
| ทรัพย์สินที่ซื้อก่อนจดทะเบียนสมรสด้วยเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกัน เป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวม และแบ่งกันอย่างไรเมื่อหย่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานะของทรัพย์สินที่คู่กรณีได้มาร่วมกันก่อนจดทะเบียนสมรส โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าเงินที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้และนำไปซื้อที่ดินกับบ้านในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยา แม้จะมีการจดทะเบียนสมรสในภายหลัง ก็ไม่ได้ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากเงินร่วมกันก่อนสมรส ย่อมมีลักษณะเป็นกรรมสิทธิ์รวมและเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายในสัดส่วนของตน จึงต้องแบ่งกันคนละครึ่งเมื่อความสัมพันธ์สิ้นสุดลง ขณะเดียวกัน ศาลยังวินิจฉัยแยกทรัพย์ที่ได้รับโดยการให้โดยเสน่หาออกจากทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงของแต่ละรายการเป็นสำคัญ อันเป็นหลักกฎหมายสำคัญในการจำแนกประเภททรัพย์สินและกำหนดสิทธิของคู่สมรสภายหลังการหย่า สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากจำเลย ขอใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว และขอให้ตนเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ ส่วนจำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้หย่าเช่นเดียวกัน พร้อมขอแบ่งทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นทรัพย์สินที่ทั้งสองฝ่ายทำมาหาได้ร่วมกันและเป็นสินสมรส ได้แก่ รถยนต์หลายคันและที่ดินหลายแปลง โดยเรียกร้องให้แบ่งทรัพย์สินคนละครึ่ง ประเด็นพิพาทสำคัญจึงอยู่ที่การวินิจฉัยว่าทรัพย์สินแต่ละรายการเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายใด เป็นทรัพย์ที่ได้รับโดยการให้ หรือเป็นทรัพย์ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันได้มาก่อนหรือหลังการจดทะเบียนสมรส ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 โจทก์และบิดาของโจทก์นำสืบสอดคล้องกันว่าบิดาเป็นผู้ยกที่ดินให้โจทก์โดยเสน่หา และมีหลักฐานการจดทะเบียนให้ที่ดินรองรับ ขณะที่จำเลยอ้างว่าโจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินจากบิดาของโจทก์ แต่ไม่สามารถนำพยานหลักฐานแสดงการชำระเงินได้ ศาลจึงต้องพิจารณาน้ำหนักของพยานบุคคลประกอบกับหลักฐานทางทะเบียนเพื่อวินิจฉัยว่าที่ดินดังกล่าวมีที่มาอย่างไร ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 มีข้อโต้แย้งว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นการให้จากบิดาโจทก์ หรือเป็นทรัพย์ที่โจทก์ซื้อด้วยตนเอง โดยคำเบิกความของบิดาโจทก์ไม่สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์และรายละเอียดที่ปรากฏในสารบัญจดทะเบียนที่ดิน ซึ่งระบุว่าเป็นการซื้อขาย ศาลจึงต้องชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทุกส่วนประกอบกัน รวมทั้งพิจารณาว่าในช่วงเวลาที่ซื้อทรัพย์นั้น โจทก์และจำเลยยังมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ต่างฝ่ายต่างร่วมกันประกอบอาชีพและทำมาหาได้ร่วมกันหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงดังกล่าวมีผลต่อการกำหนดลักษณะสิทธิในทรัพย์สินโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับรถยนต์กระบะซึ่งจำเลยขายไปก่อนการแบ่งทรัพย์ โดยจำเลยอ้างว่านำเงินไปใช้รักษาพยาบาลบิดามารดาและโจทก์รับทราบแล้ว ขณะที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการจำหน่ายทรัพย์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยฝ่ายเดียว และถือเสมือนว่าทรัพย์ยังคงมีอยู่เพื่อประโยชน์ในการแบ่งทรัพย์สิน แต่เมื่อจำเลยมิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวไว้ในฎีกาโดยชัดแจ้ง จึงเกิดประเด็นเกี่ยวกับข้อจำกัดในการพิจารณาคดีของศาลฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 มีพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าบิดาของโจทก์จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่โจทก์โดยเสน่หา โดยมีสัญญาให้และรายการจดทะเบียนเป็นหลักฐานสนับสนุน แม้จำเลยจะอ้างว่าเป็นการซื้อขาย แต่ไม่สามารถแสดงหลักฐานการชำระราคาตามที่กล่าวอ้างได้ อีกทั้งคำเบิกความยังขัดกับหลักฐานทางทะเบียน จึงรับฟังไม่ได้ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อ ที่ดินแปลงนี้จึงไม่ต้องนำมาแบ่งให้จำเลย สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 ส่วนที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว ศาลฎีกาเห็นว่าคำเบิกความของบิดาโจทก์ที่อ้างว่าตนเป็นผู้ซื้อแล้วให้ใส่ชื่อโจทก์ ขัดกับคำเบิกความของโจทก์เองและขัดกับรายการจดทะเบียนที่ดินซึ่งระบุชัดว่าเป็นการซื้อขายระหว่างเจ้าของเดิมกับโจทก์ จึงรับฟังได้ว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อทรัพย์ดังกล่าว แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะซื้อทรัพย์ โจทก์และจำเลยยังอยู่กินฉันสามีภริยาโดยยังมิได้จดทะเบียนสมรส และจำเลยมีส่วนช่วยประกอบอาชีพ ทำมาหาได้ร่วมกับโจทก์ เงินที่นำไปซื้อทรัพย์จึงเป็นเงินที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า เงินที่ทั้งสองฝ่ายทำมาหาได้ร่วมกันก่อนจดทะเบียนสมรส