๆ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน หรือเป็นที่ดินอันเป็นสาธารณประโยชน์ของแผ่นดินซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาของจำเลยที่ 3 ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ในส่วนที่ดินพิพาทเนื้อที่ 27 ตารางวา ฉบับลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 และให้จำเลยที่ 2 และที่ 4 แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินเลขที่ 28669 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง โดยให้หักเนื้อที่ที่ดินพิพาทออกจากโฉนดที่ดินดังกล่าว หากจำเลยที่ 2 และที่ 4 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 1,500 บาท คำขอนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณืภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไปจากที่ดินพิพาท กับห้ามจำเลยที่ 1 และที่ 3 และบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28692 ตำบลพิชัย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง ตามโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 โดยแต่เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของนางบัวคำและในปี 2531 นางบัวคำนำเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางรังวัดสอบเขตที่ดินของตนแล้วเจ้าพนักงานที่ดินได้ทำรูปที่ดินเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2531 ปรากฏตามใบต่อรูปแผนที่ท้ายโฉนดที่ดินเอกสารหมาย จ.1 แล้วต่อมาวันที่ 13 กันยายน 2531 นางบัวคำจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้โจทก์ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 เป็นที่ดินข้างเคียงของที่ดินโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกแต่เดิมที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นของนางสม ต่อมาเมื่อปี 2536 นางสมจดทะเบียนโอนขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 กับพวก จำเลยที่ 1 มีอาชีพทำธุรกิจจัดสรรที่ดินปลูกบ้านขาย จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 กับที่ดินข้างเคียงอีก 1 แปลง คือที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 28659 แล้วเมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2537 จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางให้แบ่งแยกที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นหลายแปลงเพื่อจัดสรรและปลูกบ้านขายบุคคลภายนอก ในการรังวัดเพื่อแบ่งแยกที่ดินดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งโจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงให้มาระวังแนวเขตโดยส่งหนังสือไปที่ภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านของโจทก์แล้ว แต่ถึงวันนัดรังวัดและระวังแนวเขต โจทก์ไม่มาระวังแนวเขตเจ้าพนักงานรังวัดจึงรังวัดแนวเขตไปตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้ และเมื่อเดือนพฤษภาคม 2537 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางจึงได้แบ่งแยกโฉนดให้จำเลยที่ 1 ไปตามคำขอ ต่อมาเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2538 จำเลยที่ 1 โอนที่ดินบางส่วนของที่ดินในโฉนดเลขที่ 28669 ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ ต่อมาเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2541 โจทก์ยื่นคำขอสอบเขตที่ดินของโจทก์ ในเดือนพฤศจิกายน 2541 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางออกไปรังวัดสอบเขต ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินข้างเคียงโฉนดเลขที่ 28669 ที่มาระวังแนวเขตคัดค้านการนำชี้แนวเขตของโจทก์โดยอ้างว่าโจทก์ชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดเลขที่ 28669 ดังกล่าว คิดเป็นเนื้อที่ 27 ตารางวา ซึ่งทั้งหมดจำเลยที่ 1 โอนยกให้เป็นทางสาธารณประโยชน์ไปดังกล่าวแล้ว เมื่อมีข้อขัดแย้งกันดังกล่าวเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดลำปางจึงนัดคู่กรณีคือโจทก์และจำเลยที่ 1 มาไกล่เกลี่ยเพื่อระงับข้อพิพาท โดยนัดในวันที่ 10 มีนาคม 2542 แต่เมื่อถึงวันนัดโจทก์ไม่ได้ไปตามนัดเพื่อให้เจ้าหน้าที่สอบสวนไกล่เกลี่ย ต่อมาวันที่ 3 กันยายน 2542 โจทก์นำคดีนี้มาฟ้อง ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยมีตามที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกาทั้งปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายหลายประการ ซึ่งเพื่อความสะดวกและชัดเจนเห็นสมควรวินิจฉัยในแต่ละประเด็นปัญหาไปตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้
