
| ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายอาจไม่ใช่เจ้าของรวมเสมอไป(ฎีกา12734/2559)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสกับผู้ตาย แม้ทรัพย์จะได้มาในระหว่างอยู่ร่วมกัน แต่ไม่อาจถือเป็นสินสมรสตามกฎหมายได้ ผู้เรียกร้องต้องมีภาระพิสูจน์ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการร่วมทำมาหาได้จริง มิใช่อาศัยเพียงสถานะการอยู่กินหรือคำสั่งแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการแยกแยะระหว่างสิทธิในทรัพย์มรดกกับทรัพย์ที่อ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวมของคู่ชีวิตที่มิได้สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์อ้างว่าได้อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายเป็นเวลานาน และทรัพย์สินหลายรายการทั้งที่ดินและหุ้นได้มาในระหว่างการอยู่ร่วมกัน จึงฟ้องขอแบ่งทรัพย์ในฐานะกรรมสิทธิ์รวมกึ่งหนึ่ง พร้อมอาศัยคำสั่งศาลเดิมที่ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกประกอบการอ้างสิทธิ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ศาลต้องพิจารณาว่า ทรัพย์สินที่ได้มาในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส จะถือเป็นสินสมรสหรือทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือไม่ และคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีผู้จัดการมรดกจะมีผลผูกพันในคดีแบ่งทรัพย์หรือไม่ หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาวางไว้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสไม่ก่อให้เกิดสินสมรสโดยอัตโนมัติ ผู้ที่อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ร่วมต้องมีภาระการพิสูจน์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 ว่าได้ร่วมออกเงินหรือแรงงานจนเกิดทรัพย์สินนั้นจริง ผลของคดีผู้จัดการมรดก การที่ศาลเคยตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดก เป็นเพียงการรับฟังว่ามีส่วนได้เสียตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 เพื่อพิจารณาคุณสมบัติในการจัดการมรดกเท่านั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยเด็ดขาดว่าทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์รวม คำพิพากษาดังกล่าวจึงไม่ผูกพันในคดีแบ่งทรัพย์ การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์เป็นเพียงคำเบิกความลอย ๆ ไม่มีเอกสารหรือพฤติการณ์สนับสนุนว่ามีส่วนร่วมลงทุนหรือประกอบกิจการ ขณะที่ฝ่ายจำเลยมีพยานและหลักฐานแสดงว่าทรัพย์ทั้งหมดเป็นผลจากธุรกิจและเงินส่วนตัวของผู้ตายมาก่อนและต่อเนื่องหลังอยู่กิน ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่า สถานะคู่ชีวิตโดยพฤตินัยไม่อาจทดแทนสถานะคู่สมรสตามกฎหมายได้ การอ้างสิทธิในทรัพย์สินต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐานที่ชัดเจน มิฉะนั้นทรัพย์ย่อมถือเป็นมรดกของผู้ตายและตกทอดแก่ทายาทตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ทรัพย์สินเป็นกรรมสิทธิ์รวม และให้แบ่งที่ดินและหุ้นแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน 3. ศาลฎีกาพิพากษาแก้ ยกคำขอของโจทก์ เห็นว่าทรัพย์ทั้งหมดเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ไม่มีสิทธิแบ่งทรัพย์เนื่องจากพิสูจน์ไม่ได้ว่าร่วมทำมาหาได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12734/2558 แม้ที่ดินและหุ้นจะได้มาในระหว่างโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตาย แต่เมื่อโจทก์กับผู้ตายไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน ที่ดินและหุ้นดังกล่าวจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส อันจะถือเป็นสินสมรส ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) แม้ศาลจะมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายก็ฟังข้อเท็จจริงเพียงว่า เมื่อโจทก์เป็นภริยาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โจทก์อาจมีสิทธิเป็นเจ้าของร่วมกันในทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะขอตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงในเรื่องการมีส่วนได้เสียเพียงเพื่อวินิจฉัยว่า