ย่อมก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ที่ซื้อด้วยเงินดังกล่าว การที่ทั้งสองฝ่ายมาจดทะเบียนสมรสในภายหลัง ไม่ทำให้ทรัพย์สินดังกล่าวเปลี่ยนสภาพเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ แต่ยังคงเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์รวม ดังนั้น ที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 ส่วนที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว จึงต้องแบ่งให้โจทก์และจำเลยฝ่ายละกึ่งหนึ่ง ส่วนประเด็นรถยนต์กระบะที่จำเลยขายไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เนื่องจากจำเลยมิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไว้ในฎีกาโดยชัดแจ้ง จึงเป็นข้อที่ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และมีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ วิเคราะห์หลักกฎหมาย ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การจำแนกสถานะของทรัพย์สินระหว่าง "กรรมสิทธิ์รวม" กับ "สินสมรส" ซึ่งแม้จะเป็นทรัพย์ที่ชายหญิงซึ่งต่อมาจดทะเบียนสมรสร่วมกันได้มา แต่การพิจารณาว่าจะเป็นทรัพย์ประเภทใด ย่อมต้องพิจารณาจากช่วงเวลาที่ได้ทรัพย์และแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์นั้นเป็นสำคัญ มิใช่อาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าทั้งสองฝ่ายได้จดทะเบียนสมรสกันในภายหลัง เพราะการจดทะเบียนสมรสไม่ก่อให้เกิดผลย้อนหลังไปเปลี่ยนแปลงฐานะทางกฎหมายของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการสมรส หากทรัพย์นั้นเกิดจากเงินที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ก่อนการสมรส ย่อมทำให้แต่ละฝ่ายมีสิทธิในฐานะเจ้าของร่วมตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์รวม และสิทธิดังกล่าวยังคงดำรงอยู่แม้ภายหลังจะมีการสมรสก็ตาม ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่ว่าขณะซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 โจทก์และจำเลยยังมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ต่างฝ่ายต่างร่วมกันประกอบอาชีพ โดยจำเลยช่วยโจทก์ขายและส่งก๋วยเตี๋ยวให้ลูกค้า ซึ่งโจทก์ยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว ทำให้รับฟังได้ว่าเงินที่นำไปซื้อทรัพย์มิได้เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง แต่เป็นเงินที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ จึงก่อให้เกิดกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ที่ซื้อด้วยเงินดังกล่าว แม้กรรมสิทธิ์ทางทะเบียนจะปรากฏเป็นชื่อโจทก์เพียงผู้เดียวก็ตาม เพราะการลงชื่อในทะเบียนมิใช่ข้อยุติเด็ดขาดว่าผู้มีชื่อเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียวจะเป็นผู้มีสิทธิแต่ผู้เดียว หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์เกิดจากการลงทุนหรือการทำมาหาได้ร่วมกัน สิทธิของอีกฝ่ายย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ในทางกลับกัน สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพยานหลักฐานทางทะเบียนและสัญญาให้ที่ดิน ซึ่งแสดงว่าบิดาของโจทก์ได้จดทะเบียนยกที่ดินให้แก่โจทก์โดยเสน่หา ประกอบกับคำเบิกความของบิดาโจทก์สอดคล้องกับเอกสารดังกล่าว ขณะที่จำเลยไม่สามารถแสดงหลักฐานการชำระเงินตามที่กล่าวอ้างได้ จึงไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์ได้ ส่งผลให้ทรัพย์สินรายการนี้มีฐานะเป็นทรัพย์ที่โจทก์ได้รับโดยการให้ มิใช่ทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ และไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องแบ่งให้จำเลย แนววินิจฉัยของศาลในคดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน กล่าวคือ เมื่อคำเบิกความของพยานบุคคลขัดกับเอกสารทางราชการหรือขัดกับคำเบิกความของคู่ความเอง ศาลย่อมมีอำนาจพิจารณาว่าพยานหลักฐานใดมีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่า ดังเช่นกรณีที่บิดาของโจทก์เบิกความว่าตนเป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 98 แล้วให้ใส่ชื่อโจทก์ แต่โจทก์กลับเบิกความว่าตนเป็นผู้ซื้อเอง และข้อเท็จจริงดังกล่าวยังสอดคล้องกับสารบัญจดทะเบียนที่ดิน ศาลจึงรับฟังพยานหลักฐานที่สอดคล้องกับเอกสารทางทะเบียนมากกว่า และใช้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นพื้นฐานในการวินิจฉัยสิทธิของคู่กรณี อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ศาลฎีกาได้แยกการพิจารณาระหว่าง "กรรมสิทธิ์ในทรัพย์" กับ "ฐานะของทรัพย์สินในกฎหมายครอบครัว" อย่างชัดเจน แม้ทรัพย์จะเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาก่อนการจดทะเบียนสมรส ก็ไม่ได้เปลี่ยนฐานะเป็นสินสมรสเพียงเพราะมีการสมรสในภายหลัง ผลทางกฎหมายจึงแตกต่างจากทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส ซึ่งต้องพิจารณาตามหลักเกี่ยวกับสินสมรสโดยเฉพาะ หลักดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิทธิในทรัพย์ย้อนหลังโดยไม่มีบทบัญญัติรองรับ และทำให้การคุ้มครองสิทธิของเจ้าของทรัพย์แต่ละฝ่ายเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในขณะที่ได้ทรัพย์นั้นมา เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนววินิจฉัยที่เกี่ยวข้อง หลักกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ในคดีนี้มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลให้เป็นไปตามความเป็นจริงแห่งการได้มาซึ่งทรัพย์สิน โดยพิจารณาจากที่มาของทรัพย์และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร่วมกันทำมาหาได้ มากกว่าจะยึดถือเพียงรูปแบบของการจดทะเบียนหรือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในทะเบียนแต่เพียงอย่างเดียว เพราะหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าทรัพย์เกิดจากการร่วมกันลงทุนหรือร่วมกันประกอบอาชีพก่อนการสมรส ย่อมต้องคุ้มครองสิทธิของทั้งสองฝ่ายในฐานะเจ้าของร่วม แม้ว่าจะยังไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมายในขณะนั้นก็ตาม ขณะเดียวกัน กฎหมายก็ให้ความคุ้มครองทรัพย์ที่บุคคลได้รับโดยการให้โดยเสน่หาแยกออกจากทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ เพื่อรักษาเจตนาของผู้ให้และรักษาสิทธิของผู้รับมิให้ถูกเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะมีการสมรสหรือมีข้อพิพาทในภายหลัง ดังนั้น การพิสูจน์แหล่งที่มาของทรัพย์และลักษณะของนิติกรรมที่ทำให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน จึงเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัยคดีประเภทนี้ แนววินิจฉัยในคดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่าไม่อาจพิจารณาจากการมีชื่อในเอกสารสิทธิหรือช่วงเวลาที่มีการจดทะเบียนสมรสเพียงประการเดียว แต่ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาของทรัพย์แต่ละรายการเป็นรายทรัพย์ หากทรัพย์ใดเกิดจากการให้โดยเสน่หา ย่อมมีผลแตกต่างจากทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ และหากทรัพย์ใดได้มาก่อนการสมรส แม้จะเกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ ก็ย่อมมีฐานะเป็นกรรมสิทธิ์รวม มิใช่สินสมรส การวินิจฉัยแยกเป็นรายทรัพย์เช่นนี้ทำให้การคุ้มครองสิทธิของคู่กรณีเป็นไปตามข้อเท็จจริงของทรัพย์แต่ละรายการ และสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอย่างเป็นธรรม สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยชดใช้เงินแก่โจทก์จำนวน 65,000 บาท ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันรับผิดชำระหนี้แก่ธนาคารคนละครึ่ง และให้แบ่งรถยนต์ ที่ดิน และทรัพย์สินที่พิพาทระหว่างคู่ความฝ่ายละกึ่งหนึ่ง หากแบ่งโดยสภาพไม่ได้หรือจะเกิดความเสียหายมาก ก็ให้ขายโดยประมูลกันเองหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินที่ได้คนละครึ่ง ส่วนที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน หากไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิได้ ให้ฝ่ายที่ได้รับสิทธิชดใช้เงินทดแทนแก่คู่ความอีกฝ่ายตามราคาที่ศาลกำหนด คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เฉพาะในส่วนบ้านเลขที่ 628/1 ที่ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 98 โดยให้แบ่งเฉพาะส่วนของบ้านที่ตั้งอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวแก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง หากแบ่งไม่ได้หรือจะเสียหายมาก ก็ให้ขายโดยประมูลกันเองหรือขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินที่ได้ฝ่ายละครึ่ง นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 มีพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าเป็นทรัพย์ที่บิดาของโจทก์ยกให้โจทก์โดยเสน่หา จำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นการซื้อขายร่วมกัน จึงไม่ต้องแบ่งให้จำเลย ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 ที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์และจำเลยร่วมกันทำมาหาได้ก่อนจดทะเบียนสมรส และนำเงินดังกล่าวไปซื้อทรัพย์ จึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย การจดทะเบียนสมรสในภายหลังไม่มีผลทำให้ทรัพย์ดังกล่าวกลายเป็นสินสมรส แต่ยังคงเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายและต้องแบ่งกันคนละครึ่ง ส่วนประเด็นรถยนต์กระบะที่จำเลยขายไป ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเนื่องจากมิได้โต้แย้งไว้ในฎีกาโดยชัดแจ้ง และมีคำพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญว่าการพิจารณาสถานะของทรัพย์สินต้องอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ได้ทรัพย์ แหล่งที่มาของเงิน และลักษณะของนิติกรรมที่ทำให้ได้ทรัพย์นั้น มิใช่อาศัยเพียงการมีชื่อในเอกสารสิทธิหรือการจดทะเบียนสมรสในภายหลัง หากทรัพย์ได้มาจากเงินที่ชายหญิงร่วมกันทำมาหาได้ก่อนจดทะเบียนสมรส ย่อมเกิดกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์ดังกล่าว และการสมรสภายหลังไม่อาจเปลี่ยนฐานะของทรัพย์ให้กลายเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ ในทางกลับกัน หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์ได้รับโดยการให้โดยเสน่หาและมีพยานหลักฐานรองรับชัดเจน ย่อมได้รับความคุ้มครองในฐานะทรัพย์ของผู้รับโดยเฉพาะ การวินิจฉัยจึงต้องแยกพิจารณาเป็นรายทรัพย์ตามพยานหลักฐานของแต่ละรายการ และคู่ความที่ประสงค์จะโต้แย้งข้อวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ต้องระบุเหตุแห่งการฎีกาไว้โดยชัดแจ้ง