1. การที่โจทก์ในฐานะเจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ได้ไประวังแนวเขตเมื่อปี 2537 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินไปตามแนวเขตที่จำเลยที่ 1 นำชี้นั้นมีผลผูกพันให้โจทก์ต้องยอมรับแนวเขตตามที่จำเลยที่ 1 นำชี้หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินมีโฉนดหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ การที่โจทก์จะเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไปย่อมต้องอยู่ในบทบังคับของกฎหมายที่ระบุไว้โดยตรงและชัดแจ้ง การที่โจทก์เพียงแต่ไม่ได้ไประวังแนวเขตของตน จนเป็นเหตุให้ถูกผู้นำรังวัดชี้แนวเขตรุกล้ำเข้าไปในที่ดินส่วนของโจทก์ และเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดตามที่ถูกนำชี้รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์และทำรูปแผนที่ในโฉนดรุกล้ำเข้าไปทับรูปแผนที่ในโฉนดของโจทก์ จึงเป็นเพียงการสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นแก่โจทก์และโจทก์อยู่ในฐานะผู้ถูกโต้แย้งสิทธิที่จะต้องนำคดีขึ้นสู่ศาลเท่านั้นหาใช่เป็นเหตุถึงขนาดทำให้โจทก์เสียกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ถูกรุกล้ำไปหรือไม่มีอำนาจฟ้องแต่อย่างใด ฎีกาจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
2. ที่ดินพิพาทเนื้อที่ 27 ตารางวา อยู่ในที่ดินของโจทก์โดยจำเลยที่ 1 นำชี้รุกล้ำเข้าไปหรือไม่ ข้อนี้ปรากฏตามรูปที่ดินในใบต่อโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ปรากฎโดยชัดแจ้งว่า ก่อนที่โจทก์จะซื้อที่ดินจากนางบัวคำ รูปที่ดินเห็นได้ชัดเจนว่าที่ดินพิพาทอยู่ในโฉนดที่ดินของโจทก์โฉนดที่ดินเป็นเอกสารมหาชนที่บุคคลทั่วไปต้องรับความมีอยู่จริงและความถูกต้อง จำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินข้างเคียงกับที่ดินโจทก์เมื่อปี 2536 จึงต้องยอมรับความมีอยู่และถูกต้องของที่ดินโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่ได้ให้การต่อสู้หรือนำสืบปฏิเสธความถูกต้องของรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินของโจทก์ดังกล่าว ดังนี้ พยานหลักฐานฝ่ายโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้ดีกว่าพยานหลักฐานฝ่ายจำเลย ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 นำชี้การรังวัดรุกล้ำเข้าไปในที่ดินโฉนดของโจทก์เนื้อที่ 27 ตารางวา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
3. การที่จำเลยที่ 2 ออกรูปแผนที่โฉนดของจำเลยที่ 1 รุกล้ำที่ดินโจทก์ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 ให้แก้รูปแผนที่ในโฉนดของจำเลยที่ 1 หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวย่อมเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 เพื่อให้จำเลยที่ 2 ดำเนินการแก้รูปแผนที่ในโฉนดให้ถูกต้องตามความเป็นจริงได้ ฎีกาจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
4. การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินส่วนของโจทก์เป็นทางสาธารณประโยชน์อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 3 ทำให้โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 หรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า เมื่อที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์และตกมาอยู่ในความครอบครองของจำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมถูกโต้แย้งสิทธิโดยจำเลยที่ 3 โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 ได้ ฎีกาจำเลยที่ 3 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
5. การที่โจทก์ขอรังวัดสอบเขตโฉนดที่ดินของโจทก์แล้วต่อมาเมื่อมีข้อขัดแย้งกับจำเลยที่ 1 ในที่ดินพิพาท เจ้าพนักงานที่ดินนัดไกล่เกลี่ย โจทก์ไม่ไปเจรจาไกล่เกลี่ยตามนัดเสียก่อน แต่กลับนำคดีนี้มาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 90 วัน ถือว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ และคดีขาดอายุความแล้วหรือไม่ ข้อนี้เห็นว่า การเข้าไกล่เกลี่ยหรือไม่เป็นสิทธิของโจทก์ เมื่อโจทก์เลือกที่จะไม่เข้ารับการไกล่เกลี่ย ย่อมไม่ถึงขนาดที่จะทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเป็นคดีนี้ ส่วนที่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนด 90 วัน นับจากวันนัดไกล่เกลี่ยแล้วนั้น เห็นว่า กำหนดระยะเวลา 90 วัน ที่ประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 69 ทวิ วรรคห้ากำหนดไว้เป็นเพียงกำหนดระยะเวลาในกรณีที่คู่กรณีเข้าไปรับการไกล่เกลี่ยจากเจ้าพนักงานที่ดินและหากไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยของเจ้าพนักงานที่ดินก็ให้นำคดีไปฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 90 วัน หากไม่ไปยื่นฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวก็ให้ถือว่าผู้ขอรังวัดสอบเขตไม่ประสงค์ที่จะให้มีการรังวัดสอบเขตต่อไปแต่หากไปยื่นฟ้องต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลา 90 วันดังกล่าว ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินรอฟังคำวินิจฉัยของศาลเพื่อดำเนินการต่อไประยะเวลาตามประมวลกฎหมายที่ดินดังกล่าวจึงไม่ใช่กำหนดอายุความในการฟ้องคดี คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนโอนที่ดินและให้แก้ไขรูปแผนที่โฉนดที่ดินให้ถูกต้องตามความเป็นจริงซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติเกี่ยวกับอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยอายุความทั่วไปบังคับคือมีกำหนดระยะเวลา 10 ปี ฟ้องของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|