โจทก์มีสิทธิร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกและควรตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตายหรือไม่เท่านั้น แต่ไม่มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าที่ดินและหุ้นที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ร่วมทำมาหาได้กับผู้ตายหรือไม่ คำพิพากษาคดีดังกล่าวจึงไม่ผูกพันคู่ความให้ต้องรับฟังว่าที่ดินและหุ้นที่โจทก์ฟ้องขอแบ่งในคดีนี้เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ทำมาหาได้ร่วมกับผู้ตายและโจทก์มีกรรมสิทธิ์ร่วมกึ่งหนึ่ง
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งห้าแบ่งทรัพย์กรรมสิทธิ์รวมตามบัญชีท้ายฟ้องให้โจทก์กึ่งหนึ่ง และให้จดทะเบียนโอนทรัพย์ตามพินัยกรรม หากทำไม่ได้ให้ชำระเป็นเงินแทนจำนวน 80,544,956 บาท และให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนจำเลยในการแบ่งและโอนทรัพย์ หากตกลงแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วนำเงินมาแบ่ง โดยให้กองมรดกรับผิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งห้าร่วมกันจดทะเบียนแบ่งที่ดินหลายแปลงพร้อมสิ่งปลูกสร้าง และแบ่งหุ้นบริษัทเพชรบุรีการแพทย์ จำกัด ให้โจทก์กึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน และให้ถือคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน พร้อมให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ 40,000 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและให้ชำระค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ 20,000 บาท ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นว่า ที่ดินและหุ้นตามฟ้องเป็นทรัพย์ที่โจทก์กับผู้ตายทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาหรือไม่ แม้มีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีจัดการมรดกให้รับฟังว่าโจทก์อยู่กินฉันสามีภริยากับผู้ตายจริง แต่เมื่อมิได้จดทะเบียนสมรส ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างอยู่กินย่อมไม่เป็นสินสมรสตาม ป.พ.พ. มาตรา 1474 (1) และคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกเป็นเพียงการรับฟังเรื่อง “ส่วนได้เสีย” ตามมาตรา 1713 ไม่ผูกพันว่าโจทก์เป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์ตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นว่าโจทก์มีภาระพิสูจน์ว่าร่วมทำมาหาได้จนเกิดทรัพย์สินดังกล่าว แต่พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ขณะที่พยานและหลักฐานจำเลยชี้ว่าทรัพย์เป็นเงินและกิจการของผู้ตายฝ่ายเดียว ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้ยกคำขอที่ให้แบ่งที่ดินและหุ้นกึ่งหนึ่ง และให้ผลไปถึงจำเลยอื่นด้วยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) และ 247 โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและระหว่างคู่ความในชั้นอุทธรณ์และฎีกาเป็นพับเท่าที่แก้ไข นอกนั้นให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ คำถามที่พบบ่อย 1. คำถาม: การอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรส ทำให้ทรัพย์ที่ได้มาเป็น “สินสมรส” โดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ: ไม่เป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ เพราะสินสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ย่อมเกิดได้เมื่อมีการสมรสโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น การอยู่กินฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรส แม้มีทรัพย์ได้มาในระหว่างอยู่ร่วมกัน ก็ไม่อาจอ้างสถานะเสมือนคู่สมรสเพื่อให้ทรัพย์นั้นเป็นสินสมรสได้ 2. คำถาม: หากฝ่ายหนึ่งอ้างว่า “ร่วมทำมาหาได้” จนเกิดทรัพย์สินระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา ต้องพิสูจน์อย่างไร คำตอบ: ผู้ที่อ้างสิทธิว่าเป็นเจ้าของร่วมต้องมีภาระการพิสูจน์ว่าได้ร่วมออกเงิน