มิฉะนั้นย่อมเป็นข้อที่ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัยได้ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ทรัพย์สินที่ชายหญิงร่วมกันซื้อก่อนจดทะเบียนสมรสด้วยเงินที่ร่วมกันทำมาหาได้ จะมีฐานะเป็นสินสมรสหรือเป็นกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่มีผลเปลี่ยนทรัพย์ดังกล่าวให้เป็นสินสมรส แต่ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์รวมและเป็นสินส่วนตัวของแต่ละฝ่ายตามสัดส่วนแห่งสิทธิของตน สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความโดยสังเขป กรรมสิทธิ์รวมก่อนจดทะเบียนสมรส สาระสำคัญคือ หากชายหญิงร่วมกันทำมาหาได้และนำเงินดังกล่าวไปซื้อทรัพย์ก่อนจดทะเบียนสมรส สิทธิในทรัพย์ย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ได้ทรัพย์นั้นมาในลักษณะกรรมสิทธิ์รวม แม้ภายหลังจะจดทะเบียนสมรสก็ไม่มีผลเปลี่ยนฐานะของทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินสมรส การให้โดยเสน่หากับการร่วมกันซื้อทรัพย์ สาระสำคัญคือ การวินิจฉัยว่าทรัพย์เป็นของฝ่ายใดต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์เป็นรายรายการ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้รับโดยการให้โดยเสน่หา ย่อมไม่ต้องนำมาแบ่งให้คู่สมรสหรืออดีตคู่สมรส แต่หากพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ ย่อมต้องรับรองสิทธิของทั้งสองฝ่ายตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์รวม อธิบายหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1356 มาตรา 1356 วางหลักว่า หากทรัพย์สินเป็นของบุคคลหลายคนโดยมิได้แบ่งแยกส่วนเฉพาะของทรัพย์ บุคคลเหล่านั้นย่อมมีกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินนั้น กล่าวคือ แต่ละคนมีสิทธิเป็นเจ้าของในทรัพย์ทั้งสิ่งร่วมกันตามส่วนแห่งสิทธิของตน แต่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของเฉพาะส่วนหนึ่งส่วนใดของตัวทรัพย์จนกว่าจะมีการแบ่งกรรมสิทธิ์รวมตามกฎหมาย หลักดังกล่าวมุ่งคุ้มครองสิทธิของเจ้าของร่วมทุกคนให้ได้รับความเป็นธรรมตามส่วนที่ตนมีอยู่ในทรัพย์สินนั้น และป้องกันมิให้เจ้าของร่วมฝ่ายหนึ่งอ้างสิทธิในทรัพย์ทั้งหมดเพียงลำพังโดยปราศจากเหตุอันชอบด้วยกฎหมาย ในคดีนี้ ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนจดทะเบียนสมรส โจทก์และจำเลยต่างร่วมกันประกอบอาชีพและทำมาหาได้ โดยจำเลยช่วยโจทก์ประกอบกิจการจนเกิดรายได้ร่วมกัน และได้นำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 98 พร้อมบ้านเลขที่ 628/1 แม้ชื่อในทะเบียนจะเป็นของโจทก์ แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเงินที่ใช้ซื้อเป็นเงินที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ สิทธิในทรัพย์ดังกล่าวจึงเกิดขึ้นแก่ทั้งสองฝ่ายในลักษณะกรรมสิทธิ์รวมตามหลักกฎหมาย มิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้มีชื่อในทะเบียนเพียงฝ่ายเดียว ศาลจึงวินิจฉัยให้ทั้งสองฝ่ายมีสิทธิในทรัพย์ดังกล่าวฝ่ายละกึ่งหนึ่ง อันเป็นการปรับใช้หลักกรรมสิทธิ์รวมโดยยึดถือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแหล่งที่มาของทรัพย์เป็นสำคัญ มากกว่าการพิจารณาเพียงรูปแบบทางทะเบียนหรือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1357 มาตรา 1357 วางหลักว่า เจ้าของรวมแต่ละคนย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินรวมตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของตน และสามารถใช้สิทธิในฐานะเจ้าของร่วมได้ภายในขอบเขตที่ไม่กระทบสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่น หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิของเจ้าของร่วมทุกฝ่าย และเป็นพื้นฐานสำคัญในการแบ่งทรัพย์สินเมื่อความเป็นเจ้าของร่วมสิ้นสุดลง ในคดีนี้ เมื่อศาลฎีการับฟังว่าที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 ได้มาจากเงินที่โจทก์และจำเลยร่วมกันทำมาหาได้ก่อนจดทะเบียนสมรส ทรัพย์ดังกล่าวจึงตกอยู่ในบังคับของหลักกรรมสิทธิ์รวม แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะจดทะเบียนสมรสในภายหลัง ก็ไม่มีผลเปลี่ยนฐานะของทรัพย์ดังกล่าวให้กลายเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิของทั้งสองฝ่ายได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ซื้อทรัพย์ด้วยเงินร่วมกัน ผลคือโจทก์และจำเลยต่างมีสิทธิในฐานะเจ้าของรวมฝ่ายละกึ่งหนึ่ง และเมื่อความสัมพันธ์สมรสสิ้นสุดลง การแบ่งทรัพย์จึงต้องแบ่งตามสัดส่วนแห่งกรรมสิทธิ์รวม มิใช่นำหลักเกี่ยวกับสินสมรสมาใช้กับทรัพย์ที่ได้มาก่อนการจดทะเบียนสมรส นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่า หากทรัพย์สินอีกแปลงหนึ่งพิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้รับโดยการให้โดยเสน่หา มิใช่ทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ ย่อมไม่อยู่ในบังคับของหลักกรรมสิทธิ์รวมในข้อพิพาทนี้ และไม่ต้องนำมาแบ่งให้แก่คู่กรณีอีกฝ่าย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้หลักตามมาตรา 1357 จำเป็นต้องอาศัยการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์แต่ละรายการเป็นสำคัญ ก่อนกำหนดสิทธิของเจ้าของรวมและส่วนแห่งกรรมสิทธิ์ของแต่ละฝ่าย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ทรัพย์สินที่ซื้อร่วมกันก่อนจดทะเบียนสมรส