ร่วมลงทุน ร่วมแรงงาน หรือร่วมบริหารจัดการจนเกิดทรัพย์สินนั้นจริง ไม่อาจอาศัยเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ หรือข้อเท็จจริงเรื่องการอยู่ร่วมกันเป็นเวลานาน โดยต้องมีพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักให้ศาลรับฟังได้ว่าทรัพย์นั้นเกิดจากการร่วมทำมาหาได้ร่วมกัน 3. คำถาม: คำสั่งหรือคำพิพากษาที่เคยตั้งบุคคลหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดก มีผลผูกพันว่าทรัพย์พิพาทเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือไม่ คำตอบ: โดยหลักไม่ผูกพันในประเด็นกรรมสิทธิ์ หากคดีเดิมเป็นเพียงการพิจารณาว่าผู้ร้องมี “ส่วนได้เสีย” เพียงพอจะขอตั้งเป็นผู้จัดการมรดกหรือไม่ การรับฟังข้อเท็จจริงเพื่อวินิจฉัยเรื่องส่วนได้เสียไม่เท่ากับการวินิจฉัยเด็ดขาดว่าทรัพย์ใดเป็นทรัพย์ที่ร่วมทำมาหาได้ และไม่ทำให้คู่ความต้องรับฟังว่าอีกฝ่ายมีกรรมสิทธิ์ร่วมในทรัพย์พิพาทในคดีแบ่งทรัพย์ 4. คำถาม: ศาลพิจารณาพฤติการณ์และพยานหลักฐานอย่างไรในการชี้ว่าทรัพย์เป็นของผู้ตายฝ่ายเดียวหรือเป็นของร่วม คำตอบ: ศาลมักพิจารณาจากข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ เช่น แหล่งที่มาของเงินทุนและทรัพย์เดิมของผู้ตายก่อนอยู่กิน การประกอบอาชีพและรายได้ที่แน่นอนของผู้ที่อ้างสิทธิ บทบาทการช่วยเหลือกิจการของผู้ตายอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เอกสารการถือครองหรือการใส่ชื่อในโฉนด/เอกสารหุ้น การมีส่วนร่วมในการทำนิติกรรม ตลอดจนการถามค้านทำลายน้ำหนักพยานฝ่ายตรงข้าม หากข้อเท็จจริงและเอกสารชี้ว่าทรัพย์ได้มาจากเงินและกิจการของผู้ตายฝ่ายเดียว ย่อมรับฟังว่าเป็นทรัพย์ของผู้ตาย 5. คำถาม: เมื่อทรัพย์พิพาทถูกวินิจฉัยว่าเป็น “ทรัพย์มรดกของผู้ตาย” ผู้ที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสยังมีอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์หรือไม่ คำตอบ: หากพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีกรรมสิทธิ์ร่วมในฐานะทรัพย์ที่ร่วมทำมาหาได้ ผู้ที่อยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอแบ่งทรัพย์ในฐานะเจ้าของร่วม เพราะทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ต้องเป็นไปตามกติกามรดกและสิทธิของทายาทหรือผู้รับพินัยกรรมตามกฎหมาย 6. คำถาม: เหตุใดข้อเท็จจริงว่า “ทรัพย์ได้มาในช่วงที่อยู่กินร่วมกัน” จึงยังไม่เพียงพอให้ถือว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน คำตอบ: เพราะระยะเวลาแห่งการอยู่กินเป็นเพียงพฤติการณ์ประกอบ มิใช่หลักฐานโดยตัวเองที่ชี้ถึงการร่วมลงทุนหรือร่วมประกอบกิจการ ศาลต้องพิจารณาว่าทรัพย์ได้มาจากเงินหรือแรงงานของฝ่ายใด มีหลักฐานการร่วมออกเงินหรือร่วมทำงานหรือไม่ หากปรากฏเพียงว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีบทบาททางเศรษฐกิจหรือไม่มีพยานเอกสารรองรับ ก็ยังไม่อาจรับฟังว่าเป็นทรัพย์ที่ทำมาหาได้ร่วมกัน 7. คำถาม: หากศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ยกคำขอเกี่ยวกับทรัพย์ที่แบ่งแยกไม่ได้ ผลคำพิพากษาอาจมีไปถึงจำเลยที่มิได้ฎีกาด้วยหรือไม่ คำตอบ: ในกรณีที่ลักษณะหนี้หรือผลแห่งคดีเป็นอันไม่อาจแบ่งแยกได้ ศาลฎีกาอาจพิพากษาให้มีผลไปถึงคู่ความฝ่ายเดียวกันที่มิได้ฎีกาด้วยได้ เพื่อให้ผลคดีสอดคล้องเป็นเอกภาพและสามารถบังคับคดีได้ตามสภาพแห่งหนี้และข้อเท็จจริงของคดี 8. คำถาม: แนวทางปฏิบัติสำคัญสำหรับผู้ที่ประสงค์อ้างสิทธิในทรัพย์สินจากการอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่จดทะเบียนสมรสคืออะไร คำตอบ: ควรรวบรวมพยานหลักฐานเชิงรูปธรรมให้ชัดเจน เช่น หลักฐานเงินลงทุนร่วม หลักฐานการทำงานหรือบริหารกิจการร่วม หลักฐานการชำระค่างวด/ค่าซื้อทรัพย์ร่วม เอกสารแสดงเจตนาร่วมเป็นเจ้าของ รวมถึงเอกสารสำคัญที่สะท้อนบทบาทในการได้มาซึ่งทรัพย์ มิฉะนั้นเมื่อเกิดข้อพิพาท ศาลอาจรับฟังว่าทรัพย์เป็นของอีกฝ่ายหรือเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย และผู้เรียกร้องอาจขาดอำนาจฟ้องแบ่งทรัพย์ในฐานะเจ้าของร่วม |