จะกลายเป็นสินสมรสเมื่อจดทะเบียนสมรสภายหลังหรือไม่ คำตอบ จากแนวคำวินิจฉัยในคดีนี้ การจดทะเบียนสมรสภายหลังไม่ได้มีผลเปลี่ยนแปลงฐานะของทรัพย์สินที่ได้มาก่อนการสมรสให้กลายเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ ศาลพิจารณาจากช่วงเวลาที่ได้ทรัพย์และแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์เป็นสำคัญ หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในขณะที่ซื้อทรัพย์ ชายหญิงยังมิได้จดทะเบียนสมรส แต่ต่างฝ่ายต่างร่วมกันประกอบอาชีพและร่วมกันทำมาหาได้ แล้วนำเงินดังกล่าวไปซื้อทรัพย์ สิทธิในทรัพย์ย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่ขณะนั้นในลักษณะกรรมสิทธิ์รวมของทั้งสองฝ่าย การสมรสที่เกิดขึ้นภายหลังไม่ทำให้ทรัพย์ดังกล่าวเปลี่ยนฐานะเป็นสินสมรส เพราะสิทธิในทรัพย์ได้เกิดขึ้นแล้วก่อนวันที่มีการสมรสตามกฎหมาย ดังนั้น การแบ่งทรัพย์ภายหลังการหย่าจึงต้องแบ่งตามสิทธิแห่งกรรมสิทธิ์รวม มิใช่แบ่งในฐานะสินสมรส ทั้งนี้ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์แต่ละรายการเป็นรายกรณี มิใช่อาศัยเพียงวันที่จดทะเบียนสมรสหรือชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น 2. คำถาม หากโฉนดที่ดินมีชื่อเพียงฝ่ายเดียว อีกฝ่ายจะมีสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินได้หรือไม่ คำตอบ การที่โฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิปรากฏชื่อบุคคลเพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้หมายความว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะไม่มีสิทธิในทรัพย์นั้นเสมอไป หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวได้มาจากเงินที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันทำมาหาได้ หรือเกิดจากการร่วมกันลงทุนก่อนจดทะเบียนสมรส ศาลย่อมมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงดังกล่าวและวินิจฉัยว่าทรัพย์นั้นเป็นกรรมสิทธิ์รวมได้ แม้ในทางทะเบียนจะมีชื่อเจ้าของเพียงคนเดียวก็ตาม คดีนี้ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร่วมกันประกอบอาชีพและการนำเงินที่ร่วมกันทำมาหาได้ไปซื้อทรัพย์ มากกว่าการพิจารณาเฉพาะชื่อที่ปรากฏในเอกสารสิทธิ จึงสะท้อนให้เห็นว่าหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของเงิน การมีส่วนร่วมในการทำมาหาได้ และพฤติการณ์โดยรวมของคู่กรณี ล้วนเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ศาลใช้ประกอบการวินิจฉัยสิทธิในทรัพย์สิน และอาจทำให้อีกฝ่ายได้รับการรับรองสิทธิในฐานะเจ้าของร่วมได้ แม้ไม่มีชื่อในโฉนดที่ดินก็ตาม 3. คำถาม ทรัพย์สินที่ได้รับจากบิดามารดาโดยการให้ ต้องแบ่งให้อดีตคู่สมรสหรือไม่ คำตอบ แนวคำวินิจฉัยในคดีนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สินแต่ละรายการโดยละเอียด หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ที่ผู้ให้ได้โอนให้โดยเสน่หา และมีหลักฐานทางทะเบียนหรือเอกสารประกอบสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ย่อมรับฟังได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ผู้รับได้รับโดยการให้ มิใช่ทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้ของคู่กรณี ในกรณีเช่นนี้ ศาลไม่จำเป็นต้องนำทรัพย์ดังกล่าวมาแบ่งให้แก่อีกฝ่าย เพราะข้อเท็จจริงมิได้รับฟังว่าอีกฝ่ายมีส่วนร่วมในการได้มาซึ่งทรัพย์นั้น คดีนี้ศาลรับฟังว่าที่ดินแปลงหนึ่งเป็นทรัพย์ที่บิดาของโจทก์จดทะเบียนยกให้แก่โจทก์โดยเสน่หา ประกอบกับจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการซื้อขายร่วมกัน จึงวินิจฉัยว่าไม่ต้องแบ่งทรัพย์รายการดังกล่าวให้แก่จำเลย หลักสำคัญจึงอยู่ที่การพิสูจน์แหล่งที่มาของทรัพย์และความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน มิใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 4. คำถาม เหตุใดศาลจึงแบ่งทรัพย์สินบางรายการ แต่ไม่แบ่งทรัพย์สินอีกบางรายการ คำตอบ สาเหตุที่ศาลแบ่งทรัพย์สินแตกต่างกันในแต่ละรายการ เนื่องจากศาลไม่ได้พิจารณาทรัพย์สินทั้งหมดในลักษณะเดียวกัน แต่พิจารณาเป็นรายทรัพย์ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน สำหรับทรัพย์ที่รับฟังได้ว่าเกิดจากเงินที่คู่กรณีร่วมกันทำมาหาได้ก่อนจดทะเบียนสมรส ศาลวินิจฉัยว่าเป็นกรรมสิทธิ์รวม จึงให้แบ่งกันฝ่ายละกึ่งหนึ่ง แต่สำหรับทรัพย์ที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้รับโดยการให้จากบุคคลอื่น และไม่มีพยานหลักฐานว่าคู่กรณีอีกฝ่ายร่วมกันซื้อหรือร่วมกันชำระราคา ศาลย่อมรับฟังว่าเป็นทรัพย์ของผู้รับเพียงฝ่ายเดียวและไม่ต้องแบ่งให้แก่คู่กรณีอีกฝ่าย แนววินิจฉัยดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่าไม่ได้ใช้หลักเหมารวมกับทรัพย์ทุกประเภท แต่ต้องพิจารณาที่มาของทรัพย์แต่ละรายการ ความน่าเชื่อถือของพยานบุคคล เอกสารทางทะเบียน และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาของทรัพย์เป็นสำคัญ เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิของแต่ละฝ่ายเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ในคดี 5. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยประเด็นเกี่ยวกับรถยนต์กระบะที่จำเลยขายไป คำตอบ ในคดีนี้ ศาลฎีกาไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาของข้อพิพาทเกี่ยวกับรถยนต์กระบะ เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้แล้ว และจำเลยมิได้โต้แย้งคำวินิจฉัยดังกล่าวไว้ในฎีกาโดยชัดแจ้ง ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นข้อที่ต้องห้ามฎีกาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และไม่อาจยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาวินิจฉัยได้อีก แม้ว่าจำเลยจะอ้างเหตุผลว่าจำเป็นต้องขายรถยนต์เพื่อนำเงินไปรักษาพยาบาลบิดามารดาและโจทก์รับทราบก็ตาม แต่เมื่อไม่มีการโต้แย้งเหตุแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์อย่างชัดเจนตามขั้นตอนของกฎหมาย ศาลฎีกาย่อมไม่มีอำนาจก้าวล่วงไปพิจารณาข้อพิพาทในส่วนนั้น หลักการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการดำเนินคดีในชั้นฎีกาไม่ได้พิจารณาข้อพิพาททุกเรื่องใหม่ทั้งหมด แต่ต้องอยู่ภายในขอบเขตของประเด็นที่คู่ความยกขึ้นฎีกาไว้โดยถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นหลักสำคัญที่คู่ความต้องใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาอย่างครบถ้วนและชัดเจน บทสรุป คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินของคู่สมรสที่ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์มากกว่ารูปแบบทางทะเบียนหรือการจดทะเบียนสมรสในภายหลัง โดยศาลวินิจฉัยว่า หากชายหญิงร่วมกันทำมาหาได้และนำเงินดังกล่าวไปซื้อทรัพย์ในช่วงที่ยังมิได้จดทะเบียนสมรส สิทธิในทรัพย์ย่อมเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ได้ทรัพย์นั้นมาในลักษณะกรรมสิทธิ์รวม แม้ต่อมาจะจดทะเบียนสมรสแล้ว ก็ไม่มีผลทำให้ทรัพย์ดังกล่าวเปลี่ยนฐานะเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ แต่ยังคงเป็นสินส่วนตัวของทั้งสองฝ่ายตามส่วนแห่งกรรมสิทธิ์รวม ขณะเดียวกัน คดีนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาว่าทรัพย์รายการใดต้องแบ่งหรือไม่ ต้องพิจารณาเป็นรายทรัพย์จากพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยตรง หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์ได้รับโดยการให้โดยเสน่หาและมีหลักฐานรองรับอย่างชัดเจน ทรัพย์นั้นย่อมไม่ถือว่าเกิดจากการร่วมกันทำมาหาได้และไม่ต้องนำมาแบ่งแก่คู่กรณีอีกฝ่าย แตกต่างจากทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมกันประกอบอาชีพหรือร่วมกันสร้างฐานะก่อนการสมรส ซึ่งศาลย่อมรับรองสิทธิของทั้งสองฝ่ายตามข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ อีกประเด็นสำคัญที่คดีนี้สะท้อนคือ ความสำคัญของการนำสืบพยานหลักฐานและการใช้สิทธิในกระบวนพิจารณาอย่างถูกต้อง เพราะศาลให้ความสำคัญกับเอกสารทางทะเบียน สัญญา และข้อเท็จจริงที่สอดคล้องกันมากกว่าคำกล่าวอ้างเพียงลำพัง อีกทั้งในชั้นฎีกา คู่ความจะต้องโต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไว้โดยชัดแจ้ง หากไม่ดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนด ศาลฎีกาย่อมไม่อาจรับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวได้ แนวคำวินิจฉัยในคดีนี้จึงตอกย้ำหลักสำคัญว่า สิทธิในทรัพย์สินของคู่กรณีมิได้ขึ้นอยู่กับการจดทะเบียนสมรสเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้มาซึ่งทรัพย์ แหล่งที่มาของเงิน และพยานหลักฐานที่พิสูจน์ได้ในแต่ละรายการ การแยกความแตกต่างระหว่างกรรมสิทธิ์รวม สินส่วนตัว และทรัพย์ที่ได้รับโดยการให้ จึงเป็นหัวใจสำคัญของการวินิจฉัยคดีประเภทนี้ และเป็นหลักกฎหมายที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการพิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13718/2555 เงินที่โจทก์และจำเลยทำมาหาได้ร่วมกันเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันก่อนที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและบ้าน ที่ดินและบ้านที่ซื้อจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย การจดทะเบียนสมรสกันในภายหลังไม่มีผลทำให้ที่ดินและบ้านดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสแต่อย่างใด จึงยังคงเป็นสินส่วนตัวของทั้งโจทก์และจำเลย ซึ่งต้องแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์ฟ้อง ขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน หากจำเลยไม่ไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ ขอให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนางสาว ส. และเด็กหญิง ธ. บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง แต่เพียงผู้เดียว กับให้โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กข 6408 สุพรรณบุรี จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้จำเลยและโจทก์หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสอง กับให้แบ่งทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันและสินสมรส คือ รถยนต์ 4 คัน กับที่ดิน 8 แปลง ให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่ง คิดเป็นเงิน 600,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกันให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองนางสาว ส. และเด็กหญิง ธ. บุตรผู้เยาว์ทั้งสอง แต่เพียงผู้เดียว ให้จำเลยชดใช้เงิน 65,000 บาท แก่โจทก์ ให้โจทก์และจำเลยร่วมกันรับผิดชำระหนี้ 433,000 บาท แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรคนละกึ่งหนึ่ง และให้แบ่งทรัพย์สิน คือ รถยนต์ตู้ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน 3 ฝ - 6057 กรุงเทพมหานคร รถยนต์กระบะยี่ห้อนิสสัน หมายเลขทะเบียน ผ 1715 กาญจนบุรี รถยนต์เก๋งยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน กข 6408 สุพรรณบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 1 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ (บ่อพลอย) จังหวัดกาญจนบุรี ที่ดินโฉนดเลขที่ 98 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี และที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน อำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี 5 แปลง เลขที่ 6213, 6214, 6215, 6216 และ 6217 แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายโดยประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์และจำเลยหรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งก็ได้ สำหรับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน เลขที่ 6213, 6214, 6215, 6216, และ 6217 หากไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อผู้มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินทางทะเบียนได้ ให้โจทก์หรือจำเลยซึ่งเป็นฝ่ายที่มีสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินชดใช้เงินทดแทนเป็นจำนวนกึ่งหนึ่งของราคาที่ดิน คือ 5,000 บาท 7,500 บาท 10,000 บาท 20,000 บาท และ 15,000 บาท ตามลำดับแก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งก็ได้ ค่าฤชาธรรมเนียมของโจทก์และจำเลยตามฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ คำขออื่นของโจทก์และจำเลยนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้เป็นว่าให้แบ่งทรัพย์สินบ้านเลขที่ 628/1 เฉพาะส่วนที่ปลูกอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 98 ตำบลหนองปรือ กิ่งอำเภอหนองปรือ จังหวัดกาญจนบุรี ให้โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง ถ้าการแบ่งเช่นว่านี้ไม่อาจทำได้หรือจะเสียหายมากนัก ก็ให้ขายโดยประมูลราคากันเองระหว่างโจทก์และจำเลย หรือขายทอดตลาดแล้วนำเงินที่ขายได้มาแบ่งคนละกึ่งหนึ่งก็ได้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า สำหรับปัญหาเรื่องที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 และเลขที่ 98 นั้น ศาลฎีกาเห็นควรพิจารณาฎีกาของโจทก์จำเลยไปด้วยกัน โจทก์มีตัวโจทก์และนายสมชาย บิดาโจทก์เป็นพยาน โดยนายสมชายเบิกความว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 และที่ดินโฉนดเลขที่ 98 มีเนื้อที่ติดกัน เดิมเป็นของพยาน พยานซื้อมาจากบุคคลภายนอกเมื่อประมาณ 30 ปีมาแล้ว โดยขณะที่ซื้อมีบ้านชั้นเดียวปลูกอยู่บนที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาพยานได้แบ่งขายที่ดินโฉนดเลขที่ 98 พร้อมบ้านชั้นเดียวให้นายเกลียว น้องชายในราคา 35,000 บาท ที่ดินทั้งสองแปลงเดิมไม่มีเอกสารสิทธิ ภายหลังที่พยานโอนขายให้นายเกลียวแล้ว ทางราชการได้ออกเอกสารสิทธิให้แก่พยานและนายเกลียว โดยพยานเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 ส่วนนายเกลียวเป็นเจ้าของที่ดินเลขที่ 98 ส่วนตัวบ้านนั้นปลูกคร่อมเต็มเนื้อที่ที่ดินทั้งสองแปลง ต่อมาพยานขอซื้อที่ดินคืนจากนายเกลียวในราคาเดิม 35,000 บาท ที่ดินส่วนที่พยานซื้อคืนจากนายเกลียวคือที่ดินโฉนดเลขที่ 98 นั้น พยานให้นายเกลียวโอนให้แก่โจทก์ โดยระบุว่าเป็นการขาย (บิดาโจทก์ซื้อที่ดินดังกล่าว แต่ใส่ชื่อโจทก์) เพราะพยานตั้งใจยกที่ดินทั้งโฉนดเลขที่ 98 และ 1147 ให้โจทก์ สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 98 นั้น โจทก์เบิกความว่าบิดาโจทก์ขายให้นายเกลียว ในราคา 35,000 บาท เมื่อบิดายกบ้านเลขที่ 628/1 ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินนายเกลียวด้วยให้โจทก์ โจทก์จึงขอซื้อที่ดินที่มีบ้านเลขที่ 628/1 ตั้งอยู่ด้วยจากนายเกลียวในราคา 100,000 บาท ตามโฉนดที่ดินเลขที่ 98 และหนังสือสัญญาขายที่ดิน ซึ่งสัญญาขายที่ดินระบุว่า มีสิ่งปลูกสร้างเป็นห้องแถวไม้ชั้นเดียว เนื่องจากเป็นการระบุตามเอกสารเดิม ความจริงขณะซื้อที่ดินจากนายเกลียวนั้น มีสิ่งปลูกสร้างเป็นห้องแถวไม้ 2 ชั้น คือ บ้านเลขที่ 628/1 ปลูกสร้างอยู่แล้ว เนื่องจากบิดาโจทก์ต่อเติมชั้นที่สองให้ โจทก์ได้ชำระราคาที่ดินและค่าบ้านให้นายเกลียวหมดแล้ว ซึ่งตามคำเบิกความของโจทก์นั้น โจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 ส่วนที่ตั้งอยู่บนที่ดินดังกล่าวเอง มิใช่บิดาเป็นผู้ซื้อ แล้วใส่ชื่อทางทะเบียนเป็นชื่อโจทก์ ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 นั้น บิดาโจทก์ซื้อมาจากบุคคลภายนอก แล้วยกให้โจทก์ตามสำเนาโฉนดที่ดินและสำเนาหนังสือสัญญาให้ที่ดิน สำหรับปัญหาที่ดินทั้งสองแปลงและบ้านดังกล่าวจำเลยเบิกความว่า โจทก์และจำเลยพักอาศัยอยู่ในบ้านเลขที่ 628/1 ซึ่งเป็นบ้านที่ปลูกอยู่บนที่ดินที่ซื้อมาจากนายเกลียวและปลูกอยู่บนที่ดินของนายสมชาย บิดาโจทก์ เดิมบ้านดังกล่าวมี 2 ห้อง โดยห้องหนึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินของบิดาโจทก์ ส่วนอีกห้องหนึ่งปลูกสร้างอยู่บนที่ดินนายเกลียวซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมกันซื้อมาจากนายเกลียว โดยในขณะนั้นโจทก์กับจำเลยยังคงทำอาชีพส่งอาหารให้ลูกค้าตามที่สั่ง รวมทั้งจำเลยยังขับรถยนต์ตู้รับจ้างในบางครั้งตามที่มีผู้ว่าจ้างต่อมาโจทก์และจำเลยซื้อที่ดินจากบิดาโจทก์ 50,000 บาท เพื่อจะได้ทุบกำแพงกั้นห้องทั้งสองให้ทะลุถึงกัน และระบุว่าบิดาโจทก์ยกให้โดยเสน่หาเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีแต่ให้เจ้าหน้าที่ตีราคาที่ดินว่า 50,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ซื้อขายกันจริง เห็นว่า สำหรับที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 นั้น โจทก์และนายสมชาย บิดาโจทก์เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า นายสมชาย บิดาโจทก์ยกให้โจทก์โดยเสน่หา ปรากฏหลักฐานตามสัญญาให้ที่ดิน และสารบัญจดทะเบียนของโฉนดที่ดินเลขที่ 1147 ซึ่งระบุว่า นายสมชายจดทะเบียนการให้ที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2547 ที่จำเลยเบิกความว่า ตนกับโจทก์เป็นผู้ซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 ในราคา 50,000 บาท นั้น นอกจากขัดกับหลักฐานทางทะเบียนดังกล่าวแล้ว จำเลยก็ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่วินิจฉัยว่า ทางนำสืบของจำเลยไม่ปรากฏว่ามีการชำระเงิน 50,000 บาท ให้แก่นายสมชาย บิดาโจทก์นั้นว่าไม่ชอบอย่างไร นับว่ามีพิรุธ ส่วนจำนวนเงิน 50,000 บาท ตามที่ระบุไว้ในหนังสือสัญญาให้ที่ดินนั้น ก็เป็นราคาของที่ดินดังกล่าว ไม่ใช่ราคาซื้อขายดังที่จำเลยฎีกา ซึ่งราคาซื้อขายอาจจะมากกว่านี้หรือน้อยกว่านี้ก็ได้ แล้วแต่ข้อตกลงของคู่สัญญา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่จำต้องแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 1147 และบ้านเลขที่ 628/1 ให้จำเลยกึ่งหนึ่งนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 ส่วนที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวนั้นเห็นได้ว่า คำเบิกความของนายสมชาย บิดาโจทก์ที่นำสืบว่า พยานซื้อที่ดินดังกล่าวคืนจากนายเกลียว แล้วให้ใส่ชื่อโจทก์ เพราะต้องการยกที่ดินดังกล่าวให้โจทก์เช่นเดียวกับที่ดินและบ้านแปลงติดกันตามโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 ส่วนที่อยู่บนที่ดินดังกล่าวดังที่วินิจฉัยไว้ข้างต้นนั้นขัดกับคำเบิกความของโจทก์ที่เบิกความว่า โจทก์ซื้อมาจากนายเกลียวในราคา 100,000 บาท โดยคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวนี้ ตรงกับที่ระบุไว้ในสารบัญจดทะเบียนว่า วันที่ 4 ตุลาคม 2538 นายเกลียวขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่านายสมชายบิดาโจทก์ที่เบิกความว่า พยานเป็นคนซื้อที่ดินดังกล่าวพร้อมบ้านบนที่ดิน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์กับจำเลยร่วมกันซื้อที่ดินดังกล่าวมาในปี 2538 ซึ่งโจทก์กับจำเลยอยู่กินกันฉันสามีภริยากันโดยยังไม่จดทะเบียนสมรสในขณะนั้นจำเลยนำสืบว่า จำเลยยังช่วยโจทก์ทำมาหากิน โดยจำเลยช่วยโจทก์ขายก๋วยเตี๋ยว ส่งก๋วยเตี๋ยวให้ลูกค้า ซึ่งโจทก์ก็เบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านรับว่า จำเลยช่วยทำหน้าที่ดังกล่าว ดังนั้นเงินที่นำไปซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 98 และบ้านเลขที่ 628/1 บางส่วนจึงเป็นเงินที่โจทก์ จำเลยทำมาหาได้ร่วมกันจึงเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันก่อนที่โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อมา ที่ดินและบ้านดังกล่าวจึงเป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลย การจดทะเบียนสมรสกันในภายหลังไม่มีผลทำให้ที่ดินและบ้านดังกล่าวกลายเป็นสินสมรสแต่อย่างใด จึงยังคงเป็นสินส่วนตัวของทั้งโจทก์และจำเลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ให้แบ่งกันคนละกึ่งหนึ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ที่โจทก์ฎีกาว่าเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ฝ่ายเดียวโดยจำเลยไม่มีส่วนร่วมใดๆ นั้น ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า รถยนต์กระบะ ซึ่งจำเลยขายไปได้เงิน 130,000 บาท ซึ่งจำเลยฎีการับว่ารถยนต์กระบะดังกล่าวเป็นสินสมรสของโจทก์และจำเลย แต่จำเลยไม่นำเงินที่ขายรถยนต์กระบะดังกล่าวมาแบ่งให้โจทก์เป็นเงิน 65,000 บาท นั้น จำเลยฎีกาว่าจำเลยจำเป็นต้องขายรถยนต์กระบะคันดังกล่าว เนื่องจากต้องนำเงินมารักษาพยาบาลบิดามารดาจำเลยซึ่งโจทก์ก็ทราบดีและยินยอมว่าโจทก์ไม่ติดใจเงินจำนวนนี้ ดังนั้นจึงถือว่ารถยนต์กระบะคันนี้ได้ถูกแบ่งไปแล้วและไม่จำต้องนำมาแบ่งซ้ำซ้อนอีกนั้นสำหรับปัญหานี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัยว่าจำเลยนำสืบว่าจำเลยนำเงินดังกล่าวไปชำระหนี้ที่ยืมมารักษาพยาบาลบิดามารดาของจำเลย จึงเป็นการขายเพื่อประโยชน์ของจำเลยฝ่ายเดียวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1534 ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้นยังมีอยู่เพื่อจัดแบ่งสินสมรสตามมาตรา 1533 นั้น จำเลยไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ในปัญหาข้อนี้ไว้ในฎีกาโดยชัดแจ้งจึงต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคแรก ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหานี้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





